Up the Yangtze
ว่ากันตามความหมายแล้ว การเกิดขึ้นของสิ่งที่เรียกว่า “การพัฒนา” ย่อมต้องหมายถึงการเปลี่ยนแปลงที่นำไปสู่ “สิ่งที่ดีกว่าเดิม”
ด้วยเหตุผลของ “การพัฒนา” ปี 1993 ประเทศจีนเริ่มต้นสร้างเขื่อนขนาดยักษ์มาขวางการไหลของแม่น้ำแยงซีเกียงในนาม “เขื่อนสามโตรก”(Three Gorges Dam) กระทั่งปี 2009 การก่อสร้าง“เขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์” ก็แล้วเสร็จและสามารถผลิตไฟฟ้ามาป้อนระบบอุตสาหกรรมในประเทศได้อย่างมหาศาล พร้อมกับกลายเป็นสัญลักษณ์ความก้าวหน้าของประเทศ
หากแต่เบื้องหลังของสิ่งที่ดีกว่าเดิมกลับเต็มไปด้วยการสูญเสียอันประเมินค่าไม่ได้ บางหมู่บ้านที่ตั้งหลักแหล่งมานานกว่า 1,000 ปีต้องจมอยู่ใต้น้ำ ผู้คนบริเวณรอบๆ ร่วม 2 ล้านคนต้องอพยพอย่างจำยอม
ชาวบ้านจำนวนมากได้รับการขนานนามว่าเป็น “ผู้เสียสละ” เพื่อให้คนส่วนใหญ่ในประเทศได้รับสิ่งที่ดีกว่าเดิม
ภายหลังการเกิดขึ้นของภาพยนตร์อย่าง Still Life ที่ฉายภาพความสูญเสียจากเขื่อนสามโตรกได้อย่างสะเทือนใจแล้วUp the Yangtzeภาพยนตร์สารคดีจากประเทศแคนาดาก็เป็นอีกเรื่องที่ตั้งใจเล่าถึงบาดแผลที่ “เขื่อนสามโตรก” ทิ้งไว้-- แต่ด้วยสายตาที่ต่างออกไป
หยุงชางผู้กำกับชาวแคนาดาเชื้อสายจีนเลือกจะไม่เน้นบาดแผลที่เกิดขึ้นมากนัก และถอยมามองความจริงที่เกิดขึ้นแบบผู้สังเกตุการณ์ ใช้กิจกรรมต่างๆ บน“เรือสำราญ” ที่พานักท่องเที่ยวชาวต่างชาติมาเยี่ยมชม “แม่น้ำแยงซีเกียง”ก่อนที่บริเวณรอบๆ จะจมอยู่ใต้น้ำในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าเป็นฉากสำคัญ และอาศัยวิถีชีวิตของตัวละครจริงๆ ซึ่งเป็นพนักงานอยู่บนเรือสำราญมาดำเนินเรื่องราว
ตัวละครแรก “ยวีชุย”หญิงสาววัย 16 ปีจากครอบครัวยากจนที่ใช้ชีวิตอยู่บริเวณพื้นที่ริมแม่น้ำแยงซีเกียง ความยากจนทำให้พ่อ-แม่ไม่สามารถส่งเธอเรียนต่อในระดับมัธยมได้ เพื่อความอยู่รอด เธอจึงต้องหารายได้ช่วยครอบครัวโดยไปเป็นพนักงานบนเรือสำราญ
ตัวละครที่สอง “เฉินปัวยวี” ชายหนุ่มหน้าตาดีวัย 19 ปี จากครอบครัวชนชั้นกลางในเมือง เขามีโอกาสได้รับการศึกษาที่ดี สามารถพูดภาษาอังกฤษได้คล่องแคล่ว มีความมั่นใจสูง การออกไปหาประสบการณ์และรายได้บนเรือสำราญจึงเป็นเพียงการเติมรายได้ให้กับตัวเองเท่านั้น
บุคลิกของตัวละครหญิง-ชายที่แตกต่างกันทั้งสอง ได้สะท้อนลักษณะของผู้คนที่เกี่ยวพันกับกระแสทุนนิยมออกมาได้อย่างเห็นภาพ
ชีวิตครอบครัวของ “ยวีชุย”คือตัวแทนของชาวจีนตัวเล็กๆ ที่ตกเป็นผู้ถูกกระทำจากโครงการขนาดใหญ่ เขาไม่สามารถมีปากเสียงกับรัฐได้แม้แต่น้อย สิ่งที่ทำได้มีเพียงยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้น และก้มหน้าก้มตาทำมาหากินเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีกว่าเดิม
ขณะที่ “เฉินปัวยวี” ก็ได้กลายเป็นตัวแทนของชาวจีนชนชั้นกลางที่ชีวิตไม่ได้รับผลกระทบใดๆ จากการพัฒนาและสามารถปรับตัวไปกับกระแสทุนนิยมโดยหยิบจับเอาผลพลอยได้จากความเจริญที่เกิดขึ้นมาเป็นโอกาสสำหรับแสวงหาความร่ำรวยให้ตนเอง
Up the Yangtze ออกฉายครั้งแรกในปี 2007 ซึ่งเป็นห้วงเวลาที่ “เขื่อนสามโตรก” ยังไม่แล้วเสร็จและไม่ได้ปรากฏผลกระทบอย่างครบขั้นตอน แต่สารคดีเรื่องนี้ก็มีพลังพอที่จะกวาดรางวัลจากหลายเวที ทั้ง Best Canadian Documentary จาก Vancouver International Film Festival ปี 2007 Golden Gate Award Documentary Feature จาก San Francisco International Film Festival ปี 2008 ฯลฯ
แต่ต่อให้ภาพยนตร์เรื่องนี้จะได้รับรางวัลอีกมากเพียงใดมันก็หาได้มีพลังมากขนาดที่จะหยุดยั้ง “การพัฒนา” ที่กล่าวว่าเป็นไปเพื่อ “สิ่งที่ดีกว่าเดิม” การพัฒนาที่หาได้ใส่ใจบาดแผลที่ทิ้งไว้ การพัฒนาซึ่งมีแต่จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ การพัฒนาที่ปล่อยให้วิถีชีวิตต้องหลงเหลือเพียงความทรงจำไปตลอดกาล
เรื่อง ขวัญชาย ดำรงค์ขวัญ
