ร่วมสำรวจความคิดเห็นสาธารณะ "คนกรุงเทพฯอยากได้เลนจักรยานไหม?"
เนื่องในโอกาสวัน Car Free Day "โครงการจักรยานกลางเมือง" ขอเชิญชวนชาวกรุงเทพฯ แสดงความคิดเห็นต่อประเด็นการจัดสรรเลนจักรยานในเมือง เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการรณรงค์การใช้จักรยานในกรุงเทพฯ ในลักษณะที่สอดคล้องต่อความต้องการของสาธารณชน
ร่วมออกเสียง เพียงเข้าไปตอบคำถามไม่กี่ข้อตามลิงค์นี้ http://www.surveymonkey.com/s/MF8LNWG
โครงการจักรยานกลางเมือง ดำเนินการโดย มูลนิธิโลกสีเขียว ร่วมกับสมาคมจักรยานเพื่อสุขภาพแห่งประเทศไทย และชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม ด้วยการสนับสนุนของ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
เครือข่ายคนไทยไม่เอาโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ จังหวัดอุบลราชธานี ภาคีเครือข่ายภาคประชาชน จังหวัดอุบลราชธานี และพี่น้องชาวอุบลราชธานี ออกจดหมายเปิดผนึกเรียกร้องให้รัฐบาลทำหน้าที่ให้ข้อมูลทั้งสองด้านของการก่อสร้างและดำเนินการโรงงานไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ เพื่อให้ประชาชนผู้เป็นเจ้าของพื้นที่ได้ตัดสินใจว่าต้องการให้สร้างหรือไม่สร้าง
พร้อมกันนั้น สามารถร่วมลงชื่อคัดค้านการก่อสร้างและดำเนินการโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ในจังหวัดอุบลราชธานีและทั่วประเทศ โดยร่วมลงชื่อได้ที่ http://www.petitiononline.com/ubon1234/petition.html
++++++++++++++++++++++++
จดหมายเปิดผนึก
สืบเนื่องจากรัฐบาล (นายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ) ได้อนุมัติแผนแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (พีดีพี ๒๐๑๐) ที่ระบุว่าจะดำเนินการผลิตไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ ๕,๐๐๐ เมกะวัตต์ โดยจะดำเนินการจัดสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ๕ แห่งใน ๕ จังหวัดในประเทศไทยในช่วงปี ๒๕๕๔-๒๕๗๓ นั้น
ในการนี้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยว่า กฟผ. ได้ว่าจ้างบริษัท เบิร์นส์ แอนด์ โร (Burns & Roe Enterprises) มาดำเนินการศึกษาและสำรวจความเป็นไปได้และความพร้อมในการก่อสร้างโรงไฟฟ้า นิวเคลียร์ ผลการคัดเลือกมีพื้นที่ที่บริษัทเห็นว่ามีความเหมาะสม ๕ จังหวัดได้แก่อุบลราชธานี นครสวรรค์ ตราด สุราษฎร์ธานี และ ชุมพร
จังหวัดอุบลราชธานีได้รับการคัดเลือกให้เป็นอันดับหนึ่ง โดยพิจารณาจากด้านวิศวกรรม สิ่งแวดล้อมและการประเมินต้นทุนก่อสร้างของโรงไฟฟ้า ซึ่งการดำเนินการในเรื่องนี้เสร็จสมบูรณ์แล้ว และบริษัทได้จัดส่งข้อมูลให้ สพน. แล้ว ต่อจากนี้ กฟผ. ได้จัดเตรียมร่างเงื่อนไขการประกวดราคา (ทีโออาร์) ว่าจ้างที่ปรึกษากำหนดคุณสมบัติ (สเปค) ของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ซึ่งถ้าหาก ครม. อนุมัติให้ก่อสร้างก็จะใช้เวลาในการประกวดราคาก่อสร้างประมาณ ๓ ปี และใช้เวลาก่อสร้างอีก ๖ ปี และจะเริ่มจ่ายไฟฟ้าได้ในปี ๒๕๖๓
