ชั้นเรียนพิราบเขียว (น้อย) ครั้งที่ 6 เพื่อ “อนาคตนักข่าวสิ่งแวดล้อม” รุ่นใหม่ของเมืองไทย
เรื่อง/ภาพ : สุเจน กรรพฤทธิ์
“อยากได้ประสบการณ์จากการลงพื้นที่จริง”
“ได้หลักในการเขียนข่าวสิ่งแวดล้อมอย่างมีประสิทธิภาพ”
กลางเดือนพฤษภาคม 2553 กำแพงภายในห้องประชุมโรงแรมสบาย จังหวัดนครราชสีมา เต็มไปด้วยกระดาษสีเขียวที่ถูกตัดเป็นรูปนกพิราบบรรจุข้อความในลักษณะข้างต้น
กระดาษเหล่านี้เกิดจากกิจกรรมที่บรรดาพี่เลี้ยงนักข่าวสายสิ่งแวดล้อมเตรียมขึ้นเพื่อให้พวกเขาหรือนักศึกษาสาขานิเทศศาสตร์จากสถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศ 21 คน เขียนความคาดหวังที่ต้องการจะได้จากการมาอยู่รวมกันทั้งหมด 2 วัน 3 คืน หรือตั้งแต่วันที่ 16-18 กรกฎาคม 2553 เพื่อสัมผัส “งานภาคสนามครั้งแรก” ในการทำ “ข่าวสิ่งแวดล้อม” ของพวกเขา
จิตติมา บ้านสร้าง รองประธานชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม องค์กรหลักที่จัดกิจกรรมครั้งนี้เล่าว่าการอบรมครั้งนี้เป็นครั้งที่ 6 ซึ่งก็เป็นเช่นเดียวกับการอบรม 5 ครั้งที่ผ่านมา คือมีจุดประสงค์เพื่อเติมเต็มทักษะนักข่าวในประเด็นข่าวสิ่งแวดล้อมในแง่ของการจับประเด็นและเทคนิคการเขียนให้แก่ “อนาคตนักข่าว” ที่ศึกษาอยู่ในชั้นปีที่ 3 และ 4 ในมหาวิทยาลัยโดยเฉพาะ
“การอบรมลักษณะนี้เริ่มต้นจากโครงการเสริมศักยภาพนักข่าวที่มีขึ้นในช่วงปี 2546-2547 โดยนำนักข่าวที่ทำประเด็นสิ่งแวดล้อมและประเด็นอื่นๆ มาฝึกฝนร่วมกัน ก่อนจะขยายสู่นักศึกษาที่เรียนด้านนิเทศศาสตร์ สี่ครั้งแรกเป็นการอบรมในกรุงเทพฯ และลงพื้นที่เฉพาะในเมือง จนครั้งที่ 5 ออกไปไกลจากกรุงเทพฯ มากขึ้น โดยไปลงพื้นที่มาบตาพุด เราพบว่าการลงพื้นที่เป็นการตอบโจทย์ที่เราตั้งใจมาตั้งแต่แรกเพราะหัวใจของการทำข่าวสิ่งแวดล้อมก็คือการลงพื้นที่ แม้ว่าจะมีปัญหาเรื่องของการจัดการอยู่บ้าง”

วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ ประธานชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อมยังขยายความว่า การลงพื้นที่เป็นหัวใจสำคัญสำหรับการทำข่าวสิ่งแวดล้อม และจากประสบการณ์ที่ผ่านมา การลงพื้นที่จะทำให้นักศึกษาเห็นสถานการณ์จริง ดังนั้น การอบรมนักศึกษาคณะนิเทศศาสตร์และสื่อสารมวลชนด้านการทำข่าวสิ่งแวดล้อมรุ่น 6 จึงตั้งใจส่งนักศึกษาลงพื้นที่ทันทีในวันแรกโดยไม่เน้นภาคทฤษฎีมากนัก
“การเห็นสถานการณ์จริงทำให้พวกเราเห็นประเด็น และเห็นว่าควรทำอะไร ทิศทางไปทางไหน ดีกว่าการเรียนภาคทฤษฎีในห้องเรียนเพียงอย่างเดียว”
