เมื่อร่าง พ.ร.บ. แร่ บิดเบือนเจตนารมณ์

เรื่อง โสธิดา นุราช สำนักข่าวประชาธรรมจังหวัดพิจิตร

กระทรวงอุตสาหกรรมเสนอ “ร่างพระราชบัญญัติแร่ (ฉบับที่ ...) พ.ศ. ...” ต่อเลขาธิการ ครม. สำนักงานเลขาธิการ ครม. ได้มีหนังสือถึงกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และสำนักอัยการสูงสุดเพื่อขอความเห็นประกอบการพิจารณาของ ครม. ทั้งสองเห็นชอบในหลักการและเหตุผลของ “ร่างพระราชบัญญัติแร่ (ฉบับที่ ...) พ.ศ. ...” นี้

และเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2552 ที่ผ่านมา ครม. มีมติอนุมัติหลักการ ร่าง พ.ร.บ. ว่าด้วยแร่ พ.ศ. ... ตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการตรวจพิจารณา โดยให้รับความเห็นของส่วนราชการที่เกี่ยวข้องไปประกอบการพิจารณาด้วย แล้วนำเสนอสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาต่อไป  ปัจจุบันอยู่ในระหว่างการพิจารณาของกฤษฎีกาคณะพิเศษ ชุดที่ 1 และ 5

ทั้งนี้ หลักการในการแก้ไข พ.ร.บ. คือ
1. ปรับปรุงเพื่อให้สอดคล้องกับหลักการมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ จัดการ และการตัดสินใจเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550
2. เพื่อให้เกิดความเหมาะสมในการบริหารจัดการแร่อย่างยั่งยืนและมีเอกภาพ ให้สอดคล้องกับดุลยภาพทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม
3. เพื่อกระจายอำนาจในการปฏิบัติหน้าที่ ลดขั้นตอนและระยะเวลาในการปฏิบัติงาน

แต่จากการศึกษาของคณะทำงานติดตามร่าง พ.ร.บ. ว่าด้วยแร่ พบว่าร่างกฎหมายฉบับนี้ค่อนข้างบิดเบือนไปจากเจตนารมณ์ของการร่าง เนื่องจากว่าเนื้อหานั้นมีจุดประสงค์ส่งเสริมการทำเหมืองเพื่อเศรษฐกิจ โดยไม่ใส่ใจกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อให้เกิดการบริหารอย่างยั่งยืน จึงทำให้เกิดเวทีโต๊ะกลมระดมความคิดเห็นต่อร่างกฎหมายแร่ฉบับใหม่ขึ้น เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2553 เวลา 9.00 น. ที่ห้องประชุมจิตติ ติงศภัทย์  คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมกับเครือข่ายชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบจากการทำเหมือง นักวิชาการ และนักพัฒนา
โดยมีวัตถุประสงค์ คือ เพื่อจัดทำความคิดเห็นของภาคประชาชนต่อร่างกฎหมายแร่ฉบับใหม่ เพื่อหาแนวทางผลักดันวาระของภาคประชาชนเพื่อนำไปสู่การแก้ไข เปลี่ยนแปลง ร่างกฎหมายแร่ฉบับใหม่ ไม่ให้กระทบต่อสิทธิชุมชนตามรัฐธรรมนูญ และเพื่อปรึกษาหารือถึงช่องทางในการเผยแพร่ความคิดเห็นของภาคประชาชนต่อร่างกฎหมายแร่ฉบับใหม่ออกไปในวงกว้าง โดยมี ดร.นนทวัชร์ นวตระกูลพิสุทธิ์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สรุปประเด็นเกี่ยวกับ “ร่างพระราชบัญญัติแร่ (ฉบับที่ ...) พ.ศ. ...” ซึ่งก็จะพบหลายประเด็นที่มีปัญหาไม่สอดคล้องกับหลักการ เช่น

