หลุมยุบเตือนภัย สูบน้ำเกลือใต้ดินมากไป

เรื่อง โสธิดา นุราช สำนักข่าวประชาธรรม

วานนี้ (13 มกราคม 2552) ที่โรงเรียนโนนไทยคุรุอุปถัมภ์ 2  ต.สำโรง อ.โนนไทย จ.นครราชสีมา เวลาประมาณ 10.00 น. มีการจัดเวทีประชาคมร่วมกันระหว่างประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการทำนาเกลือและหน่วยงานราชการ เรื่อง "การแก้ไขปัญหา ‘ภัยพิบัติดินถล่ม’ จากการทำนาเกลือ”  โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อหาทางแก้ไขปัญหาการสูบน้ำเกลือใต้ดินขึ้นมาทำเกลือ จนทำให้เกิดปัญหาดินถล่มหรือหลุมยุบ

เวทีประชาคมในครั้งนี้ มีพี่น้องชาวบ้านเข้าร่วมกว่า 600 คน มาจากในพื้นที่ ต.สำโรง ต.ค้างพลู ต.บ้านวัง  อ.โนนไทย  ต.พังเทียม อ.พระทองคำ ต.หนองสรวง  อ.สามทะเลสอ และ ต.โพนสงคราม อ.โนนสูง และหน่วยงานราชการทั้งอุตสาหกรรมจังหวัด กรมทรัพยากรธรณี องค์การบริหารส่วนจังหวัด อำเภอ องค์การบริหารส่วนตำบลต่างๆ รวมถึงนักวิชาการ

ทั้งนี้ที่มาของการจัดเวทีดังกล่าว มาจาก “หลุมยุบ” ซึ่งเกิดกลางไร่มันสัมปะหลังของนางทองสุข ชอบรัก อายุ 62 ปี ในเขตบ้านหนองราง ต.ค้างพลู อ.โนนไทย เมื่อวันที่ 2 มกราคมที่ผ่านมา โดยหลุมมีความกว้าง 12 เมตร ยาว 15 เมตร และลึกกว่า 7 เมตร จากเหตุการณ์นี้ทำให้สื่อต่างๆ และหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องได้เข้าไปตรวจสอบว่าสาเหตุเกิดจากอะไร  โดยจะเริ่มตรวจสอบพื้นที่ด้วยการใช้เครื่องมือสแกนพื้นที่ในรัศมี 1 กิโลเมตรจากหลุมยุบ ว่ามีพื้นที่ใดที่จะเสี่ยงต่อการเกิดหลุมยุบในลักษณะนี้อีกหรือไม่ในวันนี้ (14 มกราคม 2552) และคาดว่าจะแล้วเสร็จภายใน 7 วัน

โดยก่อนหน้านี้ ทางชาวบ้านได้ทำหนังสือร้องเรียนถึงนายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ โดยความร่วมมือขององค์การบริหารส่วนจังหวัด ในประเด็นเหตุของการเกิดหลุมยุบหรือดินถล่มในครั้งนี้ และได้รับหนังสือตอบกลับพร้อมทั้งสั่งการให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงอุตสาหกรรม ให้ดำเนินการ คือ

1. ให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) จัดงบประมาณเพื่อตรวจสอบโครงสร้างชั้นดินในพื้นที่และบริเวณใกล้เคียง
2. พิจารณาการใช้อำนาจทางกฎหมายให้ผู้ประกอบกิจการปิดกิจการชั่วคราว เพื่อตรวจสอบว่าเหตุนั้นเกิดจากการประกอบกิจการจริงหรือไม่
3. ตรวจสอบผลกระทบของชาวบ้าน

สำหรับเวทีประชาคมในครั้งนี้ หัวข้อในการพูดคุยเกี่ยวกับ “ข้อดี-ข้อเสียจากการทำนาเกลือ และผลกระทบที่ชาวบ้านได้รับ” โดยมีนายสันทนา ธรรมสโรจน์ สมาชิกพัฒนาการเมืองโครงราช เป็นผู้ดำเนินรายการ เริ่มด้วยประวัติความเป็นมาของการทำนาเกลือ (เกลือสินเธาว์)

ปี 2530 เริ่มมีการทำนาเกลือ แต่ใช้แกลบเป็นเชื้อเพลิงในการต้มเกลือ จึงทำให้มีฝุ่นฟุ้งกระจาย ควันฟุ้งทั่วบริเวณ

ปี 2535 ยื่นเรื่องร้องเรียน แต่เรื่องก็เงียบหาย

ปี 2538 ยื่นเรื่องร้องเรียนอีกครั้ง เรื่องก็เงียบหายเช่นเดิม แต่มีคณะวิจัยเข้ามาทำการศึกษาวิจัย เนื่องจากบริเวณ ต.บ้านวัง มีหลุมยุบกินพื้นที่กว่า 1 กิโลเมตร และมีการประกาศหยุดการทำนาเกลือ 2 โรงงาน

ปี 2549 มีการสร้างเครือข่ายในพื้นที่ 4 อำเภอ คือ โนนไทย โนนสูง ด่านขุนทด และพระทองคำ