กิจกรรม 3 วันเริ่มต้นจากวันแรกลงพื้นที่บ้านโคกมงคล บ้านวัง กิ่งอำเภอพระทองคำ และพื้นที่บ้านหนองราง อำเภอโนนไทย จังหวัดนครราชสีมา
พื้นที่เหล่านี้เป็นพื้นที่ที่ประสบปัญหาดินเค็มจากการที่เกลือในชั้นดินขึ้นมาปนเปื้อนบนผิวดิน ทำให้ไม่สามารถทำเกษตรกรรมได้ และอาจเรียกได้ว่าพื้นที่ดังกล่าวสูญเสียศักยภาพในการเพาะปลูกอย่างสิ้นเชิง
ประชาชนในพื้นที่เชื่อว่าต้นเหตุของปัญหานี้ก็คือโรงต้มเกลือและโรงงานผลิตเกลือสินเธาว์ที่มีอยู่หลายแห่งในท้องถิ่น
การผลิตเกลือสินเธาว์หรือเกลือที่ได้จากชั้นหินเกลือใต้ดินนั้นกระทำได้หลากหลายวิธีตั้งแต่ “ต้มเกลือ” ซึ่งภูมิปัญญาคนอีสานแต่ดั้งเดิมใช้วิธีที่ง่ายที่สุดคือนำน้ำเกลือที่ผุดขึ้นมาจากดินมาผสมกับดินขี้ทาเพิ่มความเค็ม จากนั้นนำน้ำเกลือที่ได้มาต้มจนตกผลึกเป็นเม็ดเกลือ วิธีนี้ถือเป็นการผลิตเกลือในระดับครอบครัวที่ทำกันมานาน
อีกส่วนหนึ่งที่นิยมกันมากในยุคนี้ก็คือการผลิตในระดับโรงงานอุตสาหกรรม โดยโรงงานจะสูบน้ำเกลือขึ้นมาจากชั้นดินแล้วนำมาผ่านกรรมวิธีการต้ม นอกจากนี้ยังมีวิธีการอัดแรงดันน้ำไปพังทลายชั้นหินเกลือใต้ดิน จากนั้นนำน้ำมาขังเป็นนาเกลือบนผิวดินเช่นเดียวกันกับการทำเกลือสมุทรที่นำน้ำทะเลมาขังและตากจนได้เม็ดเกลือ
ประชาชนที่นี่เชื่อว่าโรงงานที่ผลิตเกลือระดับอุตสาหกรรมเป็นตัวก่อปัญหาดินเค็มรายใหญ่ที่สุด และที่ผ่านมาพวกเขาได้เดินเรื่องร้องเรียนไปยังหน่วยงานหลายแห่ง แต่ก็ไม่มีการดำเนินงานใดๆ ทั้งสิ้น ในขณะที่พวกเขาสูญเสียอาชีพไปเรื่อยๆ และภัยจากดินเค็มยังคงขยายพื้นอย่างต่อเนื่อง
ในวันแรกพิราบเขียว (น้อย) 21 คนถูกส่งกระจายไปยังพื้นที่ที่มีปัญหาเพื่อพูดคุยกับประชาชนที่เดือดร้อน ไปดูพื้นที่เกษตรกรรมที่ได้รับผลกระทบจากดินเค็ม โดยมีนักข่าวสิ่งแวดล้อมมืออาชีพจากสำนักต่างๆ ประกบติดแนะนำวิธีการทำงานอย่างใกล้ชิด
วันต่อมา พวกเขามีโอกาสพูดคุยกับเจ้าหน้าที่จากภาครัฐที่มาอธิบายสถานการณ์ที่เกิดขึ้น การพูดคุยกับเจ้าหน้าที่รัฐครั้งนี้ ประชาชนในพื้นที่จำนวนหนึ่งที่อดทนกับปัญหาดังกล่าวมานานได้ให้ความสนใจร่วมรับฟังการพูดคุยด้วย บรรยากาศในเวทีพูดคุยจึงค่อนข้างร้อนแรงเนื่องจากมีการถกเถียงกันระหว่างชาวบ้านกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายรัฐที่มาชี้แจง

