“เทศบาลนครพิษณุโลก” เมืองแห่งการรีไซเคิล

เรื่อง/ภาพ : สุเจน  กรรพฤทธิ์

คุณจะคิดอย่างไร ถ้าวันหนึ่งคุณเห็นรถเก๋งคันงามมาจอดที่หน้ากองขยะริมเสาไฟฟ้า คนขับเดินลงมาเปิดหลังรถแล้วคุ้ยขยะ

เขาเป็นคนบ้า ?  เขามีจิตใจไม่ปกติ ?

ทว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องธรรมดาพบเห็นได้ทั่วไปในตัวเมืองพิษณุโลก เมืองที่ขณะนี้อาจเรียกได้ว่าคือ “รีไซเคิลซิตี” ที่มีระบบการจัดการที่ดีที่สุดเพียงแห่งเดียวของเมืองไทย  และขยะที่นี่มีค่าเป็น “เงิน” 

รีไซเคิลซิตีที่เราพูดถึงจำกัดอยู่ในพื้นที่ของ “เทศบาลนครพิษณุโลก” ซึ่งมีพื้นที่ 18.26 ตารางกิโลเมตร มีประชากร 82,220 คน (ข้อมูลปี 2552) 

ย้อนไปในปี 2538 หรือเมื่อ 15 ปีก่อน เทศบาลแห่งนี้จัดการขยะที่มีเฉลี่ยวันละ 182 ตันด้วยการเอามากองรวมกันแล้ว “จุดไฟเผา” ทั้งหมด หรือไม่ก็จัดการกลบฝังไปในดิน อันเป็นวิธีการที่ง่ายที่สุดที่องค์กรปกครองระดับท้องถิ่นในเมืองไทยทำกันมานาน

จนวันหนึ่งบ่อขยะของเทศบาลเริ่มจะเต็ม ผู้บริหารเทศบาลจึงตระหนักว่าการหาพื้นที่ทิ้งขยะใหม่มิใช่เรื่องหมูๆ อีกต่อไปแล้ว เนื่องจากต้องเผชิญหน้ากับการต่อต้านจากชุมชนรอบข้างของพื้นที่ที่จะต้องใช้ทำบ่อขยะนั้น  

เมื่อการกำจัดขยะด้วยวิธีการเดิมนั้นไม่ใช่คำตอบ  พวกเขาจึงเริ่มศึกษาองค์ประกอบของขยะที่ถูกทิ้งในเขตเทศบาลจนพบว่าร้อยละ 60 ของขยะเหล่านี้สามารถนำมารีไซเคิลได้  อีกร้อยละ 20 ย่อยสลายได้เอง  สุดท้ายอีกร้อยละ 20 คือส่วนที่จะต้องมีการกำจัดด้วยกรรมวิธีเฉพาะจริงๆ 

เมื่อรู้องค์ประกอบดังว่าแล้ว ทีมบริหารของเทศบาลพยายามหาทางจัดการขยะเหล่านี้ด้วยการปรึกษากับทางกรุงเทพมหานคร แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จนัก เนื่องจาก กทม. ว่าจ้างเอกชนให้มารับสัมปทานมากำจัดขยะทั้งระบบโดยไม่มีประสบการณ์ในการจัดการขยะด้วยตัวเองแต่อย่างใด 

หลังจากนั้น พวกเขามีโอกาสเดินทางไปดูงานการจัดการขยะที่เยอรมันแล้วประสานงานต่อเนื่องจนได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาลเยอรมันผ่านองค์กรอย่างสำนักงานความร่วมมือทางวิชาการเยอรมัน (GTZ) เป็นวงเงินงบประมาณ 75 ล้านบาทโดยมีข้อแม้ว่าการช่วยเหลือจะไม่ใช่การป้อนอาหาร แต่ต้องการให้เทศบาลนครพิษณุโลกและชาวพิษณุโลกแก้ปัญหานี้ได้ด้วยการศึกษาปัญหาและหาทางออกที่เหมาะสมกับตัวเอง

เป็นที่มาของโครงการ “Solid Waste Management Programme for Phitsanulok” เพื่อจัดการและกำจัดขยะในเขตเทศบาลโดยเฉพาะ 

ที่น่าประทับใจคือ การกำจัดขยะแบบนี้ต้องอาศัยความร่วมมือจากคนในเขตเทศบาลและต้องอาศัยความจริงใจของนักการเมืองท้องถิ่นที่จะรณรงค์เรื่องนี้อย่างจริงจังด้วย

