ศัพท์สิ่งแวดล้อม
- Biodiversity
ความหลากหลายทางชีวภาพ หรือ Biodiversity มีความหมายครอบคลุมความหลากหลายใน 3 ประการ คือ 1) ความหลากหลายของชนิดพันธุ์สิ่งมีชีวิต (species diversity) 2) ความหลากหลายทางพันธุกรรม (genetic diversity) 3) ความหลากหลายทางระบบนิเวศ (ecological diversity) ทั้งนี้นักวิทยาศาสตร์ประเมินว่า สิ่งมีชีวิตในโลกใบนี้มีประมาณ 30 ล้านชนิด แต่ที่ได้รับการตั้งชื่ออย่างเป็นทางการมีเพียง 1.5 ล้านชนิดเท่านั้น อย่างไรก็ดี ในปัจจุบันความหลากหลายทางชีวภาพกำลังถูกคุกคามอย่างหนัก ทำให้เกิดการสูญเสียสิ่งมีชีวิตอย่างมากมายในช่วงเวลาสั้นๆ
- Boycott
บอยคอต (Boycott) เป็นคำที่มักใช้แทนพฤติกรรมไม่ซื้อ ไม่ใช้ ไม่ข้องแวะของกลุ่มผู้ประท้วง ปรากฏครั้งแรกในนิตยสารไทม์ ลอนดอน ฉบับเดือนพฤศจิกายน 1880 หลังจากนั้นคำนี้ก็ถูกใช้แพร่หลายทั่วไปในภาษาฝรั่งเศส เยอรมัน ดัตช์ รัสเซีย รวมไทยภาษาไทยเราด้วย
ที่มาของคำว่าบอยคอตนี้ เกิดขึ้นเมื่อประมาณ 130 ปีที่แล้ว ในสมัยนั้นคำว่าบอยคอตยังเป็นเพียงนามสกุลของอดีตนายทหารอังกฤษผู้หนึ่งที่เข้าไปทำงานในไอร์แลนด์ เขาคือกัปตัน ชาร์ลส์ คันนิ่งแฮม บอยคอต (Captain Charles Cunningham Boycott) ซึ่งทำอาชีพเกษตรกรรมควบคู่กับเป็นตัวแทนของเจ้านายชาวอังกฤษในการทำธุรกิจให้เช่าที่ดินรายใหญ่ อย่างไรก็ดี ชาร์ลส์ บอยคอต ได้ชื่อว่าเป็นกฎุมพีที่เหี้ยมโหดมาก กระทั่งในปี 1880 เมื่อผู้เช่าที่ดินทั้งหลายเรียกร้องให้กัปตันชาร์ลส์ บอยคอต ลดค่าเช่าที่ดินลง เนื่องจากตั้งราคาไว้สูงเกินไป ทว่ากลับโดนปฏิเสธอย่างสิ้นเชิง ผู้เช่าที่ดินจึงรวมตัวกันกดดัน โดยให้ทุกคนในท้องถิ่นเลิกคบค้าสมาคมกับเขาและครอบครัวของเขาอย่างพร้อมเพรียงกัน คนงานในไร่ก็ลาออก ร้านค้าต่างๆ ก็ไม่ยินดีต้อนรับ และเป็นที่มาของความหมายคำว่าบอยคอต
- Ecological Debt
กลุ่มเคลื่อนไหวด้านนิเวศวิทยาในประเทศเอกวาดอร์ได้ให้คำจำกัดความของ หนี้นิเวศ (Ecological Debt) ไว้ว่า
“หนี้นิเวศ” เป็นหนี้ที่สร้างขึ้นตั้งแต่ยุคล่าอาณานิคมจวบจนถึงปัจจุบัน ลูกหนี้ส่วนใหญ่คือประเทศที่ร่ำรวยและบรรษัทข้ามชาติยักษ์ใหญ่ แต่เจ้าหนี้กลับเป็นประเทศที่ยากจนในทวีปอเมริกาใต้และแอฟริกา ซึ่งหนี้ที่ว่านี้มีมากมายหลายรูปแบบ เช่น- การตักตวงทรัพยากรธรรมชาติ เช่น ปิโตรเลียม แร่ธาตุ ป่าไม้ และประมง อย่างไร้ความรับผิดชอบและเกินพอดีจนคุกคามชีวิตและความอยู่รอดของเจ้าของพื้นที่
- การค้าที่ไม่เป็นธรรมทางระบบนิเวศ เนื่องจากสินค้าที่ผลิตโดยการตักตวงจากทรัพยากรธรรมชาติ ถูกบรรษัทข้ามชาติส่งออกจากพื้นที่ไปทั้งๆ ที่ไม่ได้รวมค่าเสียหายทางสิ่งแวดล้อมและสังคมที่เกิดขึ้นระหว่างกระบวนการผลิต
- การฉกฉวยใช้ภูมิปัญญาชาวบ้านที่เกี่ยวข้องกับเมล็ดพันธ์พืช สมุนไพร และองค์ความรู้พื้นบ้าน เป็นพื้นฐานในการพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพและอุตสาหกรรมเกษตรสมัยใหม่ แต่กลับบังคับให้ประชาชนในประเทศเจ้าของภูมิปัญญาจ่ายค่าใช้สิทธิทรัพย์สินทางปัญญาของตัวเอง
- การจับจองทั้งที่ดินและแหล่งน้ำซึ่งอุดมสมบูรณ์ที่สุดในการเพาะปลูกพืชเศรษฐกิจเพื่อส่งออก ทำให้ที่ดินเหล่านั้นเสื่อมโทรม และยังเป็นการคุกคามอธิปไตยด้านอาหารและวัฒนธรรมของทั้งระดับชุมชนท้องถิ่นและระดับประเทศ
- ประเทศอุตสาหกรรมปล่อยมลพิษและก๊าซเรือนกระจกจำนวนมากสู่ชั้นบรรยากาศ ทำลายชั้นโอโซนและเกิดเป็นภาวะโลกร้อนอย่างในปัจจุบัน และยังฉกชิงศักยภาพในการดูดซับคาร์บอนของมหาสมุทรและป่าไม้ไปใช้อย่างไม่เป็นธรรม
- อาวุธเคมี อาวุธนิวเคลียร์ สารอันตราย และสารพิษตกค้าง ถูกผลิตขึ้นโดยทิ้งภาระหลังการผลิตไว้ให้ประเทศโลกที่สาม
ดังนั้นถ้าหลักการที่ว่าทรัพยกรในโลกเป็นของคนทุกคนบนโลกเป็นจริง ประชากรกว่า 6,800 ล้านคน ก็น่าจะเข้าถึงและได้ใช้ประโยชน์จากทรัพยากรอย่างเท่าเทียมกัน แต่ในความเป็นจริงทั้ง ดิน น้ำ ป่าไม้ แร่ธาตุ ปิโตรเลียม ฯลฯ ยังถูกใช้โดยคนจำนวนหนึ่งเท่านั้น ตัวเลขจากองค์การสหประชาติระบุว่าประเทศพัฒนาแล้วซึ่งมีประชากรเพียงร้อยละ 20 ของโลก แต่กลับใช้ทรัพยากรธรรมชาติถึงร้อยละ 80 ของปริมาณที่ทุกคนบนโลกใช้สุดท้าย คนเพียงกลุ่มเดียวนั้น ไม่เพียงแต่ใช้ทรัพยากรเกินโควตาของตัวเองแล้ว พวกเขายังได้ทิ้งปัญหาไว้ให้กับเพื่อนร่วมโลกโดยไม่ได้ถามความสมัครใจ จนเกิดเป็น “หนี้นิเวศ” กับเจ้าของทรัพยากรในพื้นที่
- Ecological Footprint
รอยเท้านิเวศ หรือ Ecological Footprint ได้รับการริเริ่มและถูกนำมาใช้ครั้งแรกเมื่อปี 2539 โดยนักวางแผนชุมชน 2 คนแห่งมหาวิทยาลัยบริติชโคลัมเบีย ประเทศแคนาดา
การวัดรอยเท้านิเวศมาจากความจริงมูลฐานที่ว่า สิ่งมีชีวิตทุกชนิดล้วนต้องอาศัยทรัพยากรจากระบบนิเวศเพื่อการดำรงอยู่รอด การใช้ทรัพยากรจึงเปรียบเสมือนการประทับร่องรอยของการใช้ชีวิตไว้บนระบบนิเวศของโลก โดยรอยเท้าใหญ่หมายถึงการบริโภคทรัพยากรที่มากกว่ารอยเท้าเล็ก
จากการเปิดเผยของเฟรด เปียร์ซ ในนิตยสาร New Scientist ฉบับวันที่ 17 มิถุนายน 2549 ระบุว่า รอยเท้านิเวศที่มีความยั่งยืนซึ่งมนุษย์ทั่วโลกสามารถแบ่งปันทรัพยากรกันได้อย่างเท่าเทียมอยู่ที่ 1.8 เฮกตาร์ต่อคน หากแต่ทุกวันนี้ชนบทของจีนมีรอยเท้านิเวศเฉลี่ย 1.6 เฮกตาร์ต่อคน แต่ที่นครเซี่ยงไฮ้มีรอยเท้านิเวศใหญ่ถึง 7.0 เฮกตาร์ต่อคน ส่วนคนอเมริกันยิ่งแล้วใหญ่ เพราะมีรอยเท้านิเวศใหญ่ 9.3 เฮกตาร์ต่อคน ซึ่งนั่นหมายถึงว่าหากการพัฒนายังคงเดินหน้าไปในแนวทางเดิมนี้ต่อไป โลกก็จะประสบหายนะเพราะวิกฤตมลพิษและทรัพยากรในอนาคตอันใกล้นี้
เครื่องมือชี้วัดนี้จึงเป็นเครื่องมือที่ให้คุณค่าต่อการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืนเป็นสำคัญ
- Ft
ค่า Ft (Fuel adjustment tariff) หรือ ค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ เริ่มใช้ครั้งแรกเมื่อเดือนกันยายน ปี 2535 เป็นค่าใช้จ่ายที่บวกเพิ่มไปจากค่าไฟฟ้าปกติที่แต่ละบ้านใช้ มีที่มาจากค่าเชื้อเพลิงที่นำมาผลิตไฟฟ้าในช่วงเวลานั้นๆ โดยมีการปรับเปลี่ยนเพิ่มขึ้นหรือลดลงตามการเปลี่ยนแปลงของต้นทุนค่าใช้จ่ายด้านเชื้อเพลิง ถ้าต้นทุนเชื้อเพลิงมีราคาสูงขึ้น ผู้บริโภคก็จำเป็นที่จะต้องรับผิดชอบในส่วนต่างที่เกิดขึ้นด้วย โดยมีจุดประสงค์ให้ค่าไฟฟ้าที่เรียกเก็บจากผู้บริโภคมีการสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงมากที่สุด เพื่อที่จะไม่ให้ภาระจากความผันผวนของค่าเชื้อเพลิงมากระทบกับฐานะการเงินของการไฟฟ้า
แต่ความไม่ชัดเจนและคลุมเครือของที่มาในค่า Ft ถูกตั้งคำถามว่าท้ายที่สุดอาจจะเป็นเพียงช่องทางในการแก้ปัญหาการดำเนินงานของทางการไฟฟ้า ด้วยการผลักภาระต่างๆ มาให้กับประชาชนหรือไม่
เมื่อราวปี พ.ศ. 2541 – 2543 องค์กรเพื่อผู้บริโภคได้ติดตามรายละเอียดของค่า Ft และได้ทราบว่า มีการนำค่าใช้จ่ายในส่วนอื่นที่ไม่ใช่ต้นทุนเชื้อเพลิงเข้ามารวมอยู่ในค่า Ft เช่น ต้นทุนอันเนื่องมาจากรายรับของการไฟฟ้าไม่เป็นไปตามแผนที่วางไว้ อัตราเงินเฟ้อ อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ รัฐบาลจึงตั้งคณะอนุกรรมการกำกับสูตรการปรับอัตราค่าไฟฟ้าโดยอัตโนมัติขึ้นมาตรวจสอบ ผลของการตรวจสอบนำไปสู่การตัดต้นทุนนอกเหนือค่าเชื้อเพลิงออกไป ทำให้ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2548 เป็นต้นมา ที่มาในการคำนวณสูตร Ft จึงเหลือเพียง ต้นทุนค่าเชื้อเพลิงที่ใช้ในการผลิตไฟฟ้าของ กฟผ. และค่าซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตเอกชนและประเทศเพื่อนบ้าน
- Gaia
กายา หรือ Gaia หมายถึงแนวคิดในการอธิบายและมองว่า “โลกเป็นสิ่งมีชีวิตอันหนึ่ง”
แนวคิดนี้เริ่มต้นขึ้นในต้นทศวรรษที่ 1960 เมื่อ เจมส์ เลิฟล็อค (James Lovelock) ในขณะนั้นที่เป็นนักวิทยาศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญด้านบรรยากาศ ได้รับเชิญจากองค์การนาซาให้เป็นหนึ่งในทีมวิจัยเพื่อหาหลักฐานของสิ่งมีชีวิตบนดาวอังคาร ดังนั้นสิ่งแรกที่เจมส์ลงมือทำ คือการหาว่าอะไรที่เรียกว่าสิ่งมีชีวิต
