เรื่องของชายชื่อ “ดร.สมไทย วงษ์เจริญ” กับโรงงานรีไซเคิลที่ใหญ่ที่สุดในเมืองไทย

เรื่อง / ภาพ:  สุเจน  กรรพฤทธิ์

หากมีใครสักคนบอกว่าคุณจะรวยเป็นเศรษฐีได้ด้วยระบบรีไซเคิล  คุณจะเชื่อหรือไม่?

ไม่ว่าคุณจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ตาม  วันนี้ชายคนหนึ่งพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเขาทำได้

ถอยหลังไปเมื่อ 3 ทศวรรษก่อน  เด็กชายสมไทย ชาวพิจิตรผู้ที่เติบโตมาในครอบครัวฐานะปานกลางตัดสินใจลาออกจากโรงเรียนมาทำงานอาชีพที่เป็นของตัวเอง ผ่านอาชีพหลายอย่างแต่ก็ยังไม่ค่อยประสบความสำเร็จ

จนวันหนึ่ง เขาได้คุยกับซาเล้งที่คุ้ยขยะขาย ประกอบกับการลองคุ้ยแยกขยะออกมาขายด้วยตัวเองทำให้เขาตระหนักว่า “กองขยะ” ก็คือ “เหมืองแร่”

ซึ่งถ้าคัดแยกแร่ออกมาได้ ก็สามารถที่จะนำมาซื้อขายกันด้วยเงินสดๆ  อีกทั้งแร่ชนิดนี้ก็ไม่มีวันหมดสิ้น ตราบใดที่ต้นกำเนิดของมันคือมนุษย์ที่อาศัยอยู่ตามบ้านเรือนต่างๆ ยังคงต้องกินต้องใช้และผลิตแร่เหล่านี้ออกมาทุกวัน

เขาตัดสินใจจับอาชีพค้าขายขยะ  และการตัดสินใจมาจับอาชีพนี้ทำให้เขาถูกเรียกว่า “ไอ้ตัวเหม็น”

เริ่มต้น เขาใช้รถปิกอัพตระเวนซื้อขายขยะ  จากนั้นไม่นาน ไอ้ตัวเหม็นคนนี้ก็สามารถซื้อห้องแถวเล็กๆ ได้แห่งหนึ่ง

เขาจัดการเปิดกิจการรับซื้อขยะส่งไปรีไซเคิล จากนั้นฐานะก็ดีขึ้นจนสามารถสร้างโรงงานคัดแยกขยะบนพื้นที่ขนาด 6 ไร่ ในอำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก

โรงงานที่ว่านี้สร้างด้วยวัสดุรีไซเคิลทั้งหมด หลังคาได้มาจากโรงงานของกองทัพอากาศ เสาในโรงงานแต่ละต้นมีที่มาแตกต่างกัน ต้นหนึ่งมาจากโรงงานผลิตยา ต้นหนึ่งมาจากโรงเก็บเฮลิคอปเตอร์

ภายในคือระบบคัดแยกขยะขนาดใหญ่ที่วางระบบเอาไว้อย่างยอดเยี่ยมเพื่อคัดขยะประเภทต่างๆ ซึ่งจะมีเข้ามาที่โรงงานแห่งนี้เฉลี่ยวันละ 200 ตัน

เริ่มจากกองขยะที่ถูกนำมาสุมเอาไว้บนลานกว้างข้างนอก กระป๋องอลูมิเนียม ขวดพลาสติก ถูกบดอัดเป็นก้อนๆ วางเรียงรายอยู่หน้าโรงงาน

พวกขวดพลาสติกจะถูกส่งเข้าไปคัดแยกภายในเพื่อล้างและแยกประเภท โดยขยะที่เป็นชิ้นๆ จำพวกนี้อยู่ในวิสัยที่จะใช้มือแยกได้จะถูกส่งเข้าสู่สายพาน  พนักงานในโรงงานคอยทำการคัดแยกของเหล่านี้ต่อไป

กองเศษเหล็กตั้งอยู่อีกมุมหนึ่ง รอขนส่งไปให้กับโรงงานหลอมเหล็ก

ในร่มมีกองกระดาษขนาดภูเขาขนาดย่อม โดยกองกระดาษนี้จะโดนส่งเข้าเครื่องอัดก้อน

อีกมุมหนึ่งมีเคสคอมพิวเตอร์เก่าตั้งเรียงรายซ้อนกันเป็นภูเขาเลากา โดยหลังภูเขานั้นมีห้องพิเศษที่ภายในมีเครื่องมือที่จะจัดการแยกชิปและวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ จากแผงวงจรออกมาเป็นส่วนๆ

          

 ดร.สมไทย อธิบายหลักการคัดแยกขยะเหล่านี้ให้กับผู้มาเยือนด้วยตัวอย่างสินค้าที่อยู่ในห้องรับแขกของโรงงาน

ผงสีดำในกล่องหนึ่งได้รับการอธิบายว่าเกิดจากการนำยางรถยนต์ใช้แล้วมาบดแล้วใช้แม่เหล็กแยกลวดเรเดียนออกไ เพียงเท่านี้ผงเหล่านี้ก็สามารถนำกลับไปรีไซเคิลเป็นยางเส้นใหม่ได้อีกครั้ง

แผงไอซีจากคอมพิวเตอร์ เขาอธิบายได้ว่าสามารถแยกออกเป็นทองคำและผงซิลิกอน และผงซิลิกอนนี่เองที่เป็นวัสดุตั้งต้นในการทำแผงโซลาร์เซลล์

