แรงงาน “สมานฉันท์” : ความฝันบนถนนที่ยังไม่เรียบ

สมานฉันท์

เรื่อง  พันธกานต์ ตงฉิน
ภาพ  ขนิษฐา แซ่เอี้ยว

ในสภาพการแข่งขันอันเข้มข้นของการผลิตเสื้อผ้าที่เน้นปริมาณ ผลิตมาก ขายเร็ว กำไรงาม คนงานกลุ่มเล็กๆ อย่าง “สมานฉันท์” (Solidarity Group) ยืนหยัดที่จะแยกทางจากอุตสาหกรรมการผลิตกระแสหลักมากว่า 6 ปี โดยปฏิเสธคุณภาพชีวิตแสนแย่ในอัตราค่าจ้างแสนต่ำ (มาก) หันมาตั้งโรงงานของตัวเอง มุ่งหวังให้คนงานมีความเป็นอยู่และสภาพการทำงานที่ดี ได้รับค่าตอบแทนสมน้ำสมเนื้อ เป็นโรงงานของคนงาน โดยคนงาน และเพื่อคนงาน

พวกเขาทำได้จริง และเริ่มมีที่อยู่ที่ยืนในสายการผลิตเสื้อผ้า แต่เหมือนอุปสรรคจะยังเหลือให้พิสูจน์ตัวเองอยู่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า นอกจากออร์เดอร์ตรงที่ได้มาจากลูกค้าทั้งขาจรขาประจำแล้ว พวกเขายังคงต้องรับผลิตงานจากบริษัทรับเหมาช่วง (Sub contact) โดยผลิตเฉพาะบางส่วนของชิ้นงาน เช่น เย็บอย่างเดียว ก่อนที่จะส่งต่อไปให้โรงงานอื่นสกรีน รีด หรือบรรจุหีบห่อ

“เรายังต้องอยู่ในระบบเหมาช่วง ออกจากวังวนนี้ไม่ได้” มานพ แก้วผกา หนึ่งในคนงานกลุ่มสมานฉันท์ เล่าถึงสาเหตุที่สำคัญว่าปริมาณงานที่ได้รับโดยตรงมาจากลูกค้านั้นยังไม่เพียงพอที่จะยึดเป็นงานหลัก ตัวเลขสีแดงในบัญชีของแต่ละเดือนนับเป็นสิ่งต้องใคร่ครวญ

“ออร์เดอร์ตรงอย่างมากก็พันตัวต่อเดือน แล้วพันตัวมันทำเต็มที่สองวันจบ เวลาที่เหลือทำอะไร เราก็ต้องทำซับคอนแท็ค แล้วทำเหนื่อยมาก ห้าทุ่มหกทุ่ม สว่างก็มีนะ ระบบมันทำงานแบบว่า จะเอาก็คือเอาเลย อย่างให้เราหมื่นตัว อาทิตย์หนึ่งเอาของ เราก็ต้องเร่งทำให้ได้หมื่นตัว เพราะถ้าเราไม่ทำ ก็ไม่มีงานทำ เราอยู่ไม่ได้”

มานพอธิบายรายละเอียดของระบบการผลิตงานดังกล่าวว่า เมื่อลูกค้าต่างประเทศปล่อยงานให้เอเยนต์ในเมืองไทย เอเยนต์จะจัดส่งให้บริษัทใหญ่ก่อน บริษัทเหล่านั้นตามธรรมดาจะมีคนงานราวห้าพันถึงหกพันคน แต่เพื่อผลกำไรสูงสุด บางบริษัทเลือกที่จะไม่จ้างคนงานประจำเลยแม้แต่คนเดียว แต่จะหันมาปล่อยงานแบบเหมาช่วงให้โรงงานย่อย ซึ่งพวกเขาเป็นหนึ่งในนั้น

“เดี๋ยวนี้มันไม่ใช่เลย ดีไม่ดีคือไม่มีอะไร ไม่เปิดเป็นโรงงานใหญ่ แต่จะเปิดเป็นออฟฟิศ พอรับงานมา เขาก็จะปล่อยไปตัด ไปพิมพ์ ไปเย็บข้างนอก เสร็จหมดเลย เคาะตัวเลขแล้วก็รับเงินไป ไม่ได้รับผิดชอบภาระอะไร ค่าไฟ ค่าเช่าตึก”

บริษัทรับเหมาช่วงนั้นได้รับคำวิพากษ์วิจารณ์มานานว่าเป็นการ “ทำนาบนหลังคน” และดูเหมือนวงจรดังกล่าวจะยังดำเนินต่อไปอย่างมองไม่เห็นจุดสิ้นสุด โดยเฉพาะกับกลุ่มสมานฉันท์ซึ่งดูเหมือนจะเป็นที่โปรดปรานของบริษัทดังกล่าวเป็นพิเศษ ถึงแม้จะคิดราคาการผลิตต่อตัวในอัตราที่แพงกว่าเพื่อชดเชยกับคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของคนงานก็ตาม

