เอกชัย ศรีพุทธา “ถึงตายแล้วตายเล่า ก็จะสู้”

เรื่อง เกื้อเมธา ฤกษ์พรพิพัฒน์

ชายผิวคล้ำกรำแดดวัยกลางคนที่นั่งอยู่ตรงหน้า แววตาและน้ำเสียงถ่อมตน หากไม่ขุดคุ้ยก็คงไม่รู้ว่าเพิ่งพ้นโทษจากเรือนจำมาเมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อน

...และถ้าสืบสาวเรื่องราวกันต่อ สาเหตุที่เขาถูกจองจำนั้น เป็นเพราะการต่อสู้เพื่อปกป้องชุมชนและรักษาผืนป่า

นายเอกชัย ศรีพุทธา และเพื่อน (นายสุพัฒน์ ผลทองวิจิตร) ชาวบ้านตำบลดงมะไฟ อำเภอสุวรรณคูหา จังหวัดหนองบัวลำภู ถูกศาลตัดสินจำคุก 1 ปี ไม่รอลงอาญา ในข้อหาก่อให้เกิดเพลิงไหม้และทำให้เสียทรัพย์ แต่ได้รับพระราชทานอภัยโทษเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2554 รวมเวลาถูกคุมขังทั้งสิ้น 4 เดือน 17 วัน

เรื่องราวการต่อสู้ของเขาและพี่น้องชาวบ้านโลดโผนไม่แพ้ละครหลังข่าว เพราะเต็มไปด้วยเลือดเนื้อและหยาดเหงื่อ แตกต่างแต่การต้องโทษนั้นเป็นการติดคุก 4 เดือน กับอีก 17 วันจริงๆ ไม่ใช่คุกในละคร 2 ชั่วโมงที่มีโฆษณาคั่น และการเสียชีวิตของแกนนำหลายคนก่อนหน้านี้ ก็เป็นการเสียชีวิตที่ไม่มีโอกาสหวนกลับมาเห็นหน้าลูกเมียอีก

 

การเข้ามาของเหมืองกับความตายของแกนนำ

เรื่องเริ่มต้นปี 2536 เมื่อมีกระแสข่าวการขอประทานบัตรทำเหมืองแร่บริเวณภูผายา ภูผาโขง ตำบลดงมะไฟ ซึ่งชาวบ้านบริเวณใกล้เคียงไม่เห็นด้วย จึงรวบรวมรายชื่อเพื่อคัดค้านจาก 12 หมู่บ้าน ได้มา 8,000 กว่ารายชื่อ แล้วยื่นผ่านสภาตำบลไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดหนองบัวลำภู ทว่าไม่กี่วันหลังจากนั้น แกนนำคือ นายหลอด ดวงภูตะ และนายนั่น สุขวรรณ ผู้รวบรวมรายชื่อคัดค้านก็ถูกลอบยิงจนเสียชีวิตโดยที่ปัจจุบันยังไม่สามารถจับคนร้ายได้

จากนั้นในช่วงปลายปี 2537 นายดุสิต ตรีวัฒน์สุวรรณ บริษัทศิลาโชคชัยภัทร ได้ยื่นขอประทานบัตรเหมืองแร่โดโลมิติกไลม์สโตน บนเนื้อที่ประมาณ 175 ไร่ ซึ่งเป็นป่าสงวนแห่งชาติป่าเก่ากลอย และป่านากลาง แต่ต่อมาขอเปลี่ยนเป็นทำเหมืองหินอุตสาหกรรมชนิดหินปูนบริเวณเขาจันได ซึ่งเป็นภูเขาที่ต่อเนื่องกัน โดยภายหลังกระทรวงอุตสาหกรรมก็ได้ประกาศกำหนดให้พื้นที่ดังกล่าวเป็นแหล่งหินอุตสาหกรรมในวันที่ 3 กันยายน 2541

