3 สิ่งดีๆ ในอาทิตย์ที่ผ่านมา

  • 27 ก.พ. 2555
    น.สพ.ดร.สโรช แก้วมณี
    นักวิจัยประจำศูนย์เฝ้าระวังและติดตามโรคจากสัตว์ป่า สัตว์ต่างถิ่น และสัตว์อพยพ คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

    1) มื้อพิเศษกับคนพิเศษในวันแห่งความรัก 14 ก.พ. 2555

    สำหรับผมคงจะเหมือนกับคู่รักคู่อื่นๆ ที่อยากจะมีช่วงเวลาพิเศษกับคนพิเศษในวันที่พิเศษแบบนี้ ผมพยายามมีสมาธิตั้งใจทำงานต่างๆ ให้เสร็จเร็วขึ้น (แต่คงไว้ซึ่งประสิทธิภาพ) เพื่อที่จะได้ออกเดินทางจากที่ทำงานไปพบกับคนพิเศษยังที่นัดหมาย แต่ก่อนที่ผมจะออกเดินทาง ดันมีเหตุให้ต้องเข้าประชุมด่วนเสียนี่ แต่งานก็คืองาน อีกอย่างสาวเจ้าก็เข้าใจในเนื้องานและภาระหน้าที่ของผมเป็นอย่างดี ผมจึงเข้าร่วมประชุมวางแผนงานและนโยบายต่างๆ ร่วมกับทีมงาน เสร็จแล้วจึงรีบออกเดินทางไปยังที่หมายทันที

    เมื่อไปถึงที่หมาย สาวคนสวยนั่งรอผมที่ร้านเครื่องดื่มในชุดเดรสสีน้ำเงินพร้อมด้วยดวงตากลมและผมยาวสลวยสวยสะดุดตา เธอยื่นช็อกโกแลตมาให้ผมกล่องนึงพร้อมกับคำพูดที่หลายๆ ท่านน่าจะเดาได้ "สุขสันต์วันวาเลนไทน์นะคะ" แน่นอน ผมไม่ยอมน้อยหน้าเธอหรอกครับ ผมเองก็มีทีเด็ดเป็นช็อกโกแลต Royce จากประเทศญี่ปุ่น พร้อมด้วยที่ห้อยพวงกุญแจรูปหัวใจแบบทำมือ ทำเอาสาวเจ้ายิ้มอย่างมีความสุขเลยล่ะครับ

    หลังจากทักทายและให้ของขวัญกันแล้ว ก็ถึงเวลาอาหารเย็น เธออยากทานอาหารญี่ปุ่นครับ ซึ่งตัวผมเองก็ไม่มีปัญหาเพราะตั้งแต่เรียนจบกลับมาไทยก็ไม่ได้ไปทานนานแล้ว แต่วันนี้ไม่ว่าร้านไหนๆ ก็มีคู่รักมาจองคิวกันเต็มไปหมดเลยครับ หลังจากเลือกร้านและทำการจองที่ซึ่งต้องรอประมาณ 1 ชั่วโมง เราจึงตัดสินใจไปหาร้านนั่งจิบชารอเวลากัน ซึ่งก็ได้ร้านเครื่องดื่มชาเขียว "CHOHO" กับบรรยากาศสบายๆ พร้อมจิบชาเขียวคุณภาพเยี่ยมส่งตรงจากเมืองเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น เป็นการรอเวลาก็ถือว่าไม่เลวเลยครับ ระหว่างรอเราก็พูดคุยกันหลายเรื่อง ทั้งเรื่องงาน เรื่องเที่ยว แผนการต่างๆ ในอนาคต ในบรรยากาศสบายๆ

    เมื่อได้เวลา เราก็เดินไปที่ร้านอาหารญี่ปุ่นนั้นอีกครั้ง โชคดีมากที่ถึงคิวของเราพอดี และโชคดีอีกขั้นที่เราได้ที่นั่งค่อนข้างส่วนตัว ผมตัดสินใจให้เธอเลือกชุดอาหารตามใจชอบ 1 ชุด แล้วผมก็เลือกสลัดมาทานอีก 1 จาน ทั้งนี้แม้จะเป็นวันสำคัญ แต่มื้อเย็น-ค่ำทานเยอะเกินไปคงจะไม่ดีเท่าไหร่จริงไหมครับ?

