Basel Ban Amendment...การกำจัดขยะ (อันตราย) ระดับโลก
เรื่อง ศศิวิมล ปัญจมาพิรมย์
ภาพ www.ban.org
การใช้ชีวิตประจำวันของเรานั้นทำให้มีขยะเกิดขึ้นมากมาย จนบางครั้งเราอาจจะไม่รู้ตัวว่าสิ่งที่เราใช้อยู่ หากหมดอายุการใช้งานแล้ว จะทำการกำจัดอย่างไรและมันจะส่งผลอะไรต่อสิ่งแวดล้อมบ้างเช่นหมึกพิมพ์ เครื่องถ่ายเอกสาร หลอดไฟ แบตเตอรี่... ขยะเหล่านี้เรียกได้ว่าเป็น “ขยะอันตราย” หรือบางทีก็เรียกว่ากากของเสียอันตรายซึ่งเป็นขยะอีกรูปแบบหนึ่งที่ควรให้ความสำคัญ เพราะสิ่งนี้เหมือนเป็นดาบสองคมในแง่ก่อให้เกิดประโยชน์ด้วยการนำกลับมาใช้ใหม่ แต่หากกำจัดอย่างผิดวิธีก็ย่อมส่งผลกระทบอย่างมหาศาลเช่นกัน ...ถึงขั้นเกิดเป็นประเด็น “ระดับโลก”
เรื่องของ “ขยะ - ของเสียอันตราย” ในอดีตที่ผ่านมา มีปัญหาการลักลอบนำของเสียอันตรายจากประเทศอุตสาหกรรมไปทิ้งในประเทศกำลังพัฒนาอยู่บ่อยๆ อีกทั้งยังนำไปกำจัดผิดวิธีเช่นนำไปฝังกลบรวมกับขยะอื่นๆ ทำให้สารพิษปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อมและส่งผลกระทบต่อสุขภาพ
โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (The United Nations Environment Programme : UNEP) ได้จัดประชุมจัดทำร่าง “อนุสัญญาบาเซล” ในปีพ.ศ. 2532 และเริ่มเปิดให้ลงนามเข้าร่วมเป็นภาคีตั้งแต่วันที่ 22 มีนาคม พ.ศ.2533 โดยอนุสัญญานี้ว่าด้วยเรื่องการควบคุมการเคลื่อนย้ายและการกำจัดของเสียอันตรายข้ามแดนโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อลดการเคลื่อนย้ายของเสียอันตรายข้ามแดน และพยายามกำจัดของเสียอันตรายที่แหล่งกำเนิดให้ได้มากที่สุด รวมถึงลดปริมาณการเกิดของเสียอันตรายและความเป็นอันตรายให้น้อยลงเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพอนามัย รวมทั้งป้องกันการลักลอบขนส่งของเสียผิดกฎหมายและช่วยเหลือประเทศกำลังพัฒนาในการถ่ายทอดเทคโนโลยีการจัดการของเสียอันตรายโดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม
มีประเด็นหนึ่งที่กำลังเป็นข้อถกเถียงและหาคำตอบให้กับประเทศไทยอยู่ในขณะนี้ เนื่องมาจากกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา (G77) ได้ร้องขอต่อที่ประชุมใหญ่ภาคีอนุสัญญาบาเซลเรื่องการห้ามการส่งออกของเสียอันตรายทั้งหมดจากประเทศอุตสาหกรรมที่พัฒนาแล้ว เนื่องจากเห็นว่าอนุสัญญาบาเซลไม่ได้ห้ามการส่งออก – นำเข้าของเสียอันตรายอย่างสิ้นเชิง และยังมีปัญหาการลักลอบนำเข้าของเสียอันตรายมาทิ้งในประเทศกำลังพัฒนาเป็นระยะๆ
จากการเรียกร้องนี้ทำให้การประชุมใหญ่ภาคีอนุสัญญาบาเซลสมัยที่ 4 ถึงสมัยที่ 9 มีมติเร่งรัดให้แต่ละประเทศสมาชิกศึกษาวิเคราะห์ข้อดีและข้อเสียเชิงลึกในการให้หรือไม่ให้สัตยาบันต่อ “ข้อแก้ไขการห้ามส่งออกของเสียอันตราย” (Basel Ban Amendment) โดยข้อแก้ไขดังกล่าวมีสาระสำคัญในการห้ามกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วในภาคผนวก 7 คือ OECD สหภาพยุโรป และลิกเตนสไตน์รวมทั้งสิ้น 37 ประเทศ ส่งออกของเสียอันตรายไปยังกลุ่มประเทศนอกภาคผนวก 7 ซึ่งส่วนมากเป็นประเทศกำลังพัฒนาเพื่อป้องกันปัญหาการลักลอบนำของเสียอันตรายเข้าประเทศอย่างผิดกฎหมายหรือนำเข้าไปยังประเทศที่ไม่สามารถจัดการของเสียได้อย่างมีประสิทธิภาพเพียงพอ
