ทำไงกับเมลขยะดี ?
โฮ้ย...ป้าแตง เจอสแปมในอีเมลยังไม่พอ ยังต้องมารับเมลขยะที่ส่งมาตามบ้านอีก หนูล่ะเบื่อ ทำไงดีคะ
โจดี้
ตลิ่งชัน กรุงเทพฯ
โจดี้จ๋า
ความเบื่อของหนูจะเป็นจุดเริ่มต้นของความเปลี่ยนแปลงไปสู่ชีวิตใหม่แล้วล่ะ เย้ !
เพิ่งผ่านปีใหม่มาไม่กี่วันอย่างนี้ ย่อมเป็นการดีที่เราจะ “กำจัดจุดอ่อน” จากชีวิตเราไปซะที
และหนึ่งในนั้นย่อมเป็นเมลขยะ ในกรณีนี้หมายถึงสิ่งพิมพ์ที่ส่งมาตามบ้าน ไม่ว่าจะเป็นแคตาล็อกสินค้า วารสารสมาชิกบัตรเครดิต จดหมายข่าวจากภัตตาคาร สมาชิกร้านไอศกรีม ห้างสรรพสินค้า คูปองต่างๆ โปรโมชั่นโน่นนี่ กระทั่งจดหมายข่าวและใบเรี่ยไรจากองค์กรสาธารณกุศล ซึ่งบางทีก็ถูกจัดอยู่ในหมวดจดหมายขยะด้วย
ไม่ว่าเราจะต้องการหรือไม่ ผู้ส่งจดหมายพวกนั้นมักพากเพียรส่งถึงเราไม่ขาด...ปีแล้วปีเล่า และอาจลามเลยเถิดไปจนตลอดชีพ ถ้าเราไม่ย้ายบ้านไปไหนซะก่อน
จุดหมายปลายทางของจดหมายขยะพวกนี้เกือบทั้งหมดมุ่งสู่ถังขยะ ไม่ว่าเราจะอ่านมันหรือไม่ ซึ่งถ้าอ่าน มันก็อาจมีอายุในมือเราราวหนึ่งนาที หรือนานกว่านั้นเล็กน้อย เพื่อให้เรากวาดตาหาสาระ แต่ถ้าเราไม่ใส่ใจอ่าน มันก็ไม่ได้มีประโยชน์อันใดตามหน้าที่ของมันเลย
ในสหรัฐอเมริกา คนอเมริกันแต่ละคนได้จดหมายขยะคนละ 560 ชิ้นต่อปี นั่นแปลว่า ในแต่ละปี มีต้นไม้ 100 ล้านต้นถูกโค่นเพื่อทำจดหมายขยะ ไม่รวมถึงน้ำอีกเป็นหลายล้านแกลลอนที่ต้องใช้ในการผลิต หมึกที่มีส่วนผสมของน้ำมันและโลหะหนักเข้มข้น ยากต่อการรีไซเคิลและเป็นพิษเมื่อปนเปื้อนอยู่ในดิน ไม่ต้องพูดถึงซองพลาสติกที่ผลิตจากน้ำมันอีกไม่รู้เท่าไหร่ ย่อยสลายก็ไม่ได้
คนอเมริกันเขาเคยสำรวจกันค่ะว่า จดหมายขยะ 41% เหล่านั้น ถูกโยนทิ้งโดยไม่ได้เปิดอ่านเลย กลายเป็นขยะส่วนใหญ่ของขยะจากครัวเรือน ทั้งๆ ที่ผู้ส่งต้องเสียเงินค่านำส่งถึงปีละ 550 ล้านดอลลาร์
ส่วนในเมืองไทย ว่ากันว่า ใบปลิว โบร์ชัวร์ แคตาล็อก ฯลฯ ถูกพิมพ์ทิ้งพิมพ์ขว้างวันละหลายล้านแผ่น ซึ่งจดหมายและสิ่งพิมพ์เหล่านี้ เราได้มาก็เมื่อเราสมัครสมาชิกสินค้าและบริการต่างๆ เช่น ห้างสรรพสินค้า ร้านอาหาร ร้านไอศกรีม บัตรเครดิต ฯลฯ
ความเบื่อของหนูจึงสมเหตุสมผลดียิ่งนัก เมื่อเป็นเช่นนั้น หนูจงใช้ความเบื่อจดหมายขยะ ลุกขึ้นมายับยั้งการผลิตสิ่งพิมพ์ที่ไม่พึงประสงค์และลดปริมาณขยะจากสิ่งพิมพ์พวกนี้กันดีกว่า
บอกเลิกจดหมายขยะกันได้เล้ย !
ขั้นแรก ลองดูที่จดหมายขยะหรือสิ่งพิมพ์นั้นๆ ว่ามีที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ หรืออีเมลหรือเปล่า ถ้ามี จงจัดแจงแจ้งเขาไปเลยว่าของดรับสิ่งพิมพ์ที่เราไม่ต้องการนี้ (และถ้าหนูบอกเหตุผลไปด้วยว่า การส่งสิ่งพิมพ์โดยไม่บันยะบันยังนั้น มันสร้างภาระกับโลกยังไงบ้าง ก็นับว่าเป็นการเตือนสติและให้ข้อมูลแก่ผู้ส่งด้วย) โดยทั่วไปผู้ส่งก็จะเข้าใจและงดส่งจดหมายที่เราไม่ต้องการทันที
มีคนแนะนำวิธีอีกอย่างหนึ่งคือให้บอกบุรุษไปรษณีย์ไปเลยว่า “ไม่มีผู้รับ โปรดส่งคืน” (ทั้งที่คุณบุรุษไปรษณีย์ก็รู้ดีพอๆ กับเราว่า ที่จริงมีผู้รับ แต่ไม่ประสงค์จะรับ)
ขั้นที่สอง คราวหน้าเมื่อหนูสมัครสมาชิกสินค้าและบริการใดๆ อีก ก็ขอให้เลือกเฉพาะร้านค้าที่เราอยากได้รับข่าวสารจริงๆ เท่านั้น และดูให้ถี่ถ้วนว่ามีช่อง “ไม่รับจดหมายข่าว” หรือเปล่า ถ้ามีก็ติ๊กไปเลย ถ้าไม่มี เขียนกำกับไว้บนใบสมัครว่า “ไม่ประสงค์จะรับจดหมายข่าว” หรือ “ห้ามขายข้อมูลนี้ให้บริษัทอื่น” ไว้ข้างๆ เพราะบางครั้งบริษัทเหล่านั้นก็ขายข้อมูลให้กัน แบบไม่ต้องรอให้เราอนุญาตก่อน
ขั้นที่สาม ถ้าทำได้ ก็งดสมัครสมาชิก งดกรอกแบบฟอร์มต่างๆ ที่ต้องใส่ที่อยู่ของเราโดยไม่จำเป็น
ไม่รู้ว่าเป็นโชคดีหรือเปล่าที่เศรษฐกิจปีก่อนเป็นช่วงขาลง บริษัทร้านค้าจำนวนมากพากันประหยัดรายจ่ายด้วยการงดส่งจดหมายขยะ
ปีนี้ไม่แน่ พวกมันอาจกลับมาอีก เพราะบริษัทต่างรู้แล้วว่าการส่งจดหมายขยะมีประสิทธิภาพมากกว่าส่งข่าวทางอีเมลที่ลบทิ้งได้ง่าย
ว่าแล้วก็ลุกขึ้นกำจัดความเบื่อได้เลยจ้ะ หนูโจดี้
รักและใส่ใจกระดาษ
ป้าแตงไทย