ปี 2550 - 2552 ชาวบ้านฟ้องศาลปกครอง และได้รับคำพิพากษาชนะคดี เนื่องจากศาลเห็นว่า มติ ครม.วันที่ 9 ตุลาคม 2534 มิชอบด้วยกฎหมายและผิดพลาดอย่างร้ายแรง เนื่องจากมีข้อเท็จจริงว่า ยังมิได้นำ ‘ประกาศเรื่องพื้นที่การตั้งโรงงานทำเกลือ โรงงานสูบน้ำเกลือใต้ดิน’ นั้นให้ ครม. เห็นชอบรับในหลักการ แต่กลับนำมาประกาศใช้

ปี 2553  เกิดหลุมยุบเป็น ซึ่งกินเนื้อกว่า 180 ตารางเมตร (45 ตารางวา) เมื่อวันที่ 2 มกราคมที่ผ่านมา

จากนั้นเริ่มแลกเปลี่ยน ตอบปัญหาข้อข้องใจจากหน่วยงานรัฐ พร้อมทั้งแสดงความคิดเห็น ทิศทางที่จะเป็นต่อไปในอนาคต

อุตสาหกรรมจังหวัดโคราช นายประวุฒิ ตั้งจรูญชัย ได้กล่าวถึงมาตรการป้องกันและแก้ไขไว้ว่า “ได้ประสานให้กรมทรัพยากรธรณีเข้าไปดูและสำรวจพื้นที่ทางธรณีฟิสิกก์ โดยใช้เลเซอร์ตรวจดูว่ายังมีพื้นที่ที่เป็นโพรงใต้ดินอีกหรือไม่ และถ้าเป็นเหตุซึ่งเกิดจากโรงงานสูบน้ำเกลือจริง คงจะต้องมาพิจารณากันอีกครั้งหนึ่ง”

ตัวแทนจากอำเภอ ปลัดคล้าย ธีระพงศ์ไพจิตร กล่าวถึงมาตรการป้องกันและแนวทางแก้ไขไว้ว่า “คงจะเป็นไปตามกฎหมาย ถ้าผิดจริงก็คงต้องดำเนินการ แต่ก็ยังต้องพิจารณากันอีกหลายขั้นตอน ซึ่งไม่มีเพียงทางอำเภอเท่านั้น แต่ยังมีอีกหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง”

ดร.ณภัทร น้อยน้ำใส นักวิชาการและอาจารย์มหาวิทยาลัยราชภัฎนครราชสีมา กล่าวไว้ว่า พื้นที่บริเวณนี้เป็นพื้นที่ลุ่มน้ำลำเชียงไกร ซึ่งมีเกลือสินเธาว์ และการนำเกลือมาใช้จนเกิดเหตุหลุมยุบนั้น อาจจะเป็นการเตือนภัยจากธรรมชาติก็ได้ว่า ‘คุณใช้ทรัพยากรธรรมชาติเกินความจำเป็นแล้ว!’ แต่ก็ใช่ว่าจะเกิดจากการกระทำของมนุษย์เพียงอย่างเดียว ธรรมชาติก็มีการเปลี่ยนแปลงเช่นกัน แต่การเปลี่ยนแปลงของธรรมชาตินั้นจะเปลี่ยนอย่างค่อยเป็นค่อยไป อย่างเช่นบึงในบริเวณใกล้เคียงนี้ สันนิษฐานว่าเกิดจากการยุบตัวของเกลือเช่นกัน

"กระนั้นก็ดี หน่วยงานรัฐยังถือเป็น ‘ตัวเร่ง’ ให้เกิดอีกด้วย เพราะพื้นที่ในแถบนี้เคยเกิดแผ่นดินยุบแล้วทั้งสิ้น เพียงแต่อาจจะเป็นหลุมเล็กๆ ไม่ใหญ่โต แต่หน่วยงานรัฐก็ยังอนุญาตให้เกิดโรงงานสูบน้ำเกลือในพื้นที่นี้อีก ทั้งนี้การแก้ปัญหานั้นสามารถแก้ได้ทั้งระยะสั้นและยาว จึงขอฝากให้ดูในเรื่องการแก้ปัญหาในระยะยาวด้วย ซึ่งมีตั้งแต่ การเสนอไปยังส่วนกลางของผู้ว่าฯเพื่อประกาศให้เป็นเขตควบคุมสิ่งแวดล้อม หรือแม้กระทั้งการศึกษา สร้างเครือข่าย ผลักดันให้เป็นวาระระดับประเทศ” ดร.ณภัทรกล่าว

ด้านตัวแทนจาก อบต. ค้างพลู กล่าวถึงมาตรการป้องกันไว้เพียงแค่ว่า “จะจัดเจ้าหน้าที่ดูแลความปลอดภัยบริเวณพื้นที่หลุมยุบ และรอพิสูจน์ว่าสาเหตุเกิดจากโรงงานสูบน้ำเกลือหรือไม่ พร้อมทั้งจัดหางบเพื่อถมหลุมยุบให้กลับดั่งสภาพเดิม”

ขณะที่ผู้ใหญ่บ้านหนองราง นายบรรหาร ใจชอบ ยืนยันว่า คำชี้แจงของราชการฟังไม่ขึ้น ที่บอกว่าหลุมยุบเกิดจากการปะทะกันของแม่น้ำสองสาย ซึ่งเป็นไปไม่ได้ ที่นี้อยู่ไกลจากแม่น้ำ ลำห้วย  เดิมที่นี่ไม่เคยมีเรื่องแบบนี้ มีแต่น้ำท่วม พายุ ภัยธรรมชาติทั่วๆไป

"มีการเข้ามาตรวจของหน่วยงานในพื้นที่ก็อยากจะได้คำตอบที่น่าพอใจ  เพราะบ้านผมเองก็อยู่บริเวณนั้น ห่างหลุมยุบไป ๕๐๐-๖๐๐ เมตร  หลุมแบบนี้มันเคยเกิดมา 4 ครั้งแล้วเมื่อ 3-4 ปีก่อน แต่หลุมไม่ใหญ่เท่าหลุมนี้” นายบรรหารกล่าว

นายเลิศศักดิ์ คำคงศักดิ์ ตัวแทนชาวบ้านและเจ้าหน้าที่องค์กรพัฒนาเอกชนกล่าวถึงเหตุการณ์ในครั้งนี้ว่า การทำงานของหน่วยงานรัฐไม่มีระบบ โดยการจัดการที่เหมาะสมคือควรสันนิษฐานไว้ก่อนว่าหลุมยุบนั้นเกิดจากการทำนาเกลือ เพื่อให้โรงงานหยุดกิจการก่อนชั่วคราว แล้วพิสูจน์ตรวจสอบว่าเหตุนั้นเกิดจากอะไร ถ้าไม่เกี่ยวข้องกับโรงงานจริงๆ ก็สามารถเปิดทำกิจการได้ใหม่ตามปกติ

"อย่างที่น้ำเสียว จ.มหาสารคาม เริ่มมีการทำเกลือมาตั้งแต่ปี 2513 กว่า 40 ปีแล้ว การทำเกลือทำให้นาข้าวเสียหายกว่า 3,000 - 4,000 ไร่ ชาวบ้านต้องต่อสู้กันกว่า 10 ปี กว่าที่จะมีมติ ครม.ออกมา เพื่อให้หยุดการทำเกลือสินเธาว์ในพื้นที่"

"ชาวบ้านต้องพึ่งตัวเอง เพราะว่าบุคคลที่พวกเราเลือกเข้ามานั้นไม่ว่าจะเป็น สส. สจ. หรือ อบต. ไม่สามารถช่วยเหลือพวกเราได้ สมควรรวมตัวเพื่อให้เกิดพลังในการผลักดันการทำงานของหน่วยงานรัฐ ไม่ว่าจะเข้าพบผู้ว่าฯ หรืออุตสาหกรรมจังหวัด และต่อด้วยเข้าพบนายกรัฐมนตรี โดยต้องมีจุดมุ่งหวังให้สูงที่สุด คือ หยุดยั้งการทำนาเกลือทั้งจังหวัด (รายย่อย)"

"เพราะแม้จะไม่มีนาเกลือก็ไม่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจของไทย เนื่องด้วยไทยผลิตเกลือเพื่อบริโภคในประเทศเท่านั้น ไทยใช้เกลือประมาณ 2 ล้านตันต่อปี บริษัทเกลือพิมายสามารถผลิตได้ประมาณ 1.7 ล้านตัน ที่เหลือก็เป็นรายย่อยอีกกว่า 3 แสนตัน การทำนาเกลือในพื้นที่ปิดนี้ส่งผลต่อระบบนิเวศอย่างมาก มีการจัดการแย่ เมื่อสูบน้ำขึ้นมาก็ไม่เจาะรูให้น้ำกลับลงไป จึงทำให้น้ำเกลือ (น้ำขม) ไหลปะปนไปกับแหล่งน้ำ ทำให้กุ้ง หอย ปู ปลาตาย ทั้งยังส่งผลต่อการทำนาเกลือในพื้นที่ชายฝั่งอีกด้วย”

หลังจากแลกเปลี่ยนและระดมความคิดจากหลายๆ ฝ่าย นายสันทนา ธรรมสโรจน์  ได้สรุปแนวทางในการขับเคลื่อนต่อไปของเครือข่ายว่า

1. หยุดกิจการสูบน้ำเกลือทุกประเภท
2. ประชาชนด้วยกันต้องเพิ่งตัวเอง และมีอาสาสมัครเฝ้าระวังการลักลอบสูบเจาะน้ำเกลือ
3. ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติที่เสียไปให้เหมือนเดิม
4. มีการกำหนดทิศทางของเครือข่ายร่วมกัน
5. ต้องร่วมมือร่วมใจกันระหว่างประชาชน โดยตั้งคณะทำงาน พร้อมทั้งส่งตัวแทนแต่ละพื้นที่มาร่วมหารือประเด็นปัญหาต่อไป

Share this

 

creative-commonsแสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน 3.0 ประเทศไทย
พัฒนาเว็บไซต์โดย โอเพ่นดรีม