ฟื้นโพธาราม อย่าลืมวันวาน

เรื่อง : ขวัญชาย ดำรงค์ขวัญ
 

เมื่อเอ่ยคำว่า “อย่าลืม” ...มักเป็นการย้ำเตือนถึงบางสิ่งบางอย่างที่ควรกระทำ หรือไม่ก็เป็นการชวนให้ระลึกถึงสิ่งดีงามบางสิ่งบางอย่างที่กำลังจะลับเลือนไป

เป็นธรรมดาของการเปลี่ยนแปลงที่เมื่อความเจริญย่างกรายเข้ามา หากชุมชนดั้งเดิมไม่แปรสภาพเป็นเมืองที่แออัด ก็จะค่อยๆ ซบเซาลงและเสื่อมโทรมตามกาลเวลา

ชุมชนย่านตลาดโพธารามก็เช่นกัน หากแต่ชะตากรรมเป็นไปในลักษณะหลัง

ในอดีต ย่านตลาดแห่งนี้มีผู้คนอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก ทั้งคนไทย คนจีน คนมอญ และคนลาว เป็นชุมทางการค้าบนลุ่มน้ำแม่กลองที่สำคัญมานานร่วมร้อยปี ถึงขนาดที่ว่าเมื่อครั้งรัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสหัวเมืองตะวันตก พระองค์ได้เสด็จมาขึ้นที่ตลาดโพธาราม จนเกิดเป็น “ถนนประพาส” ซึ่งตามหลักฐานในบันทึกพระราชหัตถเลขา ฉบับที่ 4 ในรัชกาลที่ 5 ก็มีการกล่าวถึงตำบลโพธารามนี้ว่า “เป็นที่ตลาดอย่างสำเพ็ง ยืดยาวมาก ผู้คนหนาแน่น จำนวนคนในโพธารามถึง 40,000 มากกว่าอำเภอเมืองราชบุรี”

ทว่าภาพตลาดโพธารามในปัจจุบัน กลับดูเงียบเหงาต่างจากเรื่องเล่าในอดีตอยู่ไม่น้อย จากการสอบถามคนเก่าแก่ในชุมชน พบว่าน่าจะเหลือชาวบ้านอยู่อาศัยไม่ถึง 10,000 คน

“บางทีผมนั่งอยู่เป็นชั่วโมง ยังไม่มีรถผ่านมาสักคัน” นั่นเป็นเสียงสะท้อนจากลุงคนหนึ่งที่ทำมาค้าขายอยู่ในย่านตลาด

แต่ก่อนที่จะปล่อยให้ชุมชนย่านตลาดโพธารามซบเซาไปตามกระแสธารของกาลเวลา ก็มีคนในพื้นที่กลุ่มหนึ่งรวมตัวกันภายใต้ชื่อ ชมรมอย่าลืม...โพธาราม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อปลุกฟื้นความคึกคักและทำให้วิถีชีวิตของคนในชุมชนดีขึ้น ด้วยการดึงเสน่ห์เก่าๆ ของวันวานให้กลับมาอีกครั้ง ซึ่งก็หวังว่าคนรุ่นลูกรุ่นหลานจะไม่ลืมหรือทอดทิ้งโพธาราม ขณะที่คนที่มีโอกาสแวะเวียนผ่านทางก็จะไม่ลืมโพธารามด้วยเช่นกัน

ฟื้นคืนความเก่าแก่ “จุดเริ่มต้นในความงาม”

อภิชาติ ศิริอุดมเศรษฐ หรือพี่ชาติ ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานชมรมอย่าลืม...โพธาราม เล่าว่า ชมรมนี้ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 25 มกราคม 2552 โดยตนเองเป็นคนสนใจในศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นอยู่แล้ว อีกทั้งหน้าที่บรรณาธิการนิตยสาร Travel Guide ก็เป็นงานที่อยู่กับการเดินทางไปในที่ต่างๆ ทำให้ได้พบเจอตัวอย่างในการอนุรักษ์ความเก่าแก่จากประเทศต่างๆ และเกิดเป็นแรงบันดาลใจในการก่อตั้งชมรมนี้ขึ้นมา 