ในที่สุดเจมส์ก็ชี้ขาดลงไปว่า คุณสมบัติส่วนใหญ่ของเจ้าสิ่งมีชีวิตก็คือ พวกที่สามารถรับเอาพลังงานและสสารเข้าไป และขับถ่ายกากของเสียออกมา โดยใช้บรรยากาศของโลกเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน เช่นมนุษย์สูดเอาออกซิเจนเข้าไป และหายใจเอาคาร์บอนไดออกไซด์ออกมา เพื่อทดสอบความคิดดังกล่าว เจมส์และเดียน ฮิทซ์ค็อค (Dean Hitchcock) จึงเริ่มต้นด้วยการวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมีบรรยากาศของดาวอังคารเปรียบเทียบกับโลก ผลที่ได้แตกต่างกันราวฟ้ากับดิน เพราะบรรยากาศดาวอังคารถูกยึดครองโดยคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 95 เปอร์เซ็นต์ มีออกซิเจนเบาบาง และปราศจากมีเทน ในขณะที่บรรยากาศของโลกมีส่วนผสมของไนโตรเจน 77 เปอร์เซ็นต์ ออกซิเจน 21 เปอร์เซ็นต์ และมีเทนจำนวนมหาศาล
ดังนั้นเจมส์จึงได้ข้อสรุปว่า บรรยากาศบนดาวอังคารประกอบขึ้นด้วยสารเคมีที่ไร้ชีวิต ไม่มีการปรับเปลี่ยนสภาวะ ทุกปฏิกิริยาเคมีได้เกิดขึ้นและจบลงแล้วอย่างสมบูรณ์ ขณะที่ปฏิกริยาเคมีในบรรยากาศโลกยังคงพลุ่งพล่าน ตัวอย่างคือ มีเทนและออกซิเจนที่มีอยู่มากมายในบรรยากาศไวมากต่อการมีปฏิกิริยาซึ่งกันและกัน ชนิดและลักษณะของก๊าซดังกล่าววิวัฒนาการเรื่อยมาจากปฏิกิริยาของสิ่งมีชีวิตกับโลก ซึ่งเริ่มขึ้นเมื่อราวสามพันล้านปีก่อน เลิฟล็อคจึงชี้ว่า การเคลื่อนไหวของวัฏจักรก๊าซนี่เอง คือสัญญาณการมีชีวิต
กล่าวอีกนัยหนึ่ง อาการมีชีวิตของโลกที่ปรากฏอยู่ในบรรยากาศเกิดขึ้นจากสิ่งมีชีวิตจำนวนสุดประมาณร่วมกันสร้างเคมีห่อหุ้มขึ้น และกิจกรรมที่สิ่งมีชีวิตกระทำก็เป็นตัวคอยควบคุมอาการมีชีวิตดังกล่าว
แนวคิดเรื่องกายานี้สั่นสะเทือนวงการวิทยาศาสตร์ และเรียกความสนใจได้อย่างกว้างขวาง ขณะเดียวกันก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก โดยเฉพาะจากกลุ่มศึกษาสิ่งมีชีวิตที่นิยมแนวทางการคัดเลือกตามธรรมชาติของดาร์วิน ซึ่งกลุ่มนี้ก็ตั้งคำถามว่า ถ้าโลกมีชีวิตอยู่ แล้วตรงไหนคือยีน หรือจะสืบพันธุ์ได้อย่างไร
แต่ไม่ว่าแนวคิดนี้จะเป็นจริงหรือไม่ก็ตาม อย่างน้อยก็กระทบวิธีการมองสิ่งต่างๆ บนโลกใบนี้ของมนุษย์ นั่นคือ มนุษย์เป็นเพียงส่วนกระจ้อยร่อยในระบบอันไพศาล ซึ่งสิ่งที่ทำ มีผลต่อระบบ และระบบก็คือความอยู่รอดของมนุษย์ด้วยเช่นกัน
- GDP
GDP (Gross Domestic Product) จีดีพี หรือ ผลผลิตมวลรวมภายในประเทศ หมายถึงผลรวมสุดท้ายทั้งหมดของสินค้าและบริการที่ผลิตขึ้นภายในประเทศ โดยปัจจุบันใช้เป็นตัวชี้วัดกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และเป็นดัชนีชี้วัดที่สำคัญในการพัฒนาประเทศ อย่างไรก็ตาม ข้อบกพร่องของจีดีพีในการนำมาใช้เป็นตัวชี้วัดการพัฒนาประเทศ สรุปได้ดังนี้
• จีดีพีไม่รวมมูลค่าสินค้าและบริการที่ไม่ผ่านตลาด แม้ว่าสินค้าและบริการดังกล่าวจะก่อให้เกิดผลผลิตเพิ่มก็ตาม ยกตัวอย่างเช่นการดื่มน้ำจากลำธารธรรมชาติ ก็ไม่ช่วยให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจ แตกต่างจากการดื่มน้ำบรรจุขวดขาย แม้ว่าจะสามารถตอบสนองความต้องการของมนุษย์ได้เช่นกันก็ตาม ในแง่ของบริการอย่างเช่นงานอาสาสมัคร ก็ไม่มีมูลค่าภายใต้จีดีพี เพราะผลของแรงงานไม่สามารถแสดงเป็นตัวเงินได้ ทั้งที่จิตอาสาและการช่วยเหลือผู้อื่นเป็นสิ่งที่มีคุณค่าต่อสังคมอย่างมหาศาล เช่นเดียวกับการทำงานบ้าน การดูแลเด็กและผู้สูงอายุในครอบครัว ก็ล้วนเป็นงานบริการที่ไม่ได้รับค่าจ้าง เพราะอยู่นอกเหนือการค้าขายกันในระบบตลาด
• จีดีพีไม่ได้คำนึงถึงผลกระทบภายนอกที่เกิดจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ผลกระทบที่ว่านี้ได้แก่ ผลกระทบทางด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม กล่าวคือจีดีพีไม่สนใจว่าเงินที่ได้มานั้น มาจากอุตสาหกรรมที่สกปรก กิจการอาบอบนวด เหล้าและบุหรี่หรือไม่ รวมทั้งในอนาคตหากมีการเปิดบ่อนการพนันถูกกฎหมาย ทำนองเดียวกันจีดีพีก็มิได้สนใจว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจนั้นจะนำไปสู่ปัญหามลภาวะและการเจ็บป่วยของคนงานในโรงงานหรือไม่ ในทางตรงกันข้ามเสียด้วยซ้ำ ค่ารักษาพยาบาลที่เพิ่มขึ้นและค่าใช้จ่ายในการติดตั้งระบบบำบัดมลพิษกลับถูกนำไปรวมเป็นส่วนหนึ่งของการเติบโตทางเศรษฐกิจตามการวัดแบบจีดีพี ทั้งๆ ที่ค่าใช้จ่ายดังกล่าวควรเป็นต้นทุนทางด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อมที่น่าจะนำมาหักลบจากจีดีพี
• จีดีพีเพิกเฉยต่อการหมดสิ้นไปของทรัพยากร เนื่องจากจีดีพีใช้เม็ดเงินเป็นมาตรวัดความมั่งคั่งของชาติ จึงไปได้ดีกับกลไกการผลิตและการบริโภคภายใต้ระบบตลาด ดังนั้นจึงไม่สนใจทรัพยากรธรรมชาติหลายอย่างในแง่ที่จำเป็นต้องอนุรักษ์ไว้เพื่อรักษาความสมดุลของระบบนิเวศ ยิ่งไปกว่านั้น การวัดของจีดีพีเป็นการวัดมูลค่าของสินค้าและบริการที่เกิดขึ้นภายในปีนั้นๆ ด้วยเหตุนี้จีดีพีจึงไม่ใส่ใจความยั่งยืนของทรัพยากรในระยะยาว
• จีดีพีประเมินเพียงมูลค่าเพิ่มเฉลี่ยต่อหัว ซึ่งค่าเฉลี่ยดังกล่าวไม่ได้สะท้อนภาพสวัสดิการทางเศรษฐกิจที่แท้จริง หรือความกินดีอยู่ดีของคนส่วนใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าสังคมนั้นหรือประเทศนั้นมีความแตกต่างในการกระจายรายได้สูง หรืออีกนัยหนึ่งคือคนส่วนน้อยถือครองทรัพย์สินหรือรายได้ส่วนใหญ่ของประเทศ - Green GDP
กรีนจีดีพี ในภาษาอังกฤษใช้คำว่า Eco Domestic Product หรือ EDP เป็นดัชนีชี้วัดทางเศรษฐกิจที่นำค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการใช้ทรัพยากรธรรมชาติและการปกป้องรักษาสิ่งแวดล้อมมาเป็นส่วนหนึ่งในการคิดคำนวณต้นทุนทางเศรษฐกิจด้วย
แนวคิดนี้ได้รับการพัฒนาขึ้นมานานกว่า 3 ทศวรรษแล้วในกลุ่มประเทศนอร์ดิก อันประกอบไปด้วยสวีเดน นอร์เวย์ เดนมาร์ก และฟินแลนด์ ด้วยมุมมองที่ว่าดัชนีชี้ความเจริญที่ใช้กันอยู่มิได้สะท้อนภาพการเจริญเติบโตที่แท้จริง จึงมีการนำแนวคิดเรื่องต้นทุนทางด้านสิ่งแวดล้อมมาคิดคำนวณ โดยต่อมาพัฒนาเป็นระบบการจัดบัญชีสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ (Environment and Natural Resources Account: ENRA) อันประกอบไปด้วยบัญชีทรัพยากรป่าไม้ บัญชีทรัพยากรประมง บัญชีทรัพยากรน้ำ บัญชีทรัพยากรดิน บัญชีทรัพยากรแร่ธาตุ บัญชีทรัพยากรพลังงาน ซึ่งจัดอยู่ในส่วนของบัญชีทรัพยากรธรรมชาติ ขณะที่บัญชีมลพิษทางอากาศ บัญชีมลพิษทางน้ำ บัญชีมลพิษทางดิน บัญชีมลพิษทางนิเวศวิทยา จัดอยู่ในส่วนของบัญชีสิ่งแวดล้อม แล้วนำข้อมูลเหล่านี้ไปใช้เชื่อมโยงกับต้นทุนพื้นฐานทางเศรษฐกิจตัวอื่นๆ อย่างเช่นค่าที่ดิน เงินทุน เครื่องจักร และค่าแรงงาน เป็นต้น
แนวคิดเรื่องกรีนจีดีพีแพร่หลายมากขึ้นหลังจากการประชุมสุดยอดสิ่งแวดล้อมโลก (Earth Summit) เมื่อปี 2535 ที่เมืองริโอ เดอ จาเนโร ประเทศบราซิล หลังจากนั้นก็มีหลายประเทศนำการจัดทำระบบบัญชีสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติไปใช้ อาทิ สหรัฐอเมริกา แคนาดา กลุ่มประเทศนอร์ดิก เยอรมนี อังกฤษ ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น เป็นต้น สำหรับประเทศไทยมีนักวิชาการจำนวนหนึ่งและข้าราชการบางคนที่ให้ความสนใจในการจัดทำบัญชีประเภทนี้ แต่ในระดับรัฐบาลและหน่วยงานราชการยังไม่มีแนวความคิดที่จะนำกรีนจีดีพีมาใช้แม้แต่น้อย
- Greenhouse Gas
ก๊าซเรือนกระจก หรือ Greenhouse Gas หมายถึงก๊าซที่ปกคลุมชั้นบรรยากาศแล้วก่อให้เกิดภาวะโลกร้อน ทั้งนี้ตามพิธีสารเกียวโตได้กำหนดก๊าซที่เป็นตัวการสำคัญไว้ 6 ชนิด คือ
ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ส่วนหนึ่งมาจากกระบวนการที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ อาทิ การหายใจของคนและสัตว์ ไฟป่า หรือการระเบิดของภูเขาไฟ แต่ส่วนใหญ่มาจากกิจกรรมการพัฒนาของมนุษย์ที่เกี่ยวข้องกับการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล เช่น น้ำมัน ถ่านหิน และก๊าซธรรมชาติ รวมไปถึงการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ป่าไม้ไปเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยหรือเกษตรกรรม ทั้งนี้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เป็นก๊าซเรือนกระจกที่ทำให้เกิดพลังงานความร้อนสะสมในบรรยากาศของโลกมากที่สุด อีกทั้งยังมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นกว่าก๊าซชนิดอื่น
