สรุปสถานการณ์ด้านสถานะบุคคลและสิทธิของคนไร้รัฐ/ไร้สัญชาติประจำปี 2552

 

สถาบันวิจัยและพัฒนาเพื่อเฝ้าระวังสภาวะไร้รัฐ (Stateless Watch for Research and Development Institute of Thailand-SWIT) ได้จัดทำสรุปสถานการณ์ด้านสถานะบุคคลและสิทธิของคนไร้รัฐ/ไร้สัญชาติประจำปี 2552 ที่ผ่านมา พบว่า

ด้านสถานะบุคคล

1.  4  ปียุทธศาสตร์การจัดการปัญหาสถานะและสิทธิของบุคคล

นับจากปี 2548 ยุทธศาสตร์การจัดการปัญหาสถานะและสิทธิของบุคคล (มติคณะรัฐมนตรี 18 มกราคม 2548) ได้วางตัวลงในสังคมไทยอย่างมีบทบาทสำคัญในการแก้ไขปัญหาคนไร้รัฐ/ไร้สัญชาติ ทั้งนี้ SWIT มีข้อสังเกตต่อยุทธศาสตร์ฯ ดังนี้

        1.1  4 ปี บนเส้นทาง ...การขจัดความไร้รัฐไร้สัญชาติ จากข้อมูลภาคสนาม เราพบว่า การดำเนินการสำรวจและจัดทำทะเบียนประวัติฯ ยังคงมีความล่าช้า  และในพื้นที่ทำงานที่เป็นเครือข่ายการทำงานร่วมกับ SWIT ยังคงมีคนไร้เอกสารพิสูจน์ทราบตัวบุคคลที่ตกหล่นจากการสำรวจตามยุทธศาสตร์ฯ 

        1.2 ยุทธศาสตร์ฯ ว่าด้วยสิทธิ กับ 4 ปีที่ไปไม่ถึง ภายใต้ยุทธศาสตร์ฯ ได้มีกำหนดยุทธศาสตร์การรับรองสิทธิขั้นพื้นฐานแก่บุคคลที่มีปัญหาสถานะและสิทธิ ทั้งนี้มีเพียงสิทธิบางประการที่ได้รับการรับรองโดยมีผลในทางปฏิบัติแล้ว อาทิ สิทธิทางการศึกษา การกำหนดสถานะการอยู่อาศัย รวมทั้งการอนุญาตให้เดินทางออกนอกพื้นที่ แต่สิทธิขั้นพื้นฐานอย่างสิทธิในหลักประกันสุขภาพ สิทธิในการทำงาน ยุทธศาสตร์ฯ ยังคงครอบคลุมไปไม่ถึง

 
2.  1 ปี 11 เดือน ของกฎหมายใหม่ >> ข้อเด่นและข้อด้อย

เดือนกุมภาพันธ์ 2551 สังคมไทยได้ประกาศใช้กฎหมายใหม่ 2 ฉบับคือ พ.ร.บ.การทะเบียนราษฎร ฉบับที่ 2 พ.ศ.2551 (บังคับใช้นับแต่วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2551) และพ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ.2508 ฉบับที่ 4 พ.ศ. 2551 (บังคับใช้นับแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2551) กล่าวได้ว่ามีหลายเรื่อง หลายมาตราในกฎหมายใหม่ 2 ฉบับนี้ที่สนับสนุนการแก้ไขปัญหาความไร้รัฐไร้สัญชาติของหลายแสนชีวิตในประเทศไทย อย่างไรก็ดี 1 ปี 10 เดือนของการเดินทางของกฎหมายใหม่ทั้งสองฉบับ กลับพบว่า หลักการของหลายเรื่องในกฎหมายใหม่ 2 ฉบับนี้ยังคงเดินไปไม่ถึงปลายทาง

         กรณีกฎหมายสัญชาติ

         2.1  ลูกพ่อไทย ยังคงไม่ได้รับการรับรองจากรัฐไทยว่าเป็นคนไทย  เพราะกฎกระทรวงตามมาตรา 7 วรรคสอง ยังไม่เสร็จ

         2.2  เด็กที่เกิดในประเทศไทย แต่พ่อแม่เข้าเมืองผิดกฎหมาย และไม่ได้รับอนุญาตให้มีสิทธิอาศัยชั่วคราว ยังคงเป็น “คนเข้าเมืองผิดกฎหมาย ตั้งแต่เกิด”  เพราะกฎกระทรวงตามมาตรา 7 ทวิ วรรคสอง ยังไม่เสร็จ

         2.3  คนไทยตามมาตรา 23 มีทั้งด้านดีและด้านที่มีอุปสรรค

                ด้านเด่น:  สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ได้มีความเห็นว่าคนไทยตามมาตรา ๒๓ นั้น เป็นผู้มีสัญชาติไทยโดยการเกิด ดังนั้น จึงมีคุณสมบัติที่จะได้รับเลือกเป็นผู้ใหญ่บ้าน

                ด้านด้อย: พบว่ามีข้อจำกัดที่ ด้านหนึ่ง-มาจากการขาดความรู้ความเข้าใจของคนไทยตามมาตรา 23 เอง แต่อีกด้านหนึ่งก็พบว่าหน่วยงานทะเบียนราษฎรทั้งในระดับเทศบาล อำเภอหรือเขต ยังคงขาดความรู้ความเข้าใจต่อการลงรายการสัญชาติในทะเบียนบ้านในกรณีของคนไทยตามมาตรา 23, การไม่ลงวันที่รับคำขอ, การปฏิบัติหน้าที่ล่าช้า ล่าช้าเกินสมควร ในหลายจังหวัด

        2.4 การมีสัญชาติไทยโดยการเกิด : การเลือกปฏิบัติที่แตกต่างต่อคนที่มีข้อเท็จจริงเหมือนกัน (คนไทยตามมาตรา 23 และคนไทยตามมาตรา 7 ทวิ วรรคสอง)

         กรณีกฎหมายการทะเบียนราษฎร

         2.5  “ชาวบ้านแม่อาย 1,243  คน” >> 4 ปีผ่านไปปัญหาวนกลับมาที่เดิม

                5 กุมภาพันธ์ 2547 คือวันที่ชาวบ้านแม่อายจำนวน 1,243 คน ถูกอำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่เพิกถอนชื่อออกจากทะเบียนราษฎรประเภทคนไทย ทำให้ชาวบ้านทั้งหมดสูญเสียสถานะผู้มีสัญชาติไทยไปในพริบตา            และด้วยกรณีนี้เอง ทำให้เกิดการแก้ไข พ.ร.บ. การทะเบียนราษฎร พ.ศ. 2534 โดยเพิ่มเติมเป็นมาตรา 10 วรรค 4 ให้นายทะเบียนมีอำนาจระงับการเคลื่อนไหวทางทะเบียนราษฎรได้ อันเป็นมาตรการก่อนการมีคำสั่งเพิกถอนชื่อบุคคลออกจากทะเบียนราษฎร ในกรณีที่มีความสงสัยว่าการมีชื่อในทะเบียนบ้านนั้นอาจได้มาโดยไม่สุจริต

                เดือนตุลาคม 2552 อำเภอแม่อายเป็นอำเภอแห่งแรกในประเทศไทย ที่ใช้อำนาจตามมาตรา 10 วรรค 4 นี้ กับชาวบ้านกลุ่มหนึ่งซึ่งเป็นชาวบ้านในจำนวน 1,243 รายเดิม ในครั้งนี้คำสั่งระงับการเคลื่อนไหวทางทะเบียนราษฎรของอำเภอแม่อาย ถูกตั้งคำถามถึงความชอบด้วยกฎหมายของคำสั่งอีกครั้ง ด้วยเพราะการออกคำสั่งดังกล่าว เป็นไปโดยขาดการตรวจสอบข้อเท็จจริง  และจนถึงปัจจุบันยังไม่ปรากฏว่าอำเภอแม่อายมีคำสั่งยกเลิก คำสั่งระงับการเคลื่อนไหวทางทะเบียนราษฎรแต่อย่างใด

            2.6  การจดทะเบียนการเกิดถ้วนหน้า >> ปี 2553 ปีแห่งการขับเคลื่อนร่วมกันของภาคีวิชาการและองค์กรพัฒนาเอกชนเพื่อการจดทะเบียนการเกิดถ้วนหน้า