“เดิมทีตำบลดงมะไฟไม่ได้ถูกกำหนดเป็นพื้นที่แหล่งหินตามประกาศของกระทรวงอุตสาหกรรม ในจังหวัดหนองบัวลำภู มีเพียงพื้นที่ในสองอำเภอเท่านั้นที่กำหนดให้เป็นแหล่งอุตสาหกรรมได้ คือที่อำเภอนาวังและอำเภอนากลาง ส่วนอีกสี่อำเภอ ไม่มีการกำหนดไว้ แสดงว่าเรื่องนี้น่าจะถูกผลักดันขึ้นจากอุตสาหกรรมจังหวัด นั่นคือการลักไก่ เอาธรรมชาติของพวกเรามาหาผลประโยชน์” เอกชัยตั้งข้อสังเกต

การดำเนินการของบริษัทศิลาโชคชัยภัทรเป็นเหมือนคลื่นใต้น้ำที่ชาวบ้านเฝ้าจับตามาโดยตลอด ดังนั้นเมื่อทรัพยากรธรณีประจำท้องที่ติดประกาศการขอประทานบัตร ณ ที่ว่าการอำเภอสุวรรณคูหา และที่ทำการองค์การบริหารส่วนตำบลดงมะไฟ เพื่อให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียโต้แย้งได้ภายในเวลาที่กำหนด ชาวบ้านจึงเปิดเวทีเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2542 ถามความคิดเห็นหากจะมีการทำเหมืองและโรงโม่หิน รวมทั้งรวบรวมรายชื่อผู้คัดค้านได้ 2,027 คน จาก 7 หมู่บ้านแต่แล้วอีก 3 วันต่อมา นายทองม้วน คำแจ่ม กำนันตำบลดงมะไฟ ซึ่งเป็นหัวหอกคนสำคัญก็ถูกลอบยิงเสียชีวิต พร้อมกับนายสม หอมพรมา โดยตำแหน่งที่ถูกยิงชีวิตอยู่ห่างจากที่ว่าการอำเภอเพียง 1 กิโลเมตรกว่าๆ

แม้ทั้งรู้ว่าการต่อสู้มีชีวิตเป็นเดิมพัน เพราะก่อนหน้าที่จะเปิดเวที บรรดาแกนนำก็ล้อมวงคุยกันว่า ถ้ามีผู้ใดเป็นอะไรไป ก็ตกลงกันว่าที่เหลือจะยังคงยืนหยัดสู้ต่อ

เมื่อกำนันทองม้วนถูกสังหารอย่างอุกอาจ หลังจากตำรวจชันสูตรพลิกศพ ชาวบ้านก็นำศพแห่ไปที่หน้าศาลากลางจังหวัดเพื่อทวงความเป็นธรรม ชุมนุมอยู่ที่นั่น 2 วัน กับ 1 คืน เมื่อสภาพศพเริ่มไม่ไหว จึงนำศพกลับมาประกอบพิธีกรรม

เอกชัยกล่าวถึงหตุผลที่ชาวบ้านคัดค้านการให้สัมปทานทำเหมืองและโรงโม่หินว่า ชาวบ้านอยู่กับป่า มีความผูกพันกับป่า เพราะป่าแหล่งอาหารของชาวบ้าน ทั้งเห็ด หน่อไม้ ผักป่า และสมุนไพรต่างๆ นอกจากนี้ บริเวณภูผายายังมีภาพเขียนสียุคก่อนประวัติศาสตร์ อีกทั้งในละแวกใกล้ๆ กันนั้น ยังเป็นที่ตั้งของสำนักสงฆ์ที่พระและชาวบ้านร่วมกันสร้างเพื่อใช้ปฏิบัติธรรม ชาวบ้านจึงเกิดความรู้สึกหวงแหนเพราะถ้าไม่สู้เพื่อปกป้องผืนป่า อนาคตข้างหน้าก็จะไม่มีอะไรเหลือ

 

การเผชิญหน้าอย่างไม่ยอมจำนน

หลังจากการตายของกำนันทองม้วน คำแจ่ม และสม หอมพรมา แกนนำชาวบ้านก็ได้ประสานไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดให้ลงพื้นที่มารับฟังปัญหาของชาวบ้าน

