กังหันน้ำพะโต๊ะ ถึงไกลแต่ก็มีไฟใช้

เรื่อง เสมอชน ธนพัธ
ภาพ ฐิตินันท์ ศรีสถิต

“...ฝนของปักษ์ใต้นี้ทำให้เราได้ความคิดขึ้นใหม่ว่า เราไม่ควรจะทำงานในเหมืองแร่เลย เราน่าจะเปลี่ยนอาชีพเป็นคนรองน้ำฝนขาย เห็นจะรวยเป็นแน่แท้”

ทันทีที่แหงนหน้ามองฟ้าและเห็นฝนตั้งเค้าว่าจะตก โดยที่เรายังเดินทางไม่ถึงจุดหมายที่บ้านบกแบกและบ้านตะแบกงาม ในระหว่างที่รถแล่นตามทางคดโค้งไต่เขา ก็อดไม่ได้ที่จะนึกถึงคำของอาจินต์ ปัญจพรรค์ ในหนังสือเรื่องเหมืองแร่

ไม่รู้ว่าชาวบ้านบกแบกและตะแบกงามจะมีหัวการค้าและเคยคิดค้าขายเหมือนเช่นอาจินต์ไหม แต่ที่แน่ๆ ชาวบ้านหลายคนก็ไม่ได้มองข้ามมูลค่าน้ำท่าที่มาจากสายฝนฉ่ำ

บ้านบกแบกและบ้านตะแบกงาม ตำบลปากทรง อำเภอพะโต๊ะ จังหวัดชุมพร ตั้งอยู่ในลุ่มน้ำหลังสวนตอนบน เป็นตำบลชายแดนติดกับจังหวัดระนอง พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขา

ในอดีตตำบลแห่งนี้เคยเป็นป่าดิบอุดมสมบูรณ์ ต่อมามีการทำเหมืองดีบุก คนจากพื้นล่างจึงอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานมากขึ้น มีการทำเกษตรเชิงเดี่ยว เช่น ปลูกกาแฟ ปาล์ม ยางพารา ให้หลังป่าจึงเสื่อมโทรม กระทั่งในราวปี 2535 มีเสียงสะท้อนจากผู้ที่อาศัยอยู่ในลุ่มน้ำหลังสวนตอนล่างว่าได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาขยะ สารเคมีจากการเกษตร กระทบต่อทรัพยากรประมงที่อยู่ปลายน้ำ ในที่สุดจึงเกิดการพูดคุยกัน และรวมกลุ่มกันจัดการทรัพยากรลุ่มน้ำหลังสวนตอนบน มีการลด-ละ-เลิกใช้สารเคมีเกษตร ปรับเปลี่ยนจากเกษตรเชิงเดี่ยวมาทำสวนสมรม ซึ่งมีรูปแบบเดียวกับวนเกษตร คือปลูกพืชผสมผสานหลากหลายชนิดไปพร้อมๆ กับรักษาไม้ใหญ่ในป่า ด้วยเหตุนี้ ลำน้ำหลังสวนที่เคยแดงและขุ่นข้น ก็ใสขึ้น มีปลาเพิ่มขึ้น ตลอดจนป่าก็กลับมาเป็นซุปเปอร์มาร์เก็ตของชุมชนอีกครั้ง

แม้จะมีป่า มีปลา มีน้ำที่อุดมสมบูรณ์ แต่ด้วยสภาพท้องถิ่นที่ห่างไกล เข้าขั้นไกลปืนเที่ยง สิ่งที่ขาดจึงเป็นเรื่องของไฟฟ้า เพราะทางการยังเดินสายมาไม่ถึง ขณะที่ก่อนหน้านี้เคยมีหน่วยงานของรัฐมาติดตั้งโซล่าร์โฮมให้กับทุกครัวเรือน แต่ก็ไม่สามารถตอบสนองความต้องการใช้งานได้อย่างเพียงพอ

“ก่อนหน้านี้เราได้เคยมีการพูดคุยเรียนรู้ร่วมกัน แล้วพบว่าเราขาดข้อมูลข่าวสาร ทำให้เราขาดความเท่าเทียม การไม่มีไฟฟ้าใช้ ทำให้ไม่สามารถดูทีวีติดตามข่าวสารจากข้างนอกได้สะดวก” สมชาย ไชยราช หรือผู้ใหญ่จ้อง อดีตผู้ใหญ่บ้านบกแบกกล่าว

ถึงอย่างนั้นก็ไม่ใช่กฎเหล็กตายตัวว่า หากไฟฟ้าเดินสายมาไม่ถึง แล้วชาวบ้านจะไม่มีไฟฟ้าใช้

จุดเริ่มต้นของการผลิตกระแสไฟฟ้าใช้เองเกิดขึ้นหลังจากที่ชาวบ้านได้มีการรวมกลุ่มกันแล้วในการทำเกษตรทางเลือก แล้วมีการต่อประปาภูเขาเพื่อใช้ในครัวเรือนและการเกษตร โดยชาวบ้านบางคนเห็นว่าน้ำที่ไหลแรงนั้นน่าที่จะใช้ทำประโยชน์อะไรได้บ้าง ดีกว่าปล่อยให้ทิ้งเปล่าไปตามธรรมชาติ แนวคิดการทำกังหันน้ำผลิตกระแสไฟฟ้าจึงถือกำเนิดขึ้น และผู้ใหญ่จ้องคือชาวบ้านรายแรกที่เป็นผู้บุกเบิก