เมื่อขั้นตอนนี้จบลง พิราบเขียว (น้อย) ทั้ง 21 คนก็ได้รับมอบหมายให้เขียนข่าวสิ่งแวดล้อมคนละ 1 ชิ้น จากนั้นพี่เลี้ยงและวิทยากรจึงนำมาวิพากษ์วิจารณ์อย่างเป็นระบบ นอกจากนี้พวกเขายังมีโอกาสได้ความรู้ผ่าน “คลินิกนักข่าว” จากทีมวิทยากร 3 ท่านคือ วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ ประธานชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม ฐปณีย์ เอียดศรีไชย ผู้สื่อข่าวภาคสนามรายการข่าว 3 มิติ และ พิเชษฐ์ ชูรักษ์ หัวหน้าข่าว หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ ที่มาเล่าประสบการณ์การทำข่าวสิ่งแวดล้อมและความสำคัญของข่าวสิ่งแวดล้อมกับสังคมไทย
มงคล เชยชื่น นักศึกษาปี 3 คณะวิทยาการจัดการ นิเทศศาสตร์วารสารศาสตร์ เอกวารสารฯ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา กล่าวว่า การอบรมครั้งนี้ทำให้เขากล้าสอบถามข้อมูลแหล่งข่าวในพื้นที่ และได้คำวิจารณ์ชิ้นงานที่เขียนขึ้นระหว่างฝึกอบรม
“แต่ที่ไม่ชอบคือการทะเลาะกันของผู้ใหญ่จากส่วนราชการและชาวบ้านในวงเสวนา และค่อนข้างไม่เข้าใจว่าปัญหาหลายอย่างทำไมจึงตกค้างมาถึงทุกวันนี้โดยไม่มีการแก้ไขอย่างเป็นระบบ เมื่อกลับไปก็คิดอยากทำเวิร์กชอปการทำงานลักษณะนี้ให้เพื่อนๆ ที่ทำหนังสือพิมพ์ ‘กำแพงแดง’ ของภาควิชา เพื่อให้หนังสือพิมพ์ของภาคพัฒนาไปในทิศทางที่ดีขึ้น”
หลังการเสวนา จิตติมา รองประธานชมรมฯ บอกว่าโครงการนี้ยังคงมีต่อไป โดยจะมองไปถึงการพานักศึกษาลงไปสัมผัสสถานการณ์ในพื้นที่ที่ประสบปัญหาจริงๆ มากขึ้นแม้ว่าจะมีระยะทางไกล
“ที่ผ่านมาก็มีการพัฒนารูปแบบการอบรมโดยเรียนรู้จากปัญหาที่มีแต่เดิม ปีนี้ถือว่าดีเพราะผู้เข้าร่วมได้สัมผัสสถานการณ์จริงอย่างใกล้ชิด ได้เห็นความเดือนร้อนของชาวบ้าน ได้เห็นการตอบคำถามของเจ้าหน้าที่รัฐ อีกทั้งน้องที่เข้าร่วมก็ให้ความสนใจและมีทักษะการทำข่าวที่ดีกว่ารุ่นก่อนๆ หลังการอบรม เราจะประเมินกันในหมู่คณะกรรมการชมรมฯ อีกครั้งเพื่อสรุปบทเรียนจากการอบรมในครั้งนี้”
ก่อนจะทิ้งท้ายว่าแม้จะยังไม่มีการสำรวจว่าเด็กที่ผ่านการอบรมรุ่นก่อนหน้านี้จะมีสักกี่คนที่ไปทำข่าวสิ่งแวดล้อม “แต่เราก็พบด้วยตัวเองว่า บางคนได้ไปทำงานเป็นนักข่าวสายนี้โดยตรง พอเจอเราก็รู้สึกดีใจ ลองคิดดูว่าเราอบรมเด็กครั้งหนึ่ง 21 คน ถ้ามีคนหรือสองคนไปทำงานเป็นนักข่าวเราก็มองว่าคุ้มค่าแล้ว แต่ก็อยากบอกว่าทักษะที่ได้จากค่ายนี้โดยเฉพาะการอ่านสัญญาณจากธรรมชาติ ไม่ว่าจะเรื่องน้ำ เรื่องต้นไม้ที่ยืนต้นตาย ทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ว่าใครจะไปทำอาชีพอะไรก็สามารถนำสิ่งเหล่านี้ไปใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างแน่นอน”
