การเมืองเรื่องโลกร้อน

เรื่อง   อาทิตย์ ประสาทกุล

การประชุมที่กรุงโคเปนเฮเกน หรือ COP15 เปิดฉากขึ้นพร้อมความคาดหวังว่านานาประเทศจะบรรลุข้อตกลงในการจัดการกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ภายในระยะเวลา 2 สัปดาห์สุดท้ายหลังจากที่มีการเจรจามาตลอด 2 ปีที่ผ่านมา ในสัปดาห์แรก ผู้แทนประเทศต่างๆ จะมาเจรจากันเพื่อเตรียมผลการประชุมเพื่อเสนอให้ที่ประชุมพิจารณาในสัปดาห์ที่สองซึ่งเป็นการประชุมระดับสูง (ระดับรัฐมนตรีสิ่งแวดล้อม) ทั้งนี้ ในวันสุดท้าย จะพิเศษกว่าการประชุมประจำปีครั้งที่ผ่านๆ มา เนื่องจากผู้นำกว่า 110 ประเทศ รวมทั้งนายกรัฐมนตรีของไทย จะเดินทางมาเข้าร่วมประชุมตามคำเชิญของนายกรัฐมนตรีเดนมาร์ก ในฐานะผู้นำของประเทศเจ้าภาพของการประชุมภายใต้กรอบอนุสัญญา UNFCCCครั้งนี้
 
นอกจากนายกรัฐมนตรีที่จะมาเข้าร่วมในฐานะผู้นำจากประเทศไทย และประธานอาเซียนแล้ว ผู้นำประธานาธิบดีอินโดนีเซีย ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย รองนายกรัฐมนตรีกัมพูชา และผู้แทนระดับสูงจากประเทศอาเซียนอื่นก็ยืนยันแล้วว่าจะมาเข้าร่วมประชุมโดยพร้อมเพรียงกันด้วย
 
การที่ผู้นำประเทศมาประชุมกันมากขนาดนี้ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยครั้ง อย่างน้อยก็ไม่ได้มีให้เห็นในรอบ10 ปีที่ผ่านมา ทำไมการเดินทางมาเข้าร่วมประชุมของผู้นำจึงมีความสำคัญ ทั้งๆ ที่โลกทั้งโลกจะต้องถูกย่ำยีจากก๊าซเรือนกระจกที่จะถูกปล่อยเพิ่มขึ้นจากการเดินทางโดยเครื่องบินของผู้นำและผู้ติดตามเป็นโขยง รวมทั้งรถลีมูซีน โรงแรมที่พัก ฯลฯ ที่จะต้องใช้ระหว่างการเดินทางมาเข้าร่วมการประชุมที่กรุงโคเปนเฮเกน
 
คำตอบสั้นๆ ที่ได้ยินบ่อยก็คือ ผู้นำจะได้มาร่วมกันแสดง “เจตนารมณ์ทางการเมือง” (political will) เพื่อแสดงความตั้งใจต่อการจัดการกับปัญหา และ “ทิศทางการเมือง” (political direction) ให้กับนักเจรจาของประเทศตน ทั้งนี้ เป็นไปเพื่อกระตุ้นและผลักดันให้การประชุมที่มีความซับซ้อนและไม่ลงรอยกันเช่นนี้สามารถตกลงกันได้ หรือย่างน้อยก็มิให้จะต้องล้ม หรือหยุดชะงักดังที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้
 
การเจรจาในเรื่องนี้ผ่านมาแล้ว 2 ปีตั้งแต่การประชุมที่บาหลี เมื่อธันวาคม 2550และจนถึงบัดนี้ก็ไม่คืบหน้าไปไหน จะปล่อยให้ผู้แทนประเทศมาพูดคุยกันเห็นคงจะไม่เข้าท่า ให้ผู้นำที่สามารถตัดสินใจทางนโยบายได้มาตัดสินใจพร้อมกันเสียดีกว่า น่าจะเป็นทางออกที่เหมาะสม นี่คือความพยายามของประเทศเจ้าภาพอย่างเดนมาร์กที่อยากเห็นการประชุมในเมืองหลวงของตนประสบความสำเร็จกว่าใครๆ
 