นายเอกชัยซึ่งรับภารกิจประสานงานเล่าว่า ผู้ว่าฯ รับปากและนัดแนะว่าจะลงพื้นที่มาในวันที่ 16 พฤษภาคม 2542 ทว่ากลับลงมาก่อนหน้านั้น 1 วัน และนัดพบเพียงผู้ใหญ่บ้าน อบต. และพระบางส่วน ชาวบ้านจึงรวมตัวอีกครั้ง ชุมนุมเป็นเวลากว่า 4 ชั่วโมง ก่อนที่จะสลายตัวโดยที่ไม่มีเหตุการณ์รุนแรงอะไรเกิดขึ้น

“สิ่งที่เราอยากจะบอกกับผู้ว่าฯ ก็คือว่าท่านเป็นเหมือนพ่อ การที่ท่านจะตัดสินใจอะไรก็ให้ลงมาถามพี่น้องหน่อย ผู้ว่าฯ อยู่สามสี่เดือนเดี๋ยวก็ย้าย แต่พี่น้องเขาอยู่กันมาสี่สิบห้าสิบปี เขาอยู่ด้วยกันระหว่างป่าระหว่างเขา ไม่มีการทะเลาะกัน ยิ่งเกิดความรักความผูกพัน อยู่ในนั้นมีหลายอย่าง มีวัด มีถ้ำ เราอยากจะบอกผู้ว่าฯ อย่างนี้ แต่พอผู้ว่าฯ ลงมา ไม่ยอมให้ชาวบ้านเข้าไปคุย แต่จะเอาผู้ใหญ่บ้าน อบต. แล้วก็พระบางส่วน ซึ่งพระก็หวงแหนของพระอยู่ แต่ในส่วนผู้บริหารอย่างผู้ใหญ่บ้าน อย่าง อบต. พวกนี้เป็นคนของเขาหมด เป็นลูกมือของเขาแล้ว พี่น้องเลยไม่ยอม”

“ในส่วนของข้าราชการและผู้นำฝ่ายปกครอง มันมีการให้สิ่งของ ตอนนั้นวิทยุที่ใช้วอกัน ปกติจะมีแต่ตำรวจที่มี ฝ่ายปกครองไม่มี บริษัทนี้ก็เอามาให้ ผู้ใหญ่บ้าน กำนันก็แตกตื่นดีใจ ใครมีก็ดูเท่ สังคมการเมืองของเราทำให้เขาเห็นว่าการเป็นผู้นำสามารถกำหนดอะไรต่างๆ ในพื้นที่ได้ และสามารถสร้างฐานะได้ดีถ้าได้เข้าไปยืนในจุดนั้น ดังนั้นถ้าให้เขาได้สัมปทาน ผู้นำก็จะมีฐานะที่ดีขึ้น กลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติ ในฝ่ายของผู้นำท้องถิ่นเลยไม่มีการคัดค้าน” เอกชัยกล่าว

ในปลายปี 2543 กระทรวงอุตสาหกรรมได้ออกประทานบัตรให้กับบริษัทศิลาโชคชัยภัทร โดยให้เหตุผลว่า “ได้ประกาศให้ราษฎรทราบตามกฎหมายแล้ว ไม่มีผู้ใดคัดค้าน และ อบต. พิจารณาให้ความเห็นชอบในการออกประทานบัตรแล้ว” ซึ่งแน่นอนว่าสวนทางกับเสียงคัดค้านของชาวบ้านส่วนใหญ่ มิเพียงแค่นั้น ทางผู้ประกอบการยังทำเรื่องขอใช้ประโยชน์ป่าสงวนแห่งชาติเพิ่มอีก 50 ไร่ เพื่อใช้เป็นที่เก็บกองแร่ โรงโม่ และอื่นๆ ครั้นเมื่อมีรุกคืบด้วยการขนเครื่องจักร พร้อมกับนำรถแบ็คโฮเข้ามาในพื้นที่ ชาวบ้านจึงรวมตัวกันขัดขวางอีกครั้ง