1. แร่เป็นของรัฐ จากเนื้อความในมาตราที่กล่าวมาข้างต้นนั้น จะเห็นได้ว่าเป็นมาตราที่ล้วนแล้วแต่สนับสนุนคำว่า “แร่เป็นของรัฐ” ทั้งสิ้น  ไม่มีบทบัญัติใดๆ เลยที่กล่าวถึงการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่ นอกจากไม่มีส่วนร่วมแล้วยังจะละเมิดในสิทธิที่พวกเขามีอีกด้วย เช่น ในมาตรา ๑๘(๑) ไม่มีการบัญญัติเลยว่า ต้องมีการอนุญาต  แสดงว่าเมื่อผู้ประกอบการได้รับอนุญาตการรัฐก็สามารถเข้าไปบุกรุกในที่ดินเหล่านั้นได้หรือ ทั้งยังไม่มีเกณฑ์กำหนดที่ชัดเจนอีกด้วย

มาตรา ๖ แร่เป็นของรัฐ ผู้ใดจะสำรวจ ทำเหมือง หรือขุดหาแร่ในที่ใด ไม่ว่าที่นั้น เป็นของตนเองหรือบุคคลอื่นต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้

มาตรา ๔ ในพระราชบัญญัตินี้
“แร่” หมายความว่า ทรัพยากรธรณีที่เป็นอนินทรียวัตถุ  มีส่วนประกอบทางเคมีกับลักษณะทางฟิสิกส์แน่นอนหรือเปลี่ยนแปลงได้เล็กน้อย ไม่ว่าจะต้องถลุงหรือหลอมก่อนใช้หรือไม่และหมายความรวมตลอดถึงถ่านหิน หินน้ำมัน หินอ่อน โลหะและตะกรันที่ได้จากโลหกรรม น้ำเกลือใต้ดิน หิน ซึ่งประกาศกระทรวงกำหนดเป็นหินประดับหรือหินอุตสาหกรรม 
และดิน  ทราย  ซึ่งประกาศกระทรวงกำหนดเป็นดิน ทราย เพื่ออุตสาหกรรม
   
มาตรา ๗ การบริหารจัดการแร่ต้องเป็นไปตามวัตถุประสงค์หลัก ดังนี้
(๑)    เพื่อประโยชน์แห่งรัฐ
(๒)    เพื่อการใช้ประโยชน์ทรัพยากรแหล่งแร่ให้สอดคล้องกับดุลยภาพ ทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม
(๓)    เพื่อประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจและสังคมของท้องถิ่น
(๔)    เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมต่อเนื่อง
ในการบริหารจัดการแร่ตามวรรคหนึ่ง  ต้องคำนึงถึงการมีส่วนร่วมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการใช้ทรัพยากรธรรมชาติและการจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุลและยั่งยืน

มาตรา ๑๘ ผู้ถืออาชญาบัตรสำรวจแร่ และผู้ถืออาชญาบัตรพิเศษมีสิทธิ ดังนี้
(๑)   
เข้าไปในพื้นที่ที่ได้รับอนุญาตให้สำรวจแร่โดยนำเครื่องมือ เครื่องจักร ยานพาหนะ และอุปกรณ์ที่จำเป็นในการสำรวจแร่เข้าไปในพื้นที่นั้นได้

มาตรา  ๒๘ วรรคสี่
ในกรณีเพื่อประโยชน์แห่งรัฐ รัฐมนตรีโดยอนุมัติของ
คณะรัฐมนตรีจะกำหนดเขตเหมืองแร่ให้แก่ผู้ขอประทานบัตรสำหรับทำเหมือง เกินที่กำหนดในวรรคสองหรือวรรคสามก็ได้

