ทำความเข้าใจภาษีสิ่งแวดล้อม เก็บจากใคร เงินไปไหน เพื่อประโยชน์อะไร

เรื่อง : กรวิกา วีระพันธ์เทพา

เมื่อพูดถึงภาษี ก็คงสร้างความกังวลให้ประชาชนคนเดินดินธรรมดาว่าจะต้องเสียเงินทองที่หามาให้กับรัฐอีกแล้ว ยิ่งล่าสุดมีข่าวว่าจะมีการเก็บภาษีสิ่งแวดล้อม โดย “ร่างพระราชบัญญัติมาตรการการคลังเพื่อสิ่งแวดล้อม พ.ศ. ...”ได้ผ่านมติคณะรัฐมนตรีในขั้นรับหลักการไปแล้วเมื่อเดือนที่ผ่านมา ก็ยิ่งทำให้ถูกจับตามากขึ้นไปอีกว่าจะเก็บเงินจากใคร นำไปทำอะไร ใครจะดูแลการจัดเก็บ ฯลฯ

ก่อนจะไปพุ่งเป้าว่ารัฐจะเก็บเงินอย่างไร ลองไปดูแรงจูงใจอันสำคัญของการร่างพระราชบัญญัตินี้ก่อน ซึ่งมีหลายปัจจัยด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เพิ่มพูน เกิดต้นทุนทางสังคมจากมลภาวะถึง 18,000 ล้านบาทต่อปี  โดยที่ไม่สามารถดึงตัวผู้ก่อมลพิษมารับผิดชอบตามหลัก Polluter Pays Principle(PPP) หรือลักษณะกองทุนสิ่งแวดล้อมที่มีอยู่ไม่สามารถนำงบมาใช้ได้อย่างทันท่วงที รวมทั้งเพื่อเป็นการเพิ่มอัตราการแข่งขันกับต่างประเทศด้วย เพราะในประเทศคู่ค้าบางแห่ง โดยเฉพาะยุโรป มีการกีดกันสินค้าที่ไม่ได้เสียภาษีค่าก่อความเสียหายให้สิ่งแวดล้อม ดังนั้นการไม่จัดเก็บภาษีสิ่งแวดล้อมจึงกลายเป็นจุดอ่อนของไทยที่มีสินค้าส่งออกปีละกว่าแสนล้านบาท

อันที่จริงแล้ว มาตรการทางสิ่งแวดล้อมไม่ใช่เรื่องใหม่ทางสังคม เพราะประเทศไทยมีพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ที่ประกาศใช้ตั้งแต่ พ.ศ. 2535 เป็นแม่บทสำคัญในการจัดการบริหารคุณภาพสิ่งแวดล้อม ซึ่งพระราชบัญญัติฉบับนี้ได้กำหนดให้มีการตั้งกองทุนสิ่งแวดล้อมอยู่ด้วย โดยจัดเก็บจากค่าบริการบำบัดมลพิษหรือกำจัดของเสียและค่าปรับคนปล่อยมลพิษเกินกำหนด เพื่อนำไปลงทุนทำระบบบำบัด รวมถึงเป็นงบสนับสนุนหรือให้กู้ยืมกับกิจการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

แต่ด้วยระบบโครงสร้างที่อำนาจการจัดการงบกองทุนอยู่ที่รัฐบาลกลาง คือ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทำให้เงินที่ได้ไม่กระจายไปถึงท้องถิ่นที่มีปัญหาหรือไปถึงไม่ทันการณ์ ซึ่งต่างจากร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้

โดยสาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติมาตรการการคลังเพื่อสิ่งแวดล้อม พ.ศ. ... คือให้จัดตั้งกองทุนใหม่ เรียกว่า “กองทุนภาษีและค่าธรรมเนียมสิ่งแวดล้อม” และนำเงินที่จัดเก็บได้ไปบริการ พัฒนา แก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมในท้องถิ่น  สนับสนุนกิจกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เช่น ลงทุนพัฒนาระบบบำบัด พัฒนาระบบรีไซเคิล โดยคณะกรรมการกองทุนประกอบด้วย “คณะกรรมการกองทุนภาษีและค่าธรรมเนียมสิ่งแวดล้อม”ประกอบด้วย ปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธานกรรมการ และตัวแทนจากภาครัฐและเอกชน เช่น กรมโรงงานอุตสาหกรรม ผู้แทนสมาคมองค์การบริหารส่วนตำบลแห่งประเทศไทย ผู้ทรงคุณวุฒิด้านสิ่งแวดล้อม ด้านการเงินและการจัดการ อีกไม่เกิน 14 คน เป็นผู้ดูแลกองทุนนี้ และผู้มีสิทธิใช้เงินคือทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ เอกชน รวมทั้ง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 

การเก็บภาษีนี้ เป็นส่วนหนึ่งของ “เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อม”ซึ่งไม่เพียงแต่เก็บจากภาคอุตสาหกรรมเท่านั้น แต่รวมถึงภาคเกษตรและครัวเรือนด้วย ซึ่งอัตราภาษีตัวอื่นๆ เช่น ภาษีคาร์บอนไดออกไซด์จากยานยนต์ ภาษีนักท่องเที่ยว ฯลฯ จะทยอยเพิ่มมาในพระราชกฤษฎีกาฉบับต่อๆ ไป

อย่างไรก็ดี หลักการสำคัญคืออัตราภาษีที่จัดเก็บจากผู้ก่อมลพิษจะต้องกำหนดมูลค่าที่เหมาะสม คือไม่ต่ำเกินไปจนผู้ประกอบการยอมจ่ายภาษีที่ถูกกว่าต้นทุนการลดมลพิษ หรือไม่สูงเกินไปจนทำให้ผู้ประกอบการไม่สามารถรับภาระได้จนต้องลักลอบปล่อยมลพิษ

สำหรับเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ในร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้มีหลายมาตราการด้วยกัน ซึ่งพอจะแบ่งได้เป็น 3 กลุ่มหลักๆ คือ แบ่งเป็นกลุ่มการเรียกเก็บเงิน กลุ่มการซื้อ-ขายสิทธิ และกลุ่มสร้างแรงจูงใจสนับสนุน

กลุ่มการเรียกเก็บเงิน ได้แก่
ภาษีสิ่งแวดล้อม คือภาษีที่เก็บจากกิจการที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อม เช่น โรงงานอุตสาหกรรมก็จะต้องจ่ายภาษีมลพิษ หรือกิจการท่องเที่ยวก็จะเก็บภาษีการอนุรักษ์ทรัพยากรจากนักท่องเที่ยว
ค่าธรรมเนียมการจัดการมลพิษ คือภาษีที่เก็บตามปริมาณสารพิษที่ออกมาจากแหล่งกำเนิด เช่น การบำบัดน้ำเสีย ค่ากำจัดขยะมูลฝอย
ภาษีผลิตภัณฑ์ และระบบรับซื้อคืน เป็นการเก็บค่าธรรมเนียมจากผลิตภัณฑ์ บางชนิด เช่น แบตเตอรี่ ตู้เย็น เครื่องปรับอากาศ คอมพิวเตอร์ ยางรถยนต์ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ซึ่งเมื่อใช้แล้วจะกลายขยะอันตราย จะต้องนำไปกำจัดอย่างถูกวิธี
การวางเงินประกันความเสี่ยงหรือความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อม คือการให้กิจการที่เสี่ยงต่อผลกระทบขนาดใหญ่ เช่น เหมืองแร่ ถือพันธบัตรรัฐบาลโดยได้รับดอกเบี้ยเมื่อครบกำหนด แต่มีเงื่อนไขการหักเงินต้นหรือดอกเบี้ย หากกิจการนั้นทำให้เกิดความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อม

กลุ่มการซื้อ-ขายสิทธิ คือการซื้อขายสิทธิการใช้ทรัพยากรธรรมชาติหรือสิทธิการปล่อยมลพิษ คือ การให้สิทธิกับผู้ที่มีความจำเป็นต้องปล่อยมลพิษมากกว่าปริมาณที่ได้รับอนุญาต สามารถซื้อสิทธิการปล่อยจากผู้อื่นที่ยังไม่ได้ใช้สิทธิทั้งหมด

