ศัพท์สิ่งแวดล้อม
- HPI ดัชนีชี้วัดความสุขโลก
HPI หรือ Happy Planet Index หรือในภาษาไทยเรียกว่า ดัชนีชี้วัดความสุขโลก คือ ดัชนีชี้วัดนี้ถูกพัฒนาขึ้นมาโดยมูลนิธิเศรษฐศาสตร์ใหม่ (New Economics Foundation) ซึ่งตั้งอยู่บนแนวคิดที่คนจะมีความสุข ไม่จำเป็นต้องใช้ทรัพยากรโลกมากมายอย่างที่ใช้กัน และการพัฒนาที่สมดุล ไม่เพียงเป็นการสร้างสุขในวันนี้ แต่ยังมีเหลือให้ลูกหลานใช้ในวันข้างหน้า
ดังนั้นสูตรในการคำนวณความสุขของสำนักนี้จึงเท่ากับ
ความสุข = ความพึงพอใจในชีวิต * อายุยืน / การใช้ทรัพยากร
มูลนิธิเศรษฐศาสตร์ใหม่ได้เปิดเผยผลการวัดความสุขโลกแห่งปี 2549 จำนวน 178 ประเทศ พบว่า ประเทศหมู่เกาะเล็กๆ อย่างวานูอาตูเป็นประเทศที่มีความสุขมากที่สุดในโลก ขณะที่สหรัฐอเมริกาอยู่ในอันดับหางแถว คืออันดับที่ 150 ทั้งที่เป็นประเทศที่มีรายได้ต่อหัวประชากรสูงกว่าประเทศอันดับหนึ่งมาก และเมื่อวัดความพึงพอใจในชีวิตก็อยู่ในระดับสูงใกล้เคียงกับประเทศวานูอาตู ส่วนอายุขัยเฉลี่ยของคนอเมริกันก็อยู่ที่ 77.4 ปี สูงกว่าคนวานูอาตูซึ่งอยู่ 68.6 ปี ซึ่งนั่นเพราะคนอเมริกันใช้ทรัพยากรเกินขีดจำกัดหรือมากกว่าที่ควรจะใช้ถึง 9.5 เท่า
สำหรับผลการวัดความสุขของประเทศอื่นๆ พบว่า เวียดนามติดอันดับที่ 12 ซึ่งเป็นอันดับหนึ่งในเอเชีย ส่วนไทยติดอันดับที่ 32 สำหรับประเทศที่พัฒนาแล้วหลายประเทศได้อันดับที่ไม่ค่อยดีนัก เช่น อังกฤษอยู่ในอันดับที่ 108 สวีเดนอยู่ในอันดับที่ 119 ฟินแลนด์อยู่ในอับดับที่ 123 ฝรั่งเศสอยู่ในอันดับที่ 129 เป็นต้น ส่วนประเทศสองอันดับสุดท้ายอยู่ในทวีปแอฟริกา คือสวาซีแลนด์และซิมบับเวนั้น เป็นประเทศยากจน มีรายได้ต่อหัวประชากรต่ำมาก และกำลังเผชิญปัญหาภาวะโรคเอดส์อย่างหนัก - Hydroponics
ไฮโดรพอนิกส์ (hydroponics) การปลูกพืชโดยไม่ใช่ดิน ผ่านการปลูกพืชในน้ำที่มีธาตุอาหารพืชละลายอยู่ หรือปลูกพืชในสารละลายธาตุอาหาร พืชจะเจริญเติบโตโดยได้รับธาตุอาหารจากสารละลายดังกล่าว เป็นวิธีการที่ได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อแก้ปัญหาพื้นที่ที่ไม่มีที่ดินเพื่อทำเกษตร รวมไปถึงมีที่ดินขาดสารอาหาร
ไฮโดรพอนิกส์เป็นวิธีการปลูกที่ได้รับความนิยมจากทั้งประเทศซึ่งมีพื้นที่เป็นเกาะ มีที่ราบจำกัด และเต็มไปด้วยภูเขาสูงชัน อย่างญี่ปุ่นและไต้หวัน ประเทศที่พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นทะเลทรายอย่างประเทศในตะวันออกกลาง รวมไปถึงประเทศอุตสาหกรรมที่ที่ดินมีราคาแพงอย่างสหรัฐอเมริกาและประเทศในยุโรปตะวันตก ส่วนประเทศไทยการปลูกในลักษณะนี้ยังไม่ได้รับความนิยมมากนัก เนื่องจากปัญหาขาดแคลนพื้นที่ทำการเกษตรยังมีไม่มาก และพื้นที่ที่มีอยู่ยังสามารถปลูกพืชด้วยวิธีปกติได้เพียงพอกับความต้องการ นอกจากนี้ไฮโดรพอนิกส์ยังเป็นวิธีที่มีต้นทุนสูง ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง และมีขั้นตอนในการปลูกที่ซับซ้อน
