มาบตาพุด: โศกนาฏกรรมของส่วนรวมที่ยังไร้ “สวัสดิการ”

เรื่อง: ถิรนันท์ เลิศวิจิตรจรัส  ประธานสภานักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

เมื่อเร็วๆ นี้ได้มีการพูดคุยเกี่ยวกับประเด็นปัญหาด้านสวัสดิการที่ชุมชนในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมควรได้รับในงานสัมมนาเรื่อง “จุดเปลี่ยนมาบตาพุด...สู่สังคมสวัสดิการ” ซึ่งข้อสรุปที่ได้นี้เป็นการมองเมืองอุตสาหกรรมในมุมของคนในพื้นที่ องค์กรด้านสิ่งแวดล้อม และผู้ที่ทำงานด้านสังคมสงเคราะห์

สังคมสวัสดิการในที่นี้ มิใช่เพียงการจัดระบบสวัสดิการให้สอดคล้องกับการดำรงชีวิตของคนในพื้นที่หรือแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าเท่านั้น  แต่เป็นการวางแผนการพัฒนาอย่างยั่งยืน เพื่อให้เมืองนิคมอุตสาหกรรม “เป็นมิตร” กับคนในพื้นที่ รวมถึงระบบสิ่งแวดล้อมของชุมชนด้วย

มาบตาพุด จ. ระยอง ยังคงเป็นเมืองที่มีมลพิษอุตสาหกรรมมากว่า 20 ปี และต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์ปัญหาความไม่สมดุลมายาวนาน นั่นเพราะเมืองนี้มีนิคมอุตสาหกรรมและความหนาแน่นของโรงงานที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่สุขภาพและสิ่งแวดล้อมในบริเวณดังกล่าวกลับเลวร้ายลงทุกทีๆ

บรรดาผู้ประกอบการทั้งหลายปล่อยให้เป็นภาระของชาวบ้านต้องรับผิดชอบกันเอาเอง คนในพื้นที่บางกลุ่มยอมรับชะตากรรมแต่โดยดี และบางกลุ่มก็ลุกขึ้นต่อสู้ด้วยเหตุผลและความเป็นธรรม แม้ว่าปลายทางที่ฝันไว้จะริบหรี่เต็มที
แล้วอะไรเป็นแรงผลักดันให้ชาวบ้านบางกลุ่มลุกขึ้นต่อสู้ ?

ตัวอย่างง่ายๆ ที่เห็นกันคือ ปัญหามลพิษ ตัวการที่นำไปสู่ความเสียหายด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของคนในพื้นที่ โดยเฉพาะก๊าซที่ถูกปล่อยออกมาจากโรงงาน มลพิษทางอากาศที่เกิดจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงของโรงงานและโรงไฟฟ้า กลิ่นที่เกิดจากผลิตภัณฑ์และสารเคมีที่ใช้ในการผลิต เช่น สารอินทรีย์ระเหยมากกว่า 40 ชนิด ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง 20 ชนิดและในจำนวนสารก่อมะเร็ง 20 ชนิดนี้ มีค่าเกินกว่าระดับการเฝ้าระวังคุณภาพอากาศในบรรยากาศของสำนักงานพิทักษ์สิ่งแวดล้อมของสหรัฐอเมริกา (U.S. Environmental Protection Agency - EPA)อยู่ถึง 19 ชนิดเลยทีเดียว

นอกจากสารระเหยที่พบแล้ว มลพิษที่สำคัญอีกประเภทหนึ่ง คือ ก๊าซไนโตรเจนไดออกไซต์และก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซต์ ซึ่งเกิดจากกระบวนการเผาไหม้เชื้อเพลิงและกระบวนการผลิตในภาคอุตสาหกรรม

ก๊าซที่ถูกปล่อยขึ้นฟ้าและไปสะสมรวมตัวกันในอากาศ เป็นฝนบ้าง เป็นอากาศให้สูดหายใจบ้าง สะสมไปเรื่อยๆ ทุกวัน ทุกนาที และทุกวินาที จนท้ายที่สุด “ร่างกาย” ก็สู้ไม่ไหว และล้มป่วยลงในที่สุด 

เห็นได้จากความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อม ทั้งปัญหาขยะมีพิษที่ไม่สามารถเผาทำลายได้ ต้องอาศัยการฝังกลบ แต่มันเยอะมากจนกลายเป็นกองภูเขาไปแล้ว ปัญหาการขาดแคลนน้ำบริสุทธิ์ เพราะแหล่งน้ำที่มีอยู่ก็ปนเปื้อนสารตะกั่วและโลหะหนัก น้ำทะเลริมชายฝั่งทะเลที่เปลี่ยนสีทำให้ไม่สามารถลงเล่นได้ ตลอดจนอาหารทะเลที่เคยกินกัน คนในพื้นที่หลายคนก็หวาดกลัวไม่กล้ากิน