เอกชัยเล่าถึงเหตุการณ์ชุลมุนในวันนั้นว่า มีการขนตำรวจกันมาทั้งโรงพักเพื่อล้อมชาวบ้าน ชาวบ้านจึงมาล้อมตำรวจ ฝ่ายตำรวจก็ขนกำลังทั้งจังหวัดมาล้อมชาวบ้านอีก ชาวบ้านและพระก็มาล้อมตำรวจอีก ตำรวจก็มาล้อมชาวบ้านอีก ยันกันอยู่อย่างนี้ตั้งแต่ 2 โมงเช้าจนถึงตี 2 ข้าวก็ไม่ได้กิน โดยเฉพาะพี่น้องที่อยู่ข้างใน ชาวบ้านที่อยู่ด้านนอกจึงตั้งขบวนเดินเรียงแถวเพื่อนำอาหารเข้าไป แต่ก็มีการยื้อแย่งไม่ยอมกัน จนกระทั่งหลังจากตีสอง ตำรวจก็ยิงปืน พี่น้องกลัวก็เลยกระจายตัวออกไป ตำรวจก็ออกมา พี่น้องที่อยู่ใจกลางจึงสามารถออกมาได้ซึ่งเอกชัยเปรียบว่าไม่แตกต่างอะไรจากบ้านป่าเมืองเถื่อน

หลังจากเหตุการณ์ในวันนั้น เจ้าของโรงโม่หินได้แจ้งความดำเนินคดีกับชาวบ้าน 12 คน โดย 5 คนถูกจับในข้อหาทำลายทรัพย์สิน ขณะที่ฝ่ายชาวบ้านก็ได้ร้องเรียนปัญหาไปยังหน่วยงานต่างๆ ทั้งคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ คณะกรรมาธิการการมีส่วนร่วมของประชาชน วุฒิสภา หน่วยงานราชการในส่วนกลางต่างๆ รวมทั้งยื่นฎีกาผ่านสำนักราชเลขาธิการพระราชวัง

เหตุการณ์ในพื้นที่กลับมาปะทุรุนแรงอีกครั้งเมื่อทางโรงโม่หินต้องการเปิดทำการ โดยขอกำลังตำรวจคุ้มกัน ซึ่งการชุมนุมคัดค้านการระเบิดหินหนนี้กลายเป็นความขัดแย้งรุนแรงบานปลาย เพราะมีการจุดไฟเผาเพิงพักคนงานของโรงโม่หิน

เอกชัยยืนยันว่าเพลิงที่ถูกจุดขึ้นนั้นไม่ใช่ฝีมือของชาวบ้าน และตนก็ไม่ใช่ผู้สั่งการ แต่เรื่องทั้งหมดเป็นสิ่งที่ถูกเตรียมการไว้แล้ว เพราะมีกล้องจับภาพอยู่ด้านในถึง 6 ตัว เมื่อพี่น้องกรูกันเข้าไป ก็มีการจุดไฟ

“เรารู้ว่าทำแล้วผิดกฎหมาย ผมก็บอกพี่น้องว่าอย่าเข้าไปใกล้เขา พอมีคนกรูกันเข้าไปเจ็ดร้อยกว่าคน ก็มีภาพติดออกมากลายเป็นหลักฐานให้เขาแจ้งจับ” เอกชัยกล่าว

วันรุ่งขึ้น ทางโรงโม่หินแจ้งความจับผู้นำการคัดค้านจำนวน 6 คนซึ่งรวมทั้งเอกชัยในฐานะผู้สั่งการ โดยทั้งหมดถูกตั้งข้อหาร้ายแรง วงเงินประกันตัวสูงถึงคนละ 250,000 บาท แต่ก็ได้คณะครูในพื้นที่จำนวน 12 คน มาช่วยประกันตัวออกไป

 

 

บทสรุปที่ยังไม่ปิดฉาก

 

ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติที่เปิดเผยเมื่อปี 2547 ชี้ว่า การอนุมัติประทานบัตรให้แก่โรงโม่หินแห่งนี้มีการละเมิดสิทธิประชาชนตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายอย่างชัดเจนในด้านสิทธิการมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การรักษาดูแลคุณภาพชีวิต และละเมิดต่อสิทธิในการร้องทุกข์ตามรัฐธรรมนูญ ทั้งที่ประชาชนใช้สิทธิอย่างถูกต้องตามขั้นตอนของกฎหมาย โดยทางราชการได้รับทราบตั้งแต่ต้น แต่กลับมีการปกปิดข้อเท็จจริง มีความพยายามใช้อำนาจหน้าที่อย่างไม่เป็นธรรมต่อชาวบ้าน และมีการกระทำส่อในทางทุจริต อันมีผลให้เกิดความขัดแย้งรุนแรงขึ้น ผู้นำการคัดค้านมีการถูกลอบยิงเสียชีวิต และถูกจับกุมหลายคน รวมทั้งมีหมายจับอยู่อีกจำนวนมาก