2. การขยายขอบเขตแห่งสิทธิผู้ประกอบการ จากการวิเคราะห์บทบัญญัติเป็นการให้อำนาจให้สิทธิของผู้ประกอบการมากเกินไป อาจทำให้เกิดการใช้ทรัพยากรโดยไม่เกิดความจำเป็น ไร้ความรับผิดชอบต่อชุมชนและพื้นที่ที่เกิดการทำเหมืองนั้นได้

มาตรา ๓๔ ผู้ถือประทานบัตรมีสิทธิดังนี้
(๑)    มีสิทธิในแร่ที่ระบุในประทานบัตรและแร่อื่นซึ่งเป็นผลพลอยได้จากการทำเหมือง

มาตรา  ๓๖ ผู้ถือประทานบัตรอาจให้ผู้อื่นรับช่วงการทำเหมืองทั้งหมดของเขตเหมืองแร่ได้โดยได้รับอนุญาตจากอธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมาย

ผู้รับช่วงการทำเหมืองตามวรรคหนึ่งมีหน้าที่และความรับผิดตามกฎหมายและให้  ผู้รับช่วงการทำเหมืองนั้นมีสิทธิหน้าที่และความรับผิดตามกฎหมายเสมือนเป็นผู้ถือประทานบัตรด้วย

มาตรา ๒๕ ประทานบัตรให้มีอายุไม่เกินยี่สิบห้าปีนับแต่วันออก ในกรณีประทานบัตรใดได้กำหนดอายุไว้ต่ำกว่ายี่สิบห้าปี เมื่อผู้ถือประทานบัตรยื่นคำขอต่ออายุก่อนครบกำหนดไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยแปดสิบวันต่อเจ้าพนักงานอุตสาหกรรมแร่ประจำท้องที่ รัฐมนตรีหรือผู้ซึ่งรัฐมนตรีมอบหมายจะต่ออายุประทานบัตรให้อีกก็ได้ แต่เมื่อรวมกำหนดเวลาทั้งหมดต้องไม่เกินยี่สิบห้าปี

เมื่อผู้ถือประทานบัตรได้ยื่นคำขอต่ออายุตามความในวรรคหนึ่งแล้ว แม้ประทานบัตรจะสิ้นอายุแล้วก็ให้ผู้นั้นทำเหมืองต่อไปได้เสมือนเป็นผู้ถือประทานบัตร ทั้งนี้จนกว่าเจ้าพนักงานอุตสาหกรรมแร่ประจำท้องที่ได้มีหนังสือแจ้งการปฏิเสธของรัฐมนตรีไม่ต่ออายุประทานบัตรให้    ในระหว่างเวลานั้นก็ให้ถือว่าสิทธิในการทำเหมืองของผู้นั้นสิ้นสุดลงนับแต่วันที่ได้รับแจ้ง

มาตรา ๓๓ ผู้ถือประทานบัตรต้องทำเหมืองตามแผนผังโครงการทำเหมืองและต้องปฏิบัติดังนี้
(๑)    ห้ามทำเหมืองใกล้ทางหลวงหรือทางน้ำสาธารณะภายในระยะห้าสิบเมตร
(๒)    ห้ามปิดกั้น ทำลาย หรือกระทำด้วยประการใดให้เป็นการเสื่อมประโยชน์แก่ทางหลวงหรือทางน้ำสาธารณะ
(๓)    ห้ามทดน้ำ หรือชักน้ำจากทางน้ำสาธารณะไม่ว่าจะอยู่ภายในหรือนอกเขตเหมืองแร่
(๔)    ห้ามปล่อยน้ำขุ่นข้นหรือนำมูลดินทรายหรือมูลแร่อันเกิดจากการทำเหมืองออกนอกเขตเหมืองแร่

ในกรณีที่มีเหตุอันสมควรเป็นเหตุให้มิอาจปฏิบัติตามวรรคหนึ่งได้ ให้ผู้ถือประทานบัตร ยื่นคำขออนุญาตการปฏิบัติตามวรรคหนึ่งต่อเจ้าพนักงานอุตสาหกรรมแร่ประจำท้องที่