ในส่วนของประเทศไทยเมื่อมองหาคำตอบว่าจะลงนามให้สัตยาบันต่อข้อแก้ไขอนุสัญญาดังกล่าวหรือไม่นั้น กรมควบคุมมลพิษโดยสำนักจัดการกากของเสียและสารอันตรายได้มอบหมายให้ดร.สุจิตรา วาสนาดำรงดี นักวิจัยศูนย์ความเป็นเลิศแห่งชาติด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมและของเสียอันตราย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นผู้ได้รับหน้าที่ในการศึกษาหาแนวทางของคำตอบ
เมื่อมองออกไปที่ประเทศสมาชิกอื่นๆ จะพบว่าขณะนี้มีประเทศที่ให้สัตยาบันไปแล้วจำนวนหนึ่งแต่ยังมีข้อถกเถียงกันในเรื่องเกณฑ์ที่จะนำมาใช้วัดว่าต้องเป็นสัดส่วนเท่าไหร่ของภาคีทั้งหมด ทำให้ประเทศไทยยังพอมีเวลาในการร่วมกันตัดสินใจและต้องทำหน้าที่ในการจัดการองค์ความรู้ ทำความเข้าใจและศึกษาผลกระทบอย่างจริงจัง ใช้เวลาที่มีอยู่ในการคิดทบทวนและหาคำตอบที่ดีที่สุดกับประเทศ
และหากดูที่ผลกระทบจากการให้สัตยาบันโดยสรุปก็คือผลกระทบทางด้านบวกของการให้สัตยาบันเป็นการลดความเสี่ยงต่อผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพอันเกิดจากของเสียอันตรายที่นำเข้า และการกระตุ้นให้ภาคเอกชนนำของเสียอันตรายในประเทศมาใช้ประโยชน์มากขึ้น ซึ่งจะช่วยให้ของเสียอันตรายที่เกิดขึ้นในประเทศเข้าสู่ระบบการจัดการมากขึ้น
ผลกระทบทางลบที่ชัดเจนคือผลกระทบต่อธุรกิจที่นำเข้าของเสียอันตรายมาใช้ประโยชน์ใหม่ (รีไซเคิล) โดยผลกระทบจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการไม่ว่าจะเป็นความสามารถของบริษัทในการหาแหล่งวัตถุดิบทดแทนจากภายในประเทศหรือประเทศนอกภาคผนวก 7 ให้สามารถมาเป็นแหล่งวัตถุดิบแทนได้หรือไม่ อีกทั้งต้องมองความสามารถในการลดการปนเปื้อนของสารอันตรายในซากผลิตภัณฑ์ก่อนส่งมายังประเทศไทยเพื่อลดการเกิดข้อจำกัดการนำเข้าวัตถุดิบ ฉะนั้นอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศที่เกิดจากผลกระทบทางธุรกิจของโรงงานเหล่านี้ แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับโรงงานและขนาดการดำเนินธุรกิจในประเทศด้วย
แต่หากเราไม่ให้สัตยาบันก็ย่อมเกิดผลกระทบเช่นกัน ด้านบวกที่เห็นได้ชัดคือธุรกิจรีไซเคิลจะสามารถดำเนินต่อไปได้ และเป็นการเปิดโอกาสให้กับนักธุรกิจเข้ามาลงทุนอุตสาหกรรมรีไซเคิล ส่วนข้อเสียคือความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพที่ต้องเผชิญจากของเสียอันตราย และยังขาดเครื่องมือที่จะช่วยป้องกันการนำเข้าของเสียอันตรายอย่างผิดกฎหมายเพราะข้อแก้ไขนี้ถือว่าเป็นเครื่องมือหนึ่งในการช่วยแก้ปัญหาการลักลอบนำเข้าได้บ้าง