รายงานชิ้นดังกล่าวยังมีใจความตอนหนึ่งที่ระบุด้วยว่า เมื่อมีการสอบถามข้อเท็จจริงมาจากทางกระทรวงหรือหน่วยงานที่ราษฎรไปร้องเรียน หรือแม้แต่สำนักเลขาธิการพระราชวัง ทางจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะยืนยันตลอดมาว่า ผู้คัดค้านได้ถอนเรื่องไปแล้ว หรืออ้างแต่หลักฐานคำรายงานจากผู้ยื่นขอประทานบัตรว่าตกลงกับผู้คัดค้านได้แล้ว และรายงานจากองค์การบริหารส่วนตำบลว่าไม่มีการคัดค้านอีกต่อไป ขณะที่เมื่อทางจังหวัดมีการแต่งตั้งคณะกรรมการการตรวจสอบข้อร้องเรียนหลายครั้ง แต่ไม่เคยมีตัวแทนของฝ่ายคัดค้านแม้แต่ครั้งเดียว และไม่เคยมีการประชุมอย่างเป็นทางการกับผู้คัดค้าน มีแต่การรายงานว่าไม่มีปัญหาใดๆ และยังเน้นไปที่การตั้งคณะกรรมการไปสืบสวนและทำรายงานว่าผู้คัดค้านมีประวัติที่ไม่ดีต่างๆ นานา แม้จะมีหน่วยงานด้านอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมของรัฐหลายหน่วยงานได้ทักท้วงถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมก็ตาม

นอกจากการร้องเรียนไปยังหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง นายสมพงษ์ ชินแสง แกนนำชาวบ้านอีกคนหนึ่ง ได้ดำเนินการฟ้องรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมในสมัยนั้น (ปี 2544) ต่อศาลปกครองนครราชสีมา ซึ่งในเวลาต่อมา ศาลปกครองชั้นต้นมีคำพิพากษาให้เพิกถอนประทานบัตร แต่ศาลปกครองสูงสุดกลับคำพิพากษา อนุญาตให้ผู้ประกอบการสามารถกลับมาทำสัมปทานได้

ส่วนด้านคดีความอาญา ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องชาวบ้าน แต่ในขั้นของศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาตัดสินให้ชาวบ้านมีความผิด โดยในวันที่ 20 กรกฎาคม 2554 ศาลฎีกาพิพากษาให้นายเอกชัย ศรีพุทธา และนายสุพัฒน์ ผลทองวิจิตร ต้องโทษจำคุก 1 ปี ไม่รอลงอาญา

แม้ในขณะนี้จะยังไม่มีการระเบิดหินหรือเปิดเหมืองขึ้นในพื้นที่ แต่คำถามสำคัญก็คือว่า หากในอนาคตผู้ประกอบการต้องการเปิดเหมืองขึ้นอีก หรือโครงการอื่นใดเข้ามาคุกคามทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่ ชาวบ้านควรจะต่อกรเช่นไร และจะมีกระบวนการใดบ้างของสังคมที่จะคุ้มครองดูแลพวกเขา

 

โลกสีเขียว: ตอนที่ติดคุก รู้สึกอย่างไร
เอกชัย:
ถามว่าจากที่เราเดินเข้าเรือนจำ รู้สึกอย่างไร ผมภูมิใจ ผมภูมิใจที่เราได้ทำอะไรหลายๆ อย่าง ผมไม่ได้ทรยศกับชุมชน ซึ่งพี่น้องรู้ข่าวเรา เขาก็สงสารเรา แล้วก็หวังว่าจะเกิดความรู้สึกฮึกเหิมขึ้นมาปกป้องชุมชน แต่ผมก็ยังน้อยใจศาลที่ไม่ได้พิจารณาถึงพฤติกรรมของผมกับเพื่อนพี่น้องว่าก้าวร้าวไหม แต่วันที่เดินเข้าคุกจนกระทั่งเดินออกจากห้องขังมาเมื่อได้รับพระราชทานอภัยโทษ ผมสบายใจ 4 เดือน กับ 17 วัน และมีพี่น้องหลายๆ คนไปรอรับนั้นต่างหาก ผมภูมิใจตรงจุดนี้ว่ามาถึงวันนี้พี่น้องยังอยู่กับธรรมชาติ

