ปฏิรูปประเทศไทยด้วย “สิ่งแวดล้อมศึกษา” ไม่ใช่เรื่องของใครคนเดียว

เรื่อง : กรวิกา วีระพันธ์เทพา

แม้ว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมกำลังได้รับความสนใจจากสังคมในวงกว้าง แต่เชื่อว่าคนไทยอีกจำนวนมากยังไม่รู้จักคำว่า “สิ่งแวดล้อมศึกษา”ด้วยเพราะหลายคนนึกถึงกิจกรรมที่จัดในโรงเรียนเท่านั้น ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของตัวเอง

แต่แท้จริงแล้ว “สิ่งแวดล้อมศึกษา”ล้วนเกี่ยวข้องกับเราทุกคน ไม่ว่าอยู่ในวัยไหน ไม่ว่าทำงานอะไร  สิ่งแวดล้อมศึกษาตามความหมายของกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อมคือ “กระบวนการที่มุ่งสร้างให้ประชากรโลกมีความสำนึกและห่วงใยในปัญหาสิ่งแวดล้อม รวมทั้งปัญหาที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ มีความรู้ เจตคติ ทักษะ ความตั้งใจจริง และความมุ่งมั่นที่จะหาทางแก้ไขปัญหาที่เผชิญอยู่และป้องกันปัญหาใหม่ ทั้งด้วยตนเองและด้วยความร่วมมือกับผู้อื่น”

จากคำนิยามข้างต้น หมายความว่าสิ่งแวดล้อมศึกษาเป็นกระบวนการที่ไม่ได้จำกัดอยู่ในรั้วโรงเรียน แต่เป็นการเรียนรู้สิ่งแวดล้อมรอบตัวของทุกคน กระทั่งรู้สึกมีส่วนร่วมกับพื้นที่ที่ตนเองอาศัยอยู่นั่นเอง  มีตัวอย่างที่เห็นได้เป็นรูปธรรม เช่น ความพยายามของชุมชนกะเหรี่ยงบ้านกองม่องทะ อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรีที่เล็งเห็นถึงภูมิปัญญาในการอยู่ร่วมกับธรรมชาติซึ่งถูกถ่ายทอดผ่านนิทานสอนชีวิต การรวมตัวของชาวบ้านคัดค้านการสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น หรือแม้แต่การรวมตัวในเฟซบุ๊กรณรงค์ลดการเดินทางไปเขาใหญ่


การคัคค้านการตัดต้นไม้เพื่อขยายถนนบนเขาใหญ่ ซึ่งประัชาชนทุกคนมีส่วนร่วมผ่านเครือข่ายโซเชียลเน็ตเวิร์ค


โครงการ "นักสืบสายลม" หนึ่งในกระบวนการสิ่งแวดล้อมศึกษา

ขณะนี้ ประเทศไทยมี “แผนแม่บทสิ่งแวดล้อมศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน”ออกมาให้เห็นกันแล้ว  โดยกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อมเป็นหน่วยงานที่ดำเนินการประสานและเสนอแนะแผนและมาตรการในการส่งเสริม เผยแพร่ และประชาสัมพันธ์ ตลอดจนผลักดันให้เกิดการปฏิบัติในระดับชาติ

สาวิตรี ศรีสุขผู้อำนวยการส่วนสิ่งแวดล้อมศึกษา กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อธิบายว่าจริงๆ แล้วบ้านเรามีแผนสิ่งแวดล้อมหลักมาหลายปีแล้ว แต่ขาดการประสานงานจนทำให้หลักการถูกแช่อยู่บนกระดาษ แต่ในปีนี้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีการทบทวนพระราชบัญญัติสิ่งแวดล้อมและรัฐธรรมนูญปี 2550 เรื่องสิทธิชุมชน ซึ่งเกี่ยวข้องกับการปฏิรูปการศึกษา จึงฉวยโอกาสนี้ร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ในภาครัฐและเอกชน รวมทั้งสื่อมวลชน จัดทำแผนสิ่งแวดล้อมศึกษาฯ โดยมีระยะเวลา 5 ปี ตั้งแต่ ปี 2554-2558 และเตรียมผลักดันแผนดังกล่าวให้คณะรัฐมนตรีพิจารณา ซึ่งหากมีการประกาศใช้ก็จะช่วยให้เกิดความร่วมมือกันทุกหน่วยงาน

กับคำถามที่ว่า “ทำไมประเทศไทยต้องมีแผนนี้”สาวิตรีบอกว่า สิ่งแวดล้อมศึกษาอาจจะดูเป็นเรื่องเล็ก แต่ที่จริง มันสามารถนำไปสู่การแก้ปัญหาใหญ่ๆ ในประเทศได้ เช่น การรวมตัวของเด็กในชุมชนเพื่อจัดการขยะย่อมส่งผลถึงคุณภาพน้ำ คุณภาพดิน และปัญหาทรัพยากรระดับชาติ