ตัวอย่างผลกระทบจากสารเคมีในโรงงานอุตสาหกรรมที่มีต่อสุขภาพของคนในพื้นที่ เช่น โรคมะเร็ง โรคระบบทางเดินหายใจ ร้ายไปกว่านั้นก็โรคมินามาตะที่เกิดจากสารปรอทที่หลายฝ่ายกังวลกัน

นอกจากนี้ การเป็นเมืองอุตสาหกรรมยังมีผลกระทบต่อสังคมด้วย ไม่ว่าจะเป็นปัญหาชุมชนแออัด เนื่องจากแรงงานต่างถิ่นอพยพเข้ามาหาอาศัยกันอย่างหนาแน่น ยิ่งคนมาก การดูแลอย่างทั่วถึงก็ทำได้ลำบาก ระบบสวัสดิการการอุปโภคบริโภคที่เตรียมไว้จึงไม่พอที่จะตอบสนองกับความต้องการของคนในพื้นที่ หรือปัญหาจำนวนของสถานบันเทิงที่เพิ่มมากขึ้น เพราะธุรกิจสถานบันเทิงจะเกิดขึ้นในพื้นที่ที่มีคนมาก เพื่อให้แรงงานใช้เงินเพื่อการผ่อนคลาย แต่ยิ่งคนมีเงินมากก็เที่ยวมาก จนกลายเป็นค่านิยมผิดๆ ให้กับกลุ่มผู้ใช้แรงงาน

ประเด็นสำคัญประการหนึ่ง ก็คือ เราเองก็ไม่เคยสรุปความสัมพันธ์ของชุมชนสลัมกับการพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง หากการพัฒนานั้นเป็นไปอย่างไม่สมดุล แล้วเราจะทำอย่างไรกับการปรับสมดุลของระบบเศรษฐกิจอุตสาหกรรมควบคู่ไปกับระบบคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่เพื่อให้ดีขึ้น

บรรทัดฐานความเท่าเทียม การพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน (ด้านเกษตรกรรม แหล่งท่องเที่ยว วัฒนธรรม) ตลอดจนการให้ประชาชนในพื้นที่ได้มีส่วนในการตัดสินใจ ศึกษาผลกระทบแล้วแก้ปัญหาให้ได้ก่อนจะลงทุน ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่จะปรับสมดุลนี้ได้ มิใช่ปล่อยภาระการดูแลสิ่งแวดล้อมและสุขภาพชีวิตเป็นแค่หน้าที่ของคนในพื้นที่เท่านั้น

ตอนนี้การแก้ปัญหาของรัฐบาลเกี่ยวกับเรื่องนี้ ควรมุ่งที่ประเด็นของการพัฒนาที่ยั่งยืน มิใช่การเยียวยาคนในพื้นที่ที่ทำเพียงในลักษณะสังคมสงเคราะห์ แต่ควรที่จะทำอย่างไรให้คนในพื้นที่ยืนได้ด้วยตนเอง มิใช่เป็นผู้รับตลอดเวลา
การเร่งจัดสร้างโรงพยาบาลขนาด 200 เตียง ตามคำสั่งของนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี  อาจจะทำให้คนในพื้นที่รู้สึก “ดีใจ” ที่ได้เตียงมารองรับจำนวนผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาพยาบาลมากขึ้น แต่อาจจะต้องขยายหรือสร้างโรงพยาบาลเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อย่างไม่สิ้นสุด หากไม่มีการแก้ไขปัญหามลพิษอย่างชัดเจนและจริงจัง มาบตาพุดอาจจะกลายเป็นเมืองที่มีโรงพยาบาลมากที่สุดในประเทศไทยเป็นแน่

เมื่อการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุไม่ใช่ทางออก คนในพื้นที่คงต้องรอดูฝีมือของคณะกรรมการร่วม 4 ฝ่าย เพื่อแก้ไขปัญหานิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ที่มีนายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน (ตามคำสั่งแต่งตั้งของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 13 พ.ย. ที่ผ่านมา) ว่าสุดท้ายแล้ว การแก้ปัญหาที่ออกมาจากหน่วยงานเฉพาะนี้ จะสร้างสังคมสวัสดิการที่ยั่งยืนให้กับคนในพื้นที่ได้หรือไม่...
 

Share this

 

creative-commonsแสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน 3.0 ประเทศไทย
พัฒนาเว็บไซต์โดย โอเพ่นดรีม