โลกสีเขียว: ช่วงที่อยู่ในคุก มีหวั่นไหวบ้างไหม
เอกชัย:
ไม่มี ตลอดระยะเวลา 4 เดือน 17 วัน ถามว่าผมท้อใจไหม ผมไม่ได้ท้อใจ ผมสบายใจ ยังไงเราก็ทำดีที่สุดเท่าที่เรามีกำลังจะทำแล้วในส่วนนั้น แล้วถ้าหากผมพ้นโทษออกมาแล้ว ผมจะทำอะไร ผมก็จะยังยืนยันคำเดิมว่า ถ้าถามว่าสู้ไหม ผมก็จะสู้ และทำเหมือนเดิม ถ้าบริษัทไม่ถอย ผมก็ไม่ถอย แล้วย้อนไปถึงพี่น้องในชุมชน พวกเราก็ไม่ถอย ไม่ว่าจะตายแล้วตายเล่า ตายแล้วตายเล่า พี่น้องก็ไม่ยอม

โลกสีเขียว:อย่างในการเคลื่อนไหวมันก็ต้องมีค่าใช้จ่าย เอาเงินมาจากไหน
เอกชัย:
ทุกบาททุกสตางค์มาจากพี่น้องชาวบ้านทั้งนั้น คนละ 5 บาท 10 บาท บางคงมีหน่อย ก็คนละร้อย ส่วนกับข้าวกับปลา พี่น้องในชุมชนก็ระดมกันเอง

โลกสีเขียว: ไม่ได้มีการตั้งเป็นกองทุนสำหรับการเคลื่อนไหวเหรอ
เอกชัย:
ไม่มี เราจะทำเป็นครั้งๆ ไป สมมติว่าเราจะไปที่ตัวจังหวัดหนองบัวลำภู เราจะไปศาลอย่างนี้ วันที่นั้นวันที่นี้ ก็บอกกันก่อน เราก็จะระดมทุนกัน คนละ 5 บาท 10 บาท ก็พอแล้ว เวลาไป เราก็ไปกันไม่มาก ไปเฉพาะคณะกรรมการกลุ่ม เราทำกันอย่างนี้ตลอดมา

โลกสีเขียว: ตอนที่แกนนำถูกสังหารทีละคนสองคน ไม่กลัวเหรอ
เอกชัย:
ผมก็กลัว

โลกสีเขียว: แล้วชาวบ้านคนอื่นๆ ไม่กลัวเหรอ
เอกชัย:
ชาวบ้านก็กลัว คนอื่นๆ ที่อยู่ในละแวกนั้นก็กลัวกันหมด แต่เราก็ให้กำลังใจกัน แล้วก็หันมามองธรรมชาติของเราด้วย ถ้ามีโรงโม่หินและเหมือง แล้วอะไรก็จะเกิด ทุกคนก็ได้เพียงแต่นั่งรอวันตาย การที่เราลุกขึ้นมารักษาทรัพยากรของเรา ถ้ามันจะตายเพราะจุดนี้ ก็ให้มันตาย ซึ่งมันเคยมีบทเรียนกรณีอาจารย์ประเวียน บุญหนัก ทั้งที่แกเป็นครูมีเงินเดือน แกก็ยังออกมาคัดค้าน แล้วก็พาพี่น้องลุกขึ้นมาทวงถามความเป็นธรรม ว่ามันถูกต้องไหม ถ้ามันถูก ถูกยังไง พวกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็น่าจะให้คำตอบที่ชัดเจนกว่านี้นะ เมื่อมีการถามว่าได้ประโยชน์ มันได้เท่าไหร่ อบต. ได้เท่าไหร่ เอาให้มันชัดเจน สมมติว่า อบต. ได้เงินมา 2 ล้าน แต่ต้องเอามาทำถนน 8 ล้าน อย่างนี้มันไม่ถูกต้อง ทำไมเราไม่คิดทำอย่างอื่นที่มันดีกว่านี้ ทำเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ เป็นศูนย์การเรียนรู้เรื่องสิ่งแวดล้อมและธรรมชาติของพี่น้องในชุมชนและในประเทศ

