รอยตีนคาร์บอน (Carbon Footprint) คือ ?
บายพาสหัวใจ ส่ง SMSขี่จักรยาน และสงครามอิรัก มีอะไรที่เหมือนกันนะ ?
เดือนที่ผ่านมา ไม่มีใครถามอะไร ป้าจึงใช้เวลาให้เป็นประโยชน์สูงสุดด้วยการนั่งตั้งหน้าตั้งตาดู “ซอนต๊อก มหาราชินีสามแผ่นดิน” อย่างตื่นเต้นเร้าใจจนไม่อยากลุกไปไหน
เนื่องจากเดือนนี้ไม่มีใครส่งคำถามใดมา ป้าจึงขอถือโอกาสเขียนเรื่องตามใจตัวเองแล้วกัน
เคยได้ยินคำว่า “รอยตีนคาร์บอน” กันไหมล่ะ คำนี้เป็นคำสำคัญแห่งศตวรรษที่ควรทำความรู้จักไว้ในภาวะโลกร้อนเช่นนี้
คำนี้เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแน่นอน พูดสั้นๆ ได้ว่า “รอยตีน” (footprint คำเรียกเพราะๆ ก็คือ “รอยเท้า”) เป็นคำใช้เรียกผลกระทบทั้งหมดจากสิ่งใดสิ่งหนึ่ง จึงขอเรียกแบบถึงใจว่า รอยตีน เพื่อขับเน้นความหมายทางลบของมัน
ส่วน “คาร์บอน”(carbon)ใช้เรียกแทนก๊าซเรือนกระจกชนิดต่างๆ เช่น คาร์บอนไดออกไซด์ (ก๊าซตัวหลักที่ทำให้เกิดโลกร้อน) มีเทน ซีเอฟซี ฯลฯ ที่มนุษย์ปล่อยสู่ชั้นบรรยากาศทำให้เกิดภาวะโลกร้อนโดยรวม
แม้ก๊าซเรือนกระจกตัวอื่นจะส่งผลกระทบมากกว่าคาร์บอนมากในปริมาณที่เท่ากัน แต่เพื่อให้เข้าใจได้ง่าย จึงมีผู้อุตสาหะคิดเทียบผลกระทบออกมาเป็นหน่วยที่เทียบเท่ากับคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2e–carbon dioxide equivalent)
ดังนั้น “รอยตีนคาร์บอน” เป็นคำสั้นๆ ที่ใช้ประมาณผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของสิ่งใดๆ ไม่ว่าจะเป็น กิจกรรม สิ่งของชิ้นหนึ่งที่ถูกผลิต วิถีชีวิต บริษัท หรือประเทศ
รอยตีนคาร์บอน ก็เลยเป็นคำง่ายๆ คำหนึ่งที่ใช้วัดผลกระทบต่อโลก ใครปล่อยคาร์บอนมาก รอยตีนยิ่งใหญ่ ผลกระทบต่อโลกก็มากตามไปด้วย...น่าอายที่สุดแหละ
ยกตัวอย่างง่ายๆ กล้วยแต่ละผลปล่อยคาร์บอน 80 กรัม หรือ 480 กรัมต่อ 1 กิโล

ภาพ : http://hometowncolumbia.wordpress.com
คิดตั้งแต่การปลูกจนถึงการขนส่ง ซึ่งมักเป็นการขนส่งข้ามประเทศจากโลกที่สามไปยุโรปไกลเป็นพันๆ ไมล์
กล้วยถือเป็นอาหารที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม แถมยังมีคุณค่าทางโภชนาการมากมาย นั่นคือให้พลังงาน 140 แคลอรี วิตามินซี วิตามินบี 6 โพแทสเซียม และเส้นใยอาหาร ด้วยรอยตีนคาร์บอนไซส์เล็กนิดเดียว แม้กล้วยจะเป็นพืชจากการเกษตรเชิงเดี่ยวที่ชาวไร่ต้องใช้ยาฆ่าหญ้า (ซึ่งส่งผลกระทบถึงตัวผู้ปลูกเองด้วย) และป่าหลายแห่งถูกตัดทำลายเพื่อขยายไร่กล้วยก็ตาม แต่การใช้ที่ดินปลูกกล้วยก็ยังดีกว่าใช้เลี้ยงวัวเพื่อบริโภค
ดังนั้น เมื่อเรากินกล้วยสักผล จึงเท่ากับว่าตัวเราปล่อยคาร์บอน 80 กรัมสู่ชั้นบรรยากาศโลก
ทีนี้ มาดูรอยตีนคาร์บอนของกิจกรรมอื่นๆ กันบ้าง
การทำให้มือแห้งหลังล้างมือปล่อยคาร์บอน :
- ไม่ปล่อยเลย ถ้าปล่อยให้มือแห้งเอง
- 10 กรัม ถ้าใช้กระดาษเช็ดมือ 1 แผ่น
- 20 กรัม ถ้าใช้เครื่องเป่ามือทั่วไปที่ต้องใช้พลังงานมากในการทำให้เกิดลมร้อน
ชาหรือกาแฟ 1 แก้วปล่อยคาร์บอน :
- 21 กรัม สำหรับชาหรือกาแฟไม่ใส่นม + น้ำเดือดเฉพาะที่ต้องการ
- 53 กรัม สำหรับชาหรือกาแฟใส่นม + น้ำเดือดเฉพาะที่ต้องการ
- 71 กรัม สำหรับชาหรือกาแฟใส่นม + น้ำเดือดเกินกว่าที่ต้องการสองเท่า
- 235 กรัม สำหรับคาปูชิโนแก้วใหญ่
- 340 กรัม สำหรับลาเต้แก้วใหญ่
นมเป็นตัวแปรสำคัญในการปล่อยคาร์บอน เพราะวัวต้องกินอาหาร และยังปล่อยก๊าซมีเทนมากมายจากอึของมัน ยิ่งใส่นมเยอะ รอยตีนคาร์บอนยิ่งใหญ่
ขี่จักรยานสัก 1 ไมล์ (1.6 กม.) ปล่อยคาร์บอน :

