การค้านกป่าบนโลกออนไลน์

เรื่อง : อุเทน ภุมรินทร์ / ภาพ : ปิยวรรณ นิยมวัน 

เมื่อโลกไร้พรมแดน นกป่าจึงกลายเป็น ‘ใบเสร็จรับเงิน’
“ผมแนะนำเอาเป็นนกกางเขนดงดีกว่าครับ เพราะนกเขียวก้านตองยังไม่สามารถป้อนหนอนกับมือได้”

“สภาพนกดีครับ ขนหางไม่หลุดลุ่ย ในกรงที่ผมเลี้ยงเดี่ยวจะสวยมาก มีบางตัวที่ขนกระเซิงบ้าง เพราะขังไว้ในกรงใหญ่ เวลาผมเข้าไปนกมันตกใจเลยบินชนกรง หากเอาไปแล้วไม่ร้องภายใน 3 วัน ผมยินดีคืนเงินครับ”

“อ๋อ! นกกระรางคอดำ--ซออู้นะมีครับ นกเค้าแมวผมก็มีนะครับ หากน้องสนใจจริง พี่เอาแค่ 1200 บาทเท่านั้นแหละ” น้ำเสียงของผู้สนทนาปลายสายฟังดูแช่มชื่นในการพูดถึงเม็ดเงินแห่งอาชีพของเขา

สามข้อความเบื้องต้นนี้ เป็นเพียงส่วนหนึ่งของคำสนทนาทางโทรศัพท์ระหว่างผม ซึ่งหาญกล้าสวมบทบาทตัวเองเป็นสายลับ กับผู้ประกาศขายนกป่ารายหนึ่งทางอินเตอร์เน็ตบนเว็บไซต์จำพวกขายของมือสอง โดยผมนั้นได้กล่าวอ้างการติดต่อว่าจะซื้อนกป่าเป็นของขวัญวันเกิดให้กับพ่อ

บทสนทนาจบลง แต่ความคิดของผมเหมือนจะเดินทางไปไกลกว่านั้น คำพูดของพ่อค้านกบอกกับเราอย่างหนึ่งว่า “การลักลอบค้านกจากธรรมชาติยังคงเป็นมะเร็งร้ายต่อการคงอยู่ของนกในธรรมชาติทั่วโลก”

ขายตัวละ 15,000 ครับ เพราะนกหายากมาก มีไม่กี่คนที่ได้เลี้ยงในประเทศไทย ตัวเป็นๆ ชมได้ตามสวนสัตว์ครับ เอาไว้ประดับไว้โชว์แขกครับ รับรองใครมาต้องถามแน่นอน เพราะตัวใหญ่มาก เลี้ยงเชื่อง ตาสวยเหมือนฝรั่ง (อย่างในรูปเป๊ะ) ตัวนี้นอนเหมือนสุนัข เพราะปล่อยเล่นกะสุนัขที่บ้าน— ข้อความในเว็บบอร์ด ซึ่งหัวกระทู้ที่โพสต์ไว้ คือ ‘ขายนกเงือกกรามช้าง’ จากเว็บไซต์ http://fws.cc/luvbirds/index.php ยิ่งได้อ่านจุดประสงค์ของการเปิดกระดานสนทนานี้ ซึ่งกล่าวไว้ดังนี้ว่า : อยากให้คนที่รักนกได้นกคุณภาพดีราคาไม่สูงจากผู้เพาะโดยตรง โดยไม่กำหนดว่านกนั้นจะเป็นนกอะไรประเภทไหน แต่ขอให้รับผิดชอบกันเองในส่วนนี้ ผู้เปิดบริการเว็บบอร์ดไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ ทั้งสิ้น จุดประสงค์นี้ทำให้เราเห็นภาพว่า การควบคุมใดๆ ทางกฎหมายของรัฐไม่สามารถกระทำการตรวจสอบการค้าแห่งโลกไร้พรมแดนนี้ได้เลย