นอกจากนี้ยังมีกลุ่มการสนับสนุนคนทำดีโดยการให้เงินอุดหนุน มาตรการสนับสนุน หรือสิทธิพิเศษอื่นๆ คือ การส่งเสริมกิจการที่ลดการก่อมลพิษหรือเป็นประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อมด้วยวิธีการต่างๆ  ให้เงินช่วยเหลือ ให้เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ พิจารณาอัตราภาษีต่ำ

ทั้งนี้ตัวอย่างในสหรัฐอเมริกาที่มีการจัดเก็บภาษีสิ่งแวดล้อม พบว่ามีมูลค่าประมาณ 2% ของภาษีรวมทั้งประเทศ หากเทียบเคียงกับบ้านเรา เมื่อปีที่ผ่านมา (2552) สามารถจัดเก็บภาษีรวมทั้งประเทศได้ 1.138 ล้านบาท ก็เท่ากับเราจะมีเงินบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อมประมาณ 2 หมื่นล้านบาท

มาตรการนี้สะท้อนให้เห็นความตื่นตัวของรัฐบาลในการจัดการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่ประเด็นสำคัญไม่ใช่เพียงเรื่องเก็บเงินได้เท่าไร หากยังรวมถึงความตั้งใจจริงในการบังคับใช้ การบริหารกองทุนให้เงินไปถึงมือผู้ที่ควรได้รับจริง รวมทั้งความสามารถของคณะกรรมการกองทุน นับเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายกำลังจับตา

ไม่ว่าพระราชบัญญัตินี้จะมีหน้าตาออกมาเป็นอย่างไร ภาษีสิ่งแวดล้อมก็น่าจะเป็นเครื่องมือจูงใจให้ผู้ผลิตและผู้บริโภคหันมาตระหนักถึงความเสียหายของสิ่งแวดล้อมในยุคที่สังคมตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อส่วนรวมกันมากขึ้น

------------------------------++ตัวอย่างร่างประกาศพระราชกฤษฎีกา++-------------------------

ภาษีมลพิษทางน้ำและทางอากาศที่มีความคืบหน้าของพระราชกฤษฎีกามากกว่าภาษีประเภทอื่น ตัวอย่างการเก็บภาษี คือ การเก็บภาษีอัตราคงที่ สำหรับโรงงานหรือแหล่งกำเนิดมลพิษขนาดกลางและเล็ก และการเก็บภาษีอัตราแปรผันสำหรับโรงงานหรือแหล่งกำเนิดมลพิษขนาดใหญ่ (แบ่งตามปริมาณน้ำทิ้งและขนาดเตาเผา)

ภาษีมลพิษทางอากาศ โรงงานขนาดเล็ก จะมีการเก็บภาษีในอัตรา 10,000 - 30,000 บาท / ปี ส่วนขนาดกลาง 30,000 – 50,000 บาท / ปี และโรงงานขนาดใหญ่ คิดตามปริมาณสารซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2) และออกไซด์ของไนโตรเจน (NOx) ในอัตรา 1,000 – 2,000 บาท / ตัน และปริมาณฝุ่นละอองรวม (TSP) 1,500 – 2,500 บาท / ตัน

ภาษีมลพิษทางน้ำ โรงงานขนาดเล็ก เรียกเก็บภาษี 1,000 - 3,000 บาทต่อปี โรงงานขนาดกลาง 3,000 – 10,000 บาท / ปี ส่วนโรงงานขนาดใหญ่ คิดตามปริมาณอ็อกซิเจนที่จุลินทรีย์ใช้ในการย่อยสารอินทรีย์ในน้ำ (BOD) หรือสารแขวนลอย ในอัตรา 2,500 – 10,000 บาท / ตัน


 

Share this

 

creative-commonsแสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน 3.0 ประเทศไทย
พัฒนาเว็บไซต์โดย โอเพ่นดรีม