“เรื่องแบบนี้เราต้องกล้าทำ เพราะมาตรการบางอย่างอาจจะกระทบกับคะแนนเสียง เช่น เราเพิ่มการเก็บค่าธรรมเนียมในการเก็บขยะในเขตเทศบาล เก็บถังขยะออกจากจุดต่างๆ ของเมืองเหลือแค่จุดที่จำเป็นเพื่อบังคับให้คนคิดเวลาจะทิ้งขยะว่าไม่มีถังขยะ ต้องถือไปจนถึงจุดที่มีถังขยะ ทำโครงการถนนไร้ถังขยะ  กำหนดจุดทิ้งและเก็บขยะที่แน่นอน อบรมคนในชุมชนต่างๆ ให้แยกขยะเป็น” เปรมฤดี ชามพูนท นายกเทศมนตรีนครพิษณุโลกเล่าให้ฟัง

ช่วงเริ่มต้น เธอตัดสินใจออกเดินรณรงค์กับชุมชนต่างๆ ด้วยตนเอง และพยายามหาแรงจูงใจด้วยการส่งเสริมยกย่องชุมชนที่แยกขยะจนประสบความสำเร็จ 

ที่สำคัญคือดึงธุรกิจรับซื้อของเก่าและขยะเพื่อนำไปรีไซเคิลรายใหญ่ของไทยซึ่งที่มีฐานใหญ่อยู่ในพิษณุโลกอย่าง “วงษ์พาณิชย์” มาช่วยอบรมการแยกขยะและให้ความรู้ว่าขยะนั้นเป็น “ทรัพยากร” ที่มีค่า สามารถทำเงินให้กับผู้ที่รู้จักแยกได้เป็นอย่างดี

คนพิษณุโลกรู้เรื่องนี้ดี ด้วยหากใครเคยนำของไปขายที่วงษ์พาณิชย์ จะทราบดีว่าขยะที่แยกประเภทออกมาเป็น ขวดพลาสติก กระป๋องอลูมิเนียม ขวดแก้ว เศษเหล็ก ฯลฯ นั้น มีราคาที่ขึ้นลงได้เหมือนกับตัวเลขราคาหน้าปั้มน้ำมันที่เปลี่ยนแปลงตามสถานการณ์ตลาดโลก  และมันได้กลายเป็นอีกหนึ่งแรงจูงใจในการคัดแยกขยะที่บ้านของตัวเองเพื่อสร้างรายได้เพิ่มเติม อันส่งผลให้เทศบาลลดภาระการกำจัดไปได้หลายส่วน 

เทศบาลยังมีมาตรการในการคัดแยกขยะที่มาจากบ้านอีกชั้นหนึ่งโดยอนุญาตให้พนักงานประจำรถขนขยะและซาเล้งที่เข้าร่วมโครงการ “อาสาสมัครรักษาสิ่งแวดล้อม” สามารถมาแยกขยะตามจุดพักขยะต่างๆ หรือจัดการแยกขยะในขณะเก็บขยะเพื่อนำไปขายได้อย่างเสรีเพื่อลดปริมาณขยะที่จะถูกส่งไปยังบ่อฝังกลบ 

ที่บ่อฝังกลบพวกเขายังเปิดให้ซาเล้งเข้าไปแยกขยะได้อีกรอบหนึ่ง

เรียกได้ว่าขยะที่ลงบ่อฝังรอบสุดท้ายนั้น คือขยะที่แทบจะไม่สามารถนำไปทำประโยชน์ได้แล้วจริงๆ และตรงนี้เองจะมีกระบวนการที่ GTZ นำวิธีบำบัดขยะเชิงกล-ชีวภาพ (Mechanical-Biological Waste Treatment-MBT) มาใช้

วิธีการที่ว่านี้คือ เมื่อขยะถูกคัดแยกจนสิ้นสุดขั้นตอนแล้ว จะมีการขนถ่ายไปใส่รถโม่ผสมที่จะฉีกขยะเป็นริ้วๆ แล้วนำไปกองหมักบนพื้นที่เป็นแผ่นไม้พาเลตต์  ภายใต้พื้นที่ว่านี้จะมีท่อระบายอากาศสอดเอาไว้ ส่วนข้างบนกองขยะจะถูกปิดด้วยกากมะพร้าวเพื่อป้องกันแมลงวันมาวางไข่ระหว่างการหมักขยะที่จะกินเวลาราวกองละ 9 เดือน 

