จากหน้าบ้านถึงปากซอย จุดเริ่มต้นของทางจักรยาน
เรื่อง : ขวัญชาย ดำรงค์ขวัญ
ในปัจจุบันเราสามารถพบพาหนะที่ปลอดมลพิษอย่าง “จักรยาน” ตามท้องถนนได้มากขึ้น และพบทางสำหรับจักรยานตามที่ทางต่างๆ อยู่เป็นระยะ บางคนอาจจะเข้าใจว่าท้องถนนยังไม่มีทางจักรยานไว้ให้คนขี่ได้ใช้อย่างเพียงพอ แต่เอาเข้าจริงๆ ปัญหากลับเป็นว่า ทางจักรยานที่มีถูกสร้างอย่างไม่เหมาะสมและไม่สามารถใช้งานได้จริง
มีการรายงานความคืบหน้าว่าในสมัย นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน เป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ทางจักรยานรอบกรุงเทพฯ ได้สร้างเสร็จแล้ว 22 สาย รวมระยะทาง 181.56 กิโลเมตร โดยแบ่งเป็นการดำเนินการของสำนักการโยธา 45.53 กิโลเมตร สำนักการจราจรและขนส่ง 124.60 กิโลเมตร และสำนักเขตพื้นที่ 11.43 กิโลเมตร ต่อมาในสมัยของ ม.ร.ว. สุขุมพันธ์ บริพัฒน์ มีการสร้างเพิ่มขึ้นอีก 4 สาย คือ ถนนพุทธมณทฑสาย 3 ระยะทาง 1 กิโลเมตร ถนนสาทรเหนือ-ใต้ ระยะทาง 2.8 กิโลเมตร เส้นทางชมกรุงรอบกรุงรัตนโกสินทร์ ระยะทาง 3.4 กิโลเมตร และเส้นทางจักรยานตามโครงการปรับปรุงภูมิทัศน์พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ระยะทาง 8 กิโลเมตร เมื่อรวมกับทางเดิมที่มีอยู่แล้ว จะเท่ากับว่าปัจจุบันกรุงเทพฯ มีทางจักรยานรวมระยะทาง 196.76 กิโลเมตร
จากเวทีเสวนา “ทางจักรยาน...ถึงเวลาปั้นฝันให้เป็นจริง” จัดโดย ชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม นายอรวิทย์ เหมะจุฑา รองผู้อำนวยการสำนักการจราจรและขนส่ง กรุงเทพมหานคร กล่าวว่า แม้ปัจจุบันจะมีทางจักรยานกระจายไปยังจุดหลักๆ รอบกรุงเทพฯ อยู่พอสมควร แต่ทางจักรยานเหล่านั้นยังมีคนมาใช้โดยพาหนะจักรยานจริงๆ ไม่มากนัก แต่กลายเป็นพื้นที่ที่รถยนต์มาจอด รถเข็นมาขายของ และรถมอเตอร์ไซค์มาขี่ผ่านไป เกิดเป็นปัญหาว่าทางจักรยานที่ทำค่อยๆ เสียหาย เส้นที่ทาสีไว้ค่อยๆ จางไป ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงควรจะเป็นทางของคนใช้จักรยานเป็นหลักมากกว่า
“ ทางจักรยานในหลายสาย เส้นที่ตีไว้เริ่มเลือนไป และในบางที่ก็หายไปเลย อย่างเส้นถนนประดิษฐ์มนูธรรมก็มีรถมอเตอร์ไซค์มาใช้เสียเยอะ เส้นที่ตีไว้ก็จางไป ตรงถนนประชาชื่นปัจจุบันเหลือแค่ช่วงระหว่างซอยประชาชื่น 24 ไปยังคลองบางเขน ส่วนด้านขวาตรงริมคลองประปาซึ่งเป็นทางจักรยานสายแรกของกรุงเทพฯได้หายไป และกลายเป็นทางเดินไปแล้ว”
อรวิทย์ กล่าวถึงอุปสรรคอีกอย่างหนึ่งว่า งบประมาณในการทำทางจักรยาน 1 กิโลเมตร จะใช้เงินราว 6-8 แสน แต่การจัดสรรงบประมาณสำหรับการทำทางจักรยานยังได้รับน้อยมาก คือไม่ถึง 1 เปอร์เซ็นต์จาก 4 หมื่นล้านที่เป็นงบประมาณทั้งหมดของ กทม.