“ปัญหางานของเรามันน้อยกว่าไง ไม่เคยมีงานตีกลับมาซ่อม ทำงานกับเราจบเลย งานเรามีคุณภาพมากกว่ามาก เพราะเคยทำให้แบรนด์ไนกี้ อาดิดาสมาก่อน ต่างกันเยอะ ฝีเข็ม ความห่าง ความละเอียด หลายเท่าตัว เขาก็เลยเลือกเรา บอกฉันยอมจ่ายคุณสองบาท ไม่ต้องเสียค่าน้ำมันรถเอางานไปซ่อม แล้วก็ไม่ต้องมาเสียเวลานั่งตรวจ เขายอมจ่ายตรงนี้ เพื่อลดต้นทุนตรงอื่น อันนี้ก็คืออำนาจการต่อรอง”

เพื่อหลีกหนีความกดดันจากงานรับเหมาช่วง พวกเขาได้คิดผลิตเสื้อผ้า กระเป๋า ที่ใช้แบรนด์ของตัวเองอย่าง “Dignity Returns” ออกมาวางจำหน่าย เป็นการเพิ่มรายได้อีกทางหนึ่ง แต่ปัญหาใหม่ที่ตามมาในทันใดก็คือ ความเชี่ยวชาญทางการตลาดที่ยังต้องรอวันสั่งสม

“ปัญหาคือแบรนด์ตัวเองเนี่ย เราทำไปแล้วมันจะขายได้เฉพาะงานรณรงค์ เอ็นจีโอจัด งานอย่างนี้ขายได้ เคยไปขายตลาดนัด ขายไม่ได้ อย่างเราเห็นเสื้อผ้าในตลาดนัด คุณภาพไม่ได้ดีเท่าเรา แต่เราดีไซน์ไม่ถึงเขา เขาทำมา 10 แบบวางขายร้านเดียวกัน แต่เราทำทีละแบบสองแบบ ไม่เตะตาลูกค้า ไม่มีให้เลือกเยอะ”

จากอดีตคนงานโรงงานเบดแอนด์บาธที่ปิดตัวลงในอดีต กลุ่มสมานฉันท์ที่มีสมาชิกร่วมก่อตั้งกว่า 40 คน ถูกปัญหาและอุปสรรคพลัดพรากไปทีละคนสองคน โดยหลักคือเรื่องเงิน เพราะหลายคนมีภาระต้องเลี้ยงดูพ่อแม่ที่ต่างจังหวัด ทั้งค่าจับจ่ายใช้สอยส่วนตัว บางครั้งเงินไม่ออก เพราะออร์เดอร์มีน้อย วันคืนที่ควรจะเบิกบานกับความฝันถึงโรงงานที่ดี กลับต้องพบความจริงที่ว่าพวกเขาต่างกอดคอกันร้องไห้ คนที่ทนไม่ไหวก็ย้ายไปซับน้ำตากับงานที่อื่น เหลือผู้ที่ยังผูกพันและศรัทธาในแนวทางนี้เพียง 14 คน

“คือฝันเราฝัน แต่ความจริงเรานับหนึ่งทุกวัน เราไม่เคยนับสองเลยนะ เหมือนกับว่ามันเป็นความฝัน เราจับต้องไม่ได้ แต่เราก็มีความหวังที่สภาพความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น”

“เรามีความรักที่จะทำ ถึงทำแล้วขาดทุน เราก็ต้องทำ”

“แต่ละคนก็มีเป้าหมาย อย่างบางคนก็อยากทำการเกษตร แต่เราทิ้งที่นี่ไม่ได้ ทิ้งหนึ่งคนก็เหลือ 13 คน บางคนบอกจะอยู่ช่วยแค่ปีเดียว ตอนนี้ก็อยู่มา 6 ปีแล้ว”

“เมื่อเพื่อนสนับสนุนอยู่เราก็จะทำ แต่ถ้าเพื่อนไม่สนับสนุน หมายถึงว่าทุกคนเห็นว่าเราพอแล้ว เราเต็มอิ่มกับมัน ถ้าไปไม่ไหวก็คงต้องหยุด หยุดเลย ความจริงเราก็ล้าเต็มทีแล้วนะ ถ้าสังคมบอกให้เราหยุดเราก็จะหยุด”

คำบางคำอาจฟังดูเศร้าและโหดร้ายเกินไป เมื่อเทียบกับว่ามันเป็นคำพูดของกลุ่มคนงานที่ตั้งใจจะหักร้างถางพง  ขีดเส้นทางเดินใหม่ให้กับเพื่อนแรงงานไทย ต่อคำถามที่ว่าจะหยุดได้จริงหรือ? มานพ แก้วผกาหัวเราะพร้อมคำตอบว่า ปากบอกจะหยุดถ้าจำเป็น แต่เอาเข้าจริงไม่รู้จะหยุดได้ยังไงเหมือนกัน ความผูกพันตลอด 6 ปี จะให้ตัดให้ขาดเลยคงไม่ง่าย

“ยังไงก็มีความสุข ยังสนุกอยู่ เป็นเจ้านายตัวเอง ต้องเผชิญความท้าทายตลอด” รอยยิ้มบนใบหน้าบ่งบอกว่า หนทางของผู้ใช้แรงงานอาจลำบากก็จริง แต่ยังไม่มากพอให้พวกเขาต้องคิดถึงคำว่าแพ้

หน้าที่เกี่ยวข้อง :
Dignity Returns ทางเลือกเสื้อผ้าปราศจากน้ำตา

Share this

 

creative-commonsแสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน 3.0 ประเทศไทย
พัฒนาเว็บไซต์โดย โอเพ่นดรีม