อนาคตของ “ลำพู” ที่ “บางลำพู”
เรื่อง / ภาพ : สุเจน กรรพฤทธิ์
ปัจจุบัน ถ้าหากจะมีใครสักคนจัดอันดับ 10 สวนสาธารณะที่สวยที่สุดของกรุงเทพฯ
แน่นอนเหลือเกินว่า “สวนสันติชัยปราการ”น่าจะเข้าวินติดอันดับ 1 ใน 5 อย่างไม่ต้องสงสัย
ด้วยทำเลที่ตั้งที่อยู่ในเขตเกาะรัตนโกสินทร์-เขตที่เก่าแก่ที่สุดของกรุงเทพฯ ใกล้ถนนข้าวสาร จุดหมายใหญ่/ศูนย์กลางของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มาเที่ยวเมืองไทย ดังนั้น นอกจากสวนสาธารณะแห่งนี้จะเป็นปอดที่มีน้อยแห่งของกรุงเทพฯ แล้ว มันยังเป็นสวนสาธารณะที่เต็มไปด้วยกิจกรรมหลากหลายจากคนหลายชนชาติที่เข้ามาใช้สวนแห่งนี้ในการพักผ่อนตลอดทั้งวัน
แต่สิ่งสำคัญที่หลายคนอาจไม่ทราบคือ สวนแห่งนี้รักษาต้นไม้ชนิดหนึ่งซึ่งเป็น “ต้นสุดท้าย” เอาไว้ให้ชุมชนที่มันอาศัยหยั่งรากมากว่าศตวรรษ และปัจจุบันกำลังรับมือกับความท้าทายของยุคสมัยใหม่

ต้นไม้ที่เรากำลังพูดถึงมีชื่อว่า “ลำพู”
เอ่ยแต่ชื่อ หลายคนไม่รู้จัก แต่ถ้าบอกว่ามันคือบ้านของ “หิ่งห้อย”สัตว์เรืองแสงตัวน้อยที่เป็นคู่รักตลอดกาลของมัน หลายคนอาจร้องอ๋อ
ถึงตรงนี้บางคนนึกถึงรายการทัวร์ดูหิ่งห้อยที่จังหวัดสมุทรสงคราม บางคนอาจนึกถึง ‘สุสานหิ่งห้อย’ นิทานคลาสสิกสัญชาติญี่ปุ่นที่กล่าวถึงเหตุการณ์ทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ในสงครามโลกครั้งที่ 2 ด้วยฉากจบที่เต็มไปด้วยหิ่งห้อยและความทรงจำของสองพี่น้องที่เสียชีวิตอย่างน่าอนาถซึ่งเรียกน้ำตาคนอ่านทั่วโลกมาแล้ว
และหลายคนก็อาจไม่รู้ว่ามีเรื่องราวทำนองคล้ายกันเกิดขึ้นที่ ‘บางลำพู’ย่านชุมชนที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของกรุงเทพฯ
* * * * *
ย้อนเวลากลับไปสมัยรัชกาลที่ 5 “บางลำพู”ได้ชื่อว่ามีต้นลำพูชุกชุมที่สุดย่านหนึ่งของกรุงเทพฯ
ด้วยธรรมชาติของลำพูเป็นต้นไม้ที่ชอบขึ้นบริเวณชายน้ำ ในป่าชายเลนที่มีน้ำค่อนข้างจืด แนวริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาช่วงตั้งแต่ประมาณท่าช้างวังหน้าเรื่อยลงมาจนถึงปากคลองบางลำพูจึงแน่นขนัดด้วยต้นลำพูจำนวนมากอันเป็นที่มาของชื่อ “บาง”(ย่าน) ว่า “บางลำพู”
กาลเวลาผ่านไป กรุงเทพฯ เติบโตขึ้น สิ่งก่อสร้างมีมากขึ้น พื้นที่ริมน้ำถูกรุกล้ำ คุณภาพน้ำแย่ลง ฯลฯ ความเปลี่ยนแปลงแบบเดียวกันไม่ได้ยกเว้นกับบางลำพูจนทำให้ “ต้นลำพู”ลดจำนวนลงอย่างรวดเร็ว