ท่าทีที่แตกต่างกันระหว่างประเทศพัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนา โดยเฉพาะในเรื่องความรับผิดชอบในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ที่จะเกิดขึ้นภายหลังพันธกรณีแรกของพิธีสารเกียวโต (ค.ศ. 2008 -2012) สิ้นสุดลง นั้นเป็นเรื่องที่ทำให้การเจรจาเพื่อบรรลุข้อตกลงในการประชุมที่โคเปนเฮเกนนั้นไม่คืบหน้า และมีแนวโน้มที่จะไม่ประสบความสำเร็จ
 
เป็นเรื่อง “การเมือง” ที่ไม่แตกต่างไปจากการเมืองในประเทศ หรือที่ไหนๆ สักเท่าไร
 
แม้ว่าโดยหลักการแล้ว เหตุผลที่ประเทศต่างๆ มาร่วมมือกันภายใต้อนุสัญญา UNFCCC ก็เพื่อความหวังว่าสามารถแก้ปัญหาโลกร้อน แต่ในความเป็นจริง ผู้แทนที่ร่วมประชุมต่างแบกภาระที่ชื่อว่า “ผลประโยชน์ของประเทศ” ไว้เต็มหลัง ดังนั้น เวทีการหารือระหว่างประเทศที่ควรจะเป็นไปเพื่อแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม จึงกลับเป็นตลาดที่แต่ละประเทศต่างมาแสวงหาผลประโยชน์ของตนทางการเมือง ปัญหาผู้คนอดอยาก น้ำแข็งขั้วโลกกำลังจะละลาย โรคภัยคืบคลาน หรือสัตว์กำลังสูญพันธุ์ ที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจึงถูกละทิ้งอย่างไม่ใยดี
 
หากจะพูดอีกนัยหนึ่งก็คือ เวทีการเจรจาที่กำลังดำเนินอยู่ที่กรุงโคเปนเฮเกนนั้นมีสองภาพซ้อนกันอยู่ ภาพหนึ่งคือภาพที่นานาประเทศต่างออกมาร้องเล่าป่าวประกาศถึงความห่วงใยต่อสิ่งแวดล้อม โดยจะพยายามทุกวิถีทางเพื่อลดสาเหตุของปัญหา (โดยการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศ) และจะปรับตัวต่อผลกระทบที่เกิดขึ้นจากโลกร้อน รวมทั้งประเทศที่พัฒนาแล้วก็พร้อมที่จะให้เงินและเทคโนโลยีเพื่อสนับสนุนประเทศที่ด้อยพัฒนากว่าในการจัดการกับปัญหาของตัวเอง
 
ส่วนอีกภาพหนึ่งคือการปกป้องผลประโยชน์ของตน กลุ่มประเทศพัฒนาแล้วอย่างเช่น สหภาพยุโรป สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น ฯลฯ ต่างต้องการให้ประเทศกำลังพัฒนาที่มีความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะจีนและอินเดีย รับผิดชอบในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในประเทศของตนด้วย สาเหตุประการหนึ่งน่าจะมาจากการที่ไม่ต้องการเห็นสองเสือแห่งเอเชียนี้ก้าวหน้าไปกว่าตัวเอง
 
ในอีกทางหนึ่ง จีนและอินเดียก็อ้างว่า ที่ตนปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงขนาดนี้ก็เพื่อพัฒนาประเทศให้ประชาชนพ้นจากความยากจน และเพิ่งเริ่มปล่อยมาเมื่อไม่นานนี้เอง ผิดกับประเทศพัฒนาแล้วที่ปล่อยมามากกว่า 200 ปีจนทำให้ร่ำรวยขนาดนี้ ดังนั้น พวกเขาจึงจะมาว่าตนไม่ได้ ปัญหาที่เกิดขึ้นนี้ไม่ได้เกิดจากใครอื่น ดังนั้นพวกเขาจะต้องรับผิดชอบ “หนี้” ที่พวกเขามีต่อประเทศจนทั้งหลายด้วยการให้การสนับสนุนทางการเงินและถ่ายทอดเทคโนโลยีที่สะอาดให้
 