ทั้งนี้ อาจารย์นนทวัฒน์เห็นว่า “ร่างพระราชบัญญัติแร่ (ฉบับที่ ...) พ.ศ. ...”  ขัดกับหลักการและเหตุผลในการร่าง คือ

1.บิดเบือนเจตนารมณ์ เหตุผล ความจำเป็นในการร่างกฎหมาย
     หลักการ : ประชาชนมีส่วนร่วม
     สาระ : ประชาชนไม่มีส่วนร่วม
2.ร่าง พ.ร.บ. ขัดกับรัฐธรรมนูญ
     หลักกรรมสิทธิ มาตรา ๔๑ แห่งรัฐธรรมนูญ
     หลักการมีส่วนร่วม มาตรา ๖๗  แห่งรัฐธรรมนูญ
3.ขัดต่อเจตนารมณ์ของ พ.ร.บ. ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗

ทั้งยังมีข้อเสนอในหลักการที่ควรจะเป็นคือ

1. แร่เป็นของประชาชน
2. ห้ามทำการสำรวจในพื้นที่ชุมชน  เขตป่าสงวนแห่งชาติ  เขตโบราณสถานหรือแหล่งมรดกทางธรรมชาติและศิลปวัฒนธรรม
3. กำหนดการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงของประชาชน/ชุมชนในพื้นที่ในการร่วม อนุรักษ์ จัดการ และการใช้ประโยชน์แร่ในพื้นที่
4. ต้องมีมาตรการป้องกันมิให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยและวิถีการดำเนิน  ชีวิตของประชาชน/ชุมชนในพื้นที่ และการวางหลักประกันความเสียหาย
5. กำหนดหลักเกณฑ์การนำรายได้จากการสำรวจแร่และการทำเหมืองแร่คืนสู่ประชาชน/ชุมชนในพื้นที่
6. กำหนดมาตรการที่เหมาะสมและเป็นรูปธรรมเพื่อการฟื้นฟูสภาพพื้นที่ภายหลังการเลิกทำเหมืองแร่

ในเวทีนี้ยังมีชาวบ้าน นักวิชาการ และนักพัฒนาร่วมระดมความเห็น เพื่อหาแนวทางของร่าง พ.ร.บ. แร่ ที่ควรจะเป็นต่อไปในอนาคต เช่น

สุรชัย ตรงงาม ทนายความ และผู้อำนวยการโครงการนิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLAW)

“จากประสบการณ์การทำคดี เห็นว่าเรื่อง “เกณฑ์เกินมาตรฐาน” นั้น  เกณฑ์จริงๆ แล้วอยู่ตรงไหน เท่าไหร่ และคืออะไร เพราะดูเหมือนว่าจะยึดหลักเกณฑ์มากเกินไป เพียงมีเหตุและผลแค่นี้ก็น่าจะเห็นสมควรให้เอาผิดได้แล้ว
สมควรให้ประชาชนชาวบ้านมีส่วนร่วมในกระบวนการร่วมกันตรวจสอบด้วยไม่ใช่มีเพียงแค่หน่วยงานราชการเท่านั้น และอยากเพิ่มเติมบทลงโทษของหน่วยงานรัฐ ในเรื่องที่ไม่ติดตามตรวจสอบให้เป็นไปตามมาตรการฟื้นฟูที่กำหนดไว้”

ไมตรี จงไกรจักร์ กลุ่มลุ่มน้ำตะกั่วป่า (กรณีดูดทรายไปสิงคโปร์)
“การมีส่วนร่วมของประชาชน อยากจะให้มีการเจาะจงที่มากขึ่น ไม่ใช่ไปเอาชาวบ้านจากพื้นที่อื่นที่ไม่ได้รับผลกระทบมาประชาคม  เห็นว่าไม่ควรให้อำนาจกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมากเกิน เพราะองค์กรเหล่านี้เงินสามารถซื้อได้  อยากมีส่วนร่วมใน EIA ให้มีการติดตามตรวจสอบที่มากขึ้น และในเรื่องการต่ออายุสัมปทาน ควรจะมีการพิสูจน์ว่าสมควรจะให้ต่อหรือไม่”