ข้อความการโพสต์ขายนกป่าผิดกฎหมายเหล่านี้ ปรากฏอย่างเปิดเผยในเว็บบอร์ดของบรรดาเว็บไซต์ที่ประกาศค้าขายของมือสอง ซึ่งรวมถึงสัตว์เลี้ยง และไม่เว้นแม้แต่นกป่า เช่น www.pantipmarket.com, www.thaisecondhand.com, www.siamphoenix.com เป็นต้น เว็บไซต์หลังสุดเป็นที่รวมสำหรับผู้ชื่นชอบเรื่องของการเลี้ยงนกโดยเฉพาะ ซึ่งมักมีผู้แฝงตัวแอบเข้ามาเสนอขายนกหายากหรือนกป่าอยู่เสมอ ทั้งมีการพูดถึงวิธีการลักลอบนำนกป่าจากพรมแดนประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาในประเทศไทยด้วย พูดคุยกันอย่างเปิดเผยถึงวิธีการที่จับนกใส่รัดลงไปในถุงเท้าแล้วจับเรียงใส่ที่ก้นของกระเป๋าเป้ ฯลฯ รวมถึงวิธีอื่นๆ ตลอดจนการได้มาของนกป่า ไม่ว่าจะในประเทศหรือต่างประเทศ !

ในแต่ละข้อความที่ปรากฏนั้น ทุกข้อความต่างบรรยายสรรพคุณสินค้าอย่างน่าดึงดูด พร้อมกับราคาและรายละเอียดสำหรับการติดต่ออย่างครบถ้วน บางครั้งบอกแม้กระทั่งว่านกที่นำมาประกาศขายนั้นลักลอบมาจากป่าไหน พร้อมทั้งเบอร์โทรศัพท์บ้าน โทรศัพท์มือถือ อีเมล ของผู้ประกาศขายอย่างชัดเจน บ่อยครั้งมีผู้มาประกาศหาซื้อนกป่าที่ต้องการซื้อเหมือนกัน และเช่นกันกับการค้าขายในตลาดนัดจตุจักร คือ นกตัวใดที่สถานภาพนั้นหายากและใกล้สูญพันธุ์ ราคาของมันจะสูงลิบจนน่าตกใจ

สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า ขบวนการค้านกในยุคโลกาภิวัตน์นั้นขยายตัวไปอย่างไม่หยุดหย่อนจริงๆ โดยเข้าไปแทรกตัวอยู่ในส่วนของการซื้อขายสัตว์เลี้ยงในเว็บไซต์ต่างๆ การสื่อสารและการคมนาคมที่สะดวกรวดเร็วกว้างไกล การติดต่อเชื่อมโยงกันทั่วโลกเป็นเรื่องง่ายเพียงแค่ขยับนิ้วนั้นได้ทำให้ตลาดการค้านกป่าไม่ถูกจำกัดไว้เฉพาะท้องที่อีกต่อไป และหากพิจารณาถึงข้อมูลจากตลาดค้านกในปัจจุบันก็จะเห็นว่ามีการส่งออก นำเข้านกจากต่างประเทศจำนวนมาก จนมีคำกล่าวกันแบบติดตลกแต่แอบเศร้าว่า ‘ความหลากหลายของนกในตลาดอย่างจตุจักรนั้นสูงกว่าป่าธรรมชาติหลายแห่ง’

หลากหลายวิธีการ สังคมผู้ค้าบนโลกออนไลน์
บ่อยครั้งที่รูปภาพนกจากห้องดูนกพันทิป หรือเว็บไซต์ของกลุ่มนักดูนกและถ่ายภาพนก จะถูกคัดลอกนำมาเป็นภาพตัวอย่างของหัวข้อสนทนากันถึงแหล่งหาซื้อนกชนิดนั้นๆ ตามรูปที่ปรากฏ ไม่ต่างกับเป็นแคตตาลอกและใบสั่งซื้อกันเลยทีเดียว ซ้ำร้ายกว่านั้น เจ้าของรูปภาพนกที่ลงทุนพาตัวเองเสียค่าใช้จ่ายในการเดินทางและค่าใช้จ่ายในด้านอื่นๆ ไปถ่ายนกในถิ่นที่อาศัยตามป่าเขาหรือแหล่งธรรมชาติ ไม่รู้ตัวเลยว่า ภาพนกของตนเองได้ถูกใช้ไปในทิศทางตรงกันข้ามกับการชื่นชมนกในธรรมชาติอย่างที่ตนต้องการ

