IUCN ชี้ไทยขาดแผนแม่บทรับมือโลกร้อน ขณะที่ประสบการณ์ท้องถิ่นถูกละเลย

เรื่อง เสมอชน ธนพัธ

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังเป็นปัญหาที่ท้าทายสังคมโลก หากแต่การลดผลกระทบหลายอย่างสามารถทำได้ในระดับชุมชน ประสบการณ์เหล่านี้จึงมีคุณค่าที่จำเป็นต้องแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกัน และคือข้อมูลสำคัญที่รัฐบาลจะนำไปใช้เพื่อวางแผนรับมือกับปัญหาในระดับนโยบาย

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา (28 ก.พ. – 2 มี.ค.) IUCN ร่วมกับองค์กรเครือข่ายจัดการประชุมเรื่องการเสริมสร้างความสามารถในการรับมือกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในพื้นที่ชายฝั่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยการประชุมดังกล่าว จัดขึ้นที่มหาวิทยาบูรพา จังหวัดจันทบุรี และมีผู้แทนจากหน่วยงานรัฐ องค์กรพัฒนาเอกชน สื่อมวลชน และชุมชนท้องถิ่น จาก 3 ประเทศ ได้แก่ กัมพูชา ไทย และเวียดนาม กว่า 200 คน เข้าร่วมประชุม

ดร.โรเบิร์ต มาเธอร์ ผู้จัดการโครงการระดับภูมิภาค กลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ องค์กรระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ หรือ IUCN กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการประชุมครั้งนี้ว่า เป็นการแลกเปลี่ยนและเรียนรู้ประสบการณ์การรับมือผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของชุมชนชายฝั่งระหว่าง 3 ประเทศ ทั้งในระดับแนวนอนคือ ชุมชนกับชุมชน จังหวัดกับจังหวัด และในระดับแนวตั้งคือ ชุมชนกับระดับอำเภอ ระดับจังหวัด และระดับชาติ

“เรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศยังเป็นเรื่องใหม่ ไม่มีใครบอกได้หรอกว่าตัวเองเป็นผู้เชี่ยวชาญ หรือรู้คำตอบหมดแล้ว อีกทั้งผลกระทบที่เกิดขึ้นก็ยังแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับว่าคุณเป็นใคร อยู่ที่ไหน ทำอะไร คำตอบในการรับมือและปรับตัวของชุมชนแต่ละท้องถิ่นจึงแตกต่างกัน ดังนั้นกระบวนการเรียนรู้และแบ่งปันประสบการณ์จึงเป็นสิ่งที่มีคุณค่า”

ทั้งนี้ การประชุมดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของโครงการเสริมสร้างความสามารถในการรับมือกับผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในพื้นที่ชายฝั่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีระยะเวลาในการดำเนินโครงการตั้งแต่ปี 2554 – 2557 มีพื้นที่ชายฝั่งที่เข้าร่วมโครงการ 8 จังหวัด ได้แก่ เมืองกัมปอตและเกาะกง ประเทศกัมพูชา จังหวัดจันทบุรีและจังหวัดตราด ประเทศไทย เมืองคันเกียว เมืองเบนเตร เมืองซอคตรัง และเมืองเคียนเกียง ประเทศเวียดนาม ซึ่งการประชุมครั้งนี้นับเป็นการประชุมครั้งแรกที่ตัวแทนเมืองต่างๆ ได้มาพบปะกัน โดยการประชุมในปีหน้าจะจัดขึ้นที่ประเทศเวียดนาม

ดร.โรเบิร์ต กล่าวว่า ชุมชนชายฝั่งของแต่ละประเทศมีทั้งความเหมือนและความแตกต่างกันตั้งแต่ในเรื่องของกฎหมาย นโยบาย เศรษฐกิจ และลักษณะของชุมชน อย่างชุมชนชายฝั่งของเวียดนาม เฉลี่ยแล้วมีความหนาแน่นไม่ต่ำกว่า 500 คนต่อตารางกิโลเมตร ส่วนของไทยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 100 คนต่อตารางกิโลเมตร ความหนาแน่นของเวียดนามมีมากกว่าไทยถึง 5 เท่า ความกดดันต่อทรัพยากรก็จะเยอะกว่ามาก ขณะที่กัมพูชาแม้เป็นประเทศยากจน แต่ความหนาแน่นมีประมาณ 20 คนต่อตารางกิโลเมตร ทรัพยากรจึงยังอุดมสมบูรณ์ โอกาสในการดำเนินการที่จะให้ชาวบ้านมีความเป็นอยู่ที่ดีจึงแตกต่างกันไป แต่ในบางเรื่องก็มีประเด็นปัญหาที่คล้ายคลึงกัน เช่นเรื่องน้ำอุปโภคบริโภค อย่างที่บางชัน จังหวัดจันทบุรี เป็นชุมชนที่อยู่ในป่าชายเลน ถนนเข้าไม่ถึง ต้องนั่งเรือเข้าไป พอหน้าฝนก็จะมีการกักเก็บน้ำจากหลังคาบ้าน แต่ก็ไม่พอกินพอใช้ทั้งปี หน้าแล้งจึงต้องซื้อน้ำจากข้างนอก โดยจะมีคนขนใส่เรือเข้าไปขาย รายได้ของชาวบ้านที่มีน้อยอยู่แล้ว แต่ยังต้องใช้เงินจำนวนมากซื้อน้ำ เพราะฉะนั้นถ้าเราช่วยเขาแก้ปัญหาตรงนี้ได้ เขาก็จะมีเงินที่จะพัฒนาอาชีพและความเป็นอยู่ ซึ่งเมื่อดูปัญหาตรงนี้ของชุมชนที่อยู่กับป่าชายเลนในประเทศกัมพูชาและเวียดนาม ก็พบว่าคล้ายคลึงกัน

สำหรับในแง่ของนโยบาย ดร.โรเบิร์ต มองว่า เวียดนามเป็นประเทศที่ค่อนข้างตื่นตัว โดยมีแผนแม่บทในระดับชาติ ซึ่งรัฐบาลบังคับให้ทุกจังหวัดต้องจัดทำแผนปฏิบัติการเรื่องการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศระดับจังหวัดทุกจังหวัด และนี่ถือเป็นช่องทางที่ดีที่ทางโครงการจะนำเสนอข้อมูลทางวิชาการและแนวทางการดำเนินการไปสู่การปฏิบัติ แตกต่างกับประเทศไทยที่ยังคงไม่มีแผนแม่บทในระดับชาติเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

แม้ก่อนหน้านี้ประเทศไทยจะเคยมีความพยายามยกร่างแผนแม่บทเพื่อรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศก็ตาม แต่ปัจจุบันก็ยังไม่มีความคืบหน้า แถมร่างแผนแม่บทดังกล่าวก็ถูกวิจารณ์ว่ามีลักษณะค่อนข้างท็อปดาวน์และขาดการมีส่วนร่วมจากภาคประชาชน

“ไม่มีการไปดูว่าทุกวันนี้ชาวบ้านกำลังทำอะไรกันอยู่ ชาวบ้านที่ลงมือแก้ปัญหากันเอง หรือชาวบ้านที่ร่วมกับเอ็นจีโอทำ ซึ่งไม่มีใครรวบรวมประสบการณ์เหล่านี้มาใช้ในการร่างแผนแม่บท ที่ผ่านมายังไม่เห็นกลไกตรงนี้” ผู้จัดการโครงการระดับภูมิภาค IUCN กล่าว

Share this

 

creative-commonsแสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน 3.0 ประเทศไทย
พัฒนาเว็บไซต์โดย โอเพ่นดรีม