แผ่นพลาสติกที่อยู่ในสภาพผงร่วน คือเศษผ้าอนามัย เศษผ้าอ้อมสำเร็จรูป ที่เหลือจากการตัดขอบในโรงงานที่ถูกนำมาบด ซึ่งขั้นตอนต่อไปมันจะถูกนำไปแปลงเป็นเม็ดพลาสติก

ดร.สมไทยบอกว่าในยุคต่อไปการรีไซเคิลคือธุรกิจที่จำเป็นจะต้องมีอยู่บนโลก เพราะทรัพยากรประเภททองแดงในโลกจะขุดได้อีกเพียง 32 ปี สังกะสีได้อีก 24 ปี ตะกั่ว 18 ปี  ยังไม่นับทรัพยากรอีกหลายอย่างที่กำลังถูกขุดขึ้นมาใช้และมีจำนวนลดลงเรื่อยๆ และเหมืองแร่ที่เกิดจากขยะเหล่านี้ก็คือตัวแทนของเหมืองแร่แบบเก่าในอนาคต

ดังนั้นหน้าโรงงานของ ดร.สมไทย จึงมีป้ายราคา “ขยะ” ประเภทต่างๆ ที่มีราคาขึ้นลงตามตลาดโลก มีการส่ง “ใบฮั่งเช้ง” ที่แจ้งราคาขยะประจำวันนี้ไปตามร้านแฟรนไชส์สาขาต่างๆ ทั่วประเทศ โดยที่หน้าร้าน,โรงงาน จะมีอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องในการรับซื้อขยะไม่ว่าจะเป็นกล่องใส่ขยะแยกตามประเภท เครื่องชั่งขนาดเล็กไปจนถึงเครื่องชั่งน้ำหนักขนาดใหญ่  และคำแนะนำก็คือขายออกไปเมื่อราคาวัสดุนั้นแพง แต่ถ้าถูกก็ให้ซื้อเก็บเอาไว้

ดร. สมไทย นอกจากจะประสบความสำเร็จในธุรกิจรีไซเคิลแล้ว ปัจจุบันเขายังมีอีกหน้าที่หนึ่งเปิดอบรมหลักสูตรการคัดแยกขยะ และรับคณะที่มาดูงานเรื่องนี้ซึ่งมีอยู่อย่างชุกชุมตลอดทั้งปี

เฉพาะการอบรม ดร.สมไทย อบรมคนไปแล้วกว่า 3แสนคนเกี่ยวกับเรื่องนี้

ในสายตาของเรา ถ้าไม่นับเรื่องความเชื่อเรื่องไสยศาสตร์เกี่ยวกับพระนางสุพรรณกัลยาที่ ดร.สมไทย ชอบสอดแทรกเข้าไประหว่างการอบรม หลักสูตรของเขาถือว่าเป็นหลักสูตรเกี่ยวกับการรีไซเคิลที่ทันยุคทันสมัยที่สุดในพ.ศ.นี้

ด้วยเขามีหลักการว่าการคัดแยกที่ทันสมัยที่สุดมาจากมือของมนุษย์ที่ต้นทางหรือหลังบ้านของเราเอง เพราะจะทำให้ได้ขยะที่สะอาดที่สุด เขายังสอนให้คนที่มาอบรมมองขยะในมือในมุมที่แตกต่างออกไป อาทิ ขวดเบียร์ที่เรากินแล้วตั้งเรียงรายไว้หลังบ้าน  แทนที่จะเอาเป็นที่ระบายอารมณ์ด้วยการทุบให้แตกแล้วเอาไปไล่แทงกัน มันก็ย่อมเป็นที่ต้องการของโรงงานผลิตเบียร์ยี่ห้อนั้นที่จะนำกลับไปล้างทำความสะอาดแล้วบรรจุเบียร์กลับมาขายบรรดาคอเบียร์อีกครั้ง

“เป้าหมายของผมคือรวบรวมขยะที่กระจัดกระจายให้เข้าสู่ระบบการจัดการที่เป็นอุตสาหกรรมในระดับนานาชาติ ถ้าขยะมีน้อยก็จะไม่เพียงพอต่อการนำไปรีไซเคิล อีกอย่างผมไม่กลัวใครมาแย่งอาชีพนี้เพราะขยะมันไม่มีวันที่จะหมด มีแต่จะเพิ่มขึ้น การที่ผมมาสอนแบบนี้ยังช่วยสร้างอาชีพให้กับผู้คนอีกด้วย”

พุทธศักราช 2553ดร.สมไทย วงษ์เจริญ หนุ่มวัยกลางคนคือเจ้าของโรงงานรีไซเคิลที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยซึ่งตั้งอยู่ที่จังหวัดพิษณุโลก เป็นเจ้าของธุรกิจ “เครือข่ายธุรกิจคัดแยกขยะเพื่อรีไซเคิลวงษ์พาณิชย์” ซึ่งมีสาขาทั่วประเทศไทยกว่า 500 แห่ง สาขาที่ใกล้ตัวคนกรุงที่สุดก็คือสาขาสุวรรณภูมิที่ลูกค้าที่เอาขยะมาขายส่วนมากล้วนเป็นระดับคุณนายนั่งเบนซ์

นี่คือสิ่งดีๆ ที่ผู้ชายคนหนึ่งได้จากการ “รีไซเคิล”

Share this

 

creative-commonsแสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน 3.0 ประเทศไทย
พัฒนาเว็บไซต์โดย โอเพ่นดรีม