โลกสีเขียว: ถ้ามีการทำเหมืองหินและโรงโม่ขึ้น จะกระทบอะไรกับชาวบ้าน
เอกชัย:
สิ่งแรกคือสูญเสียธรรมชาติ สองก็คือมลภาวะทางเสียง สามก็คือมลภาวะทางอากาศ ประเด็นนี้เป็นประเด็นใหญ่ที่สุด เพราะมันอยู่ใกล้ชุมชน เราเห็นหลายๆ ที่ อย่างสระบุรีมันก็มีตัวอย่างแล้ว ต้นไม้น่ะปกติมันสีเขียว แต่พออยู่ที่สระบุรี ต้นไม้มันสีอะไร

โลกสีเขียว:ชาวบ้านมีความผูกพันกับป่าอย่างไร
เอกชัย:
เราเรียกตรงนั้นว่าเขาเหล่าใหญ่ พี่น้องมีความผูกพัน เคยทำมาหากิน ถึงฤดูกาลประมาณเดือนสี่เดือนห้า จะมีเห็ดออกมา มีเห็ดหลายๆ ชนิด พอเดือนพฤษภาคมก็จะมีหน่อไม้ มีผลหมากรากไม้ต่างๆ มีหมากส้มมอ หมากทองหลาง หมากทองหลาง แล้วก็มีอึ่ง เขียด กบ แย้ กะปอม ส่วนพี่น้องในชุมชนที่ไม่มีเตาแก๊ส ก็จะไปเอาไม้ที่แห้งแล้วมาทำเป็นฟืน หุงข้าวหุงปลากิน แล้วเวลาฤดูฝน ฝนก็ตกถูกต้องตามฤดูกาล ที่ไหนฝนตกหนัก น้ำท่วม แต่ของเราสบายเลยเพราะมีป่า พอหน้าหนาวก็ไม่หนาวเท่าไหร่ ถึงลมเป็นพายุมา ป่าก็ต้านทานไว้ส่วนหนึ่ง หรือเวลาปวดท้อง เป็นโรคกระเพาะ ไม่มียาแผนปัจจุบัน ก็ไปขุดฮากพังคี (รากพังคี) มาแช่น้ำ แล้วต้มกิน อาการปวดท้องก็จะหาย หรืออย่างคลอดบุตรแล้วแม่ไม่มีน้ำนม ก็ใช้สมุนไพรในป่านี่แหละ พี่น้องจึงเกิดความผูกพัน อีกส่วนหนึ่งเราก็มีการสร้างกลุ่มอนุรักษ์น้อยภูผายาขึ้นมาเพื่อสืบทอดเจตนารมณ์ โดยเป็นกลุ่มอาจารย์และเยาวชนในชุมชนที่มาร่วมกับเรา โดยหวังว่าถ้าพวกเราไม่อยู่แล้ว ก็อยากให้ลูกๆ ของเราได้รู้ว่าป่าให้ประโยชน์อะไรกับเราบ้าง ซึ่งเราก็ขอร้องให้อาจารย์นำหลักสูตรการศึกษาเรียนรู้เกี่ยวกับป่าเข้าไปในหลักสูตรของโรงเรียน ว่าป่าแถบนั้นมีอะไรบ้าง มาวิจัยร่วมกัน พาลูกๆ มาเรียนในป่า มาเข้าค่ายในป่า ซึ่งกลุ่มเยาวชนนี้ก็ได้รับรางวัลลูกโลกสีเขียว (นอกจากการได้รับรางวัลลูกโลกสีเขียวในปี 2544 ชุมชนยังเคยได้รับรางวัลอื่นๆ เช่น รางวัลสนับสนุนชุมชนและอนุรักษ์ของมูลนิธิกองทุนไทย ในปี 2551 และปี 2553 - ผู้เขียน)