“คุณสมบัติของแผนก็คือเป็นกระจกสะท้อนภาพของสิ่งแวดล้อมไทยและเป็นเข็มทิศที่จะชี้กระบวนการที่เราจะก้าวเดินไป ซึ่งหน่วยงานที่มีส่วนร่วมในแผนสิ่งแวดล้อมศึกษาฯ แม้จะมีรัฐบาลเป็นหลัก แต่เป็นหน่วยประสานเท่านั้น ยังต้องมีความคิดเห็น ความรู้จากภาคเอกชน ประชาชน เอ็นจีโอที่ทำงานใกล้ชิดกับชุมชน สื่อมวลชน และองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นด้วย ไม่ได้เป็นแผนของใครฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

ด้าน อรรถพล  อนันตวรกุล ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาการศึกษาเพื่อการพัฒนาที่นั่งยืน คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะอีกหน่วยงานที่มีส่วนในการจัดทำแผนสิ่งแวดล้อมศึกษาฯ ให้ความเห็นว่าการเริ่มต้นการศึกษาไม่จำกัดเพียงแต่ในโรงเรียน แต่ควรขยายสู่ประชาชนทุกคน

“สิ่งแวดล้อมศึกษาไม่ใช่การสอนที่หวังพึ่งเด็ก แต่เป็นประชาชนทุกวัย ทำให้ชุมชนรู้ว่าตัวเองเป็นเจ้าของความรู้  ยกตัวอย่างเรื่องการปลูกผักในหมู่บ้าน เขาควรมีความรู้มากกว่าการใช้ดิน ใช้น้ำ แต่เข้าใจถึงความั่นคงทางอาหารระดับชาติ  หรือเมื่อพูดถึงเรื่องโลกร้อน สังคมวันนี้มองหาแต่คนผิดกับฮีโร่ แต่มองไม่เห็นตัวเองในกระบวนการนั้น  สิ่งแวดล้อมศึกษาไม่ได้เป็นกระบวนการเรียนรู้ระดับปัจเจก แต่สิ่งแวดล้อมศึกษาจะช่วยเปลี่ยนสังคมได้”

ขณะนี้ ภารกิจของศูนย์วิจัยและพัฒนาการศึกษาฯ คือ การขยายกลุ่มเป้าหมายในการทำงานด้านสิ่งแวดล้อมจากเดิมที่เน้นการทำงานเชิงรณรงค์กับโรงเรียนหรือการศึกษาในระบบโรงเรียน มุ่งไปสู่การทำงานร่วมกับชุมชน และการสร้างชุมชนนักปฏิบัติด้านสิ่งแวดล้อมศึกษาที่แตกต่างไปจากเดิม เช่น พนักงานหรือบุคลากรขององค์กร กลุ่มความสนใจในหมู่บ้าน เด็กและเยาวชนกลุ่มเปราะบาง ฯลฯ สร้างความรู้สึกร่วมเป็นเจ้าของ  เสริมสร้างพลังให้แก่บุคคลและชุมชนและเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วม

นอกจากนี้  มัทนา ถนอมพันธุ์ กรรมการนโยบายองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย กล่าวในฐานะสื่อมวลชนที่มีบทบาทสำคัญในสังคมว่า การสร้างสมดุลระหว่างมนุษย์และสิ่งแวดล้อมเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งจะต้องให้สิ่งแวดล้อมศึกษาเข้ามาช่วย โดยสื่อมวลชนจะต้องเข้ามามีบทบาทและนำเสนอการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างถูกต้อง พร้อมทั้งกระตุ้นให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมในการรักษาสิ่งแวดล้อมมากขึ้น จึงจะทำให้ประเทศพัฒนาอย่างยั่งยืน

“กระบวนการสื่อสารทางสังคมเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมประสบความสำเร็จ  ในฐานะสื่อมวลชน การเรียนรู้หรือสิ่งแวดล้อมศึกษาในขอบเขตของสื่อนั้นไม่ใช่เพียงการบอกเล่าปรากฏการณ์ แต่สามารถถ่ายทอดเรื่องราวที่เกิดขึ้น  รู้ว่าเรื่องต่างๆ มีพื้นฐานจากอะไร”

“ต่อไปการปฏิรูปประเทศไทยด้วยสิ่งแวดล้อมศึกษาจะมีความขัดแย้ง มีปัญหามากมาย เช่น กรณีมาบตาพุด โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ แต่ก็ยังมีความหวังเพราะปัจจุบันมีพื้นที่ให้นักข่าวพลเมืองเพิ่มขึ้น มีกลุ่มอาสาสมัครจำนวนมากที่สนับสนุนโรงเรียนและชุมชนด้วย”

และนี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นการสร้างความรับรู้ทางสิ่งแวดล้อมให้ประชาชนมากกว่าการอ่านข่าว ดูรูป หรือฟังจากสื่อต่างๆ เท่านั้น เพราะเราทุกคนมีส่วนร่วมสร้างปัญหา เป็นทั้งสาเหตุ เป็นผู้ป้องกัน และร่วมกันแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมได้

Share this

 

creative-commonsแสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน 3.0 ประเทศไทย
พัฒนาเว็บไซต์โดย โอเพ่นดรีม