สืบสานตำนานข้าว “เหลืองปะทิว” คู่เมืองชุมพรด้วยเกษตรอินทรีย์

เรื่อง/ภาพ : กรวิกา วีระพันธ์เทพา

“ข้าวคือพืชที่พระเจ้ามอบให้มนุษย์เรามีกิน ปักไปเลย ไม่ต้องกลัวมันตาย”ลุงพิชัยผู้สอนบอกกับชาวนาสมัครเล่นขณะที่ทุกคนลงมือดำนากลางทุ่งนาหมู่บ้านหัวนอน ตำบลบางสน อำเภอปะทิว จังหวัดชุมพร -- ที่นาของเขาต้อนรับผู้อยากเรียนรู้การปลูกข้าวแบบเกษตรอินทรีย์อยู่เสมอ


คนไทยไม่ว่าบ้านไหนต้องกินข้าวอยู่เป็นประจำ  อาหารหลักจานนี้ที่ไม่มีใครปฏิเสธได้ถึงความอร่อย ให้ความอิ่มอยู่ท้องแบบที่อาหารอื่นให้ไม่ได้  ข้าวอยู่คู่กับสังคมไทยมานานในทุกท้องถิ่นพื้นที่ แต่หลายคนอาจลืมไปว่าภาคใต้ก็เป็นแหล่งปลูกข้าวด้วยเช่นกัน เพราะเห็นแต่พืชอื่นๆ อย่างต้นปาล์มและยาง

ที่อำเภอปะทิวแห่งนี้ ยังคงมีข้าวพื้นเมืองเม็ดสีเหลืองยาวใหญ่ที่เรียกว่า “เหลืองปะทิว” เติบโตอยู่บนพื้นที่เล็กๆ  แม้จะเป็นข้าวพื้นเมืองของชุมพรแต่ปัจจุบันกลับหายากมาก  ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะ “ระบบทุนนิยม”ที่สนับสนุนให้ชาวบ้านปลูกปาล์มซึ่งให้ผลตอบแทนเร็วกว่า  ส่วนรัฐบาลก็ส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกข้าวพันธุ์อื่นๆ อย่างข้าวพันธุ์ กข. ที่ให้ผลผลิตต่อไร่สูง ปลูกง่าย โตเร็ว

บ้านบางสนเป็นแหล่งปลูกข้าวพันธุ์พื้นเมืองเหลืองปะทิวแหล่งสุดท้ายในอำเภอปะทิว  ข้าวชนิดนี้เคยเกือบจะสูญหายไปจากอำเภอปะทิว  แต่โชคดีที่คนในชุมชนยังมองเห็นความสำคัญ จึงร่วมกันอนุรักษ์ไว้ให้ยังคงอยู่  แม้ว่าชาวบ้านบางส่วนจะทิ้งนาไปทำอาชีพอื่นกันมากขึ้นก็ตาม

ประยูร เมืองนาโพธิ์ ประธานวิสาหกิจชุมชนบ้านบางสนเล่าว่า ก่อนหน้านี้พื้นที่แถวอำเภอปะทิว จังหวัดชุมพร มีอาชีพปลูกข้าวเป็นหลัก จนเมื่อปี 2547-2548 รัฐบาลส่งเสริมให้ประชาชนในแถบนี้ปลูกปาล์มเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ มอบกล้าปาล์มโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายให้ ชาวบ้านแถวนี้จึงหันไปทำอาชีพสวนปาล์มจนหมด  

ผลพวงในระยะสั้นที่ตามมาหลังจากการทำปาล์มคือ แหล่งน้ำในท้องถิ่นถูกดูดไปหมดเพราะปาล์มเป็นพืชที่ดูดน้ำเยอะมาก  ส่วนผลในระยะยาวก็คือจากที่ชาวบ้านเคยปลูกข้าวกินเอง กลับต้องสั่งซื้อข้าวจากแหล่งอื่น

“ในวันที่เราหิว ในมือมีเงิน มีน้ำมันปาล์ม มันกินไม่ได้ แต่ถ้ามีข้าวอยู่กับเรา เรากินได้”นี่คือเหตุผลง่ายๆ ว่าทำไมต้องรักษาที่นาเอาไว้

ประยูรจึงตระหนักถึงความสำคัญของการมีแหล่งข้าวกินเอง  เขาเริ่มต้นจากการจดทะเบียนเป็นวิสาหกิจชุมชนหรือเรียกง่ายๆ ว่า “กลุ่มทำนา”เมื่อปี 2548 เพื่อให้ชาวนาอำเภอปะทิวได้กลับนำพันธุ์ข้าวกลับมาปลูกในถิ่นเดิม มีการถ่ายทอดความรู้ให้กัน จากเดิมมีกลุ่มคนเพียง 15 คน แต่ปัจจุบันนี้มีสมาชิกเพิ่มเป็น 44 คนแล้ว

ข้าวเหลืองปะทิวเป็นข้าวที่ไวแสง หมายความว่าจะปลูกได้ปีละ 1 ครั้ง ในช่วงที่แสงน้อยที่สุดของปี จึงทำให้ต้องเริ่มดำนาตั้งแต่เดือนกรกฎาคมและไปเกี่ยวรวงข้าวได้ปลายเดือนพฤศจิกายนถึงธันวาคม  ถ้าปลูกช้ากว่านี้จะเป็นช่วงที่แสงแดดในเวลากลางวันมีระยะยาวนาน ทำให้ข้าวไม่ออกดอกออกรวง