ก๊าซมีเทน มากกว่าครึ่งหนึ่งของก๊าซมีเทนในชั้นบรรยากาศมาจากนาข้าว ฟาร์มปศุสัตว์ หลุมฝังกลบขยะ ระบบบำบัดน้ำเสีย การใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล และโรงงานอุตสาหกรรม แม้ก๊าซมีเทนจะมีศักยภาพทำให้เกิดภาวะโลกร้อนมากกว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์หลายเท่า แต่ก๊าซมีเทนก็มีอายุสะสมเฉลี่ยในชั้นบรรยากาศสั้นกว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์หลายเท่า อย่างไรก็ดี ก๊าซมีเทนก็มีผลกระทบเป็นอันดับสองรองจากก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์
ก๊าซไนตรัสออกไซด์ แหล่งกำเนิดก๊าซไนตรัสออกไซด์ส่วนหนึ่งมาจากธรรมชาติ แต่อีกส่วนหนึ่งที่มีการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วมาจากอุตสาหกรรมที่ใช้กรดไนตริกในกระบวนการผลิต เช่น อุตสาหกรรมผลิตเส้นใยไนลอน อุตสาหกรรมเคมี และอุตสาหกรรมพลาสติกบางชนิด เป็นต้น
ก๊าซที่มีสารประกอบคลอโรฟลูออโรคาร์บอน ได้แก่ ก๊าซไฮโดรฟลูออโรคาร์บอน ก๊าซเปอร์ฟลูออโรคาร์บอน สารกลุ่มนี้มาจากกิจกรรมของมนุษย์โดยตรง เพราะไม่มีอยู่ในธรรมชาติ มีแหล่งกำเนิดจากโรงงานอุตสาหกรรมและอุปกรณ์เครื่องใช้ในชีวิตประจำวันต่างๆ ประเด็นที่สำคัญคือ ก๊าซกลุ่มนี้มีความสามารถในการดูดซับพลังงานความร้อนสูง ทั้งยังสามารถรวมตัวทางเคมีได้ดีกับโอโซน จึงทำให้โอโซนในชั้นบรรยากาศลดน้อยลง หรือเกิดรูรั่วในชั้นโอโซน อันเป็นสาเหตุให้รังสีคลื่นสั้นจากดวงอาทิตย์ที่เป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิต ส่องผ่านมายังพื้นโลกได้มากขึ้น ขณะเดียวกันก็ทำให้ผิวโลกและชั้นบรรยากาศร้อนขึ้นโดยอ้อมได้อีกทางหนึ่งด้วย
ก๊าซซัลเฟอร์เฮกซาฟลูโอไรด์ มีแหล่งที่มาจากอุตสาหกรรมผลิตอุปกรณ์ไฟฟ้า แม้จะมีความสามารถในการดูดซับพลังงานความร้อนสูงมาก แต่ก็มีสัดส่วนอยู่ในชั้นบรรยากาศน้อยมาก - Hydroponics
ไฮโดรพอนิกส์ (hydroponics) การปลูกพืชโดยไม่ใช่ดิน ผ่านการปลูกพืชในน้ำที่มีธาตุอาหารพืชละลายอยู่ หรือปลูกพืชในสารละลายธาตุอาหาร พืชจะเจริญเติบโตโดยได้รับธาตุอาหารจากสารละลายดังกล่าว เป็นวิธีการที่ได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อแก้ปัญหาพื้นที่ที่ไม่มีที่ดินเพื่อทำเกษตร รวมไปถึงมีที่ดินขาดสารอาหาร
ไฮโดรพอนิกส์เป็นวิธีการปลูกที่ได้รับความนิยมจากทั้งประเทศซึ่งมีพื้นที่เป็นเกาะ มีที่ราบจำกัด และเต็มไปด้วยภูเขาสูงชัน อย่างญี่ปุ่นและไต้หวัน ประเทศที่พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นทะเลทรายอย่างประเทศในตะวันออกกลาง รวมไปถึงประเทศอุตสาหกรรมที่ที่ดินมีราคาแพงอย่างสหรัฐอเมริกาและประเทศในยุโรปตะวันตก ส่วนประเทศไทยการปลูกในลักษณะนี้ยังไม่ได้รับความนิยมมากนัก เนื่องจากปัญหาขาดแคลนพื้นที่ทำการเกษตรยังมีไม่มาก และพื้นที่ที่มีอยู่ยังสามารถปลูกพืชด้วยวิธีปกติได้เพียงพอกับความต้องการ นอกจากนี้ไฮโดรพอนิกส์ยังเป็นวิธีที่มีต้นทุนสูง ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง และมีขั้นตอนในการปลูกที่ซับซ้อน
ข้อดี-ข้อเสีย สำหรับการปลูกพืชแบบไฮโดรพอนิกส์
ข้อดี
1. สามารถปลูกพืชในพื้นที่ที่มีข้อจำกัดทางภูมิศาสตร์ เช่น พื้นที่ที่เป็นหิน ภูเขาสูงชัน หรือทะเลทราย รวมไปถึงพื้นที่ที่มีดินมีปัญหา เช่น ดินเค็มจัด เปรี้ยวจัด หรือเป็นที่สะสมของโรคพืชต่างๆ ทำให้การปลูกพืช
2. ใช้น้ำและปุ๋ยในการปลูกน้อยกว่าการปลูกพืชด้วยดิน เพราะเป็นการปลูกที่ไม่สูญเสียน้ำและปุ๋ยไปจากการไหลทิ้ง การซึมลึกและจากการแย่งของวัชพืช อีกทั้งยังสามารถควบคุมสภาพแวดล้อมของราก เช่น อุณหภูมิ ความเป็นกรด-ด่าง ความเข้มข้นของสารละลายธาตุอาหารได้ดีกว่าปลูกด้วยดิน พืชสามารถดูดกินธาตุอาหารในรูปไอออนหรือโมเลกุลเล็กอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ได้พืชที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง
3. การปลูกแบบไฮโดรพอนิกส์จะปลูกพืชได้หนาแน่นกว่าการปลูกด้วยดิน เพราะผู้ปลูกสามารถให้สารละลายธาตุอาหารอย่างเพียงพอ พืชไม่ต้องแย่งน้ำและธาตุอาหารกัน สามารถปลูกได้ทันทีหลังเก็บเกี่ยว โดยไม่จำเป็นต้องเตรียมแปลงและตากดิน และยังใช้แรงงานน้อยกว่าการปลูกด้วยดิน ทั้งจากขั้นตอนการเพาะเมล็ด การเก็บเกี่ยว การกำจัดวัชพืช การเตรียมแปลงปลูก
ข้อเสีย
1. ตอนเริ่มต้นจะใช้เงินในการลงทุนสูงกว่าการปลูกด้วยดิน เนื่องจากเป็นการใช้เทคโนโลยีสูง ต้องใช้น้ำสะอาด และถ้าจะให้ได้ผลดี จะต้องมีโรงเรือนที่ควบคุมสภาพแวดล้อมได้ โดยเฉพาะการปลูกพืชปลอดสารพิษ
2. แม้จะใช้แรงงานในการปลูกน้อยกว่า แต่การปลูกแบบไฮโดรพอนิกส์จำเป็นต้องมีความรู้ความเข้าใจและเอาใจใส่มากกว่าการปลูกด้วยดิน ผู้ปลูกจำเป็นต้องมีความรู้ในเรื่องธาตุอาหารพืช น้ำ สรีรวิทยาของพืช สารละลาย และเครื่องมือควบคุมระบบต่างๆ อีกด้วย รวมถึงความเข้าใจในอุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ ที่ใช้ เพราะถ้าเกิดเหตุขัดข้อง จะกระทบการเจริญเติบโตและอาจทำให้พืชที่ปลูกตายได้
3. มีความเสี่ยงต่อโรคค่อนข้างมาก โดยเฉพาะถ้าเกิดโรคที่รากของพืช อาการจะแพร่กระจายอย่างรวดเร็วและยากต่อการรักษา เพราะเป็นพืชที่ปลูกในสารละลายในแหล่งเดียวกัน ทำให้เชื้อจะระบาดไปทั่วระบบในเวลาอันสั้น
- Lichen
ไลเคน (Lichen) คือ สิ่งมีชีวิตที่เกิดขึ้นจากการอยู่ร่วมกันระหว่างรา (fungi) หนึ่งชนิดกับสาหร่าย (algae) หนึ่งชนิด โดยความหลากหลายของไลเคนขึ้นอยู่กับชนิดของราเป็นสำคัญ ราที่ก่อให้เกิดไลเคนมีประมาณ 13,500 ชนิด ส่วนสาหร่ายมีประมาณ 100 ชนิด 40 สกุล ทั้งสองพึ่งพาในลักษณะเอื้อประโยชน์ซึ่งกันและกัน เส้นใยราช่วยรักษาความชื้นและห่อหุ้มเซลล์สาหร่ายเพื่อปกป้องไม่ให้แห้งหรือเป็นอันตราย ส่วนสาหร่ายก็ใช้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์กับน้ำในการสังเคราะห์แสงเพื่อสร้างอาหารให้กับราเป็นการตอบแทน
ในประเทศไทยพบไลเคนจำนวน 1,700 ชนิด จากทั่วโลกซึ่งพบไลเคนแล้วประมาณ 13,500 ชนิด แต่คาดว่าทั้งหมดอาจมีกว่า 30,000 ชนิด ไลเคนสามารถแบ่งได้เป็น 4 กลุ่มใหญ่ ตามลักษณะโครงสร้างที่เรียกว่า “แผ่นใบ” หรือ แทลลัส (thallus) ได้แก่
1. กลุ่มเป็นดวงหรือเป็นฝุ่นผง (crustose) ลักษณะเป็นวงติดกับวัตถุที่ยึดติด จนดูคล้ายกับว่าไลเคนกับวัตถุเป็นเนื้อเดียวกัน
2. กลุ่มใบ (foliose) ลักษณะคล้ายใบไม้ มีผิวสองด้าน ด้านบนสัมผัสอากาศ ด้านล่างมีส่วนที่คล้ายราก แต่เกิดจากเส้นใยของรา เรียกว่า รากเทียม (rhizine) ใช้เกาะกับวัตถุ
3. กลุ่มเป็นพุ่ม หรือเป็นเส้นสาย (fruticose) ลักษณะเป็นพุ่ม แตกกิ่งเล็กๆ มีโคนต้นเล็กๆ ไว้ยึดเกาะกับวัตถุ4. กลุ่มสะแควมูโลส (squamulose) มีลักษณะเป็นเกล็ดเล็กๆ คล้ายเกล็ดปลา
เราจะสามารถพบไลเคนได้เกือบทุกแห่งในโลก ทั้งที่แห้งแล้งอย่างทะเลทราย และที่ชุ่มชื้นอย่างริมแม่น้ำ ทั้งบนวัตถุจากธรรมชาติอย่างก้อนหิน ต้นไม้ หรือสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นมาอย่างเสาปูน รั้วบ้าน โดยบริเวณนั้นจะต้องมีความเหมาะสมต่อการเติบโตของไลเคน เช่น ไม่มีมลพิษทางอากาศ มีแสงสว่างเพียงพอสำหรับการสังเคราะห์แสงของสาหร่าย มีความชื้นมากพอที่ไลเคนจะเติบโตได้ ได้รับสารอาหารจากอากาศเพียงพอ และมีความเป็นกรด-ด่างอย่างเหมาะสม
เราสามารถพิสูจน์ดวงด่างที่อยู่บนต้นไม้ว่าเป็นไลเคนหรือไม่ โดยการใช้ปลายเล็บขูดเบาๆ แล้วใช้น้ำแตะที่รอยขูด ถ้าเกิดเป็นรอยสีเขียวหรือเหลือง นั่นคือสาหร่ายที่อยู่ภายในไลเคน ซึ่งจะเห็นได้ชัดเมื่อมันถูกน้ำ แสดงว่าดวงด่างนั้นเป็นไลเคน
ไลเคนกับคุณภาพอากาศ