อย่างไรก็ตาม ชาวจังหวัดอุบลราชธานีพิจารณาแล้วเห็นว่า จังหวัดอุบลราชธานีเป็นชุมชนที่เก่าแก่ ได้รับการสถาปนาเป็น “เมือง” แห่งราชอาณาจักรไทยเมื่อกว่า ๒๐๐ ปี มีพื้นที่กว่า ๑๘,๙๐๖.๑ ตารางกิโลเมตร มีประชากรจำนวน ๑,๘๐๓,๗๕๔ คน เป็นดินแดนที่มีประวัติความเป็นมายาวนาน เป็นเมืองที่อุดมสมบูรณ์ด้วยพืชพรรณธัญญาหาร มั่งคั่งด้วยมรดกทางอารยธรรมและมีวิถีชีวิตวัฒนธรรมที่ผูกพันกับสายน้ำอย่างลึกซึ้ง มีความสงบสุขร่มเย็นและเป็นเมืองที่น่าอยู่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
นอกจากนี้ อุบลราชธานียังมีเขื่อนที่ผลิตกระแสไฟฟ้าแล้วตั้ง ๒ แห่ง คือ โรงไฟฟ้าเขื่อนสิรินธรและโรงไฟฟ้าเขื่อนปากมูลที่สร้างผลกระทบแก่คนอุบล ทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ทรัพยากรธรรมชาติ สุขภาพกายและสุขภาพจิตมากมายอยู่แล้ว ขณะที่ปัญหาเดิมยังดำรงอยู่และยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นจากการไม่นำพาต่อความเดือดร้อนของประชาชนของรัฐบาล รัฐบาลยังจะมีแผนก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขึ้นอีกในจังหวัดอุบลราชธานี การมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ตั้งอยู่ในพื้นที่นั้นมีความเสี่ยงและอาจก่อให้เกิดมหันตภัยรุนแรงได้มากกว่าการมีโรงไฟฟ้าเขื่อนสิรินธรและโรงไฟฟ้าเขื่อนปากมูลอย่างชนิดที่ไม่อาจนำมาเปรียบเทียบกันได้เลย ทั้งนี้เพราะมหันตภัยที่เกิดจากเหตุขัดข้องและอุบัติเหตุจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์สามารถทำลายเมืองอุบลทั้งเมืองและคนอุบลรวมทั้งชาวเมืองใกล้เคียงให้พินาศย่อยยับลงได้ การกระทำเช่นนี้ถือว่าเป็นการซ้ำเติมสถานการณ์และทำให้ปัญหามีความซับซ้อน ยากต่อการแก้ไขมากยิ่งขึ้นไปอีก ความทุกข์ยากเดือดร้อนทั้งกายและใจของผู้คนจำนวนมากที่เกิดจากความผิดพลาดในการดำเนินโครงการพัฒนาของรัฐ ได้บีบคั้นให้เกิดการต่อสู้เรียกร้องสิทธิอันชอบธรรมของผู้คนเหล่านั้นจนกลายเป็นปัญหาใหญ่คาราคาซังรอให้รัฐลงมือแก้ไขก็ยังดำรงอยู่ รัฐบาลทุกยุคทุกสมัยก็ยังไม่สามารถปัดเป่าและแก้ไขได้ตราบจนถึงทุกวันนี้ ดังนั้นคนอุบลจึงไม่อาจยอมเสี่ยงให้มีการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขึ้นบน ผืนแผ่นดินของเราได้
แท้ที่จริงแล้วการไฟฟ้าฝ่ายผลิตควรได้ทบทวนบทเรียนที่ได้ดำเนินการอย่างผิดพลาดและก่อให้เกิดบาดแผลและความเจ็บปวดแก่คนอุบลมาแล้ว จนพวกเขาเหล่านั้นจำต้องลุกขึ้นมาต่อสู้เรียกร้องความเป็นธรรม แต่รัฐก็ยังเพิกเฉยไม่ได้ให้การเยียวยาเหลียวแล
การดำเนินการของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตในการที่จะก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในครั้งนี้ ก็ยังคงใช้ยุทธศาสตร์และกระบวนการเดิม ๆ เช่นเดียวกับเมื่อครั้งดำเนินการก่อสร้างเขื่อนสิรินธรและเขื่อนปากมูลเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า นั่นก็คือ การให้ข้อมูลหรือข้อเท็จจริงเพียงด้านเดียว (คือ เรื่องประโยชน์ของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์) และกระทำในวงแคบ ไม่กระทำอย่างเปิดเผย คือ เปิดให้มีการพิจารณ์อย่างทั่วถึง ให้คนอุบลทุกคน และแม้แต่คนในจังหวัดใกล้เคียงที่เป็นผู้จะได้รับผลกระทบทั้งทางตรงและทาง อ้อมได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจ เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่และสำคัญอย่างยิ่งยวด มันหมายถึงการเดิมพันด้วยชีวิตและการสูญสิ้นเผ่าพันธุ์ของคนอุบล การกระทำดังกล่าวของ กฟผ. ถือว่าเป็นกระบวนการที่ไม่มีความจริงใจ ขาดธรรมาภิบาลและไม่เป็นธรรมอย่างยิ่งต่อคนอุบลที่ทั้งจังหวัดมีปริมาณการ ใช้ไฟฟ้าเพียง ๘๑๙ ล้านหน่วย (เมื่อเทียบกับกรุงเทพฯ ที่ใช้ไฟถึง ๔๒,๒๓๗ ล้านหน่วย—สถิติการไฟฟ้านครหลวงปี ๒๕๕๑) แล้วทำไม่คนอุบลต้องแบกรับความเสี่ยงเพียงผู้เดียว
อนึ่ง แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (แผนพีดีพี) อันเป็นแผนแม่บทในการลงทุนจัดหากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ ซึ่งมีขั้นตอนการวางแผน คือ การพยากรณ์คาดการณ์ความต้องการไฟฟ้าที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคตระยะ ๑๕ ปี และการกำหนดว่าจะก่อสร้างโรงไฟฟ้าประเภทใด เมื่อใด และกำลังผลิตเท่าใด ซึ่งค่าพยากรณ์ความต้องการไฟฟ้าอันเกิดจากการวางแผนพีดีพีนั้น ได้ก่อปัญหามาโดยตลอด เนื่องจากค่าพยากรณ์นั้น “สูงเกินจริง” ดังจะเห็นได้จากกำลังผลิตและการใช้ไฟฟ้าในช่วงปี (๒๕๔๑-๒๕๕๓) ปี ๒๕๕๓ มีโรงไฟฟ้าที่เกินความจำเป็นถึง ๓,๗๓๘ เมกะวัตต์ หรือเท่ากับกำลังผลิตของโรงไฟฟ้าเขื่อนปากมูลถึง ๒๘ โรง หรือต้องสร้างเขื่อนปากมูลอีก ๒๘ เขื่อน
ดังนั้นจึงควรตั้งคำถามว่า เหตุใดประเทศไทยยังต้องสำรองไฟฟ้า หรือวางแผนการก่อสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่มขึ้นมากเช่นนี้ทั้งๆ ที่พลังงานไฟสำรองยังมีอยู่อย่างล้นเกิน ทั้งยังมีแผนจัดซื้อกระแสไฟฟ้า (ที่ผูกพันในอนาคตอีกหลายปี) จากประเทศเพื่อนบ้านอีกเป็นปริมาณมาก ดังนั้นประเทศไทยยังจะมีความจำเป็นที่อะไรที่ต้องสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ทั้ง ๆ ที่ปัญหาอันเกิดจากการรั่วไหลของกัมมันตรังสีจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ รวมทั้งการจัดการกับกากนิวเคลียร์ก็ยังเป็นสิ่งที่แม้แต่ประเทศที่มีนักวิทยาศาสตร์เก่ง ๆ มีความชำนาญและมีเทคโนโลยีล้ำยุค เช่น เยอรมันและสหรัฐฯ ก็ยังหาทางออกไม่ได้เลยในขณะนี้
ทางเครือข่ายคนไทยไม่เอาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ จังหวัดอุบลราชธานี มีความปริวิตกทุกข์ร้อนเป็นอันมากในเรื่องผลกระทบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นจากการมีโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ในพื้นที่อำเภอสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี กลัวอย่างยิ่งว่าวิถีชีวิต เศรษฐกิจ สังคม การเมือง สุขภาพ และทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จะพบกับหายนะและจุดจบดังเช่นกรณีตัวอย่างการระเบิดของโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์เชอร์โนบิล (Chernobyl Nuclear Power Plant) ที่เมืองพรีเพียต (Prypiat) ของรัสเซีย (ปัจจุบันประเทศยูเครน) ที่ส่งผลให้เตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์หมายเลข ๔ ระเบิด สารกัมมันตรังสีเกือบทั้งหมดแพร่กระจายสู่บรรยากาศ สารกัมมันตภาพรังสีลอยออกไปปนเปื้อนทั้งในอากาศ แม่น้ำ ผืนดิน ทั่วทวีปยุโรปกว่า ๓.๙ ล้านตารางกิโลเมตร ต้องอพยพประชาชนประมาณ ๓๓๖,๐๐๐ คน ซึ่งในปี ๒๕๔๕ เมืองทั้งเมืองมีการเปรอะเปื้อนรังสีสูง จนต้องประกาศเป็นเขตอันตราย (Zone of Alienation) องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้สรุปผลความเสียหายว่า มีผู้เสียชีวิตจากแรงระเบิดโดยตรง ๔๗ ราย และคาดการณ์ว่าจะมีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อีก ๙,๐๐๐ คน จากจำนวนผู้ที่ได้รับผลกระทบทั้งหมดประมาณ ๖.๖ ล้านคน คนเป็นจำนวนมากล้มป่วยเป็นโรคมะเร็งที่ต่อมไทรอยด์และโรคมะเร็งชนิดอื่น และโรคอื่น ๆ นอกจากนี้ยังมีผู้ที่ได้รับผลกระทบทางจิตใจอีกเป็นจำนวนมาก นับว่าเป็นความหายนะจากโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ที่รุนแรงที่สุดในโลก นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่ามหันตภัยครั้งนี้ทำให้สารกัมมันตภาพรังสีรั่วไหลมากกว่าระเบิดนิวเคลียร์ที่ถล่มเมืองฮิโรชิมาและเมืองนางาซากิถึง ๒๐๐ เท่า เหตุดังกล่าวถือเป็นตัวอย่างของอุบัติเหตุที่มีผลกระทบตามมาของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่สำคัญที่ไม่ควรมองข้าม
สำหรับประเทศไทย แม้เพียงการปนเปื้อนอันเกิดจากกัมมันตภาพรังสีจากคนเก็บของเก่าขายที่คลองเตยยังทำให้ปัญหาลุกลามบานปลาย สร้างความสะพรึงกลัวแก่ประชาชน โดยที่ทางการไม่มีขีดความสามารถในการระงับยับยั้งภัยพิบัติได้ทันท่วงที และนั่นก็เป็นแต่เพียงชิ้นส่วนเพียงชิ้นเดียวจากขยะ ดังนั้น หากโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ในจังหวัดอุบลราชธานีเกิดระเบิดขึ้น แน่นอนว่ามันจะแผ่รัศมีการทำลายล้างได้มากกว่า ๔๙๐ กิโลเมตร อันมีผลทำให้จังหวัดอุบลราชธานีทั้งจังหวัดที่มีเนื้อที่เพียง ๑๘,๙๐๖.๑ ตารางกิโลเมตร จะต้องหายไปจากแผนที่ประเทศไทย ทั้งนี้รวมถึงจังหวัดใกล้เคียง เช่น ศรีสะเกษและอำนาจเจริญด้วย การไฟฟ้าฝ่ายผลิตและรัฐบาลไทยจะรับมือได้หรือ
อันที่จริงการสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์มีเพียงบริษัทข้ามชาติเท่านั้นที่ได้รับประโยชน์ แต่ชาวไทย ชาวจังหวัดอุบลราชธานีและใกล้เคียงต้องสูญเสียชีวิต สูญสิ้นวิถีชีวิตที่ดำรงมาอย่างยาวนาน ดังนั้นรัฐจึงควรมีหน้าที่เพียงการให้ข้อมูลทั้งสองด้าน นั่นคือทั้งด้านดีและด้านร้าย ส่วนการตัดสินใจในการสร้างหรือไม่สร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ควรอยู่ที่ประชาชน ผู้เป็นเจ้าของพื้นที่ ผู้ซึ่งจะได้รับผลกระทบ แต่ที่ผ่านมาและยังดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน คือ รัฐ โดยกระทรวงพลังงาน ได้โหมโฆษณาทางสื่อทุกแขนง โดยให้ข้อมูลเพียงด้านเดียว อันจะทำให้ประชาชนทั่วไปซึมทราบแต่เพียงด้านดีของพลังงานนิวเคลียร์ มิหนำซ้ำยังให้สิ่งจูงใจแก่ชาวบ้านในบริเวณที่คิดว่าจะก่อสร้างโรงไฟฟ้าว่าจะจัดตั้งกองทุนพัฒนาชุมชนรอบโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ โดยให้ผลประโยชน์ 5 เปอร์เซ็นต์ต่อหน่วยไฟฟ้าที่ผลิตได้แก่ชุมชนที่อยู่รอบโรงไฟฟ้าระยะ 5 กิโลเมตร (คาดว่าประมาณปีละ 5 ล้านบาท) อีกด้วย ขณะเดียวกัน ก็ดำเนินการกีดกันและตีตราประชาชนในพื้นที่ที่ทำการคัดค้านไม่เห็นด้วยกับการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ว่าเป็นพวกขัดขวางความเจริญ ถือเป็นการสร้างความแตกแยกในหมู่ประชาชนในชาติ (และในจังหวัด) เดียวกัน นับเป็นการกระทำผิดอย่างร้ายแรงต่อประชาชน และที่สำคัญที่สุด การดื้อดึงสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์โดยไม่ฟังเสียงคัดค้านของประชาชนนั้นอาจนำไปสู่การผลาญงบประมาณอย่างมหาศาลของชาติ ทั้งนี้เพราะการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์มักไม่เสร็จทันกำหนดเวลา ทำให้งบประมาณบานปลาย (เช่นการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์บาตาอัน (โดยบริษัทเดียวกับที่ กฟผ. จ้างมาทำการศึกษาผลกระทบและความเป็นไปได้ในประเทศไทยที่ชื่อบริษัท เบิร์นส์ แอนด์ โร นี่แหล่ะ) ของฟิลิปปินส์ที่งบประมาณบานปลายถึง ๔ เท่าจากราคาขณะเซ็นสัญญาก่อสร้าง (ตอนเริ่มเซ็นสัญญาสร้างในปี พ.ศ. ๒๕๑๙ มูลค่าการลงทุน คือ ๑.๑ พันล้านเหรียญสหรัฐ ตอนสร้างเสร็จปี พ.ศ. ๒๕๒๘ งบบานปลายเป็น ๑๙๕ พันล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นเงินไทย ประมาณ ๕๙ พันล้านบาท และเมื่อสร้างเสร็จสมบูรณ์ก็ไม่ได้ผลิตไฟฟ้าเลยแม้แต้วัตต์เดียวเพราะโรงไฟฟ้าที่สร้างขึ้นมีปัญหาตั้งแต่การออกแบบการก่อสร้าง การประกันคุณภาพและการทดสอบเดินเครื่องที่การตรวจสอบพบจุดบกพร่องของการก่อสร้างมากกว่า ๔,๐๐๐ จุด –ที่มา http://www.greencovergence.blogspot.com)
จากประสบการณ์ของชาวอุบลราชธานีที่มีต่อหน่วยงานภาครัฐและเอกชนในการดำเนินการด้านพลังงานที่ผ่านมา ดังเช่นกรณีเขื่อนปากมูลและเขื่อนสิรินธร และโครงการทั้งขนาดใหญ่และขนาดเล็กของรัฐ เช่น และจัดซื้อเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์เพียงแค่ขนาด ๑๐ เมกะวัตต์ ให้แก่ศูนย์วิจัยนิวเคลียร์องครักษ์ ที่ อ.องครักษ์ จ. นครนายก มูลค่า ๕,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ในทางการแพทย์และอุตสาหกรรมอัญมณี รวมทั้งลดการนำเข้ารังสีไอโซโทปจากต่างประเทศนั้นก็ยังมีปัญหาเกี่ยวกับมาตรฐานความปลอดภัยของเครื่องปฏิกรณ์และการทุจริต (กล่าวคือ ในการก่อสร้างเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ได้มีการว่าจ้างบริษัท เจเนอรัล อะตอมมิกส์ (จีเอ) ให้เป็นผู้ดำเนินการเมื่อปี ๒๕๔๐ โดยเซ็นสัญญาแบบจ้างเหมาเบ็ดเสร็จ (Turnkey) มูลค่า ๓,๓๕๕ ล้านบาท แต่เมื่อสิ้นสุดสัญญาลงในปี ๒๕๔๔ การก่อสร้างก็ยังไม่ได้เริ่มต้น