Ghost In The Shell : Innocence

ทั้งหมด | a | b | c | d | e | f | g | h | i | j | k | l | m | n | o | p | q | r | s | t | u | v | w | x | y | z

ด้านมืดของวิทยาศาสตร์ทำร้ายมนุษยชาติ ทั้งที่เป็นข่าวและไม่เป็นข่าวให้เห็น เรื่อยมา หากจินตนาการถึงภาพกว้างๆ โดยนับทั้งที่มองเห็นด้วยตาเปล่า(สารพัดวัตถุ) และมองไม่เห็น(สารพัดคลื่นบรรดามี) ด้านมืดดังกล่าว คงเหลือแง่ดีแง่งามให้เรามองพัฒนาการของวิทยาศาสตร์น้อยเต็มที

เช่นเดียวกับเนื้อหาที่หนังหรือนิยายวิทยาศาสตร์ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ไม่ว่าจะมาจากมุมไหนของโลก แทบทุกเรื่อง มองวิทยาศาสตร์ในแง่ลบมาโดยตลอด โดยมักจะมองว่า วิทยาศาสตร์ไม่ได้เป็นแค่ตัวร้ายเท่านั้น ซ้ำร้าย บางครั้ง ยังพยายามทำทุกวิถีทางที่จะกลายเป็นพระเอกแอบแฝง อิงสถานการณ์ทันทีที่เห็นช่องทางฟอกตัว หลายต่อหลายครั้ง ถึงขนาดไม่ลังเลที่จะเล่นบทพระเป็นเจ้า

Ghost In The Shell  : Innocence เป็นภาคต่อของอนิเมชั่นไซไฟ ที่ประสบความสำเร็จอย่างล้นพ้น โดยเฉพาะในหมู่นักเสพการ์ตูนวิทยาศาสตร์ที่จมลึกอยู่ในเนื้อหาด้านมืดตามที่กล่าวมาแต่ต้น  ในภาคต่อนี้ เป็นการโดยในภาคนี้ก็ยังเป็นการเล่าเรื่องโดยตัวละครชุดเดิม คือ บาตูวและโทกุสะแห่งหน่วย9  ในภาคนี้ ได้มีการเกริ่นให้เห็นในภาพรวมว่า ทั้งสองคนสมัครใจที่จะเปลี่ยนอวัยวะหลายส่วนของร่างกายเป็นไซบอร์ก(หมายถึง การผสมผสานระหว่างคนกับชิ้นส่วนจักรกล บรรดามนุษย์ที่ มีอวัยวะเทียม อย่างหัวใจเทียมก็เรียกว่าไซบอร์กได้แล้ว) บาตูว นั้น เปลี่ยนร่างกายเป็นไซบอร์ก เกือบสมบูรณ์แล้ว ขณะที่โทกุสะ ยังหลงเหลืออวัยวะส่วนที่เป็นมนุษย์มากกว่า

ในอนาคต นอกจากมนุษย์จะสามารถเปลี่ยนชิ้นส่วนตัวเองเป็นหุ่นยนต์ได้แล้ว ยังสามารถเชื่อมต่อจิตกับเครือข่ายออนไลน์ได้อีกด้วย โดยเรียกว่า ความทรงจำภายนอก จากขุมกำเนิดแห่งจักรวาล( Universal Matrix)เมเจอร์ โนโตโกะ อดีตหัวหน้าหน่วย9 เปลี่ยนร่างกายไปแล้วอย่างสมบูรณ์ ด้วยเทคนิค ไซเบอร์เนติค (Cybernatics คือระบบข้อมูลที่สลับซับซ้อน ซึ่งสามารถมีจิตสภาวะขึ้นได้เอง ติดต่อสื่อสารกับสิ่งอื่นด้วยการควบคุมข้อมูล) มีเพียงวิญญาณเท่านั้น ที่ยังทำให้เธอถูกเรียกได้ว่าเป็น มนุษย์ เพราะสถานะถัดไปจากนี้ โนโตโกะ ย่อมเทียบชั้นได้เท่าเทียมพระเป็นเจ้าของโลกไซเบอร์

บาตูว ได้รับแจ้งเหตุฆาตกรรม เขารุดไปยังตรอกเล็กๆ แห่งหนึ่ง พบว่ามีคนตาย เนื่องจากถูกหุ่นยนต์เด็กผู้หญิง สังหาร สภาพที่เห็นไม่น่าดูชมนัก  ทราบต่อมาภายหลังว่า หุ่นยนต์เด็กสาวเสมือนมนุษย์เหล่านี้ ถูก แฮ็คก์ให้กลายเป็นหุ่นสังหาร ผู้เชี่ยวชาญบอกว่า ก่อนที่บาตูวจะยิงหุ่นตัวนี้ทิ้ง มันคิดจะฆ่าตัวตายอยู่ก่อนแล้ว     กฎหมายในอนาคตระบุว่า หุ่นยนต์ตัวใดที่สังหารมนุษย์ มีโทษสถานเดียวคือต้องถูกกำจัด

