3 สิ่งดีๆ ในอาทิตย์ที่ผ่านมา

  • 17 ม.ค. 2554
    นันทขว้าง สิรสุนทร
    บรรณาธิการข่าวบันเทิง เนชั่นทีวี

    1. การกลับไปดู “โรงเรียนเก่า”

    ท่ามกลางกระแสวัตถุนิยมที่ถาโถมรุนแรงและเชี่ยวกรากมากกว่าน้ำท่วมที่หาดใหญ่ ผมรู้สึกว่าการอ่านหนังสือริมระเบียงบ้าน หรือขับรถไปชนบท กระทั่งการไปวิ่งสวนลุมทุกเย็น ยังเป็นกิจกรรมที่ “รั้ง” ตัวเองไว้ไม่ให้ถูกพัดพาไปหมดกับเรื่องของสังคมยุคใหม่

    ส่วนหนึ่งผมไม่ปฏิเสธเรื่องค่านิยมทางสังคมบางอย่างแน่นอน แต่ผมไม่มีวันจะให้ตัวเองถูกระแสบางอย่างพัดพาอยู่ตลอดเวลา การค้นหาแง่มุมสงบหรือเรื่องราวความโรแมนติคส่วนตัว จึงเป็นเรื่องที่ควรจะทำเมื่อมีโอกาส (ทั้งยังไม่ต้องไปโฆษณาเพื่อการตลาด)

    สัปดาห์ที่ผ่านมา ผมมีวันหยุดยาวๆ ต่อเนื่องมาจากเทศกาลปีใหม่ สิ่งที่เลือกทำก็คือ การแอบขับรถไปดูโรงเรียนเก่าตอนชั้นประถมที่เซนต์แมรี่ย์ ย่านพระประแดง โรงเรียนนี้มีชื่อเดิมในสมัยก่อนว่า “ประชานาถ” เป็นโรงเรียนคริสต์และครอบครัวผมก็เป็นคริสต์ ตัวเองจึงมีความผูกพันกับที่นี่มากที่สุด เนื่องจากแม้จะเรียนมาถึง 3-4โรงเรียน แต่ที่นั่นผมเรียนตั้งแต่อนุบาล ก่อนย้านออกไป กลับเข้ามา ตามจังหวะของครอบครัว

    ปี 1980หรือ 31ปีที่แล้ว โรงเรียนเล็กกว่านี้ แต่ก็ขยับขยายไปตามวันเวลา ซึ่งดีแล้ว เพราะมันควรเป็นอย่างนั้น ความสุขนั้นเกิดขึ้นเพราะได้มองเห็นประตูโรงเรียนเก่าเก็บถูกลงกลอนปิดตาย ซึ่งผมมีความหลังฝังใจแน่นอนกับประตูเหล็กสนิมเขรอะตรงนั้น

    ผมไม่ชอบการไปโรงเรียน ฉะนั้น เมื่อแม่ไปส่งทุกเช้า แทนที่จะทำตัวแบบเด็กผู้ชายทั่วไป ผมก็กลับกอดต้นขาแม่ ตรงประตูทางเข้า และร้องไห้ซบขาแม่ การแก้ปัญหาก็คือ ซิสเตอร์ก็ต้องมาดึงยื้อแขน ให้เข้าโรงเรียน ผมจำได้ว่าตัวเองร้องไห้ทุกเช้า ก่อนจะยิ้มร่าเมื่อรู้ว่าโรงเรียนจะเลิก

    ประตูบานนั้นถูกล็อค แต่ไม่ได้ปิดตายทำให้ผมลืมเลือนเรื่องเก่าก่อนน่าอายในวันนั้น ผ่านไป 31ปี เมื่อได้ย้อนกลับไปอีกครั้ง ผมไปยืนจ้องมองและรู้สึกสุขๆ โศกๆ กับมัน

    เพื่อนบางคนที่เคยเดินผ่านประตูโรงเรียนได้ตายไป บางคนยังอยู่ บางคนมีชีวิตที่ดีขึ้นและบางคนมีชีวิตที่แย่ลง