แล้วเมื่อ ‘นกป่า’ เป็นสินค้าที่มีราคาค่างวด การให้ได้มาซึ่งตัวสินค้าดูจะเป็นเรื่องเร่งด่วนโดยไม่สนใจผลกระทบจากการจับนกเหล่านี้ออกจากธรรมชาติ จึงมีไม่น้อยครั้งที่พ่อค้าบางรายปลอมตัวเข้าไปในเว็บไซต์ของกลุ่มนักดูนกเพื่อสอบถามถึงแหล่งที่นักถ่ายภาพนกเก็บภาพนกชนิดนั้นๆ มาได้ เพื่อเป็นช่องทางให้พรรคพวกของตนไปจับนกได้ถูกแหล่งที่มี และง่ายขึ้นในค้นหานกเป้าหมาย

วิธีการที่จะได้มาซึ่ง ‘สินค้า’ คงพัฒนาไปเรื่อยๆ ตราบเท่าที่ความต้องการจากผู้ซื้อเป็นปัจจัยสนับสนุนวงจรการค้าชีวิตเหล่านี้ อย่างที่พอจะรู้กันในกลุ่มนักเลี้ยงนกและแลกเปลี่ยนค้าขายนกว่า “ใครมีนกป่า นกแพง นกหายาก มันทำให้มีหน้ามีตา” มีการกล่าวชมยกยอกันในเว็บบอร์ดกระดานสนทนา เมื่อมีการเอาสัตว์มาอวดกัน และปัจจัยเหล่านี้เอง ที่ทำให้สมาชิก ไม่ว่าจะรายเก่าหรือรายใหม่ เมื่อได้อ่านข้อความของผู้เลี้ยงรายอื่นก็ทำให้อยากได้ อยากมีไว้เลี้ยงในครอบครองบ้าง เพียงค่านิยมในสินค้าสัตว์ป่ามีชีวิตจึงทำให้มีช่องทางการค้าขายนกเกิดขึ้นอย่างตลอดเวลา

และที่ต้องประหลาดใจเมื่อทราบว่า กลุ่มผู้ค้าในเว็บไซต์นั้น โดยส่วนใหญ่เป็นคนรวยหรือมีฐานะดี หลายราย เป็นเจ้าของกิจการ นักธุรกิจ บ้างเป็นคุณหมอ หลากหลายอาชีพ พูดกันตรงๆ ก็คือ ส่วนใหญ่ต้องการหารายได้เสริมจากที่มีมากพออยู่แล้ว อีกอย่างที่เป็นแรงเสริมที่กล่าวไปแล้วข้างต้นก็คือ “ความอยากอวดและเป็นความรู้สึกส่งเสริมบารมี”

เริ่มตั้งแต่ในปี พ.ศ. 2546 การเลี้ยงนก เกิดเป็นความนิยมขึ้นมาอย่างมาก มีเว็บไซต์ค้าขายนกขึ้นมามากจนนับไม่ถ้วน ส่งผลให้การขายนกป่าและนกบ้านมีมากขึ้นเป็นเงาตามตัว แน่นอนว่า ในตลาดนัดสัตว์เลี้ยงต่างๆ ก็มีการขายนกกันอย่างคึกคัก

ซึ่งในช่วงนั้น ส่วนมากจะเป็นการขายนกในรูปแบบที่พ่อค้าเจ้าของฟาร์มชักจูงให้คนที่อยากหารายได้พิเศษจากการขายนกมาเป็นลูกค้า รับนกโดยตรงจากฟาร์มแล้วไปเพาะเลี้ยงเองจนกระทั่งได้ผลผลิต แล้วคนเหล่านั้นก็จะกลายเป็นพ่อค้านกอีกต่อหนึ่ง และจะมีพ่อค้าแม่ค้ารายย่อยๆ เกิดตามมาอีกจำนวนมากเรียกว่าทำกันเป็นทอดๆ ต่อยอดกันไป ด้วยเหตุแห่งความคึกคักนี้ จึงทำให้เกิดมีการปั่นราคานกจนสูงขึ้นตลอดเวลา นกหลายชนิดมีมูลค่าเป็นหลักแสนบาททีเดียว จนเป็นเหตุให้วงการค้านกขยายมากขึ้นไปอีก ด้วยผลจากความหวังที่จะรวยบนความทรมานของชีวิตในธรรมชาตินั่นเอง

