ใจคน หนทาง บนเส้นทางแห่งลำน้ำโขง


เรื่อง นาถศิริ โกมลพันธุ์

ภาพ คณะสำรวจนิเวศวัฒนธรรมแม่น้ำโขง ภาคอีสาน

หลังจากพลาดทริปการเดินทางด้วยการล่องเรือจากเชียงของสู่เมืองหลวงพระบาง ซึ่งได้วางแผนและรอคอยมานานหลายเดือน ด้วยเหตุที่แม่น้ำโขงแห้งจนทางการประกาศห้ามเดินเรือ ทำให้เมื่อได้รับคำเชิญชวนให้ไปร่วมคณะสำรวจแม่น้ำโขงซึ่งตั้งใจจะเดินทางจากเลยไปสู่อุบลราชธานี ฉันจึงตกปากรับคำทันที แม้ว่าการออกเดินทางครั้งนี้ จะไม่เคยรู้จักหรือเห็นหน้าค่าตาผู้ร่วมทีมมาก่อนเลยก็ตาม

คงต้องยอมรับว่า ด้วยความรู้อันน้อยนิดเกี่ยวกับสายน้ำอันยิ่งใหญ่สายนี้ ทำให้อดรู้สึกตื่นตระหนกและเป็นกังวลกับภาพความแห้งขอดของน้ำโขงที่ปรากฏให้เห็นผ่านทางหน้าจอโทรทัศน์ไม่ได้....หรือว่า “สงครามน้ำ”ที่เคยได้ยินจะใกล้เข้ามาแล้วจริงๆ!? การเดินทางครั้งนี้ จึงเต็มไปด้วยคำถาม ที่อยากเห็นด้วยตา ได้ยินด้วยหูของตัวเอง ถึงเรื่องราวความเปลี่ยนแปลง รวมถึงผลกระทบ และแนวทางแก้ไขที่ออกมาจากปากชาวบ้านผู้อยู่เคียงข้างลำน้ำโขงมาเป็นเวลานาน

เราเริ่มต้นการเดินทางสำรวจแม่น้ำโขงจากเชียงคาน จังหวัดเลย สถานที่ที่กำลังกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดฮิตตามติดมาจากปาย  โดยมีคณะร่วมทางที่เดินทางมาทั้งจากกรุงเทพฯ อุดรธานี และอุบลราชธานี รวมทั้งหมด 7 คน โดยตั้งชื่อว่า “คณะสำรวจนิเวศวัฒนธรรมแม่น้ำโขง ภาคอีสาน”

อันที่จริง จะว่าไปนอกจากเชียงคานจะเป็นจุดเริ่มต้นของการสำรวจครั้งนี้ เชียงคานยังเป็นเสมือนจุดเริ่มต้นของฉันที่ได้มีโอกาสเห็นแม่น้ำโขงเป็นครั้งแรกในชีวิต หลังจากเคยได้ยินแต่ชื่อมานานอีกด้วย ทว่าแม่น้ำโขงสำหรับฉันเมื่อราว 5 ปีก่อน ก็เป็นเพียงแม่น้ำที่ดูสงบ ร่มเย็น เหมาะแก่การทอดอารมณ์ ผ่อนพักกายใจที่เหนื่อยล้าจากชีวิตที่สับสนวุ่นวายในเมือง หรือให้ผืนน้ำที่เฝ้ามองช่วยสะท้อนจิตใจตนเองให้ชัดเจนขึ้นเท่านั้น ต่างจากครั้งนี้ที่ตั้งใจเฝ้ามองแม่น้ำเพื่อให้เห็นชีวิตของแม่น้ำและความสัมพันธ์กับผู้คนอย่างแท้จริง  

