"ท่ามะพลา" เลี้ยงหมู ไม่ได้กลิ่น แต่ได้ก๊าซ

เรื่อง เกื้อเมธา ฤกษ์พรพิพัฒน์
ภาพ ฐิตินันท์ ศรีสถิต

ไฟลุกพรึ่บและเต้นไหวท่ามกลางวงล้อมสายตาของสื่อมวลชน

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ใช่วินาศภัยสะเทือนขวัญ หากแต่เป็นการโชว์เปิดเตาแก๊สด้วยท่วงท่าภาคภูมิใจของสิทธิพงศ์ อรุณรักษ์ สารวัตรกำนันตำบลท่ามะพลา จังหวัดชุมพร

เหตุที่เป็นเพียงการเปิดเตาแก๊สก็สามารถชักจูงสื่อมวลชนให้ล้อมวงดูได้ นั่นเพราะไฟที่ลุกโชนอยู่ตรงหน้า ไม่ได้ใช้เชื้อเพลิงมาจากถังแก๊ส แต่ต่อสายมาจากบ่อหมักก๊าซชีวภาพข้างคอกหมู ถือเป็นการผลิตพลังงานด้วยตนเองของชุมชน

บ่อหมักและคอกหมูที่ว่าตั้งอยู่ในศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงก๊าซชีวภาพ ซึ่งเริ่มก่อตั้งเมื่อปี 2546 จากการพูดคุยกันในระดับตำบล ด้วยความคิดแรกเริ่มแค่ว่าอยากเลี้ยงหมูเพื่อตอบสนองการบริโภค

สิทธิพงศ์ในฐานะตัวแทนชาวบ้าน เล่าว่า หลังจากพูดคุยกันแล้วก็ได้ข้อสรุปว่าชาวตำบลท่ามะพลารับประทานเนื้อหมูมากที่สุด เมื่อเทียบกับเนื้อสัตว์ชนิดอื่นๆ ดังนั้นทางตำบลจึงทำโครงการเลี้ยงหมูภายใต้โครงการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ โดยได้รับงบสนับสนุนจากหน่วยงานรัฐ 1 แสนบาท และสมทบเงินกันในหมู่สมาชิกอีกคนละ 1,500 บาท ได้เป็นเงิน 6 หมื่นบาท แล้วนำมาสร้างโรงเรือนเลี้ยงหมู หลังจากนั้นก็นำเนื้อหมูที่ได้ไปขายที่แผงหมูของตำบล ด้วยสนนราคาที่ถูกกว่าท้องตลาด

“เราไม่ได้ขายเนื้อหมูนอกตำบล เพราะเราขายถูกกว่าประมาณกิโลละ 10 บาท แถมเนื้อหมูของเราปลอดสารเคมี ไม่มีสารเร่งเนื้อแดง ดีกับผู้บริโภค”

ถึงแม้จะมีเนื้อหมูราคาประหยัดและปลอดภัยให้คนในชุมชนบริโภค แต่ปัญหาใหญ่ที่คิดว่าน่าจะตามมา นั่นคือกลิ่นเหม็นจากขี้หมู ซึ่งแต่ละวันมีปริมาณมาก ที่สุดจึงเกิดประกายความคิดที่น่าจะทำก๊าซชีวภาพจากขี้หมูไว้ใช้ประโยชน์ด้วยเลย และนี่คือที่มาของโครงการสร้างบ่อหมักก๊าซชีวภาพขึ้น ขนาด 40 ลูกบาศก์เมตร ใกล้ๆ กับโรงเรือนเลี้ยงหมู ก๊าซชีวภาพที่ได้นี้สามารถนำไปหุงต้มแทนก๊าซหุงต้มได้

สำหรับขั้นตอนการผลิตก๊าซชีวภาพ ประกอบด้วย

ขั้นที่ 1 ฉีดน้ำล้างขี้หมูจากในคอกให้ลงมาสู่ท่อที่เรียกว่า บ่อเติม ซึ่งเป็นท่อที่มีส่วนผสมของน้ำล้างกับอุจจาระหมู
ขั้นที่ 2 น้ำล้างคอกหมูกับขี้หมูจะไหลลงสู่ บ่อหมัก โดยใช้เวลาหมักประมาณ 40 วัน ก็จะเกิดก๊าซชีวภาพ โดยเฉพาะก๊าซมีเทน ซึ่งมีคุณสมบัติให้ความร้อนสูง ติดไฟง่าย
ขั้นที่ 3 เมื่อครบ 40 วันแล้ว จะมีก๊าซชีวภาพเกิดขึ้นในบ่อถัดไป ซึ่งเรียกว่า บ่อความดัน ที่เรียกเช่นนี้เพราะใช้น้ำเป็นตัวยกระดับของก๊าซเมื่อต้องการใช้
ขั้นที่ 4 หลังจากบ่อความดันแล้ว ของเสียจะแยกเป็นสองส่วน ส่วนแรกเป็นของเหลว สามารถนำไปรดน้ำต้นไม้ เพราะมีความเข้มข้นต่ำ ส่วนที่สองเป็นกาก ก็จะตากเพื่อทำเป็นปุ๋ยหมักต่อไป โดยปุ๋ยที่ได้นี้มีธาตุอาหารไม่ครบถ้วน ซึ่งต้องเติมปุ๋ยสูตร 0-0-60 เพิ่มเข้าไปอีก

สิทธิพงษ์เล่าว่า ช่วงแรกที่เริ่มมีการเลี้ยงหมูเพียง 5 ตัว จึงต้องคอยหามูลมาเติม แต่ปัจจุบันมีหมูเพิ่มขึ้นมาถึง 50 ตัว จึงไม่ขาดแคลนขี้หมูอีกต่อไป ถึงกระนั้นก็มีความสนใจว่าจะสามารถนำมูลสัตว์อื่นๆ มาผสมรวมด้วยได้หรือไม่

ในส่วนเป้าหมายของศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงก๊าซชีวภาพ สิทธิพงษ์ระบุว่า ทางศูนย์ต้องการเป็นต้นแบบสำหรับชาวบ้านหรือชุมชนอื่นที่อยากจะทำบ้าง ได้มาศึกษาเรียนรู้ แล้วนำรูปแบบไปดัดแปลงโดยจะย่อหรือขยายขนาดฟาร์มและบ่อก็ได้ อย่างไรก็ดียังไม่มีแนวคิดที่จะขยายไปสู่การผลิตก๊าซชีวภาพป้อนชุมชน

“ตอนนี้เราตั้งใจแค่เป็นศูนย์การเรียนรู้ จึงหยุดอยู่แค่นี้ก่อน เพราะประเด็นว่าถ้าจะขยายเพิ่ม ก็ต้องดูเรื่องความต้องการบริโภคเนื้อหมูของชาวบ้านด้วย” สิทธิพงษ์กล่าวสรุป

หมายเหตุ ขอบคุณ ฐิตินันท์ ศรีสถิต เอื้อเฟื้อภาพประกอบ

Share this

 

creative-commonsแสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน 3.0 ประเทศไทย
พัฒนาเว็บไซต์โดย โอเพ่นดรีม