ศัพท์สิ่งแวดล้อม
- Eco-efficiency
Eco-efficiency หรือ ประสิทธิภาพเชิงนิเวศเศรษฐกิจ ริเริ่มโดยคณะกรรมการนักธุรกิจเพื่อสิ่งแวดล้อมโลก หรือ World Business Council for Sustainable Development (WBCSD) ซึ่งเป็นการรวมตัวของกลุ่มบริษัทธุรกิจอุตสาหกรรมชั้นนำระหว่างประเทศ แนวคิดนี้ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงอย่างจริงจังในการประชุมสุดยอดด้านสิ่งแวดล้อม หรือ Earth Summit เมื่อปี 2535 โดยมีเป้าหมายสำคัญเพื่อสร้างความสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมให้เป็นเรื่องที่สามารถอยู่ควบคู่กันไปได้
หลักการสำคัญของประสิทธิภาพเชิงนิเวศเศรษฐกิจ คือ
1. การลดการใช้วัตถุดิบตั้งต้นในการผลิตไม่ว่าจะเป็นพลังงาน น้ำ ที่ดิน ส่งเสริมการใช้ซ้ำ (Reuse) และการนำมาใช้ใหม่ (Recycle) ของผลิตภัณฑ์
2. การลดการปล่อยของเสียได้แก่น้ำทิ้ง ขยะ สารพิษต่างๆ ออกสู่สิ่งแวดล้อม
3. การเพิ่มคุณภาพผลิตภัณฑ์ สินค้า และบริการ โดยส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติน้อยที่สุด
ทั้งนี้ สูตรในการคำนวณค่าประสิทธิภาพเชิงนิเวศเศรษฐกิจ คือEco-efficiency = Value of product or service / Environmental impact of a product or service
สำหรับการเพิ่มประสิทธิภาพเชิงนิเวศเศรษฐกิจนั้น สามารถนำเครื่องมือทางสิ่งแวดล้อมมาประยุกต์ใช้ได้หลากหลายวิธีการ ไม่ว่าจะเป็นการประเมินวัฏจักรชีวิตผลิตภัณฑ์ (Life Cycle Assessment หรือ LCA) การใช้เทคโนโลยีที่สะอาด (Cleaner Technology หรือ CT) หรือการออกแบบเชิงนิเวศเศรษฐกิจ (Economic & Ecological Design หรือ Eco-Design)
- Ecological Debt
กลุ่มเคลื่อนไหวด้านนิเวศวิทยาในประเทศเอกวาดอร์ได้ให้คำจำกัดความของ หนี้นิเวศ (Ecological Debt) ไว้ว่า
“หนี้นิเวศ” เป็นหนี้ที่สร้างขึ้นตั้งแต่ยุคล่าอาณานิคมจวบจนถึงปัจจุบัน ลูกหนี้ส่วนใหญ่คือประเทศที่ร่ำรวยและบรรษัทข้ามชาติยักษ์ใหญ่ แต่เจ้าหนี้กลับเป็นประเทศที่ยากจนในทวีปอเมริกาใต้และแอฟริกา ซึ่งหนี้ที่ว่านี้มีมากมายหลายรูปแบบ เช่น- การตักตวงทรัพยากรธรรมชาติ เช่น ปิโตรเลียม แร่ธาตุ ป่าไม้ และประมง อย่างไร้ความรับผิดชอบและเกินพอดีจนคุกคามชีวิตและความอยู่รอดของเจ้าของพื้นที่
- การค้าที่ไม่เป็นธรรมทางระบบนิเวศ เนื่องจากสินค้าที่ผลิตโดยการตักตวงจากทรัพยากรธรรมชาติ ถูกบรรษัทข้ามชาติส่งออกจากพื้นที่ไปทั้งๆ ที่ไม่ได้รวมค่าเสียหายทางสิ่งแวดล้อมและสังคมที่เกิดขึ้นระหว่างกระบวนการผลิต
- การฉกฉวยใช้ภูมิปัญญาชาวบ้านที่เกี่ยวข้องกับเมล็ดพันธ์พืช สมุนไพร และองค์ความรู้พื้นบ้าน เป็นพื้นฐานในการพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพและอุตสาหกรรมเกษตรสมัยใหม่ แต่กลับบังคับให้ประชาชนในประเทศเจ้าของภูมิปัญญาจ่ายค่าใช้สิทธิทรัพย์สินทางปัญญาของตัวเอง
- การจับจองทั้งที่ดินและแหล่งน้ำซึ่งอุดมสมบูรณ์ที่สุดในการเพาะปลูกพืชเศรษฐกิจเพื่อส่งออก ทำให้ที่ดินเหล่านั้นเสื่อมโทรม และยังเป็นการคุกคามอธิปไตยด้านอาหารและวัฒนธรรมของทั้งระดับชุมชนท้องถิ่นและระดับประเทศ
- ประเทศอุตสาหกรรมปล่อยมลพิษและก๊าซเรือนกระจกจำนวนมากสู่ชั้นบรรยากาศ ทำลายชั้นโอโซนและเกิดเป็นภาวะโลกร้อนอย่างในปัจจุบัน และยังฉกชิงศักยภาพในการดูดซับคาร์บอนของมหาสมุทรและป่าไม้ไปใช้อย่างไม่เป็นธรรม
