เดินตามในหลวงด้วยทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียง
เรื่อง : ศศิวิมล ปัญจมาพิรมย์
วันที่ 2 ธันวาคมที่ผ่านมา สถาบันเศรษฐกิจพอเพียง ร่วมกับเครือข่าย 5 เครือข่ายได้แก่ เครือข่ายกสิกรรมธรรมชาติ เครือข่ายกสิกรรมไร้สารพิษแห่งประเทศไทย เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก เครือข่ายพหุภาคีปราชญ์ชาวบ้านภาคอีสาน เครือข่ายเกษตรสมดุลย์และการพึ่งพาตนเอง ร่วมกันจัดงาน “ปฏิบัติการกู้วิกฤตชาติด้วยศาสตร์พระราชา” ณ เมืองโบราณ จ.สมุทรปราการ
วิวัฒน์ ศัลยกำธร หรืออาจารย์ยักษ์ ประธานสถาบันเศรษฐกิจพอเพียงได้กล่าวถึงความรู้สึกของการเริ่มต้นโครงการต่างๆ โดยใช้หลักทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียงว่า สถานการณ์ปัจจุบันเป็นสิ่งที่ชี้ให้เห็นวิกฤตทั้ง 4 ด้านที่เกิดขึ้น จำเป็นที่เราจะต้องช่วยกันหาทางแก้ไขสิ่งเหล่านี้ด้วยวิธีที่ดีที่สุด คือการนำหลักทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ มาใช้ เพราะเราเห็นว่าเป็นสิ่งที่จะทำให้ประเทศฝ่าฟันปัญหาต่างๆ ไปได้ ถึงแม้ตอนนี้ใครหลายคนอาจจะคิดว่าไกลตัว หรือไม่สามารถทำได้จริงก็ตาม
“ในหลวงท่านเคยพระราชดำริไว้ว่า งานที่เราทำแล้วคิดว่าเป็นสิ่งที่ดีก็ทำไปเถอะ ถึงแม้วันนี้จะยังไม่มีคนเชื่อ แต่เมื่อถึงเวลาที่เขาคิดได้ว่ามันจำเป็นและสำคัญ เขาก็จะเข้าใจเอง”
ในงานครั้งนี้มีการรวมตัวกันของคนต้นแบบที่ประสบความสำเร็จจากการนำทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียงไปปฏิบัติจากหลายภาคส่วน หลากหลายอาชีพ
ด้านเจริญวิทย์ เสน่หา นักวิชาการและคณะกรรมการสถาบันเศรษฐกิจพอเพียง ได้กล่าวถึงความหมายของเศรษฐกิจพอเพียงว่าเป็น “ทฤษฎี” ใหม่ซึ่งมีปรัชญาเป็นองค์ประกอบ โดยมีวิธีการพื้นฐานคือต้องช่วยกันเอาภูมิปัญญาพื้นบ้านในพื้นที่มาใช้เพื่อนำไปสู่ทางรอด ไม่ว่าจะเป็นองค์ความรู้ ภูมิปัญญา แพทย์แผนไทย ฯลฯ
“สรุปคือเป็นทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ใหม่ของโลกก็ว่าได้ เป็นจุดกึ่งกลางของระบบทุนนิยม เสรีนิยมและเศรษฐกิจหลังเขา”
นอกจากนี้นักวิชาการด้านเศรษฐกิจพอเพียงยังกล่าวอีกว่า เศรษฐกิจพอเพียงนั้นมีทฤษฎีกำกับและปฏิบัติได้จริง เพียงแต่ว่าคนในประเทศเราจะทำกันหรือไม่ เพราะไม่เช่นนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ คงไม่พระราชทานแนวคิดเกษตรทฤษฎีใหม่ เพราะทฤษฎีเก่าที่เอามาจากต่างประเทศแสดงให้เห็นแล้วว่าทำลายสังคม รากเหง้าของเรา
ขณะนี้เครือข่ายเศรษฐกิจพอเพียงมีคนเข้าร่วมแล้วประมาณ 300,000 คนจากทั่วประเทศ ซึ่งอาจารย์ยักษ์ได้กล่าวไว้ว่า สิ่งที่เราทำอยู่เชื่อว่าจะทำให้คนที่กำลังเดินตามหลักพอเพียงสามารถก้าวผ่านวิกฤตต่างๆ ไปได้ แต่หากเกิดวิกฤตรุนแรงจริงๆ คนทุกคนจะเดินเข้ามาหา 300,000 คนที่มีหนทางรอด ซึ่งสุดท้ายแล้ว 300,000 คนนี้ก็ต้องตายอยู่ดีเพราะไม่สามารถช่วยเหลือคนอื่นได้ทั้งหมดด้วยคนเพียงเท่านี้ จากความคิดนี้จึงเชื่อว่าเราต้องช่วยกันขยายฐานความคิดเพื่อให้คนอื่นรอด เมื่อทุกคนสามารถเอาตัวรอดได้ ประเทศชาติก็จะรอดในที่สุด