จำนงค์ จิตรนิรันดร์ มูลนิธิชุมชนไทย
“ควรกำหนดบทลงโทษให้หนักมากขึ้น อาจจะหนักกว่าโทษฆ่าคนตาย เพราะข้อเท็จจริงแล้วนั้นเป็นการฆ่าทั้งชุมชน และเสนอให้ภาคประชาชนมีส่วนเข้าไปควบคุมกฤษฎีกา เพราะเห็นว่าหน่วยงานรัฐ กรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ กฤษฎีกา มีอำนาจในการเสนอกฎหมายมากเกินไปและประชาชนจะมีส่วนในการคัดค้านยาก”

จันทิมา ธนาสว่างกุล  อัยการผู้เชี่ยวชาญ สำนักงานอัยการสูงสุด
“ให้กำหนดกองทุนในกฎหมายเพื่อนำมาฟื้นฟู  ตั้งผู้เชี่ยวชาญเป็นองค์กรอิสระเพื่อกำกับดูแลการประกอบกิจการ มีบทลงโทษของหน่วยงานรัฐ เนื่องจากการละเลยการปฎิบัติหน้าที่และสามารถเพิ่มเติมโทษได้ เช่น ปรับเป็นกี่เท่า และสัญญาสัมปทานนั้นมีกำหนดเงื่อนไขได้แต่ในทางปฏิบัตินั้นกลับขัดกันคือ ไม่ได้มาตรวจสอบ ควบคุม ดูแล รัฐจะมองในแง่รับเงินเมื่อผิดสัญญาในเชิงแพ่งเสียมากกว่า”

อาจารย์บรรเจิด สิงคพเนติ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
“อยากเสนอในเรื่องความคุ้มค่าในทางเศรษฐกิจ ว่าคุ้มกันหรือไม่  อย่างเช่นที่มีนโยบายรัฐออกมาว่าประเทศไทยมีทองถึง ๗๐๐ ล้านตัน ถ้าทำเหมืองกันจริงๆ ประเทศคงจะเละแน่นอน  อยากให้ศึกษาทิศทางของแร่ในประเทศไทยว่าไทยควรจะเป็นแบบไหน”

สุวิทย์ กุหลาบวงศ์  กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานี
“เห็นว่าร่างกฎหมายตัวนี้ออกมาเพื่อให้เราต่อรอง จึงสมควรดูเรื่องโครงสร้าง เพราะบางอย่างที่ดีอยู่แล้วก็กลับแย่ลงกว่าเดิม  มาตรการฟื้นฟูก็ควรกำหนดให้ชัดเจน มีแผนกำหนดที่แน่นอน อีกยังต้องต่อสู้เรื่องการพัฒนาให้ชาวบ้านเห็นทรัพยากรดีกว่าเงิน”

สื่อกัญญา ธีระชาติดำรง เครือข่ายผู้ได้รับผลกระทบจากการทำเหมืองแร่ทองคำ 3 จังหวัด คือ พิจิตร เพชรบูรณ์ พิษณุโลก

“เห็นว่าสมควรเพิ่มบทลงโทษและค่าปรับจากการไม่ทำตามมาตรการฟื้นฟูให้หนักขึ้น เพราะผู้ประกอบการจะยอมเสียค่าปรับมากกว่าเนื่องด้วยว่าเสียค่าใช้จ่ายน้อยกว่าทำตามแผนฟื้นฟู”