    ทานอาหารเสร็จ ก็ถึงเวลาต้องแยกย้ายกันกลับบ้าน เพราะว่าวันรุ่งขึ้นแต่ละคนก็มีงานต้องทำแต่เช้า หลายๆ คนอาจมองว่า มันช่างดูเป็นกิจกรรมวันวาเลนไทน์ที่ธรรมดาเหลือเกิน แต่เมื่อมองถึงสิ่งดีๆ ที่เรามีให้กัน การให้เกียรติ การถนอมน้ำใจ ความเข้าใจซึ่งกันและกัน ฯลฯ ผมว่ามันมีค่ากับเราสองคนโดยไม่จำเป็นต้องไปเปรียบเทียบกับคู่อื่นๆ อีกแล้ว ถือเป็นหนึ่งใน "สิ่งดีๆ ที่เกิดขึ้น" ครับ

    2) ดูแลเอาใจใส่บุพการีในวันแห่งความรัก

    เป็นเรื่องต่อเนื่องจาก 1) ครับ ผมกลับมาบ้านพร้อมกับไปหอมแก้มคุณพ่อและคุณแม่ ท่านทั้งสองมีพระคุณต่อผมและน้องชายมากขนาดไหน คงจะไม่สามารถสาธยายได้หมด ตอนนี้แม้ท่านจะอายุมากขึ้น แต่ความรักและความห่วงใยที่มีต่อลูกไม่ได้ลดน้อยลงไปเลย ท่านยังคงให้ความรัก ความเอาใจใส่ แก่ลูกๆ เป็นอย่างดีเสมอมา แต่เรื่องของอาหารการกินหรือแม้แต่เรื่องสุขภาพ คงจะมีพ่อแม่น้อยคนที่จะบอกลูกตรงๆ ว่าท่านอยากทานอะไรเป็นพิเศษ หรือท่านไม่สบายช่วยมาดูแลหน่อย เพราะท่านทั้งสองไม่อยากให้ลูกๆ รู้สึกว่าเป็นภาระ แต่นี่คือสิ่งที่ลูกต้องรู้จัก "ช่างสังเกต" และ "ปรนนิบัติ" ท่านทั้งสองเองโดยไม่ต้องให้ใครบอกต่างหาก ซึ่งตอนนี้ก็ถึงเวลาที่ผมและน้องชายควรดูแลพ่อและแม่ให้ดีที่สุดแล้ว

    กรณีของพ่อ ผมค่อนข้างกังวลเรื่องของน้ำหนักตัวและการขับถ่าย ส่วนคุณแม่นั้นจะเป็นเรื่องของปัญหาวัยหมดประจำเดือน ผมจึงหาซื้อนม ผลไม้ ตลอดจนผลิตภัณฑ์เสริมอาหารมาให้พ่อกับแม่เสมอ โดยวันนี้ผมซื้อด้วยนมเสริมแคลเซี่ยมและลูกพรุนมาให้ท่านครับ ก็มอบให้ท่านกับมือพร้อมกับไถ่ถามเรื่องสุขภาพ น้ำหนัก การทำงาน ตลอดจนเรื่องต่างๆ เพื่อให้ได้รายละเอียดว่าท่านกำลังมีปัญหาอะไรเพิ่มเติมหรือไม่ การพูดคุยในวันนี้ผ่านไปได้ดี คุณพ่อมีปัญหาเรื่องปวดหลังและขาเล็กน้อย ส่วนคุณแม่ท่านค่อนข้างเหนื่อยจากการเดินทาง ผมนวดหลังและขาให้กับคุณพ่อและคุณแม่ ท่านรู้สึกสบายขึ้นมาก