    สิ่งที่เพิ่มขึ้นจากวันนั้นก็คือ หน้าโรงเรียนมีต้นหูกวางสูงใหญ่ และผมไม่อยากกลับอย่างรวดเร็ว ทั้งยังใช้เวลานอนบนเก้าอี้ม้าหินด้วยการหลับไป 3-4ชั่วโมง มันไม่ใช่ความหลังที่จะเจ็บปวดอะไร มันเป็นเพียงโมงยามของความรื่นรมย์ จากการขับรถกลับไปมองดูโรงเรียนเก่า

    เมื่อได้ย้อนคิด  มันกลายเป็นความสุขหนึ่งที่เอ่อล้น และผมรู้สึกดีกับตัวเองอย่างเงียบๆ

     2. คนไทยทำความสะอาดบ้านเมือง

    ผมชอบเดินร้านหนังสือมากกว่าเปิดเว็ตไซต์นิตยสาร เหมือนชอบพูดคุยกับผู้คนจริงๆ มากกว่าสื่อสารกับเพื่อนใหม่ผ่าน social network ในยุคที่เสื้อผ้าตับไตและความรักของคนมีไว้ขายและทำการตลาดนั้น ผมพบว่าตัวเองประทับใจอะไรยากขึ้น แต่ยังคงมีอยู่

    สิ้นปีที่ผ่านมา ผมซื้อหนังสือและนิตยสารหลายแนวเพราะพวกเขาจะสรุปเหตุการณ์ต่างๆ ของเนื้อหาตัวเอง ในหนังสือเล่มหนึ่ง เป็นภาพที่คนไทยมากมายออกมาทำความสะอาดบ้านเมืองปลายเดือนพฤษภาคม หลังจากผ่านเหตุการณ์ “เผาชาติ”

    มันทำให้ผมคิดถึงช่วงเวลาในตอนนั้น ที่ตัวเองไปทำข่าวอยู่สเปน และทำอะไรไม่ได้ ได้แต่รับฟังว่ามีที่ตรงไหนถูกเผา และรับทราบว่ามีคนไทยออกมาช่วยกันล้างถนน ทาสี และทำความสะอาด

    เรื่องแบบนี้ดีกว่าแมนยูแข่งบอลชนะ เจ๋งกว่าการเขียนบทความดีๆ และยิ่งใหญ่กว่าหลายๆ เรื่องที่ผมทำในชีวิต

    ขอแสดงความนับถือมายังคนไทยทุกคนที่ออกมาในวันนั้น

    3. การได้เป็นทาสรักของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

    ผมไม่รู้ว่าส่างหม่องและยุพดีใน “ชั่วฟ้าดินสลาย” ตกเป็นทาสรักกันมากน้อยแค่ไหน แต่ความรู้สึกที่ตัวเองมอบให้แมนยูนับจากปี 1979-2011นั้น เป็น 32ปีที่ไม่เคยเสื่อมคลายไปเลยเมื่อมองจากมุมไหน ผมยังคงติดตามดู “เข้มข้น” แบบไม่พลาดสักแมทช์เมื่อ 10ปีก่อน  20ปีก่อน 30ปีก่อน

    ผมไม่ใช่แฟนแมนยูในยุค 90ที่ผีแดงโกยความสำเร็จและแทบไม่มีความว่างเปล่ายาวนาน ผมดูแมนยูในช่วงที่ 15ปี แทบไม่เคยได้อะไรนัก และไม่เพียงแค่ดู เงินทองมากมายของตัวเองหมดตัวไปกับการตามซื้อสิ่งของมหาศาล (ขอยืนยันว่ามากจริงๆ)

    บางทีปีนี้ อาจจะเป็นปีของแมนยูฯ

    แมนยูที่เหมือนคนรัก  ที่ “รักแล้ว” ก็รักใครไม่ได้อีก

    ถ้ามีใครมาถามผมว่า รักพวกเขามานานกี่ปีแล้ว

    ผมจะตอบว่า “ไม่เคยคิดเลิกรักแมนยู”  ที่สำคัญกว่า “ชอบผีแดงมาแล้วกี่ปี”

    Share this

    2,626 reads
 

creative-commonsแสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน 3.0 ประเทศไทย
พัฒนาเว็บไซต์โดย โอเพ่นดรีม