สุภาภรณ์ มาลัยลอย ผู้ประสานงานโครงการนิติธรรมสิ่งแวดล้อม
“ควรมีบทลงโทษที่รุนแรงกว่านี้ เพื่อที่ผู้ประกอบการจะได้เกรงกลัวและทำตามข้อปฏิบัติมากขึ้น และถ้าหากชาวบ้านเกิดความเดือดร้อนก็อยากจะให้เหมืองหยุด แล้วพิสูจน์ก่อนว่าเกิดจากการประกอบกิจการหรือไม่”

มณฑา อัจฉริยกุล มูลนิธิชุมชนไทย
“ควรเอาผิดต่อเจ้าที่สาธารณสุข อนามัยในท้องที่ เนื่องด้วยว่าไม่ลงไปตรวจสุขภาพของคนในพื้นที่ หรือตรวจแล้วก็ไม่ให้ผล เห็นว่าควรมีบทลงโทษกับเจ้าหน้าที่เหล่านี้”

ศุภกิจ บุญเอนก เครือข่ายผู้ได้รับผลกระทบจากการผลิตเกลือสินเธาว์ จังหวัดนครราชสีมา
“ปัญหาเรื่องการยื่นคำขอเรื่องการต่ออายุประทานบัตร เนื่องจากในพื้นที่มีการยื่นคำขอไปแล้วกว่า 8 ปี ทางหน่วยงานรัฐก็ยังไม่ได้อนุญาตแต่ผู้ประกอบกรก็ยังทำการดูดเกลืออยู่ทุกวัน 24 ชั่วโมง”

อาจารย์นนทวัชร์ นวตระกูลพิสุทธิ์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์   
“การต่ออายุประทานบัตร น่าจะมีหลักเกณฑ์ให้ชัดเจน”

ปรีดา คงแป้น มูลนิธิชุมชนไทย
“การพิสูจน์ผล ปัจจุบันภาคประชาชนต้องพิสูจน์กันเอง เสนอให้ต้องมีการพิสูจน์ร่วมกันทั้งชาวบ้าน รัฐ และเอกชน”

สุวรรณ อ่อนรักษ์ กลุ่มผลกระทบการอนุญาตระเบิดหินอำเภอรัตภูมิ จังหวัดสงขลา
“อยากให้มีการจัดเวทีลงในพื้นที่จริงๆ นำเสนอข้อมูลให้ชาวบ้านรู้ว่าทรัพยากรเป็นของชาวบ้าน สำนึกรัก หวงแหนบ้านเกิด”

รศ.ดร.วิจิตรา วิเชียรชม คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
“ทิศทางการพัฒนาควรจะมองให้ถึงอนาคต ว่าจะส่งเสริมการลงทุนด้านแร่จริงหรือ ให้มองถึงการลงทุนด้านอื่นด้วย เช่น ประเทศไทยมีสภาพภูมิประเทศและสภาพภูมิอากาศ น่าจะเหมาะกับพืชเศรษฐกิจมากกว่าแร่”

หลังจากระดมความคิดเห็นก็มีแนวทางในการขับเคลื่อนต่อไป คือ จัดเวทีเคลื่อนที่ลงในพื้นที่จริงทั้ง 4 ภาค เพื่อนำเสนอเรื่องราวของ ร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยแร่ และอาจจะมีเวทีสาธารณะด้วย  พร้อมกำหนดยุทธศาสตร์ในการบริหารประเทศให้แน่ชัดว่าจะส่งเสริมการผลิตแร่เพื่อเศรษฐกิจจริงหรือ โดยจะมีการทำงาน 3 ฝ่ายเป็นหลักคือ นักวิชาการหาทางออกในเรื่องร่าง พ.ร.บ. แร่ฉบับนี้ ชาวบ้านพร้อมขยายพื้นที่ในการให้ความรู้ และสื่อมวลชนขยายตีแผ่เรื่องราวให้ออกสู่กระแสสังคมมากขึ้น

 

Share this

 

creative-commonsแสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน 3.0 ประเทศไทย
พัฒนาเว็บไซต์โดย โอเพ่นดรีม