“ผมเคยไปที่ญี่ปุ่น แล้วเห็นเมืองทาคายาม่า ซึ่งเป็นเมืองท่องเที่ยวชื่อดังที่มีอายุร่วม 100  ปี โดยรอบๆ มีที่เที่ยวมากมาย มีการรื้ออาคารเก่ามาสร้างเป็นอาคารคอนกรีตสมัยใหม่ แต่จะยังเหลือบริเวณหนึ่งซึ่งยังอนุรักษ์ความเก่าแก่ไว้เป็นอย่างดี  ส่วนโพธารามก็มีอาคารไม้ที่มีอายุเป็น 100 ปี มันมีเรื่องเล่าจากเจ้าของบ้าน คนในโพธารามบางบ้านเคยเป็นคนขับรถของพระยายมราช ผู้สำเร็จราชการในรัชกาลที่ 8 หรือแม้แต่ลูกชายของครูทวี  ธีระ แอคะรัด ก็เคยเป็นตากล้องถ่ายหนังชื่อดังหลายเรื่อง เช่น เห่าดง และ มนต์รักลูกทุ่ง”  อภิชาตเล่าถึงแรงบันดาลใจในการก่อตั้งชมรมฯ

ทั้งนี้ สภาพพื้นที่ของตลาดโพธารามจะแบ่งออกเป็นตลาดบน ตลาดกลาง และตลาดล่าง โดยในอดีตเคยเกิดไฟไหม้หลายต่อหลายครั้ง โดยเฉพาะเมื่อปี 2509 ที่ไฟไหม้ตลาดกลางเกือบทั้งตลาด แต่โชคดีที่ตลาดบนและตลาดล่างไฟลามไปไม่ถึง ทำให้ในปัจจุบันยังคงหลงเหลือเรือนไม้เก่าแก่อยู่พอสมควร ขณะที่บริเวณตลาดกลางเปลี่ยนเป็นอาคารคอนกรีตเกือบทั้งหมด

ด้วยข้อจำกัดที่ตลาดบนและตลาดล่างยังคงเป็นตลาดเก่า ถนนหนทางในตลาดโพธารามจึงมีลักษณะค่อนข้างแคบ แม้วันเวลาผ่านไป การขยับขยายเส้นทางเพื่อความสะดวกในการสัญจรก็ยังคงเป็นไปได้ยากผู้คนที่ประสบปัญหาก็ค่อยๆ ทยอยย้ายออกไปอาศัยอยู่ในตัวเมือง ทำให้ในชุมชนเองเหลือเพียงผู้เฒ่าผู้แก่ที่ยังใช้ชีวิตมาตั้งแต่ดั้งเดิมเป็นส่วนมาก คนรุ่นใหม่ๆ มักจะเดินทางออกไปใช้ชีวิตในเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ หรือแม้แต่เมืองที่อยู่ใกล้ๆ อย่างบ้านโป่งที่ความเจริญทางด้านเศรษฐกิจรุดหน้าไปได้รวดเร็วกว่า

ด้วยเหตุนี้ ความคิดลึกๆ ของทั้งพี่ชาติและสมาชิกในชมรมซึ่งมีความสนใจในการอนุรักษ์เชิงวัฒนธรรมท้องถิ่นเป็นทุนเดิม จึงต้องการกระตุ้นเตือนให้คนในชุมชนหันกลับมาอนุรักษ์อาคารบ้านเรือนเก่าแก่ รวมถึงเกิดตระหนักและภูมิใจในความเป็นคนโพธาราม แต่เหตุที่สิ่งเหล่านี้ดูจะเป็นนามธรรมค่อนข้างมาก อาจทำให้คนที่ต้องทำมาหากินทุกวี่วันมาพิถีพิถันกับรายละเอียดเหล่านี้คงจะเป็นไปได้ยาก วิธีการที่ให้ชาวบ้านเห็นความสำคัญของทั้งอาคารเก่าแก่ และวิถีชีวิตที่เรียบง่าย ซึ่งเป็นเสน่ห์สำคัญที่จะเชิญชวนให้คนภายนอกมาเยี่ยมชม จึงจำเป็นต้องใช้วิถีทางเศรษฐกิจเข้ามาช่วย นั่นคือ การทำตลาดโพธารามให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวผ่านเอกลักษณ์ต่างๆ ที่มีอยู่แล้วจริงๆ