ภาพ : http://blogs.discovery.com
ที่จริงการขี่จักรยานเป็นการเดินทางที่ปล่อยคาร์บอนแสนจะน้อย แต่นั่นก็ขึ้นกับว่าคุณกินอะไรด้วย เพราะพลังงานที่คุณใช้ปั่นย่อมมาจากอาหาร ซึ่งกว่าจะได้มาก็ปล่อยคาร์บอนสู่บรรยากาศมากน้อยไม่เท่ากัน
- 65 กรัม ถ้าได้พลังงานจาก กล้วย
- 90 กรัม ถ้าได้พลังงานจาก ซีเรียลใส่นม
- 200 กรัม ถ้าได้พลังงานจาก เบคอน
- 260 กรัม ถ้าได้พลังงานจาก ชีสเบอร์เกอร์
- 2,800 กรัม ถ้าได้พลังงานจาก แอสพารากัสนำเข้าทางเครื่องบิน
การใช้มือถือปล่อยคาร์บอน :
- 47 กิโลกรัมต่อปี สำหรับการใช้มือถือน้อยกว่า 2 นาทีต่อวัน
- 1,250 กิโลกรัมต่อปีต่อการใช้ 1 ชั่วโมงต่อวัน
- 125 ล้านตันต่อปี สำหรับการใช้มือถือทั่วโลก
ที่จริงตัวโทรศัพท์มือถือเองไม่ได้ใช้พลังงาน (ที่มาจากการเผาผลาญเชื้อเพลิงฟอสซิล) มากมายอะไร แต่เครือข่ายต่างหากที่ใช้พลังงานเยอะ
ส่งแมสเสจ 1 ข้อความปล่อยคาร์บอน :
- 0.014 กรัมต่อ 1 ข้อความ (140 ตัวอักษร ใช้เวลาพิมพ์ 1 นาที)
- 32,000 ตัน สำหรับการส่งข้อความของคนทั่วโลกใน 1 ปี
พลังงานที่ใช้ในการส่งข้อความมาจากโทรศัพท์มือถือ ทั้งของผู้ส่งและผู้รับในขณะส่งและอ่านข้อความ
คอมพิวเตอร์ ปล่อยคาร์บอน :
- 200 กิโลกรัม สำหรับ โน้ตบุ๊กทั่วไป
- 720 กิโลกรัม สำหรับ ไอแมคขนาด 21.5 นิ้ว รุ่นปี 2010
- 800 กิโลกรัม สำหรับ คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ
คอมพิวเตอร์เหล่านั้นปล่อยคาร์บอนจากการใช้ไฟฟ้า :
- 12 กรัมต่อชั่วโมง สำหรับ โน้ตบุ๊กประหยัดพลังงาน
- 63 กรัมต่อชั่วโมง สำหรับ ไอแมคขนาด 21.5 นิ้ว รุ่นปี 2010
- 150 กรัมต่อชั่วโมง สำหรับ คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะรุ่นเก่า
และยิ่งต่อเครื่องคอมพิวเตอร์กับเซิร์ฟเวอร์หรือเครือข่ายต่างๆ ด้วยแล้ว ยิ่งปล่อยคาร์บอนเพิ่มอีก 50 กรัม/ชั่วโมง
ผ่าตัดบายพาสหัวใจปล่อยคาร์บอน :
- 1.1 ตัน

ภาพ : www.themedguru.com
การผ่าตัดใหญ่หนหนึ่งปล่อยคาร์บอนมากมายเท่ากับการบินระยะสั้น 2 ไฟล์ต ซึ่งแบ่งออกเป็น
ยารักษา 20% เชื้อเพลิง 16% เครื่องมือแพทย์ 10% เครื่องมือสุขอนามัยและการบำบัดน้ำเสีย 4% การขนส่ง 4% กระดาษชนิดต่างๆ 2% และอื่นๆ 31% ถ้าคุณรักสิ่งแวดล้อม ได้โปรดรักษาสุขภาพให้แข็งแรง
สงครามอิรัก นอกจากจะทำให้มีผู้เสียชีวิต บาดเจ็บทั้งทางกายและใจ บ้านเมืองเสียหายเหลือประมาณแล้ว ยังปล่อยคาร์บอน :
250-600 ล้านตัน สำหรับ สงครามอิรัก นับตั้งแต่ พ.ศ. 2546 เป็นต้นมา

ภาพ : www.chinadaily.com.cn/
เรียกได้ว่าทุกอย่างในการใช้ชีวิตของมนุษย์ทุกคนล้วนปล่อยคาร์บอนสู่บรรยากาศก็ไม่ผิด
รู้อย่างนี้แล้ว ลองวัดรอยตีนคาร์บอนของตัวเองดูคร่าวๆ กันไหมล่ะ
ลองคลิกเข้าไปที่นี่สิ http://thaicfcalculator.tgo.or.th
ด้วยรักและลดคาร์บอน
ป้าแตง
ปล. ข้อมูลทั้งหมดมาจากหนังสือ How Bad are Bananas?เขียนโดย คุณไมค์ เบอร์เนอร์ ลี จ้ะ