ผู้ใหญ่จ้องเล่าถึงจุดเริ่มต้นว่า  เมื่อประมาณ 3-4 ปีก่อน ไปเห็นสำนักสงฆ์สามัคคีธรรมมีการจัดระบบน้ำ โดยการทำอ่างเก็บน้ำขนาด 20 ตารางเมตร แล้วใช้พลังน้ำผ่านเข้าไปดันใบพัดที่เชื่อมต่อกับไดนาโมและปั่นกระแสไฟฟ้า เพื่อเอาไปใช้ในกุฏิ ศาลา และโรงครัว อย่ากระนั้นเลย ผู้ใหญ่จ้องจึงเอาอย่างบ้าง ด้วยการประดิษฐ์กังหันน้ำ แล้วเชื่อมต่อกับไดนาโมขนาด 1,500 วัตต์ โดยลงทุนไม่ถึง 1 หมื่นบาท สามารถนำไฟไปใช้กับอุปกรณ์ไฟฟ้า เช่น ทีวี หม้อหุงข้าว พัดลม และเครื่องซักผ้า

ข้อเด่นของกังหันน้ำผลิตกระแสไฟฟ้าเมื่อเปรียบเทียบกับโซล่าเซลล์ก็คือ ต้นทุนถูกกว่า แถมผลิตกระแสไฟฟ้าได้ทั้งกลางวันกลางคืน ไม่เกี่ยงแม้แต่ฤดูกาล แตกต่างจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่หากฝนตกก็ไม่สามารถใช้งานได้ ซึ่งภาคใต้เองก็มีฝนตกชุกยาวนานถึงประมาณ 8 เดือน

ผลสำเร็จของผู้ใหญ่จ้อง ได้กลายเป็นแรงบันดาลให้อีกหลายครัวเรือนหันมาทำกังหันน้ำผลิตกระแสไฟฟ้าไว้ใช้เอง เช่น กรณีกังหันน้ำของประจวบ ภูมิไชยา และชุมชนเหมืองบางนาว ซึ่งต้องเดินทางลึกเข้าไปในป่าอีกสักหน่อย

บ้านนายประจวบ ตั้งอยู่ที่บ้านตะแบกงาม เขาเล่าว่า ได้ไปเห็นกังหันน้ำของผู้ใหญ่จ้อง จึงมีความคิดที่จะนำมาประดิษฐ์ใช้สอยเองบ้าง และได้พยายามหาวิธีการเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้ามากขึ้น จนกระทั่งค้นพบวิธีการวางกังหันให้ขนานไปกับน้ำ ซึ่งก็ทำให้สามารถเชื่อมต่อกับไดนาโมได้ถึงขนาด 3,000 วัตต์ แถมไม่ปล่อยน้ำให้เสียเปล่า นายประจวบยังได้ทดน้ำไปใช้ในภาคเกษตรอีกด้วย

หรือในกรณีชุมชนเหมืองบางนาว เป็นหมู่บ้านที่มีทั้งหมด 15 ครัวเรือน ส่วนใหญ่เป็นเครือญาติกัน สำหรับกังหันน้ำที่นี่มีกำลังการผลิตอยู่ที่ประมาณ 4,000 วัตต์ โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากหลายทาง เช่น องค์การบริหารส่วนตำบล การสมทบทุนจากชุมชนเอง แต่ที่น่าสนใจคือที่นี่มีการตั้งคณะกรรมการในการบริหารจัดการ มีการจัดเก็บเงินจากสมาชิกครัวเรือนละ 200 บาทต่อปีเข้ากองทุน เพื่อใช้เป็นงบประมาณในการดูแลรักษาและซ่อมบำรุง รวมทั้งมีการจัดเวรชาวบ้านเข้าไปดูแลกังหันน้ำ

ถึงแม้ชาวบ้านบ้านบกแบกและบ้านตะแบกงามจะอยู่ห่างไกล เข้าขั้นไกลปืนเที่ยง แต่ก็รู้จักผันทรัพยากรที่มีอยู่ให้เป็นกระแสไฟฟ้า ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาเชื้อเพลิงที่ก่อให้เกิดปัญหาภาวะโลกร้อน
 

หมายเหตุ ขอขอบคุณฐิตินันท์ ศรีสถิติ เอื้อเฟื้อภาพประกอบ

บรรยายภาพ ภาพนำ: กังหันน้ำแบบแนวตั้งที่บ้านบกแบก

              ภาพแรก: นายสมชาย ไชยราช หรือผู้ใหญ่จ้อง อดีตผู้ใหญ่บ้านบกแบก

              ภาพสอง: กังหันแบบแนวนอนที่ขนานไปกับน้ำ ที่บ้านตะแบกงาม

Share this

 

creative-commonsแสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน 3.0 ประเทศไทย
พัฒนาเว็บไซต์โดย โอเพ่นดรีม