ในช่วงนี้เองที่ทั้งนกป่าและนกเลี้ยงตกอยู่ในสภาพเดียวกัน คือถูกลักลอบนำมาขายเป็นจำนวนมาก นกแก้วไทยชนิดต่างๆ ถูกจับออกจากป่ามากที่สุดในช่วงนี้ เพราะมีความนิยมเลี้ยงนิยมเพาะเพื่อขายต่อกันมาก รวมถึงนกจากประเทศเพื่อนบ้านด้วยนกป่าทุกชนิดจากอินโดนีเซียก็ทะลักเข้ามาจำนวนไม่น้อย จากที่เคยขนส่งมาโดยทางเรือเพียงทางเดียว ก็เพิ่มขึ้นด้วยการแอบซุกซ่อนมาในลังผลไม้ขนส่งมาทางรถขนผลไม้ ผ่านเข้าประเทศไทยทางชายแดนไทย-มาเลย์ เรียกได้ว่า “ไม่มีสิ่งใดหยุดความต้องการด้วยพลังซื้อมหาศาลของผู้เลี้ยงและค้าขายนกป่าเหล่านี้ได้”

แต่ไม่ว่าจะเอานกมาจากหนทางไหน การประกาศขายนกเหล่านั้น ก็จะต้องอาศัยช่องทางอินเตอร์เน็ทด้วย เหตุที่เจ้าของเว็บไซต์ผู้เปิดให้บริการอย่างนี้ ก็เพื่อกระตุ้นให้จำนวนคนเข้ามาชมเว็บไซต์มีจำนวนมากเข้าไว้ ซึ่งเจ้าของเว็บไซต์เองหวังจะใช้ยอดสมาชิกจากจำนวนคนเข้าชมเว็บนี้ไว้เอาไปขายโฆษณาอีกต่อหนึ่ง
ภาพ : www.peta.org

ร่วมออฟไลน์ ธุรกิจค้านกป่า
แม้ดูเหมือนไร้หนทางในการหยุดยั้งวงจรแห่งการทำลายธรรมชาตินี้ให้ได้ผลชะงักอย่างราวกับกระพริบตา แต่การหาหนทางออกเพื่อพยายามอย่างที่สุดให้ทันก่อนถึงเวลาสูญสิ้นเผ่าพันธุ์ของนกในธรรมชาติบางชนิดเป็นสิ่งจำเป็นที่เราต้องพยายาม

ด้วยการคงอยู่ของนกในสภาพถิ่นธรรมชาติดั้งเดิมยังประโยชน์แก่ระบบนิเวศของโลกใบนี้ นกแต่ละชนิดช่วยในการรักษาสมดุลของธรรมชาติ นกแต่ละกลุ่มทำหน้าที่ที่ต่างออกไป นกกินแมลง ควบคุมปริมาณแมลงให้มีไม่มากจนเกินไป นกกินผลไม้ป่า พาลูกไม้ไปปลูกในธรรมชาติ นกแต่ละตัวเป็นดั่งห่วงโซ่แต่ละข้อที่สำคัญในห่วงโซ่อาหาร ที่ต่อด้วยการกินกันเป็นทอดๆ จนเป็นห่วงโซ่ และโยงใยจนเป็นสายใยอาหาร ที่หากขาดสิ่งมีชีวิตชนิดใดชนิดหนึ่งย่อมส่งผลกระทบต่ออีกสิ่งมีชีวิตอีกชนิดอย่างเลี่ยงไม่ได้ เช่นเมื่อไม่มีนกแสกคอยกำจัดหนูท้องขาวตามบ้านเรือน ปริมาณจำนวนหนูก็เพิ่มมากขึ้น เป็นตัวพาหะในการนำโรคระบาดสู่คน เช่น โรคฉี่หนู เป็นต้น นี่เป็นเพียงผลกระทบส่วนหนึ่งเท่านั้น แท้จริงแล้วหากระบบธรรมชาติคงอยู่ไม่ได้จนเสียสมดุล มนุษย์อย่างเรา ที่เป็นส่วนหนึ่งของระบบก็ไม่มีทางอยู่ได้เช่นกัน เราจึงต้องทำทุกวิถีทางเพื่อหยุดวงจรธุรกิจสีดำอันนี้