กลุ่มประเทศหมู่เกาะที่ตัวเองใกล้จะจมน้ำเต็มทีก็ยื่นคำขาดว่า อนาคตของประเทศตนนั้นขึ้นอยู่กับการจัดการปัญหาโดยเร็วที่สุด พวกเขามีสิทธิ์ที่จะ “มีชีวิตอยู่เพื่อพัฒนา” (rights to survive for development) พวกเขามองต่างว่า แม้ประเทศใหญ่ๆ ที่เป็นประเทศกำลังพัฒนาก็จำเป็นจะต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างจริงจัง ในระยะยาวแล้ว ประเทศหมู่เกาะมีท่าทีชัดเจนว่า อุณหภูมิโลกจะต้องไม่เพิ่มขึ้นเกินกว่า 3.5 องศาเซลเซียส โดยให้มีปริมาณความหนาแน่นของก๊าซเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศไม่มากไปกว่า 450 ส่วนต่อล้านส่วน ในขณะที่ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์จาก IPCC เห็นว่าหากรักษาอุณหภูมิไม่ให้เกิน 2 องศา และ 450 ล้านต่อล้านส่วนก็เพียงพอแล้วที่จะรักษาโลกไว้ไม่ให้แย่ไปกว่านี้ (แต่ประเทศหมู่เกาะต้องการมากกว่านั้น เพราะมีความเสี่ยงสูง)
 
อีกกลุ่มประเทศหนึ่งที่เป็นมารร้ายในสายตาชาวโลก แต่เป็นผู้ที่แสนจะรักษาผลประโยชน์ของประเทศตน ก็คือกลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมัน นำทีมโดยซาอุดิอารเบีย พวกเขาเรียกร้องว่าจะต้องได้รับความเป็นธรรม โดยเฉพาะเมื่อความตกลงด้านโลกร้อนจะมีผลทำให้เศรษฐกิจของพวกเขาได้รับผลกระทบ
 
แม้กระทั่งกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาเอง ที่รวมตัวกันในกลุ่มเจรจาซึ่งเรียกตนเองว่ากลุ่ม 77 และจีน (Group of 77 and China) ก็มีผลประโยชน์แตกต่างกันมาก ดังเห็นได้จาก จีน อินเดีย ฯลฯ ก็ต้องการอย่างหนึ่ง ประเทศหมู่เกาะก็ต้องการอย่างหนึ่ง ประเทศผลิตน้ำมันก็ต้องการอย่างหนึ่ง และอีกหลายๆ ประเทศก็ต้องการอีกอย่างหนึ่ง ต่างคนต่างมาใช้ประโยชน์จากกลุ่มเจรจาที่มีสมาชิก 132 ประเทศ ใน 192 ประเทศที่เป็นสมาชิกของกรอบอนุสัญญา UNFCCC สิ่งที่รวมกันไว้เห็นจะไม่ใช่อะไรอื่นนอกจากการยืนยันแนวทางของกรอบอนุสัญญาฯ และพิธีสารเกียวโต ที่แบ่งประเทศพัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนาแยกจากกัน โดยฝ่ายแรกต้องรับผิดชอบในการมีพันธกรณีในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และฝ่ายหลัง (ซึ่งรวมถึงจีน อินเดีย ซาอุดิอารเบีย ฯลฯ) ไม่ต้องการจะรับผิดชอบอะไรเลย นอกจากรับเงิน การถ่ายทอดเทคโนโลยี และความช่วยเหลือต่างๆ 
 
บนพื้นฐานทางการเมืองระหว่างประเทศที่แตกต่างและมากมายหลายขั้นกันเช่นนี้ การรวมตัวกันของผู้นำประเทศในวันสุดท้ายของการประชุม ในวันที่ 18 ธันวาคม 2552 จึงเป็นเรื่องน่าสนใจที่จะต้องติดตาม บ้างก็เดากันว่าผู้นำ รวมทั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่หอบเอา “ผลประโยชน์แห่งชาติ” แบกหลังมาด้วยจะมาตกลงกันในสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด บ้างก็เดาก็ว่าไม่น่าจะมีอะไรเกิดขึ้นนอกจากมาถ่ายรูปร่วมกัน
 
จำนวนผู้นำที่ประเทศเจ้าบ้านประกาศว่ายืนยันว่าจะมาเข้าร่วมกว่า 110 ประเทศนี้ไม่ธรรมดา แต่การที่ผู้นำจะมาตกลงกันในเรื่องที่ซับซ้อนและมีผลประโยชน์มากมายดังว่านั้นไม่ธรรมดายิ่งกว่า

 

 

Share this

 

creative-commonsแสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน 3.0 ประเทศไทย
พัฒนาเว็บไซต์โดย โอเพ่นดรีม