ทำไม? คนอีสานต้องค้านโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์
เรื่อง : นายเดชา คำเบ้าเมือง สำนักข่าวประชาธรรมอุดรธานี
โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ไม่ใช่เรื่องใหม่ในบ้านเรา หากแต่มีความพยายามผลักดันจากฝ่ายการเมืองเสมอมาเพียงแต่รอช่วงจังหวะเวลาที่เหมาะสม โดยเฉพาะในห้วงเวลาที่สังคมไทยไม่มีความเป็นประชาธิปไตย (เผด็จการทหาร) ไล่เรียงมาตั้งแต่ยุคจอมพลถนอม กิตติขจร, สมัยรสช., มาจนกระทั่งถึงยุคหลังคมช. ที่มี พล.อ.สุรยุทธ จุลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี ปีพ.ศ.2550 จึงมีการหยิบยกขึ้นมาพิจารณากันอีกครั้ง พร้อมทั้งได้จัดตั้ง “สำนักพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์” (สพน.) ซึ่งเป็นองค์กรอิสระที่จะพัฒนาโครงการพลังงานนิวเคลียร์ ภายใต้การดำเนินการของกระทรวงพลังงาน โดยดำเนินการด้วยงบประมาณจากภาษีของประชาชนเป็นจำนวนเงิน 1.8 พันล้านบาท ต่อ 3 ปี นอกจากนั้น สพน.ยังได้ทำแผนจัดตั้งโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการผลิตไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ ออกเป็น 4 ระยะ ได้แก่ ระยะที่1 ปี2551-2553 เตรียมเริ่มโครงการ ระยะที่2 ปี2554-2557 เตรียมการก่อสร้าง ระยะที่3 ปี2557-2563 ดำเนินการก่อสร้าง และระยะที่4 ปี2563 เดินเครื่องโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ (รวมระยะเวลาทั้งหมด 12 ปี)
จากการศึกษาของการไฟฟ้าการผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เกี่ยวกับทางเลือกในการพัฒนาพลังงาน พบว่ามีการศึกษาทั้งหมด 9 ทางเลือก และโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ก็ได้ถูกบรรจุเอาไว้ทั้งหมดทั้ง 9 ทางเลือกนั้นด้วย และมีการคาดการณ์ความต้องการไฟฟ้าสูงสุดที่เกินความเป็นจริง กล่าวคือ ในปัจจุบันประเทศไทยได้มีการจัดเก็บพลังงานไฟฟ้าสำรองมากถึงร้อยละ 20 – 30 ทั้งที่ในความเป็นจริงของการจัดเก็บพลังงานไฟฟ้าสำรองนั้นมีเกณฑ์มาตรฐานอยู่ที่ ร้อยละ 15 เท่านั้น เมื่อตัวเลขความต้องการใช้ไฟฟ้าของประเทศมีสูง ดังนั้น จึงเป็นเหตุผลให้มีการผลักดันโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์เกิดขึ้นตามมาด้วย โดย กฟผ.ได้ว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษา (Consultant) เพื่อทำการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ และศึกษาสำรวจสถานที่ตั้ง จาก 14 พื้นที่ทั่วประเทศ แล้วจะคัดเลือกพื้นที่ 3 แห่งเพื่อเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ประกอบการตัดสินใจในช่วงเดือนมิ.ย.ปีนี้
อย่างไรก็ตามก็ได้เกิดการเคลื่อนไหวคัดค้าน และเฝ้าติดตามสถานการณ์โครงการดังกล่าวของภาคประชาชนมาอย่างต่อเนื่องเช่นเดียวกัน โดยเห็นว่าการพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ ไม่สามารถตอบโจทย์ปัญหาของการขาดแคลนพลังงานตามที่ กฟผ. หรือกระทรวงพลังงานกล่าวอ้าง แต่มองว่าโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์เป็นเทคโนโลยีด้านพลังงานที่หล้าหลัง มีการลงทุนที่สูงมาก และที่สำคัญก็คือส่งผลกระทบอย่างรุนแรง ดังจะเห็นได้จากเมื่อ ปีพ.ศ.2529 เกิดอุบัติเหตุโรงไฟฟ้านิวเคลียร์รั่วที่เชอร์โนบิล ประเทศรัสเซีย แล้วทำให้สารกัมมันตภาพรังสีแผ่กระจายออกไปเป็นบริเวณกว้างทั่วทวีปยุโรปและยังส่งผลกระทบครอบคลุมไปจนถึงบางส่วนของทวีปอเมริกาเหนือ