แต่สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติได้จ่ายเงินให้แก่บริษัทจีเอไปแล้ว ๑,๐๐๐ กว่าล้านบาทไปแล้ว ทั้งนี้สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินได้สอบสวนข้อเท็จจริงสรุปว่า มีเจ้าหน้าที่ระดับสูง “ประพฤติมิชอบ” ๒ คน – ที่มา: ไทยรัฐ ๑๑ มิถุนายน ๒๕๕๓) ทำให้คนอุบลไม่มีความเชื่อมั่นในความโปร่งใส คุณธรรมและจริยธรรมของผู้เกี่ยวข้องในการดำเนินการสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ในจังหวัดอุบลราชธานีอีกต่อไป แนวทางที่ถูกต้อง รัฐบาลควรเปิดเผยข้อมูลอย่างตรงไปตรงมาดีกว่าดำเนินการแบบ “ลับ ลวง พราง” สร้างปมปัญหาจากการเผยแพร่โฆษณาชวนเชื่ออย่างที่กระทำอยู่ในปัจจุบันนี้
ดังนั้น เครือข่ายคนไทยไม่เอาโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ จังหวัดอุบลราชธานี และภาคีเครือข่ายภาคประชาชน จังหวัดอุบลราชธานี ตลอดจนพี่น้องชาวอุบลราชธานี จึงขอกราบเรียนมายังคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนได้โปรดพิจารณาตรวจสอบ ยับยั้งและยกเลิกแผนการสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ในจังหวัดอุบลราชธานี และ/หรือในประเทศไทยทุกจังหวัด ขอให้ยุติการให้ข้อมูลด้านเดียวของหน่วยงานรัฐ และขอให้คนอุบลทุกคน ไม่แต่เฉพาะพี่น้องชาวอำเภอสิรินธรเท่านั้นซึ่งเป็นผู้ที่จะได้รับผลกระทบ เป็นผู้ตัดสินใจเลือกแทนที่จะให้ กฟผ. หรือรัฐบาลเป็นผู้ตัดสินใจแทนพวกเรา
จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณาดำเนินการโดยด่วน จักขอบพระคุณยิ่ง
ขอแสดงความนับถืออย่างสูง
นักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี คณาจารย์มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี นักศึกษามหาวิทยาลัยอุบลราชธานี คณาจารย์มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี กลุ่มเยาวชนสืบสานภูมิปัญญา เครือข่ายชุมชนเพื่อการปฏิรูปสังคมและการเมืองจังหวัดอุบลฯ (คป.สม.) เครือข่ายคนฮักน้ำของ กลุ่มสมัชชาคนจน กรณีเขื่อนปากมูล กลุ่มสมัชชาคนจน กรณีเขื่อนสิรินธร กลุ่มคัดค้านโรงไฟฟ้าชีวมวลกลางหมู่บ้านคำสร้างไซย อ.สว่างวีระวงศ์ อุบลราชธานี พ่อค้าประชาชนชาวจังหวัดอุบลราชธานี ณ อาคารกาญจนาภิเษก
ศูนย์ศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี
วันที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔
เชิญร่วมแสดงเจตจำนงต่อการเจรจาตกลงลดโลกร้อน วันเสาร์ที่ 12 ธันวาคม 2552 เวลา 16.00 น ณ ลานคนเมือง หน้าเสาชิงช้า ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร
ในระหว่างวันที่ 7 – 18 ธันวาคม 2552 ผู้แทนจากประเทศสมาชิกของกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ UNFCCC และพิธีสารเกียวโต จะประชุมร่วมกัน ณ กรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก เพื่อตัดสินใจหาแนวทางความตกลงใหม่ที่จะแก้ปัญหาโลกร้อน เมื่อพันธกรณีแรกของพิธีสารเกียวโตกำลังจะสิ้นสุดลงในปี พ.ศ. 2552