อาคารเก่าแก่กว่า 100 ปี ย่านตลาดบนที่ยังหลงเหลืออยู่หลายสิบหลัง  วิกครูทวี โรงภาพยนตร์เก่าแก่ที่จุคนได้กว่า 500 คน และในปัจจุบันน่าจะเป็นโรงภาพยนตร์อาคารคอนกรีตเก่าแก่ที่สมบูรณ์ที่สุดในภาคตะวันตก รวมไปถึงวิถีชีวิตดั้งเดิม และบรรยากาศริมแม่น้ำแม่กลอง คือเสน่ห์ของความเก่าแก่ที่ชมรมฯ ตั้งใจใช้เป็นจุดขายเพื่อดึงคนมาท่องเที่ยว


ภาพ : http://misterfriendship.com/th

“บ้านเก่าแก่ของที่นี่เป็นบ้านที่คนใช้ชีวิตอยู่จริงๆ และโพธารามเองก็ห่างจากกรุงเทพมหานครไม่มาก มันน่าจะทำให้ในอนาคต ตลาดที่เงียบเหงาแห่งนี้ มีคนภายนอกเข้ามาท่องเที่ยวได้ไม่ยากนัก”บรรณาธิการหนังสือท่องเที่ยวคาดหวังกับอนาคตที่เขาตั้งใจ

แต่ปัญหาในการซ่อมแซมเรือนไม้เก่าแก่ให้มีสภาพพร้อมต้อนรับคนผ่านไปมา คือบ้านเหล่านั้น ส่วนมากเจ้าของบ้านจะไม่ใช่คนอาศัย และคนที่อาศัยเองก็ไม่ใช่เจ้าของบ้าน  ทั้งเจ้าของบ้านและคนที่เช่าเองจึงไม่เห็นความจำเป็นที่จะปรับปรุงบ้านเรือนเหล่านั้น  รวมไปถึงเมื่อมีคนมาขอชมเสน่ห์ความเก่าแก่จากข้าวของเครื่องใช้ภายในบ้าน บางบ้านก็จะไม่เปิดบ้านให้คนภายนอกเข้าไปชม  ชมรมฯ จึงจำเป็นต้องใช้วิธีการให้คนนอกมาชวนมองความงามของเรือนไม้เก่าที่เขาอาศัย เพื่อบอกเขาว่าความเป็นอยู่ของพวกเขาคือความงาม และมันสามารถเป็นส่วนทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้นได้ผ่านการท่องเที่ยว

ในอดีต ชมรมฯ เคยชวนคนที่มีชื่อเสียงจากภายนอกเข้ามาทำกิจกรรมรูปแบบต่างๆ ในตลาดโพธาราม ม้า อรนภา กฤษฎี เคยพานางแบบเข้ามาเดินแบบรอบๆ ตลาด  กลุ่มสห+ภาพ ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่รักการถ่ายรูปมาร่วมกันบันทึกเรื่องราวของโพธารามผ่านภาพถ่าย นำโดย จิระนันท์ พิตรปรีชา กวีรางวัลซีไรต์ ปี พ.ศ.2532 ธีรภาพโลหิตกุล นักเขียนสารคดีชื่อดัง ฯลฯ เพื่อจัดเป็นนิทรรศการภาพถ่ายรอบๆ ตลาดบน และทางกลุ่มสห+ภาพ ยังได้เชิญ โดม สุขวงศ์ ผู้อำนวยการหอศิลปภาพยนตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) มาเยี่ยมชมวิกครูทวี เพื่อให้คำแนะนำในการบูรณะโรงภาพยนตร์ที่มีอายุร่วม 70 ปีแห่งนี้อีกด้วย

“เมื่อมีคนนอกมาบอกว่าสิ่งที่เขาใช้ชีวิตกันอยู่จริงๆ ว่าสวยงาม มีเสน่ห์ มีกิจกรรมที่ชวนเขามองความงาม ชาวบ้านก็จะเริ่มรู้สึกว่า ‘โอ้ บ้านของเราก็สวยเหรอนี่ ถึงได้มีคนมาเดินแบบ มาถ่ายรูปกัน’ ซึ่งการทำกิจกรรมเหล่านี้ ผมก็หวังว่าจะขยับความรู้สึกเขาขึ้นไปอีกขั้น จะเกิดเป็นความรู้สึกว่าความงามมันมีส่วนทำให้เศรษฐกิจเขาดีขึ้นได้ด้วย”พี่ชาติเล่าถึงวิธีชวนชาวบ้านมองดูความงามที่เป็นอยู่จริงๆ