แม้เราจะไม่สามารถเห็นถึงความเข้มข้นในแต่ละระดับของมลพิษทางอากาศได้ด้วยตาเปล่า แต่เราสามารถสังเกตคุณภาพอากาศผ่านการเปลี่ยนแปลงของสิ่งมีชีวิตรอบบริเวณนั้นๆ อย่างเช่นไลเคนไลเคนส่วนใหญ่ไม่สามารถทนต่อสารจากมลพิษทางอากาศได้ เช่น ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ไนโตรเจนไดออกไซด์ โอโซน และโลหะหนัก ดังนั้นเราจึงแทบจะไม่พบไลเคนประเภทต่างๆ ในที่อากาศเสีย หรือถ้าพบก็จะอยู่ในลักษณะไม่สมบูรณ์ ธรรมชาติของไลเคนจะเจริญเติบโตโดยการรับน้ำและสารอาหารที่ละลายอยู่ในฝนหมอกและน้ำค้างเข้าสู่แผ่นใบโดยตรง ผิวของไลเคนไม่มีชั้นคิวติเคิล (cuticle) ที่มีลักษณะคล้ายขี้ผึ้งเคลือบป้องกันอยู่ ถ้าอากาศมีมลพิษ สารพิษจึงเข้าถึงไลเคนเพื่อทำอันตรายได้โดยตรง อีกทั้งไลเคนไม่มีการผลัดใบ ต่างจากพืชทั่วไป ไลเคนจึงสะสมสารพิษเอาไว้จนป่วยและตายไป
ทั้งนี้ไลเคนแต่ละชนิดทนทานต่อมลพิษในอากาศได้ไม่เท่ากัน การสำรวจสังคมของไลเคนจึงสามารถบ่งชี้คุณภาพอากาศบริเวณรอบๆ ได้
- New Age
นิวเอจ (New Age) เป็นคำเรียกชุดความเชื่อหรือรูปแบบการดำเนินชีวิตที่หันมาให้ความสำคัญกับชีวิตในด้านการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมและการดำเนินชีวิตที่สอดคล้องกับธรรมชาติ แนวคิดนี้ก่อความนิยมขึ้นเงียบๆ ตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1970 เมื่อมีการต่อต้านความล้มเหลวของศาสนาคริสต์ ก่อนจะลามเร็วดุจไฟไหม้ฟางเมื่อกระแสบริโภคนิยมอันเป็นวิถีที่ “โลกาภิวัตน์” อยู่ทั่วโลกถูกพิสูจน์ว่านำมนุษย์เข้าสู่ทางตัน
ประเทศที่เป็นต้นกำเนิดของแนวคิดนิวเอจคือสหรัฐอเมริกา ซึ่งถูกวัฒนธรรมแบบบริโภคนิยมกัดกินจนบาดลึก ที่ชัดเจนคือคนป่วยด้วยโรคที่เกิดจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตและบริโภคแบบสมัยใหม่ เช่น โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง มะเร็ง โรคเหล่านี้เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว แม้การแพทย์สมัยใหม่ที่เปี่ยมด้วยเทคโนโลยีล้ำยุคจะเก่ง ก็แค่รักษาโรคติดเชื้อหรือการผ่าตัดจากอุบัติเหตุ แต่กับโรคเรื้อรังทั้งหลาย การแพทย์แบบนี้ทำได้แค่ซื้อเวลาเท่านั้น
ตัวอย่างกิจกรรมที่บรรดานิวเอจเจอร์นิยมกันอย่างแพร่หลาย คือการปฏิบัติสมาธิด้วยวิธีการที่หลากหลาย การฟังดนตรีที่เรียกว่านิวเอจมิวสิค ซึ่งเรียบง่าย ไพเราะ และมีประสิทธิภาพในการบำบัด และสร้างความผ่อนคลายได้ นอกจากนี้ รูปแบบที่มาแรงอีกอย่างคือการดูแลสุขภาพที่เนการสร้างความสมดุลระหว่างกายกับจิต โดยอาศัยวิธีการต่างๆ เช่น การฝังเข็ม การนวด สมาธิจิต หรือการรักษาด้วยคริสตัล
แม้แนวคิดนี้จะกำเนิดในประเทศตะวันตก แต่กลับพบว่า “แก่น” ของมันมีต้นตอจากความเชื่อแบบตะวันออกที่หยั่งลึกอยู่ในวิถีของชาวเอเชียมานับพันๆ ปี ไม่ว่าจะเป็นโหราศาสตร์ ลัทธิฮินดู ไสยศาสตร์ เต๋า เทวนิยม พลังจักรวาล สมุนไพร และการักษาแบบฝังเข็ม เป็นต้น - Ramsar Site
แรมซาร์ไซต์ หมายถึง พื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระหว่างประเทศ ซึ่งได้รับการแต่งตั้งอนุสัญญาแรมซาร์
พื้นที่ชุ่มน้ำหมายถึง พื้นที่ลุ่มชื้นแฉะพื้นที่ฉ่ำน้ำ มีน้ำท่วมขัง พื้นที่พรุ ทั้งที่เป็นแหล่งน้ำนิ่งและน้ำไหล ทั้งที่เป็นน้ำจืดและน้ำเค็ม รวมไปถึงพื้นที่ชายฝั่งทะเล มีความสำคัญต่อระบบนิเวศเพราะแหล่งเก็บกักน้ำ ป้องกันน้ำเค็มมิให้รุกเข้ามาในแผ่นดิน ป้องกันชายฝั่งพังทลาย ดักจับตะกอนและแร่ธาตุ ดักจับสารพิษ เป็นแหล่งรวมสายพันธุ์พืชและสัตว์ เช่น กาบอ้อย ปากงาช้าง นกกระสา นกยาง เป็นต้น
อนุสัญญาแรมซาร์ (Ramsar Convention) หรืออนุสัญญาว่าด้วยพื้นที่ชุ่มน้ำ
คือ อนุสัญญาที่จัดขึ้นที่เมืองแรมซาร์ ประเทศอิหร่าน ในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2514 ซึ่งเป็นข้อตกลงระหว่างรัฐบาล ซึ่งกำหนดกรอบการทำงานสำหรับความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อการอนุรักษ์แหล่งที่อยู่อาศัยที่เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่ออนุรักษ์และยับยั้งการสูญหายของพื้นที่ชุ่มน้ำในโลกซึ่งจะต้องมีการจัดการเพื่อใช้ประโยชน์อย่างชาญฉลาด อนุสัญญาฯ มีผลบังคับใช้เมื่อปี พ.ศ. 2518 ปัจจุบันมีภาคีอนุสัญญาฯ จำนวน 159 ประเทศประเทศไทยได้เข้าเป็นภาคีอนุสัญญาแรมซาร์เป็นลำดับที่ 110 มีพื้นที่ชุ่มน้ำ (Ramsar Site) ได้แก่
1. พื้นที่ชุ่มน้ำ พรุควนขี้เสียนในเขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลน้อย จังหวัดพัทลุง มีพื้นที่ประมาณ 3,085 ไร่
2. พื้นที่ชุ่มน้ำดอนหอยหลอด จังหวัดสมุทรสงคราม มีพื้นที่ประมาณ 546,875 ไร่
3. พื้นที่ชุ่มน้ำเขตห้ามล่าสัตว์ป่าบึงโขงหลง จังหวัดหนองคาย มีพื้นที่ประมาณ 13,837 ไร่
4. พื้นที่ชุ่มน้ำเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ (พรุโต๊ะแดง) จังหวัดนราธิวาส มีพื้นที่ประมาณ 125,625 ไร่
5. พื้นที่ชุ่มน้ำเขตห้ามล่าสัตว์ป่าหนองบงคาย จังหวัดเชียงราย มีพื้นที่ประมาณ มีพื้นที่ประมาณ 2,712 ไร่
6. พื้นที่ชุ่มน้ำปากแม่น้ำกระบี่จังหวัดกระบี่ มีพื้นที่ประมาณ 133,120 ไร่
7. พื้นที่ชุ่มน้ำอุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม-เขตห้ามล่าสัตว์ป่าหมู่เกาะลิบง – ปากน้ำตรัง จังหวัดตรัง มีพื้นที่ประมาณ 515,745 ไร่
8. พื้นที่ชุ่มน้ำอุทยานแห่งชาติแหลมสน-ปากแม่น้ำกระบุรี – ปากคลองกะเปอร์จังหวัดระนอง มีพื้นที่ประมาณ 677,625 ไร่
9. พื้นที่ชุ่มน้ำอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะอ่างทอง จังหวัดสุราษฏร์ธานี มีพื้นที่ประมาณ 63,750 ไร่
10. พื้นที่ชุ่มน้ำอุทยานแห่งชาติอ่าวพังงา จังหวัดพังงา มีพื้นที่ประมาณ 250,000 ไร่
11.พื้นที่ชุ่มน้ำเขาสามร้อยยอด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ มีพื้นที่ประมาณ 43,074 ไร่
(ขณะนี้ กำลังเสนอพื้นที่ชุ่มน้ำกุดทิง จังหวัดหนองคาย มีพื้นที่ประมาณ 13,750 ไร่ เป็นแรมซาร์ไซต์ แห่งที่12)ทั้งนี้ การประกาศเป็นพื้นที่แรมซาร์ไซต์มีข้อบังคับให้ภาคีแต่ละประเทศต้องดูแลทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่ให้มีความสมบูรณ์ ต้องกำหนดและวางแผนการดำเนินงานการใช้ประโยชน์พื้นที่ชุ่มน้ำอย่างชาญฉลาด โดยสามารถขอคำปรึกษาและความช่วยเหลือจากประเทศในภาคีด้วยกันได้ และต้องรายงานความคืบหน้าของการอนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำทุกๆ 3 ปี
- Red Tide
ปรากฏการณ์น้ำเปลี่ยนสี (Red Tide) หรือที่ชาวบ้านมักเรียกว่า ปรากฏการณ์ขี้ปลาวาฬ เหตุที่เรียกเช่นนั้นเพราะชาวบ้านสังเกตเห็นแผ่นน้ำสีแดงแบบช้ำเลือดช้ำหนอง จนชาวบ้านที่พบเห็นจินตนาการไปว่าอาจจะเป็นขี้ของสัตว์ชนิดใดชนิดหนึ่งในทะเล
แต่แท้ที่จริงแล้ว ปรากฏการณ์นี้เกิดจากการที่แพลงก์ตอนพืชเจริญเติบโตและเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว หรือเรียกว่าแพลงก์ตอนบูม และทำให้น้ำทะเลหรือน้ำกร่อยเปลี่ยนสีอย่างรวดเร็วในช่วงเวลาสั้นๆ ทั้งนี้การบูมของแพลงก์ตอนเกิดขึ้นเมื่อธาตุอาหารจากแผ่นดิน อาทิ ฟอสฟอรัสและไนเตรต ถูกชะล้างลงสู่ทะเลในปริมาณหนึ่งภายใต้สภาพแสงและอุณหภูมิที่เหมาะสม จำนวนของแพลงก์ตอนก็จะเพิ่มขึ้น น้ำทะเลที่มองเห็นก็จะเปลี่ยนเป็นสีแดง สีน้ำตาลแดง เหลือง หรือเขียว ตามแต่ชนิดของแพลงก์ตอน
ปรากฏการณ์นี้นอกจากจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อสัตว์น้ำแล้ว ยังสามารถส่งผลกระทบต่อคนได้ผ่านทางห่วงโซ่อาหาร กล่าวคือ เมื่อหอยและสัตว์น้ำกินแพลงก์ตอนบางชนิดที่เป็นพิษ แล้วคนไปกินหอยอีกทอดหนึ่ง ก็จะได้รับสารพิษเข้าไปด้วย ซึ่งอาจทำให้มีอาการเจ็บป่วยหรือถึงตายได้ถ้าเป็นพิษที่ร้ายแรง เช่นพิษอัมพาต
ในประเทศไทยเคยมีรายงานการตายเนื่องจากการได้รับพิษอัมพาต โดยในปี 2526 ที่ปากแม่น้ำปราณ เขตอำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ มีผู้เสียชีวิต 1 ราย และมีอาการป่วยเนื่องจากได้รับพิษ 63 ราย เหตุเพราะกินหอยแมลงภู่ในบริเวณนั้นเข้าไป
- REDD