จากรายงานของคณะนักวิทยาศาสตร์จากสหประชาชาติ (The Chernobyl Forum) รายงานว่า มีผู้เสียชีวิตโดยตรงจากอุบัติเหตุครั้งนั้น จำนวน 42 คน และประมาณอย่างหยาบๆ ว่า น่าจะมีผู้เสียชีวิตด้วยมะเร็งถึง 9,000 คน มีเจ้าหน้าที่และอาสาสมัครกู้ภัยถึง 600,000 คนที่ได้รับรังสีอย่างรุนแรง ระหว่างปี 2529-2532 ที่ต้องชำระล้างรังสีที่ปนเปื้อน ตัวเลขจากหน่วยงานรัฐใน 3 ประเทศระบุว่าเสียชีวิตแล้ว 25,000 คน (แต่สมาคมเพื่อนักกู้ภัยระบุว่าตัวเลขจริงสูงกว่านั้น) ปี 2549 (ครบรอบ 20 ปี) กลุ่มวิทยาศาสตร์อังกฤษระบุว่า ผู้เสียชีวิตด้วยมะเร็งจากกัมมันตภาพรังสีของเชอร์โนบิลอาจสูงถึง 66,000 คน
เมื่อวันที่ 23 มีนาคม ที่ผ่านมา ณ ห้องประชุมประดิษฐ์มนูญธรรม คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ศูนย์ข้อมูลสิทธิมนุษยชนและสันติภาพ (ศสส.) อีสาน ร่วมกับศูนย์กฎหมายเพื่อสังคม คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่นและองค์กรภาคีด้านสิ่งแวดล้อมในภาคอีสาน รวม 11 องค์กร ได้จัดเวทีเสวนา “ทำไมภาคอีสานต้องมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์” โดยได้รับความสนใจเป็นอย่างดีจากชาวบ้านในพื้นที่ จังหวัดอุดรธานี ขอนแก่น หนองบัวลำภู มหาสารคาม ชัยภูมิ อุบลราชธานี และกลุ่มนักศึกษา จำนวนกว่า 100 คน เข้าร่วมรับฟัง แลกเปลี่ยน และหาแนวทางเพื่อติดตามประเด็นปัญหาร่วมกัน
ทั้งนี้ จากผลการศึกษาของบริษัทที่ปรึกษาโครงการ อำเภอภูผาม่าน จังหวัดขอนแก่น ได้ถูกเลือกว่าเป็นอีกหนึ่งพื้นที่ที่มีความเหมาะสมและเป็นไปได้ในการที่จะก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ เพราะลักษณะภูมินิเวศน์ที่มีภูเขาล้อมรอบ ใต้พื้นดินเป็นหินปูน เป็นรอยต่อพื้นที่ 4 จังหวัด ได้แก่ เพชรบูรณ์ เลย ชัยภูมิ และ ขอนแก่น มีประชากรอาศัยอยู่น้อย อยู่ใกล้เขตอุทยานแห่งชาติและใกล้แหล่งน้ำอย่างเขื่อนจุฬาภรณ์และเขื่อนอุบลรัตน์ และยังเป็นฐานคะแนนเสียงของนักการเมืองในพื้นที่ผู้ผลักดันโครงการฯ องค์ประกอบดังกล่าวจึงมีความเหมาะสมอย่างยิ่งต่อถูกเลือกให้มีการพัฒนาโครงการฯ
ทันทีเมื่อรับทราบข้อมูลชาวบ้านในพื้นที่ก็มีความวิตกกังวลต่อผลกระทบที่จะเกิดขึ้นตามมา และต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่าไม่เห็นด้วยกับโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์
“ไม่เห็นด้วยอยู่แล้ว เพราะว่าผลกระทบที่จะเกิดกับสิ่งมีชีวิต ไม่ว่าจะเป็น คน สัตว์ หรือพืชนั้นมันรุนแรง อีกทั้งโครงการนี้แท้ที่จริงแล้วเป็นการดำเนินโครงการเพื่อส่งเสริมผลประโยชน์ให้กับนายทุนและผู้ที่มีส่วนได้รับผลประโยชน์เท่านั้น แต่ชาวบ้านกลับต้องมาเสียสละและแบกรับอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้น ซึ่งรัฐต้องมองไปถึงความเป็นวิถีชีวิตที่ดีงามของชุมชน” นายจรูญ เซรัมย์ ซึ่งเป็นชาวบ้านที่อาศัยอยู่ใกล้กับพื้นที่เขตอุทยานแห่งชาติภูผาม่าน จังหวัดขอนแก่น ได้สะท้อนความคิดเห็น
