Cup, the
The Cup เป็นหนังขนาดยาวเรื่องแรกของประเทศภูฏาน เนื้อเรื่องเกี่ยวกับเณรกลุ่มหนึ่งที่วางแผนจะติดตั้งโทรทัศน์และจานดาวเทียมในวัด เพื่อดูการถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลโลกรอบชิงชนะเลิศ ทันทีที่ได้รับอนุญาตจากเจ้าอาวาส บรรดาเณรทั้งหลายจึงร่วมกันฟันฝ่าอุปสรรคต่างๆ เพื่อให้ได้ชมการแข่งขัน
แม้ The Cup จะไม่ได้บอกเล่าถึงปัยหาการเมืองระหว่างทิเบตกับจีนโดยตรง ซึ่งเป็นความขัดแย้งที่เกิดขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อจีนผนวกเอาทิเบตเป็นดินแดนในอาณัติ ทำให้พระสงฆ์และชาวทิเบตจำนวนมากต้องอพยพลี้ภัยไปอยู่ต่างบ้านเกิดเมืองนอน แต่การที่หนังว่าด้วยเรื่องราวของพระทิเบตที่ลี้ภัยอยู่ในอินเดีย ผู้สร้างจึงอดไม่ได้ที่จะพาดพิงถึง
ดังนั้นหนังเรื่องนี้จึงสะท้อนให้เห็นถึงความกังวลใจต่อสถานภาพความเป็นชาติของชาวทิเบต ทั้งในเชิงพื้นที่ที่ถูกรุกรานจากจีน และในเชิงวัฒนธรรมที่ต้องต้านรับการไหลบ่าของกระแสวัฒนธรรมตะวันตก อย่างไรก็ดี มุมมองของหนังเรื่องนี้กลับไม่ได้ต่อต้านการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม ทำนองเดียวกับไม่ได้เกลียดแค้นชิงชังจีนดั่งศัตรู นั่นเพราะหนังเรื่องนี้หยิบยกหลักคำสอนในพุทธศาสนาขึ้นมาทำความเข้าใจสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและสังคมของทิเบต
ในตอนหนึ่งของหนัง ขณะที่พระและเณรในวัดกำลังนั่งดูการถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลอยู่นั้น ไฟฟ้าเกิดดับ พระรูปหนึ่งจึงแก้สถานการณ์ด้วยการเล่านิทานปริศนาธรรม 2 เรื่องเพื่อคั่นรายการ
เรื่องแรกเป็นเรื่องของชายผู้หนึ่งที่นอนหลับ แล้วฝันว่ามีปีศาจตนหนึ่งกำลังจะเข้ามาทำร้ายตน ชายผู้นี้หวาดกลัวมาก จึงถามปีศาจว่า ตนควรทำอย่างไร ปีศาจก็ตอบว่าไม่รู้ เพราะนี่มันเป็นความฝันของเจ้า
อีกเรื่องหนึ่งเป็นเรื่องของกระต่ายที่ไปดื่มน้ำในทะเลสาบ ครั้นเห็นเงาของตัวเองก็ตกใจวิ่งหนี แล้วเที่ยวบอกสัตว์อื่นๆ ว่าไม่ให้ไปที่ทะเลสาบแห่งนั้น แต่ไม่ทันที่พระรูปนั้นจะเล่าต่อ ไฟฟ้าเกิดติดขึ้นมา ทุกคนจึงเฝ้าดูการแข่งขันฟุตบอลอย่างใจจดใจจ่อต่อไป
นิทานปริศนาธรรมทั้งสองเรื่องถูกนำมาขยายความอีกครั้งในตอนท้าย เมื่อเจ้าอาวาสตั้งปริศนาธรรมถามลูกศิษย์ว่า เป็นไปได้หรือไม่ที่คนเราจะห่มคลุมโลกทั้งใบด้วยผืนหนัง เพื่อสามารถเดินได้อย่างสบายเท้ามากขึ้น
พระรูปหนึ่งก็ตอบว่าเป็นไปไม่ได้ แต่การสวมรองเท้าหนังก็ทำให้นุ่มเท้าได้เช่นกัน
เจ้าอาวาสกล่าวเสริมว่า อุปมาเหมือนกับคนเราไม่สามารถเอาชนะศัตรูทั้งมวลได้ แต่ถ้าสามารถพิชิตความเกลียดที่อยู่ในใจได้ ก็จะปราศจากศัตรู
เช่นเดียวกันกับชายผู้ฝันถึงปีศาจ เขาจะสามารถหลีกหนีจากปีศาจได้ก็ต่อเมื่อเขาเอาชนะความหวาดกลัวของตนเองได้เท่านั้น
สารยิ่งใหญ่ที่หนังต้องการบอกกับผู้ชมคือ การเปลี่ยนแปลงโลกไม่สำคัญเท่ากับการเปลี่ยนแปลงจิตวิญญาณภายในของตนเอง
ส่วนนิทานเรื่องที่สองนั้น พระรูปที่เล่าเรื่องเฉลยว่า ไม่มีตอนจบ พร้อมสำทับว่า “จะไปพิถีพิถันกับตอนจบทำไม” ซึ่งนั่นก็หมายถึงว่า เป้าหมายของคนเราควรอยู่ที่ “หนทาง” ไม่ใช่ “ปลายทาง”
เชื่อแน่ว่าประชาชนชาวทิเบตเพียงหยิบมือคงไม่สามารถกอบกู้เอกราชของประเทศโดยต่อกรกับมหาอำนาจอย่างจีน หรือแม้แต่ปิดรับการไหลบ่าของกระแสวัฒนธรรมตะวันตกได้ ยิ่งไปกว่านั้น ปัญหาทุกปัญหาใช่ว่าจะมีทางออกที่สวยงามเสมอไป
การดำรงอยู่อย่างไรในวันนี้เป็นสิ่งที่สำคัญกว่า เข้าทำนองที่ว่า “รู้ตื่น รู้เบิกบาน”
เรื่อง เสมอชน ธนพัธ