ข้อดี-ข้อเสีย สำหรับการปลูกพืชแบบไฮโดรพอนิกส์
ข้อดี
1. สามารถปลูกพืชในพื้นที่ที่มีข้อจำกัดทางภูมิศาสตร์ เช่น พื้นที่ที่เป็นหิน ภูเขาสูงชัน หรือทะเลทราย รวมไปถึงพื้นที่ที่มีดินมีปัญหา เช่น ดินเค็มจัด เปรี้ยวจัด หรือเป็นที่สะสมของโรคพืชต่างๆ ทำให้การปลูกพืช
2. ใช้น้ำและปุ๋ยในการปลูกน้อยกว่าการปลูกพืชด้วยดิน เพราะเป็นการปลูกที่ไม่สูญเสียน้ำและปุ๋ยไปจากการไหลทิ้ง การซึมลึกและจากการแย่งของวัชพืช อีกทั้งยังสามารถควบคุมสภาพแวดล้อมของราก เช่น อุณหภูมิ ความเป็นกรด-ด่าง ความเข้มข้นของสารละลายธาตุอาหารได้ดีกว่าปลูกด้วยดิน พืชสามารถดูดกินธาตุอาหารในรูปไอออนหรือโมเลกุลเล็กอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ได้พืชที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง
3. การปลูกแบบไฮโดรพอนิกส์จะปลูกพืชได้หนาแน่นกว่าการปลูกด้วยดิน เพราะผู้ปลูกสามารถให้สารละลายธาตุอาหารอย่างเพียงพอ พืชไม่ต้องแย่งน้ำและธาตุอาหารกัน สามารถปลูกได้ทันทีหลังเก็บเกี่ยว โดยไม่จำเป็นต้องเตรียมแปลงและตากดิน และยังใช้แรงงานน้อยกว่าการปลูกด้วยดิน ทั้งจากขั้นตอนการเพาะเมล็ด การเก็บเกี่ยว การกำจัดวัชพืช การเตรียมแปลงปลูก
ข้อเสีย
1. ตอนเริ่มต้นจะใช้เงินในการลงทุนสูงกว่าการปลูกด้วยดิน เนื่องจากเป็นการใช้เทคโนโลยีสูง ต้องใช้น้ำสะอาด และถ้าจะให้ได้ผลดี จะต้องมีโรงเรือนที่ควบคุมสภาพแวดล้อมได้ โดยเฉพาะการปลูกพืชปลอดสารพิษ
2. แม้จะใช้แรงงานในการปลูกน้อยกว่า แต่การปลูกแบบไฮโดรพอนิกส์จำเป็นต้องมีความรู้ความเข้าใจและเอาใจใส่มากกว่าการปลูกด้วยดิน ผู้ปลูกจำเป็นต้องมีความรู้ในเรื่องธาตุอาหารพืช น้ำ สรีรวิทยาของพืช สารละลาย และเครื่องมือควบคุมระบบต่างๆ อีกด้วย รวมถึงความเข้าใจในอุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ ที่ใช้ เพราะถ้าเกิดเหตุขัดข้อง จะกระทบการเจริญเติบโตและอาจทำให้พืชที่ปลูกตายได้
3. มีความเสี่ยงต่อโรคค่อนข้างมาก โดยเฉพาะถ้าเกิดโรคที่รากของพืช อาการจะแพร่กระจายอย่างรวดเร็วและยากต่อการรักษา เพราะเป็นพืชที่ปลูกในสารละลายในแหล่งเดียวกัน ทำให้เชื้อจะระบาดไปทั่วระบบในเวลาอันสั้น