คงต้องยอมรับว่า ภาพแม่น้ำโขงริมเรือนพักที่เชียงคานนั้น ยังคงมีน้ำให้เรือได้ล่องไปมา หรือออกหาปลากันเช่นเคย แม้ว่าระดับน้ำจะลดต่ำลง มีหินมีทรายให้เห็นบ้าง แต่ก็ไม่เลวร้ายเท่าภาพที่ติดอยู่ในหัวก่อนมา จะมารู้สึกว่าแม่น้ำโขงแห้งได้ขนาดนี้เลยเชียวหรือจริงๆ ก็ตอนไปถึงแก้งคุดคู้ สถานที่ท่องเที่ยวที่คนไปถึงเชียงคานแล้วต้องแวะนั่นแหละ เพราะได้เห็นหาดที่เต็มไปด้วยหินน้ำโขงที่เกลี้ยงเกลายื่นออกจากฝั่งไปแสนจะกว้างไกล เรียกว่ากว่าจะเดินลงไปถึงคนที่กำลังเหวี่ยงแหหาปลาอยู่ริมน้ำ ก็หมดแรงตามๆกัน อย่างไรก็ตาม ที่แก้งคุดคู้นี้ก็เป็นเสมือนบทเรียนสำคัญที่ทำให้ตระหนักว่า การเห็นแล้วตัดสิน โดยเชื่อว่าเป็นคำตอบสุดท้ายในทันทีนั้น อาจไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องเสมอไป เพราะจากการสอบถามชาวบ้านที่กำลังหาปลาอยู่ ก็พบว่า แม่น้ำโขงก็แห้งอย่างนี้เป็นประจำทุกปี ถือเป็นช่วงหน้าแล้งที่พวกเขาสามารถถืออุปกรณ์ เดินลงมาหาปลากันได้ แถมแม่ค้าแม่ขายยังใช้หาดเป็นสถานที่เปิดร้านอาหารให้นักท่องเที่ยวลงไปนั่งกินอย่างใกล้ชิดกับน้ำโขงได้อีกด้วย ทั้งนี้ทั้งนั้น ถามว่าแม่น้ำโขงแห้งมากกว่าทุกปีที่เคยเป็นหรือไม่ คงต้องยอมรับว่า ทุกคนต่างก็ตอบเป็นเสียงเดียวกันว่าระดับน้ำลดลงกว่าที่เคยเป็นจริง และก็มีผู้ที่ได้รับผลกระทบอย่างมิอาจจะปฏิเสธได้ นั่นก็คือกลุ่มผู้เดินเรือท่องเที่ยว ที่ไม่สามารถเดินเรือได้ตามปกติเพราะอาจเกิดอันตรายนั่นเอง และเมื่อเสียประโยชน์จากการมีน้ำไม่พอ ทางออกที่พวกเขาคิดฝันก็คือการสร้างเขื่อนด้วยเชื่อว่าจะช่วยกักน้ำไว้ให้ใช้อย่างพอเพียงนั่นเอง

จากการไปเพื่อหาคำตอบ ตอนนี้ฉันกลับมีคำถามก่อเกิดขึ้นภายในใจหลายประการ แต่แม่น้ำโขงหาได้ไหลผ่านเพียงจุดเดียว หนทางข้างหน้ายังอีกยาวไกล และมีเรื่องราวให้ค้นหาอีกมากมาย เราเดินทางออกจากแก่งคุดคู้ ขับรถเลาะเรียบแม่น้ำโขง เพื่อทั้งสังเกตระบบนิเวศน์ อาชีพ วิถีชีวิต และพบปะพูดคุยกับชาวบ้านที่อยู่ริมแม่น้ำโขงเป็นระยะๆ ซึ่งก็ทำให้ฉันได้เรียนรู้ว่า แม่น้ำโขงสายนี้ช่างมีความหลากหลายในตัวเองเสียเหลือเกิน

กล่าวคือ บางแห่งก็มีลักษณะเป็นแก่ง เช่นแก่งจันทร์ ที่ปากชม หรือแก่งอาฮง ที่บึงกาฬ ลักษณะเป็นหินเรียงรายจากฝั่งไปกลางน้ำ ซึ่งชาวบ้านใช้เป็นที่เล่นสงกรานต์อย่างสนุกสนาน  บ้างก็เป็นดอน โดยมีทั้งที่เป็นดอนกลางน้ำ และดอนที่กว้างใหญ่ขนาดสามารถเดินข้ามไปแดนลาวได้ อย่างดอนโคราช ที่นากั้ง บ้างเป็นหาดทรายกว้าง และบ้างก็เป็นแม่น้ำเต็มจนชนฝั่ง ซึ่งชาวบ้านแต่ละท้องที่ต่างก็มีภูมิปัญญาในการใช้ประโยชน์จากแม่น้ำโขงให้สอดคล้องกับลักษณะทางนิเวศน์ที่แตกต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบอุปกรณ์หาปลาให้เหมาะสมกับพื้นที่ และฤดูกาล การใช้หาดทรายริมโขงในการปลูกพืชผักชนิดต่างๆ โดยเฉพาะการปลูกยาสูบ และข้าวโพดซึ่งดูเหมือนว่าจะได้รับความนิยมกันเกือบจะตลอดเส้นทาง อีกทั้งยังมีชาวบ้านบางส่วนที่รู้จักเลือกพื้นที่เพื่อลงไปร่องทองยามน้ำลดอีกด้วย

