ทำไมต้องสนใจโลกร้อน ?
กระแสโลกร้อนอยู่นานจนผมชักจะเบื่อ พูดกันแล้วพูดกันอีก ใครๆ ก็อ้างแต่โลกร้อน ทำกระเป๋าผ้า ทำเสื้อขาย ฯลฯ หลอกหรือจริงไม่รู้ ไม่จบไม่สิ้นสักที จะต้องสนไปทำไมนักหนานะ โลกร้อนเนี่ย
คุณใหญ่ กรุงเทพฯ
คุณใหญ่จ๋า
ได้โปรดใจเย็นก่อนจ้า...อย่าเพิ่งเบื่อ และอย่าเพิ่งชิน
โลกร้อนอาจจะเป็น “กระแส” ไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเราหมดอายุขัยโน่น...เพราะเรื่องนี้ไม่ได้เป็นแค่แฟชั่น ไม่ใช่กระแส แต่เป็นวิกฤตของแท้สำหรับมนุษยชาติ
ไม่ใช่แต่มนุษย์เท่านั้นที่ต้องเผชิญกับวิกฤตนี้ สัตว์ พืช ต้นไม้ และสิ่งมีชีวิตทั้งโลกกำลังพบกับวิบากกรรมที่ตัวเองก่อและไม่ได้ก่อ ปรับตัวได้ก็อยู่ได้ ปรับไม่ได้ หรือหนีไม่ทัน ก็ล้มตายไป นักวิทยาศาสตร์ประเมินแล้วว่าโลกจะสูญสปีชีส์ต่างๆ ถึง 1 ใน 3 ภายในปี ค.ศ. 2050
แล้วพืชสัตว์หายไป สิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรมมันเกี่ยวอะไรกับเราล่ะ
คิดหยาบๆ แค่เรื่องกิน โลกเรานี้อยู่ได้ด้วยการกินและการตาย พืชเป็นอาหารของสัตว์ สัตว์เล็กเป็นอาหารของสัตว์ใหญ่ ไต่ไล่ไปตามลำดับจนถึงชั้นสูงสุด ซึ่งก็ต้องตายเป็นซากให้แบคทีเรียย่อยสลายในที่สุด และเมื่อการกินและอาหารบางส่วนหายไป ผู้กินที่อยู่ข้อต่ออื่นๆ ของห่วงโซ่จะสบายดีล่ะหรือ
เราอาจบอกว่าเราปลูกผักเลี้ยงสัตว์เป็นอาหารเอาก็ได้ นั่นก็ถูกอยู่
แต่เราจะทำอย่างไรกับสภาพดิน ฟ้า อากาศ น้ำที่เปลี่ยนไป ทุกอย่างปนเปื้อนมลพิษและแปรปรวนไปหมดด้วยกิจกรรมของมนุษย์ โดยเฉพาะในรอบ 1 พันปีที่ผ่านมา
ถ้าชาวโลกยังคงไม่ไยไพกับสิ่งที่เกิดขึ้น ปล่อยให้ชีวิตดำเนินไปแบบเดิมๆ เผาผลาญน้ำมันเหมือนเดิมหรือเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ หรือเห็นแก่ผลกำไรทางธุรกิจเศรษฐกิจไม่ลดละ หายนะย่อมมาถึงอย่างรวดเร็ว อันนี้ไม่ต้องสงสัย
ส่วนว่าจะ 2012 หรือเปล่านั้น ใครจะคอนเฟิร์ม หันหน้าหันหลังก็ 3 ปี พิสูจน์ได้ไม่นานเกินรอ
ถ้าไม่ได้กังวลเรื่องภัยพิบัติหรือหายนะ เรื่องความอยู่รอดของเรา นับจากตัวเองไปจนถึงเผ่าพันธุ์ จนรู้สึกว่าเราน่าจะลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่างหรือหลายอย่างแล้ว ความสนหรือไม่สนเรื่องโลกร้อนก็น่าจะเกี่ยวกับความห่วงใยต่อชีวิตอื่นๆ ที่กำลังอยู่หรือจะต้องอยู่สืบไป ที่ใกล้ขนาดลูก-หลานของเราเอง และไกลจนถึงชีวิตสัตว์และพืชอื่นๆ ที่ต้องมีชะตากรรมเดียวกับเรา
ไม่ต้องรอไปอีกนานถึงไหน ตอนนี้มีรายงานหมีขาวขั้วโลกเหนือเปลี่ยนพฤติกรรม หันมาล่าและกินพวกเดียวกันเองก็เกิดขึ้นแล้ว เนื่องจากสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงทำให้อาหารที่เคยมีลดลง ในขณะเดียวกัน แผ่นน้ำแข็งซึ่งเป็นที่อยู่ของพวกมัน ละลายแตกหักเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ สิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์เลย คือ หมีขาวจมน้ำตายเพราะไม่มีน้ำแข็งเกาะ ก็เกิดขึ้นไปแล้วเมื่อหลายปีก่อน
ข้ามโลกมาที่ออสเตรเลียบ้าง เดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา อูฐป่าหลายพันตัวเกิดคลุ้มคลั่ง วิ่งออกจากทะเลทราย บุกเข้าเมือง และเตลิดเข้าไปในสนามบิน ถนน และร้านค้าอาคารต่างๆ เพื่อหาน้ำกิน พวกมันทำลายระบบประปาและระบบปรับอากาศจนพังเสียหายเกือบหมด ก่อนที่พวกมันจะถูกต้อนไปยิงทิ้งในทะเลทรายที่ห่างไปจากเมือง 15 กิโลเมตร แล้วปล่อยให้ซากเน่าสลายไปเอง
หรือเมื่อไม่กี่ปีก่อน แมงกะพรุนที่เกาะปาเลา แปซิฟิกตะวันตก ที่มีอยู่เป็นล้านๆ ตัวต้องหายไปเกือบหมด เมื่ออุณหภูมิน้ำทะเลบริเวณนั้นสูงขึ้น 2 องศาเซลเซียส ไม่มีนักวิทยาศาสตร์คนไหนคิดมาก่อนว่าจะเป็นไปได้
หรืออีกไม่นาน ชาวตูวาลู คิริบาตี และชาวเกาะอื่นๆ กำลังจะต้องระเหระหนจากบ้านของตัวเอง เพราะน้ำทะเลท่วมหมด (ก่อนจะเป็นคิวของเมืองใหญ่ปากแม่น้ำหลายแห่ง ซึ่งรวมทั้งกรุงเทพฯ)
เหตุการณ์อันน่าสลดสังเวชเหล่านี้คงจะมีแต่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ไม่เห็นจะลดลง
เกิดขึ้นจริงแทบทุกวัน เป็นข่าวแทบทุกวัน ใครจะทำหรือไม่ทำถุงผ้า เสื้อยืด หรือหนังสือ โลกร้อนก็ยังเป็นโลกร้อน
ถ้าคุณใหญ่เสิร์ชดู ก็จะเห็นเว็บหลายแห่งที่พยายามหยิบยกเหตุผลบรรดามีเพื่อบอกว่าทำไมเราถึงต้องแคร์โลกร้อน
แต่ป้าจะขอตอบง่ายๆ ว่า เป็นเพราะเรายังหายใจ ดื่มน้ำ กินอาหาร และมีชีวิตต่อไป
เพื่อนมนุษย์คนอื่นๆ ก็เหมือนกัน
สัตว์ทุกชนิด พืชทุกชนิด และสิ่งมีชีวิตทุกชนิด ก็เป็นเช่นเดียวกัน
ป้าแตงไทย