ในความเป็นจริงแล้ว การซื้อขายสัตว์ทุกชนิดบนอินเทอร์เน็ตเป็นการกระทำที่ขาดจริยธรรมอย่างยิ่ง ในประเทศที่เจริญแล้วเขาไม่ทำกัน หากเกิดการทำขึ้น ก็จะมีกลุ่มคนรักสัตว์และกลุ่มนักอนุรักษ์แจ้งหรือประท้วงให้หยุด โดยมีการทำจดหมายแจ้งไปที่เจ้าของเซิร์ฟเวอร์ที่ให้บริการอินเทอร์เน็ตเพื่อขอให้เซิร์ฟเวอร์นั้นหยุดให้บริการกับเว็บที่มีการประกาศซื้อขายสัตว์ทุกชนิด ทั้งสัตว์บ้านและสัตว์ป่า อย่างเช่นกรณีที่เห็นชัดคือของ PETA ที่ประท้วง E-bay ให้หยุดทำการค้าสัตว์ทุกชนิดบนเว็บอย่างได้ผลมาแล้ว

ในประเทศไทย หากทำได้ก็ควรหยุดและปิดบริการการค้าสัตว์ทุกชนิดบนอินเทอร์เน็ตไปเลย เว็บต่างๆ ไม่น่าจะได้รับผลกระทบเรื่องรายได้จากตรงนี้ เพราะมันเพียงเล็กน้อยมาก และโดยมากพ่อค้าสัตว์ก็ใช้บริการลงประกาศขายฟรีอยู่แล้ว มีน้อยรายมากที่เสียค่าบริการ ส่วนเว็บใหญ่ๆ มีรายได้จากตรงส่วนอื่นมากพออยู่แล้ว เช่น ค่าแบนเนอร์โฆษณา

เราคงต้องตั้งความหวังให้บรรดาเจ้าของเว็บไซต์แสดงรับผิดชอบต่อชีวิตสัตว์บ้าง อีกแนวทางหนึ่งที่คนรักษ์นก ชื่นชอบเห็นนกมีชีวิตอิสระ โบยบินทำหน้าที่ตามที่ธรรมชาติจัดสรรให้จะทำได้ก็คือ ในเบื้องต้น แจ้งเข้าไปทางเว็บไซต์ที่มีการประกาศซื้อขายนกที่ปรากฏบนกระดานสนทนาของเว็บไซต์เขานั้นว่าเป็นสิ่งไม่ถูกต้องตามกฎหมายให้ลบออกโดยทันที ถ้าเป็นไปได้ น่าจะมีการส่งเอกสารรายชื่อนกที่เป็นสัตว์ป่าคุ้มครองหรือได้รับการคุ้มครองในกฎหมาย ไม่ว่าฉบับใดก็ตาม ให้กับผู้ดูแลเว็บไซต์เพื่อเจ้าหน้าที่จะได้ลบออกทันที หรือตั้งโปรแกรมการลบโดยอัตโนมัติหากมีการประกาศขายนกตามรายชื่อเหล่านี้

อีกหนทางหนึ่งคือ การรวมตัวกันโดยมีแกนนำที่เป็นทั้งตัวตั้งตัวตี อาจเป็นขององค์กรต่างๆ ที่มีชื่อเสียง สถาบัน ชมรม บุคคล ฯลฯ ร่วมร่างจดหมาย รวมถึงการเข้าชื่อ ลงชื่อร่วมกัน เพื่อยื่นเสนอขอให้เขางดการซื้อขายสัตว์มีชีวิตอย่างเด็ดขาด ทั้งนี้เปิดให้บริการซื้อขายเฉพาะต้นไม้และผลิตภัณฑ์เท่านั้น ก็น่าจะเหมาะสมแล้ว