นอกจากเรื่องงบประมาณและปัญหาทางจักรยานไม่ได้ใช้อย่างเหมาะสม ปัญหาอีกอย่างหนึ่งคือ นักการเมืองบางคนยังสร้างทางจักรยานเพียงเพื่อหวังผลประโยชน์ทางการเมือง โดยเลือกสร้างทางจักรยานบนพื้นที่สำคัญๆ ใจกลางเมือง เพื่อให้คนทั่วไปได้เห็นการพัฒนาที่เป็นรูปธรรมตามนโยบายได้ชัดเจน แต่เอาเข้าจริงๆ ทางเหล่านั้นก็ยังไม่สามารถใช้งานได้จริงเท่าที่ควร เนื่องจากขาดความต่อเนื่องในการดูแลรักษาและไม่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของผู้ใช้จักรยานส่วนใหญ่
ศ.กิตติคุณธงชัย พรรณสวัสดิ์ อดีตประธานชมรมจักรยานเพื่อสุขภาพแห่งประเทศไทย แสดงความเห็นว่า ทางจักรยานที่ดีไม่ใช่เพียงแค่กระจายออกไปให้ทั่วกรุงเทพฯเท่านั้น แต่ทางเหล่านั้นต้องเชื่อมโยงให้เป็นโครงข่ายเพื่อความต่อเนื่องในการใช้งานจริง อีกทั้งการสร้างทางสำหรับจักรยานในปัจจุบันก็ยังอยู่บนพื้นที่จุดใหญ่ๆ ในตัวเมืองที่สามารถเห็นได้ชัดเจน เพื่อที่จะเกิดเป็นผลงานที่เป็นรูปธรรมให้คนส่วนมากได้เห็นการเปลี่ยนแปลงในการทำงานมากกว่า
ในทางปฏิบัติจริง อาจารย์ธงชัยมองว่า ทางจักรยานในระยะเริ่มต้นควรที่จะเริ่มจากแต่ละชุมชนออกไปสู่ถนนสายหลักก่อน เพราะการใช้จักรยานเป็นพาหนะหลักในการเดินทางไกลๆ ยังเป็นส่วนน้อยของวิถีชีวิตคนไทย ถ้าเราเริ่มทำให้คนทั่วไปเห็นถึงความสำคัญของจักรยาน ตัวเขามีทางจักรยานจากหน้าบ้านออกมาปากซอย และขี่ออกมาด้วยความปลอดภัย จุดเล็กๆ ตรงนี้ก็จะทำให้พาหนะอย่างจักรยานเริ่มที่จะแพร่หลายออกไปสู่คนวงกว้าง ที่สำคัญทางจักรยานยังสามารถสร้างได้ภายใต้งบประมาณไม่มากอย่างที่คิด เพราะแค่ทำให้พื้นผิวเรียบและจัดการตีเส้น ก็จะได้ทางจักรยานที่ใช้งานได้แล้ว
“ทางจักรยานจริงๆ แค่ทาสี ตีเส้น ก็พอ เพราะคงจะช้าไป ถ้าเรามัวแต่รอคนมาให้ความสำคัญในเรื่องงบประมาณ ส่วนเรื่องทางที่เชื่อมต่อกันเป็นโครงข่าย ก็ควรที่จะเริ่มทำทางจักรยานที่คนในสังคมไทยจะได้ใช้แน่ๆ ก่อน คือ จากแต่ละบ้านออกมาสู่ปากซอย เพราะวิถีชีวิตของคนไทยส่วนมากยังไม่ได้ใช้จักรยานในระยะ 20 กิโลเมตรเหมือนในยุโรป เมื่อแต่ละชุมชนมีทางจักรยานทั่วถึงแล้ว เราแค่สร้างทางจักรยานบนถนนสายหลักเพื่อเชื่อมชุมชนเหล่านั้นเข้าด้วยกัน มันก็เป็นโครงข่ายในทันที”
แน่นอนว่าผู้รักการปั่นจักรยานทุกคนคงอยากให้มีทางจักรยานให้ทั่วถึง เพื่อที่เขาจะได้มีความปลอดภัยในการใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน แต่ทางจักรยานที่เกิดขึ้นโดยหวังเพียงว่าจะเป็นการพัฒนาในการทำงานให้คนทั่วไปได้รับรู้ โดยไม่ได้มีการวางแผนว่าทางเหล่านั้นจะมีคนมาใช้งานจริงหรือไม่ ในระยะยาวทางเหล่านั้นก็คงต้องเลือนไป และต้องกลับมาสร้างใหม่อีกครั้งในอนาคต