เมื่อภาพที่เห็นเป็นเช่นนี้ ทำให้ชวนคิดว่า ภัยแล้งหรือวิกฤตน้ำโขงแห้งที่สื่อต่างๆต่างพากันประโคมข่าว และฉายภาพหินทรายที่แห้งขอดของแม่น้ำให้หวั่นวิตกนั้น แท้จริงแล้วผู้สื่อข่าวเข้าใจนิเวศของแม่น้ำสายนี้มาน้อยเพียงไร และที่ว่าชาวบ้านเดือนร้อนมากเพราะไม่มีน้ำใช้นั้น เป็นความจริงเพียงไหนกันแน่

ถามว่าแม่น้ำโขงลดระดับลงมากกว่าทุกปีจริงมั้ย ชาวบ้านทุกคนตอบว่าจริง ถามว่าคิดว่าเหตุใดน้ำโขงจึงแห้งลงกว่าทุกปี ชาวบ้านแทบทุกคนตอบว่า ได้ยินข่าวเขาบอกว่าจีนสร้างเขื่อนกักน้ำไว้ บางคนก็ถามกลับว่าจริงมั้ย เห็นน้ำท่วมก็โทษจีนน้ำแล้งก็โทษจีน ความจริงเป็นเช่นไร เมื่อถามว่าคิดว่าควรจะจัดการเรื่องแม่น้ำโขงอย่างไร ชาวบ้านมักตอบว่าพวกเขาไม่มีปัญญา เป็นเรื่องระดับชาติที่ควรตกลงกัน อย่างไรก็ตามเมื่อถามว่าแม่น้ำโขงแห้งลงอย่างนี้ พวกเขาเดือดร้อนมั้ย ส่วนใหญ่มักตอบว่าไม่เดือดร้อนอะไรนัก อาจจะด้วยเหตุที่ชาวบ้านที่มีโอกาสได้พูดคุยด้วยนั้น ส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรที่สามารถใช้แม่น้ำโขงทั้งในการทำนาปรัง และการปลูกพืชผักต่างๆเพื่อขายให้กับโรงงานได้ตลอดทั้งปี ไม่ว่าจะเป็นพริก มะเขือเทศ ถั่วฝักยาว หรือข้าวโพด โดยแต่ละพื้นที่ก็จะมีสถานีสูบน้ำไฟฟ้า ซึ่งทำการสูบแม่น้ำโขงมาใส่คลองบ้าง หรือใส่ห้วยบ้าง เพื่อให้ชาวบ้านนำน้ำไปใช้ในแปลงเกษตรของตนเอง เพียงแต่การใช้แม่น้ำโขงจากการสูบนี้จะต้องเสียค่าบริการตามที่ตกลงกันไว้ มีตั้งแต่ชั่วโมงละ 60 -100 บาท บางแห่งก็คิดเป็นไร่ เช่นถ้าปลูกพืชสวนไร่ละ 220 บาท ถ้าเป็นที่นาปรังไร่ละ 250 บาท โดยมีองค์การบริหารส่วนตำบลเป็นผู้รับผิดชอบ และมีการจ้างผู้ดูแลสถานีสูบน้ำเป็นรายเดือน ที่เดือดร้อนก็จะมีก็เพียงคนคุมสถานีสูบน้ำบางแห่งที่บอกว่าสูบน้ำลำบากขึ้น หรือบางคนที่ทำประมงเป็นอาชีพเสริมแล้วบอกว่าหาปลายากขึ้น เนื่องจากน้ำลดและเชี่ยวขึ้น เท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ความรู้สึกไม่เดือดร้อนของชาวบ้านซึ่งยังสามารถสูบน้ำขึ้นมาใช้ทั้งวันทั้งคืนและทั้งปีได้นั้น ก็ทำให้ชวนคิดอีกเช่นกันว่า แท้จริงแล้วการที่ชาวบ้านทำนาและปลูกพืชทั้งปี เพื่อตอบสนองภาคอุตสาหกรรม นำประเทศสู่ความเจริญก้าวหน้า พัฒนาจีดีพีให้สูงขึ้นตามที่มาตรฐานโลกนิยมใช้เป็นตัวชี้วัดกัน แทนที่จะปลูกพืชหมุนเวียนตามฤดูกาลดังที่เคยเป็นนั้น ถือเป็นปัจจัยหนึ่งที่สำคัญซึ่งทำให้แม่น้ำโขงตกอยู่ในภาวะวิกฤต นอกเหนือจากคำกล่าวว่ามาจากสาเหตุการสร้างเขื่อนของจีน โดยที่ชาวบ้านไม่รู้ตัวด้วยหรือไม่ ที่สำคัญหากชาวบ้านเดือนร้อนจากแม่น้ำโขงแห้งจนไม่มีน้ำใช้จริง จนหน่วยงานภาครัฐเสนอโครงการสร้างเขื่อนอย่างทันควัน ด้วยความหวังว่าจะให้ชาวบ้านมีน้ำใช้กันนั้น การมีน้ำจากเขื่อนจะเป็นทางออกให้ชาวบ้านอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกับสายน้ำสายนี้ได้จริงหรือ หรือสุดท้ายแล้วชาวบ้านก็ตกเป็นเพียงเครื่องมือ ที่ภาคเอกชนใช้ให้ผลิต ภาครัฐใช้กระตุ้นเศรษฐกิจ โดยมีบั้นปลายของชีวิตที่ตกเป็นเหยื่อของสารพิษจากยาฆ่าแมลง และมีรุ่นลูกหลานประสบกับภัยธรรมชาติที่ถูกกระหน่ำใช้โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์กันแน่