ตลาดเก่าโพธาราม :วันวานคืออนาคต

“เราตั้งใจทำให้ตลาดโพธารามเป็นตลาดเรื่อยๆ มีร้านค้าไม่มากนัก คนผ่านไปมาได้ชมเสน่ห์ของความเก่าแก่จากทั้งบ้านเรือนและวิถีชีวิตด้วย ทุกวันนี้ เมื่อตลาดเก่ามีคนเข้ามาเที่ยวมากๆ ร้านค้าก็มากตาม หลายที่โดนของกินดึงความสนใจไป จากตลาดเก่าก็กลายเป็นตลาดกิน” ประธานชมรมอย่าลืม…โพธารามเล่าถึงความตั้งใจ

สิ่งสำคัญที่ชมรมอย่าลืม…โพธาราม ตั้งใจนำมาเป็นเอกลักษณ์สำหรับตลาดโพธาราม คือเสน่ห์ของวันวาน โดยมีจุดขายอยู่ที่อาคารเก่าแก่และวิถีชีวิตของชาวบ้านที่ยังดำเนินอยู่จริง ซึ่งแตกต่างจากตลาดโบราณ รีสอร์ต โรงแรม และพิพิธภัณฑ์หลายแห่งที่พยายามจัดสถานที่และสร้างบรรยากาศให้ดูเก่าแก่ขึ้นมาใหม่ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว

พี่ชาติมองด้วยว่า ร้านค้า หาบเร่ แผงลอย จำเป็นต้องมีไม่มากถึงขนาดไปดึงความสนใจจากเสน่ห์ที่ต้องการนำเสนอจริงๆ ขณะเดียวกันการค้าขายต่างๆ ก็ต้องจัดวางข้าวของอยู่ในบ้าน เพื่อให้คนที่มาเที่ยวได้เข้าไปซื้อของและชมความเก่าแก่ของเรือนไม้อายุร่วม 100 ปีไปพร้อมๆ กันด้วย

ส่วนบทเรียนมากมายที่มีให้เห็นโดยทั่วไปว่า เมื่อสถานที่ใดมีคนภายนอกเข้ามาเป็นจำนวนมาก จากเดิมที่ต้องการขยับเศรษฐกิจภายในให้กระเตื้องขึ้น ก็มักจะกลายเป็นสูญเสียวิถีชีวิตจริงๆ ที่เคยเป็นเสน่ห์ไป แผนการตั้งรับเรื่องนี้จากปากของประธานชมรมอย่าลืม…โพธาราม คือ

“มีได้ก็คงต้องมีเสีย ผมว่ามันเป็นเหมือนเหรียญสองด้าน อีกอย่างเรื่องนั้นชาวบ้านเองก็ยังมองว่าเป็นเรื่องที่ไกลตัวอยู่  โดยวิถีชีวิตการเที่ยวของคนไทย เขาก็จะไปพร้อมๆ กันในวันสำคัญต่างๆ วันหยุดยาวๆ คนก็จะเยอะ แล้วจัดการไม่ได้ อย่างอำเภอปาย ที่เห็นคนแน่นๆ กันนั้น ลองมาดูในวันหยุด มันเงียบและแทบไม่มีคนเลย สุดท้ายผมว่าชาวบ้านคงต้องกลับมาดูด้วยว่า เรากำลังรับอะไร การท่องเที่ยวมันเป็นเพียงเครื่องมือที่ทำให้เขาใช้ชีวิตอยู่ได้ และเมื่อเราซ่อมแซมบ้าน มันก็ทำให้เราอยู่กับมันอย่างมีความสุขด้วย”พี่ชาติเล่าพลางยืนยันว่า ตลอดระยะเวลาที่มีการรวมกลุ่มกันเป็นชมรม คำแนะนำจากทุกๆ ที่เขาเก็บมันมาพูดคุยและหาทางออกเสมอๆ

แม้ความฝันที่จะทำให้วิถีชีวิตของชาวโพธารามดีขึ้นของชมรมอย่าลืม...โพธาราม จะเพิ่งเริ่มต้นได้ไม่นาน แผนการก็ลุล่วงไปแค่บางส่วน แต่ความร่วมมือกันจากสมาชิกในชมรมฯ และชาวบ้านทุกๆ คน คงส่งผลให้ภาพฝันค่อยๆ ชัดเจนขึ้นได้ไม่ยาก

Share this

 

creative-commonsแสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน 3.0 ประเทศไทย
พัฒนาเว็บไซต์โดย โอเพ่นดรีม