ลุงวิเชียร สุริยัน อดีตนายทหารเรือที่อาศัยทำมาหากินในแถบนี้มานาน จนในช่วงท้ายของชีวิตยึดอาชีพคนขับเรือเมล์ข้ามฟากจากท่าบางลำพูไปยังท่าเรือฝั่งธนบุรี เคยเล่าให้ธีรภาพ โลหิตกุล นักเขียนสารคดีชื่อดังของเมืองไทยว่า เมื่อราว 40-50 ปีก่อน (ประมาณช่วงกึ่งพุทธกาล/พ.ศ. 2500) เขายังคงเห็น “หิ่งห้อยพราวแสงแข่งกับดวงจันทราอยู่บนต้นลำพูที่เรียงราย ณ ปากคลองบางลำพูนับสิบต้น”
ทว่า เมื่อกาลเวลาเดินทางมาถึงปี 2540 ภาพนั้นก็อันตรธานไปแล้ว
คนบางลำพูจำนวนมากก็ลืมแล้วว่าชื่อชุมชนตัวเองมีที่มาจากต้นไม้ชนิดนี้ ส่วนคนที่จำได้อย่างลุงวิเชียรก็ทำใจแล้วว่าบางลำพูนั้นไม่มีต้นลำพูหลงเหลืออีกต่อไป
ก่อนที่สมปอง ดวงไสว ครูสอนศิลปะแห่งโรงเรียนมัธยมวัดสังเวชจะพาลูกศิษย์กลุ่มเล็กๆ ออกเดินทางตามหารากเหง้าของบางลำพู จนเจอ “ลำพูต้นสุดท้าย”ยืนต้นอยู่ในบริเวณที่ทุกวันนี้คือสวนสันติฯ ทว่าในตอนนั้นสวนสาธารณะแห่งนี้รกรุงรังด้วยมันคือท่าเรือสำหรับเรือขนทราย โกดังสินค้า กองขยะ ฯลฯ ซึ่งถือเป็นย่านแหล่งเสื่อมโทรมจนตอนกลางคืนไม่มีใครกล้าเดินผ่านเพราะกลัวผีหลอกและโจรปล้น
อาจารย์สมปองเล่าให้ฟังว่าช่วงเวลานั้นได้ยินคำบอกเล่าจากผู้เฒ่าผู้แก่ของบาง ประกอบกับมีโครงการสืบค้นประวัติศาสตร์ท้องถิ่นของบางลำพู ทำให้เกิดความพยายามออกสำรวจจนเจอในที่สุด และนำมาซึ่งการคลี่คลายความเป็นมาของ “บางลำพู”และปริศนาการสะกดคำว่าลำพูที่คนและห้างร้านในย่านนี้ใช้สับสนกันไปหมดระหว่าง “บางลำพู”กับ “บางลำภู”ว่าจริงๆ ต้องใช้ “พ” มิใช่ “ภ”ที่จะทำให้ความหมายผิดเพี้ยนไปเป็น “ลำของภูเขา”ซึ่งต่างจากความหมายที่ว่า “บางที่เต็มไปด้วยต้นลำพู”ไกลลิบลับ
การสืบค้นจนพบที่มาที่ไปของชื่อบางนำมาซึ่งการตื่นตัวเพื่อรักษาต้นลำพูต้นสุดท้ายของบางเอาไว้ จนประสบผลสำเร็จในปี 2542 เมื่อ กทม. ยุคผู้ว่าพิจิตต รัตตกุล มีโครงการสร้างทางเดินเลียบริมน้ำและสวนสาธารณะโดยจะสร้างเขื่อนริมตลิ่งซึ่งจะมีผลอย่างยิ่งกับลำพูซึ่งเป็นต้นไม้ที่อยู่กับกระแสน้ำขึ้นน้ำลง มีรากอากาศเอาไว้หายใจยามน้ำสูง โดยจะต้องตายแน่นอนหากมีการปิดกั้นริมน้ำด้วยตลิ่งคอนกรีต แต่ต่อมาก็ฟังเสียงของคนในพื้นที่ด้วยการ “เว้นที่” หายใจไว้ให้กับต้นลำพู โดยทำเป็นเขื่อนที่อนุญาตให้น้ำขึ้นน้ำลงผ่านเข้ามายังบริเวณที่ต้นลำพูยืนต้นอยู่ได้อย่างที่เห็นจนทุกวันนี้