ด้วยความรู้อันน้อยนิด ประกอบกับประสบการณ์จากการเดินทางสำรวจเพียง 6 วัน ฉันคงไม่อาจตัดสิน หรือเลือกข้างได้อย่างที่คนในสังคมปัจจุบันส่วนใหญ่ต้องการ ว่าแนวทางการจัดการน้ำซึ่งเป็นแม่น้ำนานาชาติอย่างแม่น้ำโขงนี้ควรจะเป็นเช่นไร ฉันรู้เพียงว่าหากเปรียบแม่น้ำโขงดังเส้นทางแห่งชีวิต ก็คงจะเป็นชีวิตที่มีเสน่ห์ หลากรสชาติ ซึ่งแต่ละช่วงชีวิตต่างก็มีความสัมพันธ์กับทั้งธรรมชาติและผู้คนที่รายล้อมแตกต่างกันไป โดยมีประเพณี วัฒนธรรม ความเชื่อเป็นตัวเชื่อมโยงจิตใจระหว่างกัน ดังจะเห็นได้ทั้งจากเรื่องราวที่ชาวบ้านเล่าให้ฟัง อย่างเรื่องของพญานาค เรื่องการหยุดใช้น้ำหรือทำประมงในวันพระ ตลอดจนเรื่องประเพณีการแข่งเรือที่แต่ละหมู่บ้านต่างมาร่วมงานกันอย่างสนุกสนาน นอกจากนี้ริมแม่น้ำโขงหลายแห่งยังปรากฏศาลสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ตามความเชื่อประจำท้องถิ่นให้เห็นไม่น้อย ที่สำคัญแม่น้ำโขงยังเป็นเสมือนตัวกลางสำคัญที่เชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างคนสองฝั่งเข้าด้วยกัน เรียกว่าแม้ว่ากฎหมายจะขีดเส้นพรมแดน แบ่งแยกให้พวกเขาเป็นคนคนละประเทศกัน แต่คนฝั่งไทยลาวต่างก็ยังคงเป็นพี่น้องที่ไปมาหาสู่ และร่วมงานบุญประเพณีของกันและกันอยู่อย่างแน่นแฟ้น แม้ว่าจะแฝงไปด้วยความรู้สึกกลัวการถูกจับกุมจากผู้ขึ้นชื่อว่ารักษากฎหมายอยู่บ้างก็ตาม      

สิ่งเหล่านี้ล้วนสะท้อนให้เห็นถึงคุณค่าของสายน้ำที่น่าจะเป็นมากกว่าแหล่งน้ำเพื่อการประปา การเกษตร หรือเพื่อการเดินเรือที่ทำให้แต่ละประเทศสามารถขนส่งสินค้าถึงกันได้อย่างไร้พรมแดนเท่านั้น ทว่าแม่น้ำสายนี้ยังเป็นต้นกำเนิดของชีวิต ความสัมพันธ์ รวมถึงวัฒนธรรมต่างๆมากมาย  ซึ่งผู้คนตลอดสายน้ำ รวมถึงผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการบริหารจัดการตั้งแต่ต้นสู่ปลายแม่น้ำโขงควรจะตระหนัก และร่วมกันใช้น้ำอย่างเคารพและรู้คุณค่า ก่อนที่แม่น้ำสายนี้ตกอยู่ในภาวะวิกฤต จนนำไปสู่สงครามน้ำ ที่ท้ายสุดแล้วคงไม่มีใคร ไม่ว่าจะชนชาติใด ชนชั้นไหนเป็นผู้ชนะ เพราะทั้งแม่น้ำ และผู้คนต่างก็มิอาจอยู่เหนือกฏเกณฑ์ของธรรมชาติไปได้นั้นเอง
 

Share this

 

creative-commonsแสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน 3.0 ประเทศไทย
พัฒนาเว็บไซต์โดย โอเพ่นดรีม