- อาวุธเคมี อาวุธนิวเคลียร์ สารอันตราย และสารพิษตกค้าง ถูกผลิตขึ้นโดยทิ้งภาระหลังการผลิตไว้ให้ประเทศโลกที่สาม
ดังนั้นถ้าหลักการที่ว่าทรัพยกรในโลกเป็นของคนทุกคนบนโลกเป็นจริง ประชากรกว่า 6,800 ล้านคน ก็น่าจะเข้าถึงและได้ใช้ประโยชน์จากทรัพยากรอย่างเท่าเทียมกัน แต่ในความเป็นจริงทั้ง ดิน น้ำ ป่าไม้ แร่ธาตุ ปิโตรเลียม ฯลฯ ยังถูกใช้โดยคนจำนวนหนึ่งเท่านั้น ตัวเลขจากองค์การสหประชาติระบุว่าประเทศพัฒนาแล้วซึ่งมีประชากรเพียงร้อยละ 20 ของโลก แต่กลับใช้ทรัพยากรธรรมชาติถึงร้อยละ 80 ของปริมาณที่ทุกคนบนโลกใช้สุดท้าย คนเพียงกลุ่มเดียวนั้น ไม่เพียงแต่ใช้ทรัพยากรเกินโควตาของตัวเองแล้ว พวกเขายังได้ทิ้งปัญหาไว้ให้กับเพื่อนร่วมโลกโดยไม่ได้ถามความสมัครใจ จนเกิดเป็น “หนี้นิเวศ” กับเจ้าของทรัพยากรในพื้นที่
- Ecological Footprint
รอยเท้านิเวศ หรือ Ecological Footprint ได้รับการริเริ่มและถูกนำมาใช้ครั้งแรกเมื่อปี 2539 โดยนักวางแผนชุมชน 2 คนแห่งมหาวิทยาลัยบริติชโคลัมเบีย ประเทศแคนาดา
การวัดรอยเท้านิเวศมาจากความจริงมูลฐานที่ว่า สิ่งมีชีวิตทุกชนิดล้วนต้องอาศัยทรัพยากรจากระบบนิเวศเพื่อการดำรงอยู่รอด การใช้ทรัพยากรจึงเปรียบเสมือนการประทับร่องรอยของการใช้ชีวิตไว้บนระบบนิเวศของโลก โดยรอยเท้าใหญ่หมายถึงการบริโภคทรัพยากรที่มากกว่ารอยเท้าเล็ก
จากการเปิดเผยของเฟรด เปียร์ซ ในนิตยสาร New Scientist ฉบับวันที่ 17 มิถุนายน 2549 ระบุว่า รอยเท้านิเวศที่มีความยั่งยืนซึ่งมนุษย์ทั่วโลกสามารถแบ่งปันทรัพยากรกันได้อย่างเท่าเทียมอยู่ที่ 1.8 เฮกตาร์ต่อคน หากแต่ทุกวันนี้ชนบทของจีนมีรอยเท้านิเวศเฉลี่ย 1.6 เฮกตาร์ต่อคน แต่ที่นครเซี่ยงไฮ้มีรอยเท้านิเวศใหญ่ถึง 7.0 เฮกตาร์ต่อคน ส่วนคนอเมริกันยิ่งแล้วใหญ่ เพราะมีรอยเท้านิเวศใหญ่ 9.3 เฮกตาร์ต่อคน ซึ่งนั่นหมายถึงว่าหากการพัฒนายังคงเดินหน้าไปในแนวทางเดิมนี้ต่อไป โลกก็จะประสบหายนะเพราะวิกฤตมลพิษและทรัพยากรในอนาคตอันใกล้นี้
เครื่องมือชี้วัดนี้จึงเป็นเครื่องมือที่ให้คุณค่าต่อการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืนเป็นสำคัญ
- Environmental Education
กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อมได้ให้ความหมายของคำว่าสิ่งแวดล้อมศึกษา หรือ Environmental Education ไว้ว่า เป็นกระบวนการพัฒนาคนให้เติบโตเป็นประชากรโลกที่มีความสำนึกและห่วงใยในปัญหาสิ่งแวดล้อม รวมทั้งปัญหาอื่นที่เกี่ยวข้อง มีความรู้ เจตคติ ทักษะ ความตั้งใจจริง และความมุ่งมั่นที่จะหาทางดำเนินการแก้ไขปัญหาที่เผชิญอยู่ และป้องกันปัญหาใหม่ ทั้งด้วยตนเองและด้วยการร่วมมือกับผู้อื่น สิ่งแวดล้อมศึกษาจึงถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการดำรงชีวิตทั่วไป เป็นองค์ความรู้พื้นฐานในการประกอบอาชีพในทุกสาขา และเป็นความรู้เพื่อการอยู่ร่วมกันในชุมชน สังคม ประเทศ และโลก
ดังนั้นสิ่งแวดล้อมศึกษาจึงไม่ใช่การศึกษาเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม และก็ไม่ใช่การเรียนการสอนในชั้นเรียน หากแต่เป็นเครื่องมือสำคัญในการแก้ไขปัญหาและสร้างการพัฒนาที่ยั่งยืน