ระหว่างนั้น น้ำขยะที่ไหลออกมาจะถูกดึงลงไปที่บ่อบำบัดน้ำเสีย  ในกองขยะ อุณหภูมิที่เกิดจากปฏิกิริยาในการหมักจะสุงถึง 75 องศาเซลเซียส ทำให้ไม่มีแมลงวันและไม่เกิดก๊าซมีเทนอันเป็นก๊าซก่อภาวะโลกร้อน  เมื่อครบกำหนด กองขยะจะยุบลงอย่างมากเท่ากับว่าประหยัดพื้นที่ฝังกลบไปโดยปริยาย  

แต่ก่อนที่ขยะส่วนนี้จะไปสู่หลุมกลบ มันจะโดนร่อนแยกอีกครั้ง  ส่วนหนึ่งเอาไปทำปุ๋ยหมัก  อีกส่วนคือ “เชื้อเพลิงขยะ” ที่เป็นผลพลอยได้จากถุงพลาสติก-ขยะประเภทที่มีมหาศาลและกำจัดได้ยากที่สุดชนิดหนึ่ง  โดยพอผ่านกระบวนการหมัก เชื้อเพลิงขยะจะกลายเป็นเชื้อเพลิงประเภท RDF5 ที่มีค่าความร้อนในการเผาไหม้สูงถึง 9,000 กิโลแคลอรี่ต่อกิโลกรัม ซึ่งอาจจะนำไปทำเชื้อเพลิงในโรงไฟฟ้าแทนเชื้อเพลิงประเภทที่มีอยู่ได้  โดยขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการวิจัยเพื่อนำไปใช้ประโยชน์

ดังนั้น หากใครไปเมืองพิษณุโลก ลองเดินในเขตเทศบาลดู คุณอาจจะพบว่ามีร้านรับซื้อขยะที่ขึ้นป้ายไว้หน้าร้านอย่างชัดเจนว่าวันนี้ขวดแก้วราคาเท่าไร เหล็กราคาเท่าไร และกระป๋องน้ำอัดลมราคาเท่าไร  และแน่นอนว่าหากลองทนเหม็น มองไปในถังขยะแต่ละใบในเมือง คุณจะไม่ค่อยพบขยะประเภทที่รีไซเคิลได้ปรากฏอยู่เลยเพราะมันโดนเก็บไปจนเรียบ ถ้าไม่ใช่ตั้งแต่ที่บ้าน ก็เป็นฝีมือของซาเล้ง

นี่ยังไม่นับการเก็บขยะจากบ้านเรือนแต่ละหลังของหน่วยงานราชการ ที่ในวันนี้พวกเขาตระหนักแล้วว่าขยะคือ “ทรัพยากร” ที่สำคัญไม่ต่างอะไรกับสินแร่ที่มีราคาค่าตัวอันจะสามารถทำรายได้ให้พวกเขาได้ 

วันนี้เทศบาลนครพิษณุโลกไม่ต้องปวดหัวกับการหาบ่อขยะใหม่ เพราะปริมาณขยะลดลงเหลือวันละ 82 ตัน แถมขยะที่นำมาจัดการยังทำท่าว่าจะกลายเป็นเชื้อเพลิงที่สร้างรายได้ขึ้นมาอีก  ในขณะที่คนพิษณุโลกก็มีช่องทางหารายได้เพิ่มจากถังขยะในบ้านของตนเอง ถ้าพวกเขาไม่ขี้เกียจจนเกินไป

ทั้งหมดทั้งมวลนี่เองที่เราจึงกล้าบอกว่า ภาพที่คนขี่รถเก๋งจอดรถเมื่อเห็นของที่รีไซเคิลได้ถูกทิ้งในถังขยะในเมืองพิษณุโลกนั้น เป็นเรื่องธรรมดา 

เพราะที่นี่ “เทศบาลนครพิษณุโลก” หรือ “รีไซเคิลซิตี” คนทุกอาชีพเขาก็ทำอย่างนั้กันทั้งนั้น !

   

 

Share this

 

creative-commonsแสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน 3.0 ประเทศไทย
พัฒนาเว็บไซต์โดย โอเพ่นดรีม