REDD ย่อมาจาก Reducing Emission from Deforestation and Forest Degradation in Developing Countries หมายถึง นโยบายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการทำลายป่าและความเสื่อมโทรมของป่าในประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ไขปัญหาภาวะโลกร้อนภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ประเด็นเรื่อง REDD มีจุดเริ่มต้นอย่างเป็นทางการ จากการเสนอเข้าสู่เวทีเจรจาปัญหาโลกร้อนในปีพ.ศ. 2548 โดยประเทศปาปัวนิวกินีและคอสตาริกา โดยมีแนวคิดว่าการดูแลรักษาป่าจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อมโดยรวมของโลก ดังนั้นผู้ที่ดูแลรักษาป่าควรจะได้รับค่าตอบแทนเพื่อเป็นกลไกที่สร้างแรงจูงใจเชิงบวกในการรักษาป่า
ทั้งนี้ โครงการ REDD จึงเป็นโครงการที่ประเทศพัฒนาแล้วสนับสนุนให้ประเทศกำลังพัฒนารักษาป่า ซึ่งการเข้าร่วมโครงการของประเทศกำลังพัฒนาจะเป็นการเข้าร่วมตามความสมัครใจ โดยขอบเขตของการรักษาป่าคือ เป็นกิจกรรมลดการทำลายป่า ลดความเสื่อมโทรมของป่า รวมถึงกิจกรรมการปลูกป่าหรือฟื้นฟูป่าเพิ่มเข้าไป จนปัจจุบันนี้เรียกกันว่าเป็น REDD-Plus (REDD+)
อย่างไรก็ดี ในปัจจุบันการดำเนินการภายใต้โครงการ REDD ยังอยู่ในระหว่างการเจรจาถกเถียงบนเวทีของอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อหาข้อสรุป โดยเฉพาะประเด็นว่าการสนับสนุนกิจกรรม REDD ควรจะใช้กลไกตลาด คือให้มีการซื้อขายคาร์บอนเครดิต หรือใช้กลไกกองทุน หรือผสมกันทั้งสองรูปแบบ เนื่องจากมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกัน กล่าวคือ
หากใช้กลไกตลาด คนที่ทำงานด้านอนุรักษ์และชนพื้นเมืองบางกลุ่มก็มองว่า อาจนำไปสู่การแย่งชิงพื้นที่ป่า ที่ดินปลูกป่า รวมไปถึงปัญหาเรื่องข้อตกลงสิทธิชุมชนในการดูแลป่า แต่หากเป็นกลไกกองทุน เงินที่มาช่วยเหลือส่วนนี้อาจจะไปกองรวมอยู่ที่ภาครัฐ ไม่ได้กระจายลงถึงชาวบ้านในพื้นที่อย่างแท้จริง เป็นต้น
สำหรับประเทศไทยที่เป็นประเทศกำลังพัฒนา ก็ต้องหาจุดยืนของประเทศว่าจะเข้าร่วม REDD หรือไม่ ถ้าเข้าร่วมจะสนับสนุนให้เป็นระบบการจัดการแบบใด (กลไกตลาด กองทุน หรือผสม) หรือหากไม่เข้าร่วม จะมีแนวทางอย่างไรต่อไป รวมทั้งจะแสดงบทบาทอย่างไรบนเวทีเจรจาระหว่างประเทศในอนาคต - Water footprint
Water footprint หรือ รอยตีนน้ำ
คือ ตัวชี้วัดการใช้น้ำทั้งทางตรงและทางอ้อมของผู้บริโภคหรือผู้ผลิตรายหนึ่งๆ ในชีวิตประจำวันทุกกิจกรรมที่เราทำล้วนใช้น้ำทั้งสิ้น โดยทั่วไปมนุษย์เราใช้น้ำกันอยู่ 3 ประเภท คือ
ภาคครัวเรือน : เกิดขึ้นในกิจกรรมระหว่างวัน เช่น กินดื่ม อาบน้ำ ชำระล้าง รดน้ำต้นไม้
ภาคเกษตร : รดน้ำพืช เลี้ยงสัตว์ ผลิตอาหารสัตว์ ภาคเกษตรใช้น้ำจากแม่น้ำ ทะเลสาบ และน้ำใต้ดิน อยู่ที่ 70% และในประเทศกำลังพัฒนาบางแห่งจะใช้ส่วนนี้ถึง 90%
ภาคอุตสาหกรรม : หล่อเย็น ทำละลายสารเคมี งานบริการ ภาคอุตสาหกรรมและพลังงานใช้น้ำ 20% และอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวก็มีแนวโน้มจะใช้น้ำเพิ่มขึ้นเรื่อยๆผู้บริโภคอย่างเราๆ ไม่ได้ใช้น้ำเฉพาะแต่ในครัวเรือนเท่านั้น พืชผักที่เรากิน ก็มีส่วนใช้น้ำในระหว่างขั้นตอนการปลูกอันเป็นส่วนหนึ่งของภาคเกษตร เสื้อผ้าและรองเท้าที่เราใส่ โน้ตบุ๊กหรือโทรศัพท์มือถือสักเครื่องที่เราซื้อ ก็มีส่วนใช้น้ำในกระบวนการผลิตของภาคอุตสาหกรรมเช่นเดียวกัน เท่ากับว่าในทุกๆ กิจกรรมล้วนเป็นส่วนหนึ่งในการฝากรอยตีนน้ำ
ทุกคนมีส่วนในการบริโภคและทำน้ำเสียเหมือนๆ จะต่างกันก็ปริมาณที่แต่ละคนใช้ไปและการสร้างมลพิษไว้ว่ามากหรือน้อย
ผู้เป็นเจ้าของรอยตีนน้ำที่ใหญ่ที่สุดในโลก คือ อเมริกา 2,483 ลบ.ม. ต่อคนต่อปี
สหราชอาณาจักร 1,245 ญี่ปุ่น 1,153 อินเดีย 980 จีน 702
ส่วนในประเทศไทย 2,223 ลบ.ม.
นับว่าอยู่ในอันดับต้นๆ ของโลกเลยทีเดียวรอยตีนน้ำของชาติ
ในสินค้าและบริการต่างๆ ภายในประเทศ ย่อมมีทั้งที่ผลิตเองภายใน และนำเข้ามาจากต่างประเทศ รอยตีนน้ำของชาติจึงนับรวมทั้งน้ำจากสินค้าและบริการส่วนที่ผลิตเองภายในและนำเข้ามาด้วย ปัจจัยที่รอยตีนน้ำของแต่ละประเทศแตกต่างกันก็คือปริมาณการบริโภค แบบแผนการบริโภค ดินฟ้าอากาศ และวิธีทำเกษตร เช่น ประเทศที่แห้งแล้งทำให้น้ำระเหยเร็ว จึงใช้น้ำในปริมาณมากในการเพาะปลูก แถมค่าน้ำมีราคาถูกเนื่องจากรัฐบาลช่วยจ่ายค่าน้ำชดเชย ทำให้เกษตรกรที่ใช้น้ำในการเพาะปลูกอย่างมีประสิทธิภาพต่ำ ไม่ตระหนักถึงความจำเป็นในการประหยัดน้ำ
10 อันดับประเทศที่ใช้น้ำมากที่สุดในโลกจากรายงานของสหประชาชาติ
อินเดีย จีน สหรัฐอเมริกา ปากีสถาน ญี่ปุ่น ไทย อินโดนีเซีย บังกลาเทศ เม็กซิโก และรัสเซีย
- การจ่ายค่าตอบแทนคุณค่าระบบนิเวศอย่างเป็นรูปธรรม
การจ่ายค่าตอบแทนคุณค่าระบบนิเวศอย่างเป็นรูปธรรม หรือ PES (Payment for Ecosystem Services) ถูกทดสอบและพัฒนาจากประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศแถบละตินอเมริกา โดยภูมิภาคเอเชียเพิ่งมีการนำมาต่อยอดพัฒนาในประเทศเวียดนามให้เป็นประเทศนำร่องในการจัดทำนโยบายเกี่ยวกับเรื่องนี้
PES เป็นกลไกสำหรับการจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน ด้วยการสร้างแรงจูงใจทางเศรษฐกิจให้กับ
1. ผู้ที่มีบทบาทในการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติ
2. ผู้ที่ใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ
3. ผู้ที่จะได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศและคุณภาพสิ่งแวดล้อม
โดยมีความเชื่อว่าระบบนิเวศที่เสื่อมลง จะทำให้มนุษย์ได้รับประโยชน์น้อยลงและย่อมส่งผลให้ต้นทุนทางสังคมเพิ่มสูงขึ้น
หลักการของ PES คือ บุคคลหรือกลุ่มคนที่ดูแลรักษาระบบนิเวศและธรรมชาติควรจะได้รับค่าชดเชย (compensation) หรือผลตอบแทน (reward) และบุคคลหรือกลุ่มคนที่ได้รับประโยชน์จากระบบนิเวศควรจะต้องจ่ายเพื่อแลกเปลี่ยนกับประโยชน์ที่ได้รับ โดยรูปแบบของการชดเชยหรือการให้ผลตอบแทนอาจจะอยู่ในรูปของตัวเงิน การลดหย่อนภาษีหรือค่าธรรมเนียม ความมั่นคงในการถือครองที่ดิน หรือการถ่ายทอดเทคโนโลยี
- เกษตรพันธสัญญา
เกษตรพันธสัญญา หรือ Contract Farming คือการทำข้อตกลงซื้อ-ขายล่วงหน้าระหว่างเกษตรกรกับนายทุนเจ้าของธุรกิจการเกษตร โดยที่เกษตรกรจะต้องปลูกพืชผักผลไม้หรือทำฟาร์มปศุสัตว์ด้วยกระบวนการที่กำหนดไว้ในข้อตกลง ตั้งแต่การเลือกใช้เมล็ดพันธุ์ สายพันธุ์สัตว์ ประเภทของปุ๋ย อาหารสัตว์ ยากำจัดศัตรูพืช วัคซีนป้องกันโรค ฯลฯ เพื่อให้ได้ผลผลิตทั้งด้านปริมาณและคุรภาพตรงกับความต้องการของนายทุน
ข้อที่น่ากังวลเกี่ยวกับการทำเกษตรพันธสัญญา คืออิสระในการคัดเลือกปรับปรุงสายพันธุ์พืชหรือสัตว์ที่หายไป ย่อมส่งผลถึงความหลากหลายทางชีวภาพอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากถูกแทนที่ด้วยชนิดพันธุ์ที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจ ขณะที่เกษตรกรที่เคยเป็นนายของตัวเอง ก็ถูกลดทอนสถานภาพเหลือเพียงลูกจ้าง ซึ่งมีหน้าที่ปลูกพืชเลี้ยงสัตว์ตามใบสั่งเท่านั้น นอกจากนี้ การทำสัญญาก็มักเป็นการเอาเปรียบเกษตรกร เช่นการผลักภาระความเสี่ยงในการผลิตให้กับเกษตรกรในกรณีที่ผลผลิตไม่เป็นไปตามที่บริษัทกำหนด เพราะน้ำท่วม ภัยแล้ง ภัยธรรมชาติอื่นๆ ซึ่งเกินความสามารถของเกษตรกรที่จะควบคุม บริษัทจะถือเป็นภาระของเกษตรกรฝ่ายเดียว เป็นต้น
- เกษตรอินทรีย์
เกษตรอินทรีย์ หรือ Organic Agriculture อาจมีนิยามแตกต่างกันไปบ้างของแต่ละสำนัก แต่หากกล่าวโดยสรุป เกษตรอินทรีย์หมายถึงระบบการผลิตที่คำนึงถึงสภาพแวดล้อมรักษาสมดุลย์ธรรมชาติ และความหลากหลายของชีวภาพ โดยมีระบบการจัดการนิเวศวิทยาที่คล้ายคลึงกับธรรมชาติ และหลีกเลี่ยงการใช้สารสังเคราะห์ไม่ว่าจะเป็นปุ๋ยเคมี สารเคมีกำจัดศัตรูพืชและฮอร์โมนต่าง ๆ ตลอดจนไม่ใช้พืชหรือสัตว์ที่เกิดจากการตัดต่อทางพันธุ์กรรม ที่อาจก่อให้เกิดมลพิษในสภาพแวดล้อม เน้นการใช้อินทรีย์วัตถุ เช่น ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยพืชสด และปุ๋ยชีวภาพ ในการปรับปรุงบำรุงดินให้มีความสมบูรณ์ เพื่อให้ต้นพืชมีความแข็งแรงสามารถต้านทานโรคและแมลงได้ด้วยตนเอง รวมถึงการนำเอาภูมิปัญญาชาวบ้านมาใช้ประโยชน์ด้วย ผลผลิตที่ได้จะปลอดภัยจากอันตรายของสารพิษตกค้าง ทำให้ปลอดภัยทั้งผู้ผลิต ผู้บริโภค และไม่ทำให้สภาพแวดล้อมเสื่อมโทรมลงอีกด้วย