ในท้ายที่สุดเวทีเสวนาก็ได้ข้อสรุปโดยการตั้งคณะทำงานขึ้นมา 1 ชุด ทำหน้าที่เสมือนกองเลขานุการ คอยติดตามข้อมูลสถานการณ์ แล้วเชื่อมประสานกิจกรรมกันในพื้นที่
โดยนายสุวิทย์ กุหลาบวงษ์ ผู้ประสานงานศูนย์ข้อมูลสิทธิมนุษยชนและสันติภาพ (ศสส.) อีสาน ได้กล่าวว่า การจัดเวทีดังกล่าวก็เพื่ออยากให้มีการศึกษาถึงสถานการณ์กรณีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในสังคมไทยอย่างรอบด้าน ก่อนที่จะมีการตัดสินใจดำเนินการอย่างใดควรมีการสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับชาวบ้านให้มาก ซึ่งเมื่อเร็วๆ นี้พบว่า กฟผ.ได้พานักข่าวในจังหวัดขอนแก่นไปดูงานโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ประเทศญี่ปุ่นแล้วกลับมาก็ออกข่าวเชียร์ อยากให้มีการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขึ้น อย่างนี้เป็นวิธีการที่ไม่ถูกต้อง และเป็นการให้ข้อมูลด้านเดียวของ กฟผ. ดังนั้นตนจึงเป็นห่วงถึงสถานการณ์ความขัดแย้งของชาวบ้านในอนาคต ซึ่งจะต้องมีคนในชุมชนเดียวกันที่มีแนวความคิดทั้งสนับสนุนและคัดค้านโครงการ เพราะ ปัจจุบันนี้สังคมไทยก็ขัดแย้งกันมากพอแล้ว
ในหลายประเทศที่มีโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ ปัจจุบันเขาก็มีนโยบายเพื่อลดจำนวนลง หรือยกเลิกกันไปแล้ว ดังเช่น อเมริกา ไม่มีการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ใหม่ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา, เยอรมัน ปี 2543 ตัดสินใจปิดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ให้หมดภายใน 20 ปี, เบลเยียม ปี 2546 ออกกฎหมายจำกัดอายุโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ 40 ปี เตาปฏิกรณ์เครื่องสุดท้ายจะต้องถูกปิดภายในปี 2568, สวีเดน ปี 2523 ลงประชามติให้ปิดเตาปฏิกรณ์ทั้งหมดภายในปี 2553 หรือแม้แต่ที่ญี่ปุ่นเองมีแผนจะก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ทั้งสิ้น 37 แห่งแต่ก่อสร้างได้จริงเพียง 17 แห่ง ส่วนอีก 20 แห่งสร้างไม่ได้เพราะถูกประชาชนต่อต้าน เหล่านี้เป็นต้น
ผู้เขียนเห็นว่าจากกรณีตัวอย่างก๊าซพิษรั่วที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จังหวัดระยอง ภาครัฐก็ยังไม่สามารถจัดการ แก้ไขปัญหา หรือมีมาตรการอะไรป้องกัน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับชาวบ้านในพื้นที่ได้มากนัก หากเปรียบเทียบกับโรงงานไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ที่มีขนาดใหญ่กว่าหลายเท่าแล้ว ประชาชนที่จะได้รับผลกระทบ จึงไม่จำกัดเฉพาะคนในจังหวัดขอนแก่นเท่านั้น คนอีสานและคนในสังคมไทย ต้องตั้งคำถามให้ชัดว่าประเทศไทยถึงเวลาแล้วหรือ ที่จะมีโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ตามคำกล่าวอ้างของนักการเมืองและผู้กำหนดนโยบาย
ที่มาของข้อมูล : จากเวทีเสวนา “ทำไมภาคอีสานต้องมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์” ณ ห้องประชุมประดิษฐ์มนูญธรรม คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น-.
1.) โครงการจับตาพลังงานนิวเคลียร์ กลุ่มศึกษาพลังงานทางเลือกเพื่ออนาคต
2.) เครือข่ายพลังงานทางเลือกเพื่อนิเวศวิทยาแม่น้ำโขง(MeeNet)
