Oceans
คุณจะตอบว่าอย่างไร เมื่อเด็กคนหนึ่งตั้งคำถามกับคุณว่า มหาสมุทร คืออะไร ?
สำหรับ ฌาคส์ แปแรง และฌาคส์ คลูโซด์ สองผู้กำกับภาพยนตร์สารคดีชื่อดัง เขาทั้งสองเลือกที่จะตอบคำถามนี้ด้วยการพาไปพบกับคำตอบผ่านความมหัศจรรย์ของสถานที่และตัวละครที่เกี่ยวข้องกับมหาสมุทรจริงๆ อย่างใกล้ชิด ภายใต้ภาพยนตร์สารคดีฟอร์มยักษ์ชื่อ Oceans
Oceans ในชื่อภาษาไทย โอเชี่ยน มหัศจรรย์ลึกสุดโลกใต้ทะเล ภาพยนตร์สารคดีที่เล่าถึงความเป็น “มหาสมุทร” โดยพาผู้ชมไปพบกับความมหัศจรรย์ภายใต้แผ่นน้ำอันกว้างใหญ่ ดำดิ่งสู่โลกใต้มหาสมุทรกว่า 50 แห่งทั่วโลก ตั้งแต่ทะเลเขตร้อนไปจนถึงทุ่งน้ำแข็ง ไม่ว่าจะเป็นทะเลอาร์คติกทางตอนเหนือบนเกาะโคเบิร์ก ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของหมีขั้วโลก วอลรัส และแมวน้ำ ทางตะวันตกของเกาะกาลาปากอสที่พบฝูงอินทรีและสัตว์แปลกๆ อย่างกิ้งก่าทะเล สิงโตทะเล และนกกาน้ำ รวมไปถึงชายฝั่งทรานสไกในทวีปแอฟริกาใต้ ที่มีฝูกนกบินอยู่เต็มท้องฟ้าเพื่อรอเวลาโฉบลงมาจับปลาซาดีนที่ว่ายอยู่เหนือผิวน้ำมาเป็นอาหาร
จุดเด่นของภาพยนตร์ที่เตรียมงานกว่า 2 ปี ถ่ายทำ 4 ปี และตัดต่ออีก 1 ปีเรื่องนี้ คือ การเล่าถึงความเป็นมหาสมุทรด้วยภาพที่สวยงามผ่านการถ่ายทำที่ใกล้ชิด ความตั้งใจที่จะทำให้ผู้ชมรู้สึกราวกับตัวเองเป็นปลาตัวหนึ่งในมหาสมุทรจริงๆ คือความท้าทายที่เกิดขึ้นจากความพยายามของตากล้อง 14 ชีวิตจากฝรั่งเศส ญี่ปุ่น สวีเดน ร่วมกับทีมงานบนเรือบดเล็ก 12 ทีม และบรรดานักชีววิทยาอีกหลายร้อยชีวิตจาก 5 คาบสมุทร ภายใต้อุปกรณ์การถ่ายทำที่ได้รับการคิดค้นมาเพื่อภาพยนตร์เรื่องนี้โดยเฉพาะ
“สาเหตุที่ผมมาทำหนังเรื่องนี้ ก็เพื่ออยากจะโชว์ให้เห็นความไม่ธรรมดา ความหลากหลาย และความสำคัญของสัตว์สายพันธุ์ต่างๆ ที่อาศัยอยู่ในท้องมหาสมุทร เราค้นหาที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติของพวกมัน เพื่อที่เราจะได้คอยเฝ้าดูพฤติกรรมและตามมันไปเรื่อยๆ กล้องของเราตามสัตว์เหล่านั้นไปทุกที่และทุกอิริยาบถ จริงอยู่ที่ว่าเราสามารถไล่ตามปลาดาบ ปลาฉลาม และโลมาได้โดยใช้เรือยนต์ธรรมดาๆ ซึ่งนั่นก็แค่ทำให้เราได้เห็นมันผ่านไปมาเท่านั้นเอง แต่คุณจะไล่ตามมันใต้น้ำในเวลาที่มันว่ายพุ่งไปข้างหน้าด้วยความเร็ว 40 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ยังไงล่ะ ด้วยรูปร่างอันปราดเปรียวของมัน เราต้องเคลื่อนไหวให้ได้แบบนั้นเพื่อที่จะแสดงให้เห็นปฏิกิริยาของสัตว์ที่มีต่อสภาพแวดล้อมรอบตัวมันนั่นเอง” แปแรงเล่า
เมื่อความตั้งใจคือการปล่อยให้มหาสมุทรดำเนินความมหัศจรรย์ไปอย่างเป็นธรรมชาติ พวกเขาจึงเลือกที่จะปล่อยให้เรื่องราวตลอด 104 นาที มีบทบรรยายไม่มากนัก แต่ข้อจำกัดอย่างตั้งใจของการเล่าเรื่องที่มีเพียงภาพและเสียงของธรรมชาติจริงๆ เป็นส่วนมาก ก็ไม่ได้ทำให้สาระของภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้ขาดตกบกพร่องแต่อย่างใด มันกลับทำให้จินตนาการของผู้ชมพุ่งพล่านได้ตามอัธยาศัย
แต่ภาพที่ตัดขึ้นมาระหว่างเรื่องอย่างชาวประมงที่จับปลาฉลามขึ้นมาตัดครีบออกไปเพื่อใช้เป็นส่วนประกอบในอาหารให้กับคน ก็ดึงอารมณ์ของผู้ชมที่กำลังตื่นตาตื่นใจกับเรื่องราวใต้มหาสมุทร ให้มาเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากฝีมือของมนุษย์ ซ้ำร้ายไปกว่านั้น ทันทีที่ปลาฉลามเหล่านั้นถูกปล่อยกลับสู่มหาสมุทรในลักษณะที่ไร้ครีบ เลือดที่หลั่งออกมาจากบาดแผลสดๆ ตัวแล้วตัวเล่า ก็เป็นเหมือนสัญญาณที่เด่นชัดให้เราได้ตั้งคำถามถึงวิถีชีวิตในปัจจุบันที่มีผลกระทบต่อมหาสมุทร
“สูญพันธุ์ สูญพันธุ์ สูญพันธุ์ . . .”
ส่วนหนึ่งของเสียงบรรยายที่มีอยู่น้อยมากในภาพยนตร์เรื่องนี้ เป็นแรงสั่นสะเทือนที่ภาพยนตร์เรื่องนี้ส่งออกมา และเขย่าผู้ชมกับคำถามที่ว่า มนุษย์จะใช้เวลาไม่กี่ทศวรรษ เพื่อยุติวิวัฒนาการหลายแสนปีของความหลากหลายเหล่านั้นไปอย่างนั้นหรือ
เรื่อง : ขวัญชาย ดำรงค์ขวัญ