คดีนี้จะมีเงื่อนงำ คนที่ถูกสังหารส่วนใหญ่มีตำแหน่งสำคัญทางการเมือง แม้จะมีการฟ้องร้องเรื่องหุ่นยนต์รับใช้ เปลี่ยนเป็นเครื่องจักรสังหาร หลายครั้ง แต่ก็มีการยอมความนอกศาล ทุกคดี อาจจะเป็นเรื่องของการพยายามก่อการร้ายอยู่ก็เป็นได้  พวกเขาโยงเรื่องทั้งหมดไปถึงแก๊งยากูซ่า องค์กรผลิตหุ่นยนต์ชื่อ โคลัสโซลัส  ที่สุดพวกเขาก็รู้ว่าแท้จริงแล้วหุ่นยนต์รับใช้สาว เป็นหุ่นยนต์ที่ใช้สนองเพศรส  ผู้ชื่นชอบในบริการดังกล่าว  จึงไม่กล้าฟ้องร้ององค์กร เพราะอับอายในพฤติกรรมของตนเอง ยิ่งไปกว่านั้น โคลัสโซลัส ถึงกับพัฒนาสินค้าสนองกลุ่มลูกค้า ด้วยการเติมวิญญาณลงไปในสินค้าของตัวเองด้วย ในทางกลับกัน การแฮ็คก์เปลี่ยนหุ่นสนองเพศรสให้กลายเป็นหุ่นสังหาร เป็นการลงมือเพื่อเรียกร้องให้มีการสอบสวนเรื่องนี้อย่างจริงจัง

Ghost In The Shell : Innocence เล่าเรื่องซับซ้อน พันลึก โดยอิงอยู่กับหลักปรัชญาของ เรอเน เดส์การตส์ (René Descartes) ที่ตั้งแง่เรื่องของกายกับจิต ประโยคสำคัญซึ่งเป็นแนวคิดของเขาที่ได้ยินกันบ่อยๆ ก็คือ cogito ergo sum หรือ "เพราะฉันคิด ฉันจึงมีอยู่" อีกแนวคิดหนึ่งซึ่งแทบจะถูกใช้ หรือแทรกเป็นคำอธิบายว่า “ในความฝัน ประสาทสัมผัสต่าง ๆ ของเราอาจรับรู้อะไรๆ ได้เหมือนจริง แต่สิ่งที่เรารับรู้นั้นล้วนไม่มีอยู่จริง ดังนั้น เราจึงไม่สามารถรับประกันได้ว่าข้อมูลที่ได้จากประสาทสัมผัสนั้น เป็นสิ่งที่ต้องเป็นความจริง ไม่แน่ว่าอาจมี ‘ผู้จ้องทำลายที่ร้ายกาจ’ ที่สามารถปิดบังเราจากการรับรู้ธรรมชาติที่แท้จริงของสรรพสิ่งได้ เมื่ออาจมีความเป็นไปได้เหล่านี้แล้ว จะเหลืออะไรบ้างที่เราสามารถเชื่อได้อย่างแท้จริง?” 

หากจะโยง ผู้จ้องทำลายที่ร้ายกาจ ที่เดส์การตส์ ว่าไว้ โดยผนวกเข้ากับเนื้อหาที่ปรากฏอยู่ในหนังเรื่องนี้ ก็น่าจะเดาได้ว่าคงจะหมายถึง แฮคเกอร์ (hacker) หรือ นักเจาะระบบข้อมูล ที่สามารถเข้าไปแทรกตัวอยู่ในขุมกำเนิดแห่งจักรวาล( Universal Matrix) จนสามารถสร้างภาพลวงตาหลอก บาตูวและโทกุสะ ได้กระมัง

ผู้จ้องทำลายที่ร้ายกาจ เล่นบทผู้ที่ไม่รู้จักความตาย ทว่า รู้ซึ่งในเกมที่มนุษย์ชื่นชอบ และเมื่อหมดสนุก ก็หันมาเล่นงานมนุษย์เป็นการปิดเกม ที่สุดแล้ว ในอนาคตอันไกลโพ้น เป็นไปได้ว่า ขอบเขตของการเป็นมนุษย์นั้นแสนพร่าเลือน เช่นเดียวกับแนวคิดที่เคยปรากฏอยู่ในภาคแรกของหนังเรื่องนี้ การสร้างหุ่นยนต์ออกมาให้เหมือนมนุษย์ โดยเจตนาของวิทยาศาสตร์(ในทัศนะคติของผู้เขียน) อาจจะหมายถึงความหลงในความเป็นมนุษย์ (รูปร่าง ตัวตน ของตนเอง) หุ่นยนต์ คืออุดมคติที่มนุษย์ ไม่อาจเฝ้ารอให้ระบบพันธุกรรมเองพัฒนาเองได้

สิ่งที่น่าเคลือบแคลงที่ยังคงดำเนินต่อไป อย่างไม่มีวันสิ้นสุดสำหรับเรา(คนดู)ด้วยคำถามที่ว่า แล้วความพยายามทำลาย(อุดมคติทั้งหลายที่สร้างมากับมือ)ในชั่วโมงถัดมา หมายถึงสิ่งใดกัน? จะมีใครสามารถเข้าใจมนุษย์ในมุมนี้?

หนังไซไฟหลายเรื่อง กล่าวโทษวิทยาศาสตร์ ว่า ด้านมืดนั้นล้วนแต่ บ่มเพาะนิสัยไม่ดีให้แก่มนุษย์ ทว่าจะว่าไปแล้ว ชิมแพนซีหรือวานรพันธุ์อื่นใด ที่ไหนกัน ที่ค้นคว้าพัฒนาวิทยาศาสตร์ อยู่นับศตวรรษ จึงสามารถสรุปอย่างเข้าข้างหนังวิทยาศาสตร์ว่า มนุษย์คือผู้ที่เป็นภัยแก่เผ่าพันธุ์ตัวเอง ลงทุน ลงแรง ทุ่มเท รุ่นแล้วรุ่นเล่า ทำทุกอย่าง เพื่อทำลายเผ่าพันธุ์ตัวเองด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์กระนั้นหรือ?

เรื่อง เสือน้อง
ที่มาจาก วารสารพิราบเขียว ฉบับเืดือนพฤศจิกายน 2552

Share this

 

creative-commonsแสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน 3.0 ประเทศไทย
พัฒนาเว็บไซต์โดย โอเพ่นดรีม