    ครอบครัวผมจะออกไปทานข้าวนอกบ้าน 1-2 สัปดาห์/ครั้ง ทั้งนี้แล้วแต่ตารางงานของคุณพ่อ ตัวผม และน้องชายด้วย ส่วนใหญ่ผมจะให้คุณพ่อ-คุณแม่เป็นผู้เลือกเมนูอาหารหรือร้านที่อยากทาน ซึ่งจากประสบการณ์ของผม หากเป็นร้านอาหารฝรั่งหรือสุกี้ยากี้ ท่านจะไม่ค่อยอิ่มกันเท่าไหร่ พอถึงมื้อเย็นก็ต้องทานข้าวอีก ซึ่งจะเป็นอุปสรรคต่อการควบคุมน้ำหนัก แต่ถ้าพาไปทานข้าวแกงปักษ์ใต้ ท่านจะอิ่มอร่อยในราคาที่ประหยัด แถมมื้อเย็นท่านทานแต่สลัดผักหรือผลไม้ก็เพียงพอแล้ว บางครั้ง "Simple is the best" ครับ

    3) ให้คำปรึกษาลูกศิษย์

    การให้ความช่วยเหลือและติดตามความเป็นไปของนักศึกษานั้นถือเป็นหน้าที่ที่อาจารย์และผู้มีประสบการณ์ชีวิตมากกว่าสามารถทำได้เป็นอย่าง ผมได้รับโทรศัพท์จากนักศึกษาหญิงและชายอย่างละคน ทั้งสองคนมีปัญหาเหมือนกัน (แต่ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกัน) คือเรื่องของการเรียนและความรัก...ทั้งสองคนต้องทำงานพิเศษเพื่อหาเงินมาช่วยเหลือจุนเจือทางบ้าน ทำให้สมาธิในการเรียนในห้องลดน้อยลง ผลที่ตามมาคือคะแนนสอบไม่ดี เกรดออกมาไม่ดี เมื่อความกดดันในห้องเรียนเพิ่มขึ้น ทำให้มีปัญหาไปถึงเรื่องของความรักด้วย เมื่อคนรักของแต่ละคนทราบถึงปัญหาและไม่สามารถร่วมด้วยช่วยแก้ได้ ผลลัพธ์คือการทะเลาะเบาะแว้งและการเลิกรา ทำให้ทั้งคู่หมดกำลังใจในการเรียน ผมจึงต้องขอมีส่วนร่วมเข้ามาร่วมแก้ปัญหาให้พวกเขา

    สิ่งที่ผมแนะนำทั้งคู่เริ่มต้นจากเรื่องของ "ความรัก"...ผมแนะนำทั้งคู่ว่าสามารถเสียใจได้ แต่ต้องรีบลุกขึ้นมาสู้ใหม่ เพราะเรามีสิ่งที่ต้องทำอีกเยอะแยะมากมายในชีวิต จะมายอมแพ้เพียงแค่อุปสรรคเพียงเท่านี้ไม่ได้...ส่วนเรื่องของการเรียนและการทำงานนั้น ผมแนะนำทั้งคู่ว่าให้เพลาเรื่องการสอนพิเศษและการทำงานพิเศษลงเพื่อเพิ่มสมาธิในการเรียนให้มากขึ้น และสุดท้ายคือเรื่องของการเรียน...ผมให้ทั้งคู่อ่านหนังสือและให้สรุปใจความสำคัญของแต่ละหัวข้อมา ซึ่งทั้งคู่สามารถทำได้ดีเลยทีเดียว แสดงว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่สติปัญญา แต่อยู่ที่เรื่องของสมาธิ สุดท้าย ผมได้แนะนำทั้งคู่ถึงการเรียนในแต่ละหัวข้อ แต่ละวิชาว่าใจความสำคัญนั้นอยู่ตรงไหน เพื่อช่วยทุ่นเวลาในการอ่านหนังสือของทั้งคู่ให้น้อยลง

    หลังจากแนะนำไปแล้ว สิ่งต่อไปที่ผมต้องติดตามคือคะแนนสอบแต่ละวิชาของแต่ละคนว่าเป็นอย่างไรบ้าง หากว่าดีขึ้น แสดงว่าคำแนะนำของผมได้ผล สามารถดำเนินการต่อไปได้

    แต่หากยังไม่ดีมากหรือแย่ลง ผมก็ไม่สามารถทอดทิ้งพวกเขาได้และก็ต้องมานั่งจับเข่าคุยกันอีกว่าปัญหาอยู่ตรงไหนแล้วก็แก้ไขให้ตรงประเด็นต่อไปครับ

    Share this

    2,874 reads
 

creative-commonsแสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน 3.0 ประเทศไทย
พัฒนาเว็บไซต์โดย โอเพ่นดรีม