ดร.นิลสุวรรณ ลีลารัศมี รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) กล่าวไว้ว่า ตอนนี้ปัญหาของประเทศไทยคือยังไม่มี Base line ข้อมูลพื้นฐานในการตัดสินใจใดๆ เลยเพราะการตัดสินใจว่าจะให้สัตยาบันหรือไม่นั้นต้องดูว่าในประเทศเรามีภูมิคุ้มกันหรือเกราะการจัดการในประเทศของเราหรือไม่ เพราะหากลงนามให้สัตยาบันไปแล้วยังไงก็ย่อมต้องเกิดผลกระทบกับภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะโรงงานที่ต้องการวัตถุดิบเป็นของรีไซเคิล หรือหากไม่ลงนามขณะที่ประเทศอื่นลงนาม จะเป็นการสร้างปัญหาการนำเข้าของเสียมายังประเทศของเรามากขึ้นหรือไม่ หรืออาจกลับเป็นผลดีในอนาคตเมื่อโลกไม่สามารถหาวัตถุดิบได้ ต้องพึ่งพาแต่ของรีไซเคิล ทำให้เรื่องนี้ต้องมองให้รอบด้าน
“แม้กระทั่งเรื่องระบบการจำแนกของเสียอันตรายในหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องการนำเข้า การส่งออกของเสียของไทยก็ยังไม่สอดรับกับบัญชีรายชื่อของเสียอันตรายตามอนุสัญญาบาเซลทั้งหมด และยังขาดระบบการติดตามตรวจสอบการนำเข้าของเสียอันตรายอย่างเข้มงวดอีกด้วย ถ้าพูดกันตรงๆ คือเราต้องรู้จริงเสียก่อน ถึงจะควบคุม จัดการได้ เช่นขยะแก้วผสมกับขยะอื่นๆ เป็นขยะแก้ว 70% ขยะอื่นๆ 30% ถ้ามองตามนี้ศุลกากรของไทยจะบอกว่านี่เป็นขยะแก้วเฉยๆ เพราะดูจากอัตราส่วน แต่ถ้าเกิดส่วน 30% นี่เป็นของอันตรายล่ะ ...ตามอนุสัญญาบาเซลก็ต้องบอกว่านี่เป็นขยะอันตราย”
นอกจากนี้คุณเพ็ญโฉม แซ่ตั้ง กลุ่มศึกษาและรณรงค์มลภาวะอุตสาหกรรม ยังได้ให้ข้อเสนอแนะไว้อย่างน่าสนใจว่า ที่ผ่านมาประเทศไทยมีแนวโน้มในการนำเข้าของเสียมากขึ้นทั้งถูกกฎหมายและผิดกฎหาย ดังนั้นเราควรมีมาตรการให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยคิดว่าควรให้สัตยาบันเพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้ต่างประเทศส่งเข้ามาและควรออกกฎหมายของประเทศตามทางเลือกที่ 4 ประกอบกันไปเพื่อเป็นการป้องกันอีกชั้นหนึ่ง ซึ่งคิดว่าผู้ประกอบการน่าจะสามารถปรับตัวได้อย่างเหมาะสมและรัฐต้องเข้ามาสนับสนุน ส่งเสริมธุรกิจรีไซเคิล เพื่อให้มีวัตถุดิบด้านรีไซเคิลเกิดขึ้นในประเทศ ไม่ใช่แค่การหวังพึ่งพาวัตถุดิบจากต่างประเทศเท่านั้น
ทว่าการจัดการเรื่องใดๆ ที่อาจจะก่อให้เกิดผลกระทบในวงกว้างย่อมต้องใช้การพิจารณาที่ละเอียดรอบคอบถี่ถ้วน ทำให้การประเมินและคาดการณ์กำหนดนโยบายของประเทศว่าจะพัฒนาไปในทิศทางใดย่อมเป็นสิ่งสำคัญ และนอกจากจะกำหนดเป้าหมายในการพัฒนาประเทศแล้ว เพื่อให้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริงจะเห็นได้ว่าทิศทางหนึ่งที่น่าสนใจและสอดแทรกอยู่ในความคิดเห็นของทุกคนที่มีร่วมกันคือเราจะต้องมี “ภูมิคุ้มกันหรือเกราะ ของประเทศ” ก่อนจะคิดว่าควรให้สัตยาบันหรือไม่ เพราะนั่นหมายความว่าหากเราให้สัตยาบันโดยที่ประเทศของเรายังไม่มีความพร้อม ย่อมไม่เกิดผลดีที่แท้จริงขึ้นได้ อีกทั้งอาจยังเป็นการเพิ่มปัญหาและภาระที่ยากจะหลีกเลี่ยงอีกด้วย
ในอนาคตคงต้องดูกันต่อไปว่า “ภูมิคุ้มกันหรือเกราะ” ที่ทุกคนอยากให้มี จะออกมาในรูปแบบไหน จะถูกใจทุกฝ่ายหรือไม่ หรือจะเป็นเพียงเกราะอันเปราะบาง ที่พร้อมจะถูกทำลายได้ทุกเมื่อตามกระแสของเงิน
