เริ่มต้นรับผิดชอบการใช้จ่าย ด้วยการทำความรู้จัก “ฉลาก”
เรื่อง ศศิวิมล ปัญจมาพิรมย์
เคยสังเกตรอบๆตัวหรือไม่คะว่า ของกินของใช้ที่เราจับจ่ายกลับบ้านมานั้นมีฉลากอะไรติดอยู่บนผลิตภัณฑ์บ้าง
หากใครเคยสังเกต จะเห็นว่ามีมากมายหลากหลายฉลาก บางครั้งก็เป็นฉลากที่เรารู้จัก แต่ฉลากบางอย่างก็อาจจะแปลกใหม่จนเราไม่รู้ว่าเขาติดมาเพื่อบอกอะไร ...
ยิ่งเป็นฉลากที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมด้วยแล้ว คนส่วนใหญ่คงคุ้นเคยแต่ฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5 แต่ทราบหรือไม่คะว่าฉลากสิ่งแวดล้อมนั้นไม่ได้มีแต่เฉพาะฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5 เท่านั้น ! ฉลากสิ่งแวดล้อมยังมีอีกมากมาย ... ทำให้เกิดคำถามว่า ทำไมคนส่วนใหญ่จึงยังไม่รู้จักฉลากสิ่งแวดล้อมเท่าที่ควร
ฉลากสิ่งแวดล้อมในประเทศไทยมีหลากหลาย พอจะจัดแยกได้เป็น 4 ประเภทใหญ่ๆ ได้แก่
ประเภทที่ 1 คนกลางเป็นคนออกฉลาก ไม่ใช่ผู้ซื้อ ไม่ใช่ผู้ขาย เป็นคนการันตีว่าสินค้านั้นเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ดีกว่าสินค้าประเภทเดียวกันอย่างไร ประเภทที่ 1 นี้ ที่มีในเมืองไทยเราก็เช่น ฉลากเขียว
ประเภทที่ 2 เป็นประเภทที่เรียกว่า self declare (เซล์ฟ ดีแคลร์) คือบอกว่าตัวเองดีต่อสิ่งแวดล้อมอย่างไร เช่นถุงของห้างสรรพสินค้าที่จะประทับตรา (เอง) ว่าถุงนี้สามารถรีไซเคิลได้ หรือผงซักฟอกบางยี่ห้อที่เขียนว่าคืนน้ำใสให้โลกสวย มีตราโลโก้ที่ออกแบบเอง คือเหมือนเป็นการบอกว่าผลิตภัณฑ์ของตนเองดีต่อสิ่งแวดล้อม
ประเภทที่ 3 เป็นประเภทที่ใช้วัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์มาเป็นตัวคำนวนหรือที่เรียกว่า LCA (Life Cycle Assessment) ประเภทนี้เช่น ฉลากคาร์บอน ฉลากที่รับรองสินค้าเกษตรอินทรีย์ และคาร์บอนฟุตพริ้นท์
ประเภทที่ 4 เป็นฉลากที่เรียกว่า Single Issue คือชูประเด็นเดียว เช่นประหยัดพลังงานในคอมพิวเตอร์ ประหยัดพลังงานในเครื่องใช้ไฟฟ้า ที่เห็นผ่านตากันบ่อยๆ เช่น Energy Star บนอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ หรือแม้แต่ฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5 ก็ถือว่าเป็นฉลากประเภทนี้
ฉะนั้นหากถามว่าฉลากสิ่งแวดล้อมในเมืองไทยมีเยอะหรือไม่ คำคอบคือมีเยอะ แต่ทำไมคนทั่วไปแทบจะไม่รู้ว่ามีฉลากสิ่งแวดล้อมอื่นๆอยู่รอบตัวเรา ยกเว้นฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5
ดร.พงษ์วิภา หล่อสมบูรณ์ ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมการลงทุนและพัฒนาการตลาด องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) ผู้ซึ่งเป็นคนรับผิดชอบการทำฉลากเขียว ก่อนที่จะย้ายมารับผิดชอบในส่วนของฉลากคาร์บอนและคาร์บอนฟุตพริ้นท์อย่างเต็มตัว ได้วิเคราะห์ถึงปัจจัยแห่งความสำเร็จของฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5 ว่าทำไมถึงประสบความสำเร็จกว่าฉลากสิ่งแวดล้อมตัวอื่นๆอย่างเห็นได้ชัด มีอยู่ 2 ประเด็นที่สำคัญคือ การโฆษณา กับ เพราะเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวมาก
ดร.พงษ์วิภาขยายความว่า การประชาสัมพันธ์ของฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5 สามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้ดี เพราะหน่วยงานที่รับผิดชอบ (การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย) มีงบโฆษณามหาศาล แถมเรื่องประหยัดไฟฟ้าเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวมาก ชนิดเห็นผลได้ทันทีในใบเสร็จ ว่าจะต้องควักเงินออกจากกระเป๋าเท่าไหร่
“เหมือนเป็นสิ่งที่กระทบเราโดยตรง เพราะมีเรื่องเงินมาเกี่ยวพัน”
แต่ฉลากสิ่งแวดล้อมตัวอื่นๆ เป็นการออกฉลากเพียงเพื่อเป็นข้อมูลให้กับผู้บริโภคว่า ผลิตภัณฑ์นี้ดีต่อสิ่งแวดล้อมหรือไม่ อย่างไร เพื่อให้ผู้บริโภคแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม ต่อสิ่งแวดล้อม ทำให้ดูเหมือนเป็นเรื่องไกลตัว
“อย่างฉลากเขียวต้องดูสิ่งแวดล้อมทั้งหมด ทั้งเรื่องมลพิษทางอากาศ มลพิษทางน้ำ ฯลฯ ดูเป็นเรื่องไม่ใกล้ตัว เพราะคิดว่าหากเกิดปัญหาก็เป็นคนอื่นจัดการ ไม่ใช่เรื่องของเรา คือความตระหนักแล้วนำความตระหนักมาแปรผลเป็นพฤติกรรมยังไม่มีมากนักในสังคมไทย”
ผู้คร่ำหวอดในวงการฉลากยังให้ข้อคิดเห็นเพิ่มเติมว่า “เงิน” ยังเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดในประเทศเรา คือถ้าประชาชนยังไม่รู้เรื่องอะไร สิ่งที่ทำได้คือการใช้โฆษณาประชาสัมพันธ์ ซึ่งต้องแลกด้วยตัวเงินทั้งนั้น อีกทั้งสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมบางอย่างจะมีราคาสูงกว่าสินค้าทั่วไป ทำให้ต้องคิดหนักในการจ่ายเงิน ปัญหาตรงนี้ต้องอาศัยความรู้ ความเข้าใจ และการตระหนักในปัญหา ซึ่งระบบการศึกษาจะเป็นส่วนสำคัญยิ่งในการแก้ปัญหาตรงจุดนี้
“แม้แต่ประเทศที่พัฒนาแล้วคนในสังคมก็ไม่ได้ยอมรับเรื่องฉลากสิ่งแวดล้อมทั้งหมด แต่ก็จะมีจำนวนมากกว่าเราอย่างเห็นได้ชัด สิ่งหนึ่งเพราะเขามีคนกลุ่มหนึ่งที่ขับเคลื่อน เรียกว่า green consumer ซึ่งประเทศไทยเรายังขาด แต่ถ้าเราสร้างคนเหล่านี้ขึ้นมาเยอะๆ นำความรู้เหล่านี้เข้าไปในระบบการศึกษา ให้เด็กรุ่นใหม่รู้ว่ามันดีอย่างไร ลูกหลานเราจะมีอนาคตที่ดีอย่างไร ซึ่งตรงนี้จะเป็นการแก้ปัญหาในระยะยาวอย่างเป็นรูปธรรม”
ตอนนี้การทำฉลากเขียว ฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์ และฉลากสิ่งแวดล้อมอื่นๆนั้น แม้ความตั้งใจจริงๆของคนทำฉลาก จะอยากให้ฉลากเหล่านี้ใช้ได้แพร่หลายและมีบทบาทในสังคมไทย แต่ด้วยปัญหาที่กล่าวมาทำให้ต้องเน้นไปที่การส่งออก เพราะสินค้าติดฉลากสิ่งแวดล้อมเหล่านี้เป็นที่ต้องการของต่างประเทศมากกว่า
ดร.พงษ์วิภาได้กล่าวทิ้งท้ายไว้ว่า
“ที่ทำมาก็ยังมีกำลังใจ เพราะยังมีคนที่สนใจในโครงการฉลากสิ่งแวดล้อมต่างๆ อยู่เสมอ ถึงแม้จะเป็นการทำเพื่อการส่งออกก็ตาม เพราะอย่างไรเราก็ต้องทำเพื่อช่วยผู้ส่งออก เพื่อช่วยสินค้าไทย ...แต่ฐานะคนทำฉลาก ก็อยากเห็นสังคมไทยตื่นตัว และเข้าใจในเรื่องนี้ให้มาก เพื่อประโยชน์ต่อตนเองและสังคม เพราะเราทุกคนควรแสดงความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมโลก อย่างน้อยๆ ด้วยการซื้อสินค้าที่ติดฉลากสิ่งแวดล้อมก็ยังดี”
พอทำความรู้จักฉลากสิ่งแวดล้อมบ้างแล้ว ครั้งต่อไปเมื่อจับจ่ายซื้อสินค้า ก็อย่าลืมหยิบสินค้าที่มีฉลากสิ่งแวดล้อมการันตีด้วยนะคะ