การทำเกษตรอินทรีย์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมจึงต้องใส่ใจในทุกขั้นตอนการผลิต ตั้งแต่ขั้นตอนการเตรียมดิน รักษาความหลากหลายทางชีวภาพ ไม่ใช้สารเคมีสังเคราะห์ ตลอดจนมีมาตรการป้องกันการปนเปื้อนที่ค่อนข้างเข้มงวด กล่าวคือ
ในการเตรียมดิน ต้องให้มีการหมุนเวียนธาตุอาหารในดิน ด้วยการใช้ปุ๋ยหมัก ปลูกพืชคลุมดินเพื่อให้เป็นปุ๋ยพืชสด แล้วก็มีการรักษาความอุดมสมบูรณ์ของดิน เช่น ไม่เผาฟาง ไม่ปล่อยให้พื้นที่เปิดโล่ง มีการคลุมดินด้วยเศษซากพืชและใบไม้ เพราะนอกจากจะช่วยป้องกันการกัดเซาะและพังทลายของหน้าดินแล้ว อินทรีย์วัตถุเหล่านี้ยังเป็นอาหารของสิ่งมีชีวิตและจุลินทรีย์ที่อยู่ในดิน ทำให้ดินมีชีวิต และเมื่ออินทรีย์วัตถุเหล่านี้ย่อยสลาย ก็จะกลายเป็นฮิวมัส ทำให้ดินร่วนซุย และสามารถเก็บกักน้ำและธาตุอาหารต่างๆ ได้มากขึ้น
มีการรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ เนื่องจากสิ่งมีชีวิตต่างๆ มีทั้งที่พึ่งพาอาศัยกัน แข่งขันกัน หรือเป็นอาหารของสิ่งมีชีวิตอีกชนิดหนึ่ง แต่ต่างดำรงชีวิตอยู่ร่วมกันอย่างสมดุล ดังนั้นแม้จะมีแมลงหรือศัตรูที่กินพืชที่ปลูกเป็นอาหารบ้าง แต่ก็จะมีสิ่งมีชีวิตชนิดอื่นที่เป็นศัตรูตามธรรมชาติมาควบคุมประชากรของศัตรูพืชให้ลดลงอยู่ในภาวะที่สมดุล แล้วยังช่วยลดความเสี่ยงภัยจากปัญหาโรคและแมลงศัตรูพืชระบาดได้อีกด้วย
ปฏิเสธการใช้สารเคมีสังเคราะห์ เพราะนอกจากพิษตกค้างไปกับผลผลิตแล้วจนถึงมือผู้บริโภคแล้ว ยังมีผลกระทบต่อระบบนิเวศ ต่อดิน แม้แต่ปุ๋ยเคมี โดยเฉพาะอย่างยิ่งปุ๋ยยูเรียที่มีธาตุไนโตรเจน ซึ่งก็จัดเป็นสารก่อมะเร็งชนิดหนึ่งด้วย แถมเมื่อเกิดการชะล้างลงแหล่งน้ำ ก็ทำให้น้ำเน่าเสีย หากชะล้างลงแหล่งน้ำใต้ดิน ก็ทำให้เกิดการปนเปื้อน
ไม่เพียงแค่นั้น การทำเกษตรอินทรีย์ยังต้องมีมาตรการป้องกันการปนเปื้อนจากภายนอกฟาร์มด้วย ทั้งจากดิน น้ำ และอากาศ โดยจัดสร้างแนวกันชนด้วยการขุดคูหรือปลูกพืชยืนต้นเป็นแนวกำบังโดยรอบ
ในส่วนของการทำปศุสัตว์อินทรีย์ ก็ต้องคำนึงถึงการจัดสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม โดยจำนวนปศุสัตว์ต้องสมดุลกับพื้นที่ และไม่ใช้ฮอร์โมนเร่งการเจริญเติบโตของสัตว์
นอกจากนี้ การทำเกษตรอินทรีย์ยังมีแนวทางที่มุ่งให้เกษตรกรพยายามผลิตปัจจัยการผลิตต่างๆ ด้วยตนเองให้ได้มากที่สุด เช่น ปุ๋ยอินทรีย์ สารชีวภาพบำรุงดิน เมล็ดพันธุ์ เป็นต้น เพราะนอกจากจะเป็นการใช้ทรัพยากรในท้องถิ่นอย่างมีประสิทธิภาพแล้ว การพึ่งพาตนเองในด้านปัจจัยการผลิตยังมีนัยทางเศรษฐกิจและสังคมที่สำคัญ เนื่องจากประสบการณ์การพัฒนาระบบเกษตรที่พึ่งพิงสารเคมีที่ผ่านมา เกษตรกรได้สูญเสียการเข้าถึงและการควบคุมปัจจัยการผลิตและกระบวนการผลิตในเกือบทุกขั้นตอน จำเป็นต้องพึ่งพาบริษัทค้าสารเคมีและเทคโนโลยีทางการเกษตร จนเกษตรกรเองแทบไม่ต่างไปจากแรงงานรับจ้างในที่ดินทำกินของตนเอง การส่งเสริมหลักพึ่งพาตนเองในระบบเกษตรอินทรีย์จึงไม่เพียงแค่ช่วยให้เกษตรกรเป็นไทในการผลิต แต่เท่ากับสร้างความเข้มแข็งให้กับภาคการเกษตรของประเทศในอีกทางหนึ่งด้วย - ขี้ปีก
ขี้ปีก (Condensation Trail หรือ Contrail) คือเส้นสีขาวที่ถูกระบายขึ้นกลางท้องฟ้าตามหลังเครื่องบิน เส้นสีขาวที่ว่านี้คือไอน้ำจำนวนมหาศาลที่เกิดจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงแล้วปล่อยออกมาจากท่อไอพ่นของเครื่องบิน เมื่อปะทะเข้ากับความเย็นของชั้นบรรยากาศ ก็จะควบแน่นกลายเป็นผลึกน้ำแข็งเล็กๆ นอกจากนี้ ขี้ปีกยังสามารถเกิดขึ้นได้จากแรงดันอากาศบนผิวปีกที่ลดลงอย่างรวดเร็วเมื่อมีการเปลี่ยนทิศทางหรือเปลี่ยนระดับความสูงแบบฉับพลันของเครื่องบิน เช่น การขึ้น-ลง การหักเลี้ยว เป็นต้น
ถึงแม้ขี้ปีกจะเป็นเพียงผลึกน้ำแข็งเล็กๆ ที่เกิดจากไอน้ำ แต่หากลอยตัวอยู่ในชั้นบรรยากาศที่สูงมากกว่า 26,000 ฟิต ก็จะเป็นตัวการสำคัญที่ปิดกั้นความร้อนจากแสงอาทิตย์มาสู่โลก ขณะเดียวกันก็ปิดกั้นไม่ให้ความร้อนจากโลกสะท้อนกลับไปสู่ชั้นบรรยากาศ เรียกง่ายๆ ว่าเป็นหนึ่งในตัวการที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อน
- เขตควบคุมมลพิษ
การประกาศเขตควบคุมมลพิษ หรือ Pollution Control Zone เป็นไปตามบทบัญญัติภายใต้พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 โดยการจะประกาศให้พื้นที่ใดเป็นเขตควบคุมมลพิษนั้น พิจารณาจากว่าพื้นที่นั้นๆ มีปัญหามลพิษและมีแนวโน้มที่จะร้ายแรงถึงขนาดเป็นอันตรายต่อสุขภาพอนามัยของประชาชนหรืออาจจะเกิดผลกระทบเสียหายต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมหรือไม่ ซึ่งถ้าหากพื้นที่ใดถูกประกาศให้เป็นเขตควบคุมมลพิษ ก็จะต้องปฏิบัติตามแผนเพื่อควบคุม ลด และขจัดมลพิษอย่างต่อเนื่อง โดยมีกรมควบคุมมลพิษคอยทำหน้าที่ดูแลและให้คำแนะนำ
อนึ่ง ไม่เพียงแต่พื้นที่อุตสาหกรรมเท่านั้นที่อาจถูกประกาศเป็นเขตควบคุมมลพิษ ย่านที่พักอาศัย ศูนย์กลางของการพาณิชยกรรม ก็อาจเข้าข่ายได้ หากพบว่าพื้นที่ดังกล่าวปล่อยมลพิษตามเงื่อนไขข้างต้น
- ฉลากสิ่งแวดล้อม
ฉลากสิ่งแวดล้อม หมายถึงฉลากที่กำกับผลิตภัณฑ์หรือบริการว่าเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยในกระบวนการผลิตหรือใช้งาน สามารถลดการใช้ทรัพยากรหรือลดการก่อมลพิษ
ฉลากสิ่งแวดล้อมมีหลากหลายลักษณะ พอจะจัดแยกได้เป็น 4 ประเภทใหญ่ๆ ได้แก่
ประเภทที่ 1 คนกลางเป็นคนออกฉลาก ไม่ใช่ผู้ซื้อ ไม่ใช่ผู้ขาย เป็นคนการันตีว่าสินค้านั้นเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ดีกว่าสินค้าประเภทเดียวกันอย่างไร ประเภทที่ 1 นี้ ที่มีในเมืองไทยเราก็เช่น ฉลากเขียว
ประเภทที่ 2 เป็นประเภทที่เรียกว่า self declare (เซล์ฟ ดีแคลร์) คือบอกว่าตัวเองดีต่อสิ่งแวดล้อมอย่างไร เช่นถุงของห้างสรรพสินค้าที่จะประทับตรา (เอง) ว่าถุงนี้สามารถรีไซเคิลได้ หรือผงซักฟอกบางยี่ห้อที่เขียนว่าคืนน้ำใสให้โลกสวย มีตราโลโก้ที่ออกแบบเอง คือเหมือนเป็นการบอกว่าผลิตภัณฑ์ของตนเองดีต่อสิ่งแวดล้อม
ประเภทที่ 3 เป็นประเภทที่ใช้วัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์มาเป็นตัวคำนวนหรือที่เรียกว่า LCA (Life Cycle Assessment) ประเภทนี้เช่น ฉลากคาร์บอน ฉลากที่รับรองสินค้าเกษตรอินทรีย์ และคาร์บอนฟุตพริ้นท์
ประเภทที่ 4 เป็นฉลากที่เรียกว่า Single Issue คือชูประเด็นเดียว เช่นประหยัดพลังงานในคอมพิวเตอร์ ประหยัดพลังงานในเครื่องใช้ไฟฟ้า ที่เห็นผ่านตากันบ่อยๆ เช่น Energy Star บนอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ หรือแม้แต่ฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5 ก็ถือว่าเป็นฉลากประเภทนี้ - เซลเชื้อเพลิง
เซลเชื้อเพลิง หรือ Fuel Cells คืออุปกรณ์ที่ทำให้เกิดปฏิกิริยาเคมี-ไฟฟ้าระหว่างออกซิเจนกับไฮโดรเจน ซึ่งสามารถเปลี่ยนแปลงพลังงานของเชื้อเพลิงไปเป็นพลังงานไฟฟ้าโดยตรง ไม่ต้องผ่านการเผาไหม้ ทำให้เครื่องยนต์ที่ใช้ Fuel Cells ไม่ก่อให้เกิดมลภาวะทางอากาศ สำหรับการทำงานของ Fuel Cells จะมีลักษณะคล้ายเซลล์สะสมไฟฟ้าของแบตเตอรี่ สามารถอัดประจุใหม่ได้เรื่อยๆ
Fuel Cells มีหลายชนิด แต่ทุกชนิดจะให้กระแสไฟฟ้าเป็นกระแสตรง (DC) ที่สามารถนำไปเป็นพลังงานขับเคลื่อนมอเตอร์ หลอดไฟ เครื่องใช้ไฟฟ้า และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ
- ดัชนีชี้วัดการพัฒนามนุษย์เมื่อปี 2533 องค์กรการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) ได้จัดทำตัวชี้วัดที่เรียกว่า Human Development Index: HDI หรือดัชนีชี้วัดการพัฒนามนุษย์ เนื่องจากมองว่าประชาชนคือพื้นฐานของการพัฒนา ทั้งในฐานะผู้ก่อให้เกิดการพัฒนาและผู้ที่ได้รับผลจากการพัฒนา และคาดหวังว่า HDI จะเป็นเครื่องมือในการกำกับให้ประเทศต่างๆ ส่งผ่านผลประโยชน์ในรูปสวัสดิการทางสังคมไปสู่ประชาชนที่ยากจนเพิ่มมากขึ้น และกระจายผลประโยชน์จากการขยายตัวทางเศรษฐกิจผ่านนโยบายของรัฐเพื่อส่งผ่านไปยังคนยากจน ทั้งนี้ HDI ให้ความสำคัญกับการวัดความสำเร็จใน 3 ด้านหลัก คือ 1)ความยืนยาวของชีวิตและมีสุขภาพดี 2)ความรู้ ซึ่งวัดจากจำนวนผู้อ่านออกเขียนได้ และอัตราส่วนของจำนวนผู้ที่ได้รับการศึกษาในระดับต่างๆ 3)รายได้ที่แท้จริง ซึ่งวัดจากผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศต่อประชากร (GDP per capita) และความเท่าเทียมกันของอำนาจซื้อ (Purchasing Power Parity) อย่างไรก็ตาม ดัชนีชี้วัดนี้ถูกวิจารณ์ว่า ไม่ได้สะท้อนความกินดีอยู่ดี ความสุข และความพึงพอใจในชีวิตของประชาชน รวมทั้งไม่ได้คำนึงผลกระทบต่อการใช้ทรัพยากรธรรมชาติและคุณภาพสิ่งแวดล้อม
- ดัชนีชี้วัดความสุขมวลรวมประชาชาติ
ดัชนีชี้วัดความสุขมวลรวมประชาชาติ หรือ Gross National Happiness เรียกย่อๆ ว่า GNH เป็นตัวชี้วัดด้านการพัฒนาประเทศที่มีต้นกำเนิดจากประเทศภูฏาน โดยมองว่าความผาสุขของประชาชนมากกว่าสนใจความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจของประเทศเพียงถ่ายเดียว ขณะเดียวกันก็ถือเป็นกระบวนทัศน์ใหม่ที่พิจารณาการพัฒนาในลักษณะที่เป็นองค์รวม เนื่องจากคำนึงถึงต้นทุนหลายๆ ด้าน ทั้งทรัพยากรธรรมชาติ สังคม วัฒนธรรม ตลอดจนทุนมนุษย์
ทั้งนี้ความสุขมวลรวมประชาชาติในแบบฉบับของประเทศภูฏาน ตั้งมั่นอยู่บนเสาหลัก 4 ประการด้วยกัน คือ
1) การส่งเสริมการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืนและเท่าเทียม
2) การส่งเสริมและสงวนรักษาค่านิยมทางวัฒนธรรม
3) การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ
4) การพัฒนาธรรมาภิบาล
แนวทางการบริหารประเทศของภูฏานที่ว่านี้ นับว่ากำลังได้รับความสนใจอย่างมากในหมู่นักวิชาการและหน่วยงานในรัฐบาลหลายประเทศ - ดัชนีชี้วัดความสุขโลก
ดัชนีชี้วัดความสุขโลก หรือ Happy Planet Index เรียกย่อๆ ว่า HPI ดัชนีชี้วัดนี้ถูกพัฒนาขึ้นมาโดยมูลนิธิเศรษฐศาสตร์ใหม่ (New Economics Foundation) ซึ่งตั้งอยู่บนแนวคิดที่คนจะมีความสุข ไม่จำเป็นต้องใช้ทรัพยากรโลกมากมายอย่างที่ใช้กัน และการพัฒนาที่สมดุล ไม่เพียงเป็นการสร้างสุขในวันนี้ แต่ยังมีเหลือให้ลูกหลานใช้ในวันข้างหน้า
ดังนั้นสูตรในการคำนวณความสุขของสำนักนี้จึงเท่ากับ
ความสุข = ความพึงพอใจในชีวิต * อายุยืน / การใช้ทรัพยากร
มูลนิธิเศรษฐศาสตร์ใหม่ได้เปิดเผยผลการวัดความสุขโลกแห่งปี 2549 จำนวน 178 ประเทศ พบว่า ประเทศหมู่เกาะเล็กๆ อย่างวานูอาตูเป็นประเทศที่มีความสุขมากที่สุดในโลก ขณะที่สหรัฐอเมริกาอยู่ในอันดับหางแถว คืออันดับที่ 150 ทั้งที่เป็นประเทศที่มีรายได้ต่อหัวประชากรสูงกว่าประเทศอันดับหนึ่งมาก และเมื่อวัดความพึงพอใจในชีวิตก็อยู่ในระดับสูงใกล้เคียงกับประเทศวานูอาตู ส่วนอายุขัยเฉลี่ยของคนอเมริกันก็อยู่ที่ 77.4 ปี สูงกว่าคนวานูอาตูซึ่งอยู่ 68.6 ปี ซึ่งนั่นเพราะคนอเมริกันใช้ทรัพยากรเกินขีดจำกัดหรือมากกว่าที่ควรจะใช้ถึง 9.5 เท่า
สำหรับผลการวัดความสุขของประเทศอื่นๆ พบว่า เวียดนามติดอันดับที่ 12 ซึ่งเป็นอันดับหนึ่งในเอเชีย ส่วนไทยติดอันดับที่ 32 สำหรับประเทศที่พัฒนาแล้วหลายประเทศได้อันดับที่ไม่ค่อยดีนัก เช่น อังกฤษอยู่ในอันดับที่ 108 สวีเดนอยู่ในอันดับที่ 119 ฟินแลนด์อยู่ในอับดับที่ 123 ฝรั่งเศสอยู่ในอันดับที่ 129 เป็นต้น ส่วนประเทศสองอันดับสุดท้ายอยู่ในทวีปแอฟริกา คือสวาซีแลนด์และซิมบับเวนั้น เป็นประเทศยากจน มีรายได้ต่อหัวประชากรต่ำมาก และกำลังเผชิญปัญหาภาวะโรคเอดส์อย่างหนัก - นาโนเทคโนโลยี
นาโนเทคโนโลยี มีความหมายตรงตัวก็คือ เป็นเทคโนโลยีที่เกี่ยวกับสิ่งต่างๆ ที่เล็กขนาดนาโนเมตร (นาโนมีรากศัพท์มาจากภาษากรีก แปลว่าคนแคระ ทั้งนี้ 1 นาโนเมตร เท่ากับหนึ่งส่วนพันล้านส่วน หรือ 10-9) โดยนำสิ่งต่างๆ ที่มีขนาด 1 – 100 นาโนเมตร มาประยุกต์ให้เกิดประโยชน์ต่อมนุษย์ ซึ่งจะต้องส่งผลให้เกิดนวัตกรรมแตกต่างไปจากสิ่งที่มีอยู่เดิม
นาโนเทคโนโลยีถูกคิดค้นขึ้นครั้งแรกโดยริชาร์ด ไฟน์แมน นักฟิสิกส์เจ้าของรางวัลโนเบลปี 2508 และได้รับการยกย่องให้เป็นบิดาแห่งนาโนเทค ปัจจุบันมีการนำนาโนเทคโนโลยีมาใช้ในอุตสาหกรรมหลายๆ ด้าน อาทิ อุตสาหกรรมยานยนต์และหุ่นยนต์ อุปกรณ์ทางการทหาร อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และไอที ยาและวิทยาศาสตร์ด้านสิ่งมีชีวิต อุตสาหกรรมอาหาร อุตสาหกรรมเครื่องสำอาง และอุตสาหกรรมสิ่งทอ เป็นต้น
เมื่อมีข้อดีแล้ว ก็ย่อมมีข้อที่น่ากังวล โดยก่อนหน้านี้เคยมีนักวิทยาศาสตร์ประเทศสหราชอาณาจักรค้นพบฝุ่นขนาดจิ๋วอนุภาคนาโนจากการจราจรและอุตสาหกรรม ซึ่งอนุภาคนี้เมื่อเข้าสู่ร่างกาย จะมีผลทำลายปอด และยังกระจายเข้าสู่กระแสเลือดและสมองได้ ที่สำคัญฝุ่นขนาดนาโนยังไม่สามารถถูกดักกำจัดได้ด้วยแผ่นกรอง ดังนั้นเมื่อมีการพัฒนานาโนเทคโนโลยีมากขึ้น ของเสียไม่พึงประสงค์ที่มาจากกระบวนการผลิต ทั้งฝุ่น ควัน น้ำเสีย ก็อาจเป็นปัญหาที่ตามมา - นิมบี้
NIMBY หรือที่มักเรียกกันติดปากว่า นิมบี้ ย่อมาจาก Not in My Back Yard แปลตรงๆ ได้ว่า “ไม่ใช่ในสวนหลังบ้านของฉัน”
วลีนี้ไม่ใช่ศัพท์ใหม่ในวงการสิ่งแวดล้อม แต่เกิดขึ้นมานานกว่า 20 ปี โดยถูกหยิบยกขึ้นมาใช้ครั้งแรกใน The Christian Science Monitor หนังสือพิมพ์รายวันของอเมริกา ฉบับวันที่ 6 พฤศจิกายน 2523 ซึ่งศัพท์คำนี้มีความหมายว่า บุคคลหรือกลุ่มคนซึ่งไม่ต้องการให้สิ่งที่เป็นอันตราย สิ่งที่มีแนวโน้มว่าจะเป็นอันตราย หรือสิ่งไม่น่าพึงพอใจ ย่างกรายเข้ามาในชุมชนหรือละแวกบ้านเรือนที่ตนเองอาศัยอยู่ อาทิ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ โรงไฟฟ้าถ่านหิน บ่อบำบัดน้ำเสีย นิคมอุตสาหกรรม โรงงานผลิตสารเคมีอันตรายหรือวัตถุไวไฟ หลุมฝังกลบขยะ ทางด่วน เป็นต้น ซึ่งการพัฒนาโครงการต่างๆ เหล่านี้มักมีการอ้างถึงผลประโยชน์ส่วนรวมหรือผลประโยชน์ของประเทศชาติ แต่ก็นั่นแหละว่า “สร้างที่ไหนก็ได้ที่ไม่ใช่ในสวนหลังบ้านของฉัน”
- น้ำมันแก๊สโซฮอล์
น้ำมันแก๊สโซฮอล์ หรือที่นิยมเรียกว่า E 10 เป็นน้ำมันที่มีส่วนผสมระหว่างน้ำมันเบนซินออกเทน 91 กับ
เอทานอล ในสัดส่วนร้อยละ 90 ต่อ 10 โดยสารเอทานอลนั้นเป็นผลผลิตที่ได้จากมันสำปะหลังและอ้อย แทนการใช้สาร MTBE หรือสารเพิ่มค่าออกเทนในน้ำมัน
อย่างไรก็ตาม จากการสำรวจเบื้องต้นของศูนย์วิจัยและฝึกอบรมด้านสิ่งแวดล้อม พบว่า การส่งเสริมให้มีการน้ำมันแก๊สโซฮอล์มาทดแทนการใช้น้ำมันเบนซิน มีผลทำให้ระดับความเข้มข้นของสารกลุ่มคาร์บอนิลในบรรยากาศเพิ่มขึ้นด้วย นอกจากนี้ การมีสารกลุ่มคาร์บอนิลในบรรยากาศเพิ่มขึ้น ยังทำให้สารมลพิษตัวอื่นๆ เพิ่มมากขึ้นด้วย เช่น ก๊าซโอโซน และละอองลอยทุติยภูมิที่มีปฏิกิริยาแสงในบรรยากาศระหว่างออกไซด์ของไนโตรเจนและสารประกอบอินทรีย์ระเหยง่าย ซึ่งสารเคมีเหล่านี้มีอันตรายต่อสุขภาพ
- ประสิทธิภาพเชิงนิเวศเศรษฐกิจ
ประสิทธิภาพเชิงนิเวศเศรษฐกิจ หรือ Eco-efficiency ริเริ่มโดยคณะกรรมการนักธุรกิจเพื่อสิ่งแวดล้อมโลก หรือ World Business Council for Sustainable Development (WBCSD) ซึ่งเป็นการรวมตัวของกลุ่มบริษัทธุรกิจอุตสาหกรรมชั้นนำระหว่างประเทศ แนวคิดนี้ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงอย่างจริงจังในการประชุมสุดยอดด้านสิ่งแวดล้อม หรือ Earth Summit เมื่อปี 2535 โดยมีเป้าหมายสำคัญเพื่อสร้างความสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมให้เป็นเรื่องที่สามารถอยู่ควบคู่กันไปได้
หลักการสำคัญของประสิทธิภาพเชิงนิเวศเศรษฐกิจ คือ
1. การลดการใช้วัตถุดิบตั้งต้นในการผลิตไม่ว่าจะเป็นพลังงาน น้ำ ที่ดิน ส่งเสริมการใช้ซ้ำ (Reuse) และการนำมาใช้ใหม่ (Recycle) ของผลิตภัณฑ์
2. การลดการปล่อยของเสียได้แก่น้ำทิ้ง ขยะ สารพิษต่างๆ ออกสู่สิ่งแวดล้อม
3. การเพิ่มคุณภาพผลิตภัณฑ์ สินค้า และบริการ โดยส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติน้อยที่สุด
ทั้งนี้ สูตรในการคำนวณค่าประสิทธิภาพเชิงนิเวศเศรษฐกิจ คือEco-efficiency = Value of product or service / Environmental impact of a product or service