ต้นลำพูต้นสุดท้ายที่นักพฤกษศาสตร์คำนวณอายุว่า ณ ปี 2542 มีอายุประมาณ 100 ปี (เกิดในสมัยรัชกาลที่ 5) จึงรอดและมีอายุยืนยาวก้าวเข้าสู่ศตวรรษที่สองไปได้อย่างหวุดหวิด
* * * * *
11 ปี ต่อมา
ลุงวิเชียร สุริยัน เสียชีวิตไปหลายปีแล้ว
อาจารย์สมปองเกษียณอายุราชการ ทำงานอิสระเป็นวิทยากรให้ความรู้กับหน่วยงานต่างๆ
ต้นลำพูต้นเดิมมีอายุ 111 ปี ยืนต้นอยู่อย่างเงียบๆ ในมุมที่โรแมนติกที่สุดของสวนสันติชัยปราการ
ภาพที่ย้อนแย้งกันก็คือ แม้จะเจอที่มาของชื่อบาง แต่ป้ายหน้าห้างร้านย่านบางลำพูหลายร้านก็ยังคงเขียนป้ายชื่อร้านของตัวเองตามด้วยสาขา “บางลำภู”โดยบางเจ้าให้เหตุผลว่าการเปลี่ยนตัวอักษรให้ถูกต้องจะสิ้นเปลืองมากเพราะต้องแก้เอกสาร ทำป้าย แก้ในระบบคอมพิวเตอร์ ฯลฯ ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันทั้งหมด
ทว่า อาจารย์สมปองกลับมองต่างกัน “ถ้าคุณต้องการให้คนท้องถิ่นเรียนรู้ คุณก็ต้องลงทุน ไม่อย่างนั้นข้อมูลก็จะผิดไปแบบไม่รู้จบ และคนลำพูรุ่นใหม่ๆ ก็จะไม่รู้จักต้นลำพู”
ที่สำคัญคือหากใครไปเยี่ยมคุณย่าทวดลำพูในสวนสันติฯ ก็จะพบว่า “ลูก”ของคุณย่าหลายต้นกำลังเติบโตในพื้นที่เดียวกันอย่างน่าชื่นใจ ทว่าอาจารย์สมปองก็มองด้วยความห่วงใยว่า “สิ่งที่เห็นเกิดจาก กทม. เอาไปปลูกเพิ่ม แต่มันปลูกติดกันเกินไป ถ้าไปดูที่ป่าชายเลน ต้นลำพูจะไม่ขึ้นติดกันขนาดนี้ ถ้าปล่อยแบบนี้เมื่อต้นลำพูเด็กๆ โตขึ้นมันจะเบียดกับต้นเดิม เพราะต้นลำพูสูงได้ตั้งแต่ 8-20 เมตร รัศมีกิ่งก้านก็กว้างมาก ที่ริมน้ำในบางลำพูส่วนมากกลายเป็นตลิ่งคอนกรีตจึงหาที่ไม่ได้ แต่ผมคิดว่าเราอาจขยายพันธุ์ลำพูได้ด้วยการเอาไปปลูกในพื้นที่อื่นที่เหมาะกว่า แต่ด้วยสภาพน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาและสภาพตลิ่งริมแม่น้ำตลอดแนวเขตกรุงเทพฯ ชั้นในยุคปัจจุบัน ผมไม่คิดว่าจะมีต้นลำพูขึ้นได้อีกแล้ว”
ดังนั้น โจทย์ของการรักษาต้นลำพูให้อยู่คู่กับบางลำพูจึงอาจไปเชื่อมเข้ากับโจทย์ที่ใหญ่กว่าคือเรื่องคุณภาพน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาและกิจกรรมของมนุษย์ที่ไปเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมริมฝั่งน้ำ
* * * * *
พุทธศักราช 2553
คุณย่าทวดลำพูยังมีชีวิตอยู่ที่สวนสันติชัยปราการ
เธอมีลูกมีหลาน และอีก 2-3 ปีข้างหน้า เธออาจต้องอยู่อย่างแออัด
บางทีในยุคสมัยของเรา เธอและลูกๆ อาจเป็นลำพูกลุ่มสุดท้ายที่มีชีวิตอยู่ในบางที่เรียกว่า “บางลำพู”