โลกสีเขียว: ชาวบ้านมีกติกาในการดูแลป่าอย่างไร
เอกชัย:
เราทำเป็นป่าชุมชน มีการกันแนวเขตไว้อย่างชัดเจน อย่างไม้ที่เก็บเอามาทำฟืนก็ต้องผ่านคณะกรรมการในชุมชนที่ดูแลป่า ไม้ที่จะนำมาใช้ ถ้าเป็นไม้ตายก็สามารถนำมาใช้ได้ แต่ไม้เป็นไม่ให้ใช้ ถ้าจะเข้าไปเก็บพวกเห็ด พี่น้องไม่ว่า พอถึงฤดู อย่างเช่นหน่อไม้ เรามีการกำหนดชัดเจนว่าจากเดือนกรกฎาคมจนถึงเดือนตุลาคม เราให้เก็บแค่นั้น เพื่อปล่อยให้พรรณไม้ได้เติบโต นอกจากนี้ เรายังนำหลักสูตรเรียนรู้เกี่ยวกับป่าเข้าไปในโรงเรียน สร้างเป็นกลุ่มอนุรักษ์น้อยภูผายาขึ้นมาเพื่อสืบทอดเจตนารมณ์ โดยร่วมกับกลุ่มอาจารย์และเยาวชนในชุมชน หวังว่าถ้าพวกเราไม่อยู่แล้ว ก็อยากให้ลูกๆ ของเราได้รู้ว่าป่าให้ประโยชน์อะไรกับเราบ้าง ซึ่งเราก็ขอร้องให้อาจารย์นำหลักสูตรการศึกษาเรียนรู้เกี่ยวกับป่าเข้าไปในหลักสูตรของโรงเรียน ว่าป่าแถบนั้นมีอะไรบ้าง มาวิจัยร่วมกัน พาลูกๆ มาเรียนในป่า มาเข้าค่ายในป่า ซึ่งกลุ่มเยาวชนนี้ก็ได้รับรางวัลลูกโลกสีเขียว (นอกจากการได้รับรางวัลลูกโลกสีเขียวในปี 2544 ชุมชนยังเคยได้รับรางวัลอื่นๆ เช่น รางวัลสนับสนุนชุมชนและอนุรักษ์ของมูลนิธิกองทุนไทย ในปี 2551 และปี 2553 - ผู้เขียน)

โลกสีเขียว:คิดอย่างไรกับการกับการที่เราพยายามรักษาทรัพยากรธรรมชาติโดยใช้สิทธิชุมชน แต่กลับถูกดำเนินคดีและถูกตัดสินให้ติดคุกเพราะถูกกล่าวหาว่าละเมิดสิทธิผู้อื่น
เอกชัย:
ส่วนนี้พี่ก็อยากจะฝากไปถึงผู้หลักผู้ใหญ่และรัฐบาลว่า ให้ดูพฤติกรรมของชาวบ้านว่าพฤติกรรมปกติเขาก้าวร้าวไหม หรือที่เขาทำเพราะรักษาผลประโยชน์ให้กับรัฐ โดยงบประมาณของรัฐนี่เราไม่ได้นำมาใช้ ซึ่งผิดกับพวก อบต. ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำชุมชน ซึ่งเอาเงินภาษีหรืองบของหลวงมาใช้จ่าย แต่ไม่ได้มาทำในสิ่งที่ควรจะทำ เขากลับทำลายในสิ่งที่มีอยู่แล้ว ตรงนี้ต่างหาก พวกเราลุกขึ้นมาปกป้องผลประโยชน์ให้รัฐ รัฐทำไมไม่ดู

หมายเหตุ ข้อมูลบางส่วนเรียบเรียงมาจาก “รายงานการศึกาข้อมูลเชิงวิชาการกรณีปัญหาเหมืองแร่เพื่อกำหนดข้อเสนอเชิงนโยบาย”โดยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ปี 2547

ภาพประกอบ http://ttthai.net/pages/news/2554/news_jul54_SS.html และ http://www.gotoknow.org/blogs/posts/77896

 

Share this

 

creative-commonsแสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน 3.0 ประเทศไทย
พัฒนาเว็บไซต์โดย โอเพ่นดรีม