ที่สำคัญไปกว่านั้น ความจริงของการค้าขายนกป่าในโลกออนไลน์นั้น รัฐไม่สามารถควบคุมอะไรได้เลยทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น ทั้งการค้าสัตว์ผิดกฎหมาย การควบคุมโรคเพราะรัฐแทบไม่รู้แหล่งที่มาของสัตว์เนื่องจากการค้าสัตว์แบบง่ายๆ บนอินเทอร์เน็ตนี้ ได้อำนวยความสะดวกให้ใครก็ได้สามารถนำสัตว์ของตัวเองที่เพาะขึ้นในบ้านมาประกาศขายได้สบายๆ บ้านใครที่มีซอกมุมเพียงเล็กน้อยที่หลังบ้านหรือข้างกำแพงบ้าน ก็จะถูกใช้เป็นที่เพาะเลี้ยงสัตว์เพื่อการค้าได้ไม่ยาก

เมื่อเป็นเช่นนี้ การตรวจสอบเรื่องความสะอาด เรื่องการระบาดของโรค การกระจายของเชื้อโรค รัฐไม่มีโอกาสทำได้เลย เพราะรัฐไม่สามารถรู้ว่าแหล่งรังของโรคอยู่ตรงไหน อย่างที่ใกล้ตัวเราสุดและรู้จักกันดี ก็คือ “ไข้หวัดนก” ที่กำลังเป็นปัญหาใหญ่อยู่จนทุกวันนี้ ซึ่งหลายปีมาแล้ว ตอนช่วงไข้หวัดนกระบาดใหม่ๆ มีข่าวหนาหูเหลือเกินว่า ฟาร์มนกต่างๆ ได้ลักลอบนำวัคซีนไข้หวัดนกมาฉีดให้นกในฟาร์มของตัวเองไปแล้ว ดังนั้นนกที่กำลังซื้อขายในตลาดนัดเวลานี้จะเป็นนกที่มีภูมิคุ้มกันโรค ซึ่งมีผลทำให้นกไม่แสดงอาการป่วย แต่นกอาจอมโรคไว้ ทำให้ความเสี่ยงของโรคไข้หวัดนกจะตกอยู่กับคนที่ซื้อนกไปเลี้ยงก็เป็นไปได้

นอกจากนี้ ผู้ค้าสัตว์บนอินเทอร์เน็ต ยังหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอีกด้วย ซึ่งเป็นการเอาเปรียบรัฐในทุกทาง ไม่เท่านั้น เพราะปัญหาของเสียงรบกวนก็เป็นปัญหาใหญ่ที่เพื่อนบ้านใกล้เคียงต้องรับชะตากรรม ปัญหาความสกปรกที่เกิดจากการเลี้ยงสัตว์จำนวนมากในที่แคบและแออัดก็จะตามมา กลิ่นไม่พึงประสงค์ที่จะรบกวนเพื่อนบ้าน บางคนก็ทำฟาร์มเพาะสัตว์กันในทาวน์เฮาส์หรือบ้านที่มีเนื้อที่เพียงเล็กน้อย และอยู่ติดชิดกันมากกับหลังอื่น

เมื่อไม่มีการซื้อขายกันทางอินเทอร์เน็ต การซื้อขายสัตว์ก็ต้องทำกันโดยชัดเจน มีตัวตนให้รัฐและเจ้าหน้าที่สาธารณะสุขเข้าไปตรวจสอบและควบคุมได้ แต่หากไม่สามารถขอความร่วมมือกับทางภาครัฐได้เลย และไม่มีกลุ่มคนลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อสัตว์ สัตว์ป่าทุกชีวิตในประเทศไทยคงอยู่ในวังวนที่วังเวงเช่นนี้ต่อไป อีกยาวนาน และข้อหาที่ว่า “มนุษย์เป็นเผ่าพันธุ์แห่งการทำลายล้าง” ก็คงไม่ได้เป็นเพียงแค่ข้อกล่าวหาอีกต่อไป

**หากพบการกระทำผิด อย่างเช่นการค้านกป่า แจ้ง 1136 เบอร์ของ บก. ปทส. ( กองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม )

Share this

 

creative-commonsแสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน 3.0 ประเทศไทย
พัฒนาเว็บไซต์โดย โอเพ่นดรีม