                   ในปี 2553 นี้ SWIT ร่วมกับภาคีเครือข่าย ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) (ภายใต้โครงการพัฒนาองค์ความรู้และกลไกการทำงานเครือข่ายด้านสถานะบุคคลและสิทธิเพื่อผลักดันการจดทะเบียนการเกิดถ้วนหน้า), องค์การแอคชันเอด ประเทศไทย หรือการร่วมกันของภาควิชาการและภาคองค์กรพัฒนาเอกชนในการบังคับใช้กฎหมาย คือ พ.ร.บ.การทะเบียนราษฎร พ.ศ.2534 ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2551 และพัฒนาคู่มือการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในระหว่างทางของการจดทะเบียนการเกิด โดยเป้าหมายก็คือการจดทะเบียนการเกิดถ้วนหน้า

3. ความไม่โปร่งใสในกระบวนการพิสูจน์สัญชาติแรงงานข้ามชาติ 3 สัญชาติ >> คำถามระหว่างทางการจัดการประชากร (ไร้รัฐ ไร้สัญชาติ) ข้ามพรมแดน

การพิสูจน์สัญชาติแรงงานข้ามชาติ 3 สัญชาติ (พม่า ลาวและกัมพูชา) กลายเป็นประเด็นที่ตั้งคำถามต่อระบบและแนวทางการบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติ รวมถึงความจริงใจของรัฐบาลต่อการแก้ไขปัญหาแรงงานข้ามชาติ ประเด็นความไม่โปร่งใส การคอรัปชันต่อการผุดขึ้นของ “บริษัทนายหน้า” ด้วยข้อกล่าวอ้างที่ว่า-เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับแรงงานในกระบวนการพิสูจน์สัญชาติ กลายเป็นคำถามที่ยังคงปราศจากคำตอบจากหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าเป็นคำถามระหว่างทางของการจัดการประชากร (ไร้รัฐ ไร้สัญชาติ) ข้ามพรมแดน และหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องตอบ เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อหลักการหรือภาพรวมของการแก้ไขความไร้รัฐไร้สัญชาติของกลุ่มประชากรข้ามพรมแดน

 
ด้านสิทธิขั้นพื้นฐาน
 
4. สิทธิในเสรีภาพการเดินทางของคนไร้สัญชาติ >> แรงเหวี่ยงของเครื่องบินกระดาษพับ

ที่ผ่านมา แม้จะไม่มีข้อกำหนดเฉพาะเกี่ยวกับการเดินทางออกนอกประเทศไทยของคนไร้สัญชาติ แต่ในทางปฏิบัติแล้วคนไร้สัญชาติ เช่นกรณีของอาจารย์อายุ นามเทพ อาจารย์สอนดนตรีคลาสสิคแห่งมหาวิทยาลัยพายัพ สามารถเดินทางไปแสดงดนตรีและเข้าร่วมการแข่งขันในเวทีระหว่างประเทศหลายครั้ง  การปฏิเสธไม่ให้เด็กชายหม่อง ทองดีเดินทางไปแข่งขันเครื่องบินกระดาษพับที่ประเทศญี่ปุ่น จึงเป็นเรื่องที่สร้างความประหลาดใจ

วันที่ 1 ตุลาคม 2552 กระทรวงมหาดไทย ได้ออกประกาศเรื่อง การอนุญาตให้คนต่างด้าวบางจำพวกเข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวเพื่อรอการส่งกลับและกำหนดเขตพื้นที่ควบคุม  เพื่อกำหนดขั้นตอนกระบวนการการเดินทางออกนอกพื้นที่ (นอกเขตอำเภอ จังหวัดรวมถึงออกนอกประเทศ) ของคนไร้สัญชาติ ประกาศฉบับนี้ อาจกล่าวได้ว่าเป็นกฎหมายลำดับรองที่ช่วยสร้างความชัดเจนในสิทธิเสรีภาพในการเดินทางของคนไร้สัญชาติให้แก่เจ้าหน้าที่รัฐ เป็นไปได้ว่ากระทรวงมหาดไทยอาจมีแนวทางที่จะดำเนินการอยู่แล้ว แต่กรณีของเด็กชายหม่อง ทองดี ก็ทำช่วยทำให้แนวปฏิบัตินี้ถูกประกาศใช้รวดเร็วขึ้น

5. แรงงานข้ามชาติในกระบวนการยุติธรรม >> กรณีนางหนุ่ม ไหมแสงกับหนังสือเวียน รส.751 ...ภาพสะท้อนช่องว่างของกระบวนการยุติธรรม