สำหรับการเพิ่มประสิทธิภาพเชิงนิเวศเศรษฐกิจนั้น สามารถนำเครื่องมือทางสิ่งแวดล้อมมาประยุกต์ใช้ได้หลากหลายวิธีการ ไม่ว่าจะเป็นการประเมินวัฏจักรชีวิตผลิตภัณฑ์ (Life Cycle Assessment หรือ LCA) การใช้เทคโนโลยีที่สะอาด (Cleaner Technology หรือ CT) หรือการออกแบบเชิงนิเวศเศรษฐกิจ (Economic & Ecological Design หรือ Eco-Design)
- ปรากฏการณ์ผลกระทบปีกผีเสื้อ
ปรากฏการณ์ผลกระทบปีกผีเสื้อ หรือ Butterfly Effect เป็นคำที่ใช้อธิบายการค้นพบครั้งสำคัญในปี 1961 ของ Edward N. Lorenz นักคณิตศาสตร์และนักอุตุนิยมวิทยา เริ่มต้นจากการที่ Lorenz ได้ออกแบบแบบจำลองทางคอมพิวเตอร์เพื่อใช้ในงานพยากรณ์อากาศ โดยในการกรอกข้อมูลเพื่อประมวลผลนั้น เขาได้ใส่ค่าตัวแปรระหว่างครั้งแรกกับครั้งที่สองแตกต่างกัน กล่าวคือในครั้งแรกเขาใส่ค่าตัวแปร 0.506127 แต่ครั้งที่สอง เขาตัดทศนิยมออกสามตำแหน่ง โดยใส่ค่าตัวแปร 0.506 แต่แล้วผลลัพธ์ที่ได้แตกต่างกันอย่างล้นเหลือ
การทดสอบในเวลาต่อมา ทำให้รู้ความจริงว่า แม้ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจะเป็นเพียงทีละเล็กละน้อย ก็สามารถสร้างความแตกต่างอย่างใหญ่หลวงให้เกิดขึ้นได้ เปรียบเหมือนกับเพียงผีเสื้อตัวเล็กๆ กระพือปีกในวันนี้ ซึ่งทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเพียงน้อยนิดต่อบรรยากาศ แต่เมื่อเวลาผ่านไป แรงกระพือปีกอันเบาหวิวนั้น ก็สามารถก่อผลให้บรรยากาศเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวงได้ - โรคจากอาคาร
ลักษณะอาการของโรคจากอาคารเป็นได้ตั้งแต่ปวดหัว เวียนศรีษะ เคืองตา คัดจมูก ระคายคอ ไอ จาม เกิดผดผื่น ไปจนกระทั่งการติดเชื้อที่มีลักษณะคล้ายปอดอักเสบหรือที่เรียกว่าโรคลีเจียนแนร์ซึ่งมีอันตรายถึงชีวิต อาจจะเรียกได้ว่าโรคจากอาคารเป็นการป่วยแบบครอบจักรวาล อย่างไรก็ดี สามารถจำแนกรูปแบบการป่วยได้ใน 2 ลักษณะ
ลักษณะแรกเรียกว่า Sick Building Syndrome (SBS) เป็นการเจ็บป่วยที่สามารถระบุสาเหตุที่เฉพาะเจาะจงหรือวินิจฉัยโรคได้อย่างชัดเจน เช่น ปวดหัว เวียนศีรษะ คัดจมูก ซึ่งมีอาการคล้ายกับเป็นหวัด โดยอาการเหล่านี้มักจะสัมพันธ์กับระยะเวลาที่อยู่ในอาคาร และเมื่อออกไปจากอาคารต้นเหตุสักระยะหนึ่งแล้ว อาการดังกล่าวก็จะหายไปอีกลักษณะหนึ่งเรียกว่า Building Related Illness (BRI) เป็นการเจ็บป่วยที่สามารถระบุสาเหตุของอาการเจ็บป่วยและวินิจฉัยโรคได้อย่างชัดเจนว่าเกิดจากอะไร เนื่องจากสัมพันธ์กับสิ่งปนเปื้อนหรือมลพิษในอาคาร เช่น โรคภูมิแพ้จากฝุ่น ขนและมูลของสัตว์ หรือโรคลีเจียนแนร์ (Legionnaires Disease) ซึ่งมีสาเหตุมาจากแบคทีเรียลีจิโอเนลลา (Legionella Pneumophila) ที่ปนเปื้อนมากับระบบปรับอากาศรวม เป็นต้น
สำหรับลักษณะอาการป่วยของโรคจากอาคารแบ่งได้เป็น 6 กลุ่มใหญ่ อาการที่บ่งชี้ว่าป่วยอาจมีเพียงอาการเดียวหรือเกิดหลายกลุ่มอาการรวมกันก็ได้ แต่ข้อสังเกตคืออาการเหล่านี้จะมีมากขึ้นเมื่ออยู่ในอาคารนานๆ และจะหายเป็นปลิดทิ้งเมื่อออกจากอาคารไปสักระยะหนึ่ง กลุ่มอาการทั้ง 6 กลุ่มมีดังต่อไปนี้
1) กลุ่มอาการระคายเคืองตา (Eye Irritation) จะมีอาการตาแห้ง ตาแดง รู้สึกระคายตา แสบตา โดยที่ไม่มีการอักเสบของตา อาการเหล่านี้จะเป็นมากขึ้นในคนที่ใส่คอนแทคเลนส์
2) กลุ่มอาการคัดจมูก (Nasal Manifestation) จะมีอาการคัดจมูก โดยจะเริ่มเป็นเมื่อเข้าไปในสถานที่ทำงาน และรู้สึกคัดจมูกตลอดเวลาที่อยู่ในอาคาร อาการคัดจมูก จาม ไอ จะเป็นมากขึ้นเมื่ออุณหภูมิห้องสูงขึ้นบางครั้งจะมีอาการระคายเคืองจมูก จมูกไม่ได้กลิ่น กลุ่มอาการนี้จะคล้ายกับโรคภูมิแพ้
3) กลุ่มอาการคล้ายโรคหอบหืด หรือกลุ่มอาการระคายคอ และทางเดินหายในส่วนล่าง (Throat and Lower Respiratory Tract Symptoms) มีอาการคอแห้ง ระคายคอ และจะหายไปเมื่อดื่มน้ำจำนวนมากอาการที่เกิดกับคนทางเดินหายใจส่วนล่าง เช่น หายใจลำบาก หายใจเป็นช่วงๆ เหมือนขาดออกซิเจน รู้สึกอึดอัดแน่นหน้าอก ซึ่งอาการเหล่านี้จะหายไปเมื่อสูดหายใจเข้าออกลึกๆ หลายๆ ครั้ง เพื่อรับอากาศบริสุทธิ์
4) กลุ่มอาการปวดศีรษะ มึนงง และเมื่อยล้า (Headaches, Fatique, General Malaise) จะมีอาการปวดศรีษะบริเวณหน้าผาก มักจะเกิดขึ้นในตอนกลางวัน ถ้าเป็นมากจะปวดศรีษะข้างเดียวคล้ายไมเกรน เมื่อยเนื้อเมื่อยตัว รู้สึกล้า มึนงง ไม่มีสมาธิในการทำงาน ความตั้งใจในการทำงานลดน้อยลง
5) กลุ่มอาการโรคผิวหนัง (Skin Problems) ผิวหนังจะแห้ง รู้สึกคัดหรือเป็นผื่น คล้ายผิวหนังอักเสบอาการจะมากขึ้นเมื่ออากศค่อนข้างแห้งและมีลมพัดถ่ายเทไปมา
6) กลุ่มอาการติดเชื้อบริเวณทางเดินหายใจส่วนต้น (Upper Respiratory Tract Infection) เป็นโรคติดเชื้อในทางเดินหายใจส่วนต้น ซึ่งผู้ที่ทำงานในอาคารสำนักงานมักจะป่วยด้วยโรคเยื่อบุคออักเสบ (Pharyngitis) และต่อมทอนซิลอักเสบ (Tonsilitis) มีอาการคอแดง ทอนซิลโตขึ้น มีจุดหนองสีขาวครีมที่ทอนซิล มีไข้ เจ็บคอ เวลากลืนน้ำลาย ต่อมน้ำเหลืองด้านข้างคอกดแล้วเจ็บ ในรายที่เป็นเฉียบพลันจะมีไข้สูงทันที และปวดศรีษะ อ่อนเพลีย ไอแห้งๆ มีเสมหะไม่มาก - โรคปอดฝุ่นฝ้าย
โรคปอดฝุ่นฝ้าย เป็นชื่อไทยของ Byssinosis
ฝุ่นฝ้ายเป็นอนุภาคเล็กๆ หรือใยของฝ้าย ป่าน ปอ รวมทั้งฝุ่นผงของพืชที่สามารถฟุ้งกระจาย ปลิว หรือลอยอยู่ในอากาศ ถ้าหายใจเอาอากาศที่มีฝุ่นฝ้ายปะปนเข้าไปในปอดอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานกว่า 2 ปีขึ้นไป ก็จะเริ่มไอ แน่นหน้าอก และหายใจไม่สะดวกในช่วงเช้า แล้วจึงทุเลาลงในตอนเย็น ซึ่งเป็นอาการเตือนให้ทราบว่าป่วยเป็นโรคบิสสิโนสิสระยะแรกแล้ว และหากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการรักษาพยาบาล ก็จะกลายเป็นอาการเรื้อรัง เกิดภาวะการหายใจล้มเหลว และสมรรถภาพของปอดลดลง
โรคนี้มักเกิดกับผู้ที่ทำงานในโรงงานที่ใช้ฝ้าย ป่าน ปอ หรือลินินเป็นวัตถุดิบในการผลิต เช่น โรงงานทอผ้า โรงงานทำกระสอบ โรงงานตัดเย็บเสื้อผ้า และโรงงานสิ่งทอต่างๆ
ปัจจุบันประกาศของกระทรวงมหาดไทยกำหนดไว้ว่า ภายในโรงงานโดยเฉพาะบริเวณที่ลูกจ้างทำงาน จะมีปริมาณฝุ่นฝ้ายดิบล่องลอยได้ไม่เกิน 1 มิลลิกรัมต่ออากาศ 1 ลูกบาศก์เมตร
- สารอินทรีย์มลพิษที่ตกค้างยาวนาน
สารมลพิษที่ตกค้างยาวนาน หรือ POPs สารกลุ่มนี้เป็นสารที่มีความเป็นพิษสูง มีอยู่ 12 ชนิด คือ ดีดีที คลอเดน อัลดริน เดลดริน เอ็ดดริน มิเร็กซ์ ท็อกฟิน เฮปตาคลอร์ เฮกซาคลอโรเบนซีน พีซีบี ไดออกสิน ฟิวราน ส่วนใหญ่เป็นผลผลิตจากยุครุ่งเรืองของอุตสาหกรรมเคมีและเกษตรเคม
สารเคมีเหล่านี้เข้าสู่สิ่งแวดล้อมได้หลายทาง ทั้งจากโรงงาน ท่อน้ำทิ้ง พื้นที่เกษตรกรรม รวมถึงเป้นส่วนผสมอยู่ในผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ต่างๆ ซึ่งจะถูกปล่อยผ่านระบบการกำจัดกาก หลุมฝังกลบ หรือเตาเผาขยะ หลังหมดอายุการใช้งาน
อันตรายของ POPs คือสามารถคงความเป็นพิษสูง แม้จะมีระดับความเข้มของพิษต่ำ แต่สะสมตัวในสิ่งแวดล้อมได้นานนับทศวรรษ และบางชนิดใช้เวลานับศตวรรษกว่าที่จะสลายตัว ไม่ละลายในน้ำแต่ละลายได้ดีในไขมัน จึงทำให้ง่ายต่อการเข้าไปสะสมอยู่ในเนื้อเยื่อไขมันของมนุษย์และสิ่งมีชีวิตอื่นๆ โดยเฉพาะสัตว์ที่มีร่างกายประกอบขึ้นด้วยไขมันปริมาณมากๆ อย่างมนุษย์ ปลาวาฬ หมีโพลา หรือปลาโลมา การสะสมก็จะยิ่งมีมากขึ้น
นอกจากนี้ ความน่ากลัวยังอยู่ที่ว่า แม้สารเคมีเหล่านี้จะเกิดขึ้นในภาคอุตสาหกรรม แต่ชุมชนที่อยู่ห่างจากแหล่งอุตสาหกรรมหรือประเทศที่ไม่มีอุตสาหกรรมก็มีโอกาสที่จะได้รับอันตรายจากสารเคมีพวกนี้ได้อย่างทั่วถึงกัน เนื่องจากสารเคมีในกลุ่มนี้มีความสามารถพิเศษในการเดินทางไกลจากทวีปหนึ่งไปยังอีกทวีปหนึ่ง โดยใช้เวลาเพียงเล็กน้อยด้วยการเดินทางไปพร้อมกับสายลม และจะตกลงสู่พื้นดินเมื่อลมอ่อนแรง หรือระเหยขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ ลอยไปตามกลุ่มเมฆ และกลายเป็นตกลงมา
สำหรับผลกระทบต่อสุขภาพของ POPs เป็นไปได้มากมาย อาทิ เพิ่มอัตราการเป็นมะเร็ง ทำให้ระบบการเรียนรู้ผิดปกติ มีผลกระทบต่อระบบสืบพันธุ์และฮอร์โมน ฯลฯ