กลุ่มประชาคมทั่วโลกจึงนัดหมายกันแสดงความคาดหวังต่อผู้นำนานาประเทศที่เข้าร่วมประชุม ให้ทำสัญญาซึ่งนำไปสู่การรับมือกับภาวะโลกร้อนได้อย่างจริงจังและยุติธรรม
มูลนิธิโลกสีเขียว มูลนิธิสืบนาคะเสถียร ชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม และเครือข่ายชาวกรุงเทพฯ ผู้ห่วงใยภาวะโลกร้อน จึงขอนัดหมายร่วมกันแสดงเจตจำนงต่อการเจรจาครั้งสำคัญนี้ ณ บริเวณลานคนเมือง หน้าเสาชิงช้า ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร ในเวลา 16.00 น. – 17.00 น. วันเสาร์ที่ 12 ธันวาคม 2552 โดยผู้ร่วมงานหลายคนจะร่วมแสดงความตั้งใจโดยการขี่จักรยานมาร่วมงาน
จึงขอเชิญชวนสื่อมวลชนและผู้ห่วงใยภาวะโลกร้อนทุกคนเข้าร่วมแสดงพลัง เพื่อส่งสารต่อผู้นำนานาประเทศ เพราะหนึ่งเสียงของเรามีความหมาย
ประสานงาน: ศิระ ลีปิพัฒนวิทย์ 08-3707-2037 มูลนิธิโลกสีเขียว 394/46-48 ถนนมหาราช เขตพระนคร กรุงเทพฯ 10200 โทร. 0-2622-2250-2 โทรสาร 0-2622-2366
ปริมาณ “คาร์บอน” หมายถึงปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ทำให้โลกร้อน เราต้องลดให้ได้ 40% ใน 10 ปีข้างหน้าเพียงเพื่อประคองโลกไว้ให้อยู่กันต่อไปได้
เริ่มต้นก้าวแรกด้วยการลด 10% ภายในปี 2010 และหาเพื่อนอีก 10 คนร่วมปฏิบัติการ
เมืองไทยอาจเป็นประเทศเล็กๆ ที่ปล่อยคาร์บอนเพียงหนึ่งเปอร์เซ็นต์ของปริมาณคาร์บอนทั้งหมดที่มนุษย์ปล่อย เทียบไม่ได้เลยกับประเทศอุตสาหกรรมยักษ์ใหญ่ แต่หากคำนวณค่าเฉลี่ยการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ต่อหัว คนกรุงเทพเราปล่อยถึง 7.3 ตัน/คน/ปี เทียบเท่ากับคนนิวยอร์ก และสูงกว่าค่าเฉลี่ยชาวโลกที่ปล่อยเพียง 1 ตัน/คน/ปี จึงปฏิเสธไม่ได้ว่าพฤติกรรมการใช้ชีวิตของเราส่งผลกระทบอย่างมากต่อโลก การเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตให้เป็นมิตรต่อโลกไม่สามารถทำได้ข้ามคืนและต้องอาศัยปัจจัยอีกหลายด้าน บางอย่างเราทำได้เอง และบางอย่างเราต้องการให้รัฐบาลช่วย มาเริ่มต้นในส่วนที่ทำเองได้ไม่ยากก่อน แล้วค่อยพัฒนากลเม็ดลดคาร์บอนให้ต่ำลงต่อไป ด้วยการวางเป้าหมายทีละขั้น ขั้นแรกลดให้ได้ 10% ภายในหนึ่งปี
ปีนี้เป็นโอกาสสุดท้ายที่เราจะมีหวังกู้โลกไว้ได้ จึงขอร้องให้ทุกคนรวมพลัง เริ่มร่วมปฏิบัติการลดคาร์บอนอย่างจริงจังพร้อมกันในวันที่ 10 เดือนตุลาคมนี้ เพื่อให้คาร์บอนลดลง 10% ภายในปี 2010 และถ้าชวนเพื่อนฝูงเข้าร่วมปฏิบัติการอีก 10 คนได้ด้วย ก็ยิ่งดี
เราสามารถหาแนวทางสร้างสรรค์ลดคาร์บอนกันได้จากเว็บไซต์หลายเว็บ และแลกเปลี่ยนเรียนรู้กลยุทธ์กันได้ทางกระทู้ต่างๆ บล็อก เฟซบุ๊ก ไฮไฟว์ ทวิตเตอร์ และอีเมล
งานนี้ทุกคนเป็นผู้นำ ช่วยกันกระจายข่าว ร่วมพลัง ๑๐:๑๐
- ตัวอย่างแนวทางรณรงค์ - Fun with Staircase : คลิปไอเดียลดคาร์บอนแบบง่ายและสร้างสรรค์ เพียงหันมาสนุกกับบันได
คำนวณการปล่อยคาร์บอน http://thaicfcalculator.tgo.or.th/index.html
แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน 3.0 ประเทศไทย พัฒนาเว็บไซต์โดย โอเพ่นดรีม