ในแง่ของการมีสุขภาวะที่ดี คุณภาพชีวิตของแรงงานข้ามชาติบนเส้นทางการพัฒนาได้เกิดบางคำถามต่อมาตรฐานการคุ้มครองสิทธิแรงงานข้ามชาติของประเทศไทย ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งแรงงานไทใหญ่ที่ชื่อ “นางหนุ่ม ไหมแสง” ได้กลายเป็นตัวแทนของแรงงานข้ามชาติ โดยร่วมกับหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง รวมถึงกระบวนการยุติธรรม ในการสร้างความชัดเจนให้กับคำถามดังกล่าวไปแล้ว

4 คดีใน 2 ศาลของนางหนุ่ม ไหมแสง คือการ ตั้งคำถามถึงความเป็นธรรม ผ่านจำนวนเงินทดแทนที่แรงงานคนหนึ่งๆ ได้รับ ซึ่งเป็นคำถามร่วมของแรงงานทุกที่ยังไม่ผ่านกระบวนการพิสูจน์สัญชาติที่ ประสบปัญหาเช่นเดียวกับนางหนุ่ม นั่นคือ ทำไมนางหนุ่มจึงไม่สามารถเข้าถึงกองทุนเงินทดแทน


6. หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าของคนไร้รัฐไร้สัญชาติ 
>> ก้าวที่ใกล้ ?

ปี 2544 คือปีที่ประเทศไทยประกาศใช้นโยบาย “30 บาทรักษาทุกโรค” ซึ่งเป็นรูปธรรมของ หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า เป็นที่น่าดีใจว่าหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้านั้นครอบคลุมถึงคนทุกกลุ่มโดยไม่เลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งความแตกต่างด้านใดๆ แต่เกือบ 4 ปีต่อมา บัตรประกันสุขภาพถ้วนหน้าหรือบัตรทอง 30 บาท ก็ถูกดึงกลับจากกระเป๋าคนที่ไม่มีสัญชาติไทย ด้วยเหตุผลที่ว่า “บุคคล” ที่ปรากฏในมาตรา 5 แห่งพ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาตินั้น ได้แก่ “ผู้มีสัญชาติไทยเท่านั้น”

ทั้งนี้ทาง SWIT เห็นว่าภาพรวมของการจัดหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าสำหรับคนไร้รัฐไร้สัญชาติ จึงควรต้องถูกพัฒนาขึ้น โดยจะเห็นได้ว่าหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าสำหรับคนไร้รัฐ/ไร้สัญชาติ ย่อมขึ้นอยู่กับจุดเกาะเกี่ยวที่แท้จริงตามข้อเท็จจริงของแต่ละคน ที่มีอยู่จริงกับสังคมไทย และแน่นอนว่า ย่อมไม่ได้หมายความว่า จะต้องร่วมจ่ายในอัตราสามสิบ (30 บาท) หรือศูนย์ (0) บาท ณ จุดรับบริการ (Co-Payment) เสมอไป


สถานการณ์คนไร้รัฐไร้สัญชาติในพื้นที่ชายแดนไทย-พม่า (จังหวัดแม่ฮ่องสอน)

7. ผู้มีปัญหาสถานะบุคคลที่ตำบลเสาหิน และตำบลแม่คง อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน สูงร่วม 800 คน

ช่วง 2 ปีที่ผ่านมาที่ทาง SWIT ได้ทำงานร่วมกับภาคีเครือข่าย คือคณะกรรมการคาทอลิกเพื่อการพัฒนาสังคม แผนกชาติพันธุ์ สังฆมณฑลเชียงใหม่, สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ในพื้นที่ตำบลแม่คงและตำบลเสาหิน อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน เราพบว่าพื้นที่ดังกล่าวประสบปัญหาทั้งในด้านสถานะบุคคลและสิทธิพื้นฐานด้านต่างๆ อันเนื่องมาจากข้อจำกัดในด้านภูมิศาสตร์ที่ห่างไกล

สามารถดาวน์โหลดรายงานฉบับเต็มได้ที่

AttachmentSize
Eu8iOVHThu110925.pdf552.69 KB

Share this

 

creative-commonsแสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน 3.0 ประเทศไทย
พัฒนาเว็บไซต์โดย โอเพ่นดรีม