ทางสถาบันเศรษฐกิจพอเพียงจึงได้จุดประกายด้วยแนวคิดว่า “ตัวอย่างที่ดีมีค่ากว่าคำสอน” ทำให้งานนี้ได้รวบรวม ฅ ฅนต้นแบบที่ประสบความสำเร็จจากการนำหลักทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียงไปปฎิบัติ มาพูดคุยถึงประสบการณ์แนวทาง เพื่อเป็นการจุดประกายให้กับทุกภาคส่วนเห็นความสำคัญและเข้าใจในหลักทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียงว่าสามารถนำไปปรับใช้ได้จริงซึ่งไม่จำเป็นจะต้องเป็นคนที่อยู่ในภาคเกษตรเท่านั้นเช่น
- วริวร รักษ์พันธ์ : บริษัทอุ้มชูไม่จำกัด ชุมพรคาบาน่า ฝ่าวิกฤตหนี้สิน 300 ล้าน พาพนักงานกว่า 150 ชีวิตรอดได้ด้วยการพึ่งพาตนเองและพึ่งพากันและกัน จัดตั้งโครงการ “เศรษฐกิจพวกเรา” ให้พนักงานปลูกผักกินเอง ทำสวน เลี้ยงไก่ขายให้กับโรงแรมแบบพออยู่พอกิน
- กลุ่มอุตสาหกรรมเคเอสแอล ที่หันมาส่งเสริมให้เกษตรกรผลิตอ้อยอินทรีย์ เพื่อลดตุ้นทุนการผลิต คืนชีวิตให้กับผืนดิน เป็นมิตรกับชุมชนและสิ่งแวดล้อม
- เจตน์ โศภิษฐ์พงศธร ทายาทตระกูลศรีเฟื่องฟุ้ง ซึ่งหันมาต่อยอดธุรกิจของครอบครัวโดยนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้ หันออกจากโลกของเงินทุนและการบริโภคนิยม
- 1 ไร่ 1 ล้าน ตามแบบผู้ใหญ่สมศักดิ์ เครือวัลย์ แห่งศูนย์กสิกรรมธรรมชาติสองสลึง ผู้ที่เคยหนีหนี้เพราะไม่มีเงินจ่าย แต่ทุกวันนี้บ้านของเขากลับกลายเป็นศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง ที่ถ่ายทอดวิธีปฏิบัติจริงสู่เกษตรกรทั่วประเทศ
- เกษตรลดต้นทุน 95% แบบกำนันเคว็ต ด้วยการบริหารจัดการน้ำอย่างเหมาะสม ใช้พลังงานทดแทน หันมาใช้วิธีธรรมชาติในการจัดการสวน ทำให้ต้นทุนที่เคยจ่ายตอนนี้เหลือเพียง 5%
- กลุ่มสัจจะทรัพย์จันทบุรี จัดตั้งโดยท่านพระมนัส ขันติธัมโม ขณะนี้มีสมาชิกกว่า 40,000 คน ในจังหวัดจันทบุรี มีเงินกองทุนสวัสดิการชุมชนประมาณ 200 ล้านบาท มีเงินหมุนเวียนกว่า 500 ล้านบาท จากการพึ่งพากันในชุมชน ตั้งมั่นอยู่บนสัจจะแห่งความพอเพียง
นอกจากในงานนี้จะมีการเสวนาพูดคุยในเรื่องต่างๆ เกี่ยวกับความพอเพียงแล้วยังเป็นการประกาศภารกิจของสถาบันเศรษฐกิจพอเพียงในการตั้งขบวนบุญกู้วิกฤตชาติ โดยยึดหลัก ฅ ฅน ต้นแบบเพื่อสร้างให้เกิดคนพอเพียงทั่วแผ่นดินโดยผ่านการจัดการ 3 แนวทางได้แก่ การตั้งกองบุญศาสตร์พระราชาแก้วิกฤตซึ่งเป็นการประมวลองค์ความรู้จากการปฏิบัติสู่
งานวิชาการเพื่อยืนยันความเป็นทฤษฎีหลักเพื่อเป็นทิศทางหลักในการกำหนดตัวชี้วัดในการพัฒนาประเทศ
สองคือกองบุญต้นกล้าพอเพียง เป็นการมอบทุนปัญญา สู่การเดินตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง โดยเป็นการอบรมให้กับกลุ่มเกษตรกร ผู้ว่างงาน นักเรียนนักศึกษาและผู้ที่สนใจเพื่อให้พึ่งตนเองได้ ชะลอการเข้ามาทำงานในเมือง คืนความหวังสู่ท้องถิ่น
และสุดท้ายคือกองบุญฟื้นฟูลุ่มน้ำและทะเลไทย โดยเป็นการสร้างจิตสำนึกและสร้างตัวอย่างการฟื้นฟูลุ่มน้ำทั้งต้นน้ำ กลางน้ำและปลายน้ำเพื่อเป็นการจุดประกายให้เกิดผลในระยะยาวต่อไป