แม้จะมีข้อจำกัดด้านระยะเวลาปลูก แต่ข้าวพันธุ์นี้ก็มีข้อดีมาทดแทนด้วยความแข็งแรงของพันธุ์พื้นเมือง ทนทานต่อสภาพแวดล้อม เมื่อหุงแล้วข้าวจะไม่เกาะตัวกันเหมาะกับการตักแกงร้อนราดบนข้าวเป็นที่สุด อีกทั้งมีปริมาณสาร ‘กาบา’ ที่ช่วยบำรุงระบบประสาทมากกว่าข้าวพันธุ์สังข์หยดที่หลายคนนิยมกินเสียอีก  ข้าวพันธุ์นี้ยังเหมาะกับการทำเส้นขนมจีนเพราะมีปริมาณแป้งสูงด้วย

“ปีแรกเราได้ผลผลิตแค่ 30 ถังต่อไร่ เพราะไม่เคยปรับปรุงพันธุ์ให้มันแข็งแรง ออกผลผลิตได้ปริมาณมาก และพึ่งแต่สารเคมี แต่ต่อมาก็พบว่าข้าวพื้นเมืองไม่ตอบสนองต่อสารเคมี  ไม่ว่าจะให้สารแค่ไหนก็ไม่ได้ให้ผลผลิตมากขึ้นนัก  จึงหันมาคัดพันธุ์ให้ดีเพื่อให้ได้สายพันธุ์ที่แข็งแรง และใช้ปุ๋ยจากเป็ด ไก่ ที่เราเลี้ยงกัน ทำให้ตอนนี้ได้ผลผลิตเพิ่มเป็น 50 ถังต่อไร่”ประยูรอธิบาย

เขาบอกอีกว่าตอนนี้ชาวบ้านที่ร่วมกลุ่มทำนาใช้วิธีเกษตรอินทรีย์แทบทุกพื้นที่ เพราะเมื่อเห็นผลผลิตดี ปลอดภัยเนื่องจากไม่ใช้สารเคมี แถมยังประหยัดรายจ่าย สมาชิกทุกบ้านก็ทำตามกัน  ด้วยเหตุนี้ชาวบ้านจึงเก็บผลผลิตจากท้องนาบ้านบางสนแห่งนี้เอาไว้กินเองด้วย

“การทำนามันเอื้อประโยชน์หลายๆ อย่าง  พอมีบ่อน้ำก็มีปลาเข้ามา บริเวณใกล้ๆ กันก็ปลูกผักสวนครัวได้เพราะดินไม่เสีย ไม่เหมือนการปลูกต้นปาล์มอย่างเดียว ทำอะไรอย่างอื่นไม่ได้เลย แต่นี่เรามีข้าวในนา มีปลาในน้ำ กินได้ไม่อด”

พิชัย จันทร์เพ็ง วัย 65 ปี ชาวบ้านหัวนอน อำเภอปะทิว หนึ่งในชาวบ้านที่ไม่ยอมให้ข้าวพื้นเมืองชนิดนี้หายไปจากพื้นที่ เล่าว่าข้าวเหลืองปะทิวได้หายไปจากท้องที่นี้ตั้งแต่รัฐบาลประกาศสนับสนุนการทำปาล์มประกอบกับมีเหตุการณ์พายุเกย์สร้างงความเสียหายในพื้นที่ช่วงปี 2547 ทั้งที่ข้าวพันธุ์นี้ปลูกได้ดีในพื้นที่ดินเปรี้ยวและดินเค็มกร่อยบริเวณใกล้ทะเล แต่เกษตรกรในพื้นที่ไม่ค่อยปลูกกันเพราะสู้ผลตอบแทนปลูกปาล์มไม่ได้ ส่วนตัวเขาเองต้องการรักษาผืนนานี้ต่อไปให้นานที่สุด

ตอนนั้นพิชัยหันมาทำนาแล้วเพราะมั่นใจว่ามีความมั่นคงกว่าการทำปาล์มที่ต้องพึ่งพาเงินจากโรงงานรับซื้อปาล์ม และแบ่งพื้นที่ 10 ไร่เป็นแปลงสาธิตให้คนที่สนใจมาเรียนรู้การขั้นตอนการปลูกด้วย โดยปลูกแต่ข้าวเหลืองปะทิวอย่างเดียว ไม่ปลูกข้าวพันธุ์อื่นเลย

พิชัยบอกอีกว่าข้าวเหลืองปะทิวมีชื่อเสียงด้านความร่วนอร่อยจนครั้งหนึ่งเคยเป็นที่นิยมปลูกในภาคกลางด้วย โดยเฉพาะที่จังหวัดสุพรรณบุรี

ข้าวเหลืองปะทิวชุมพร นอกจากเป็นมรดกทางธรรมชาติแล้ว ยังเป็นหลักประกันความมั่นคงทางอาหารของพื้นที่เล็กๆ แห่งหนึ่งในภาคใต้ด้วย แม้ว่าพื้นที่ส่วนใหญ่ของจังหวัดจะเป็นพื้นที่สำหรับไม้ผล แต่ที่นาแห่งนี้ก็ยังเป็นแหล่งอาหารข้าวให้ชาวปะทิวแห่งนี้ได้มีข้าวกินอิ่มท้องอย่างพอเพียงตลอดไป

Share this

 

creative-commonsแสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน 3.0 ประเทศไทย
พัฒนาเว็บไซต์โดย โอเพ่นดรีม