คฑา มหากายี ปลูกผักจับจังหวะชีวิต
เรื่อง เกื้อเมธา ฤกษ์พรพิพัฒน์
ภาพ ศศิวิมล ปัญจมาพิรมย์
ผมแอบปลดกระดุมเสื้อเชิร์ตเม็ดบนโดยพยายามไม่ให้ชายที่นั่งอยู่ตรงหน้าเห็น
แต่แล้วสักพักผมก็จำต้องปาดเหงื่อเม็ดโป้งที่ผุดพรายจากหน้าผากซ้ำๆ จนเป็นที่สังเกต
“ร้อนหน่อยนะ หลังๆ เราคุ้นเคยกับการอยู่ในห้องแอร์กัน” คู่สนทนาของผมเอ่ยขึ้น
จริงอยู่ว่าคนสมัยก่อนดำเนินชีวิตอยู่โดยไม่มีเครื่องปรับอากาศ แต่เมืองในสมัยนั้นก็ไม่ได้โล้นแล้ง และแออัดคับคั่งไปด้วยรถราและผู้คนดังเช่นทุกวันนี้ ยิ่ง ณ ตอนนั้นเรากำลังนั่งพูดคุยกันบนดาดฟ้าตึกย่านเทเวศน์ในบ่ายวันหนึ่งที่ร้อนอบอ้าว แม้จะมีผ้าใบพลาสติกบางๆ กำบังแดดตรงบริเวณที่เรานั่งอยู่ และแดดไม่จัดจ้านนักก็ตาม
“เรื่องการปลูกผักนี่เป็นเรื่องพื้นฐานชีวิตเลยนะ ไม่ต้องใช้เทคโนโลยีชั้นสูง ไม่น่าเป็นเรื่องยาก แต่ทุกวันนี้กลับเป็นเรื่องยากสำหรับเรา แถมการกลับมาสู่จุดนี้ก็ยิ่งยากขึ้น แต่ก็ท้าทายนะ” คู่สนทนาของผมวกกลับเข้าสู่เรื่องที่พูดคุยค้างไว้
บริเวณที่เราทั้งคู่กำลังนั่งคุยกันอยู่นั้น เป็นดาดฟ้าตึกของโรงแรมเล็กๆ แห่งหนึ่งที่ชื่อพระนครนอนเล่น สภาพของตึกดูเผินๆ ก็คลับคล้ายอาคารพาณิชย์ทั่วไปในละแวกนั้น หรือใกล้เคียงกับอาคารพาณิชย์อื่นๆ ในกรุงเทพ แต่หากพินิจในรายละเอียด ก็จะพบว่าตึกหลังนี้มีหลายสิ่งหลายอย่างแตกต่างออกไป อย่างง่ายๆ จากจุดที่เรานั่งคุยกันอยู่นี้ ใกล้ๆ กันนั้นมีแปลงผักหลายแปลงถูกปลูกขึ้น มีไม้ผลและไม้เลื้อยหลายชนิดคอยให้ร่มเงาอยู่ข้างๆ หรือแม้กระทั่งมีต้นไทรที่กำลังโตยืนเด่นอยู่
คฑา มหากายี เจ้าของโรงแรมเล็กๆ แห่งนี้ ผู้ที่กำลังนั่งสนทนากับผมอยู่ตรงหน้า เล่าให้ฟังว่า การทำสวนบนดาดฟ้าเริ่มต้นจากความต้องการแก้ไขปัญหาเรื่องความร้อนจากแสงแดดที่ส่องกระทบกับดาดฟ้าอาคารโดยตรง ขณะที่การปลูกผักนั้น ก็เป็นอะไรที่ได้มากกว่าผักเพื่อนำไปบริโภค หากแต่ทำให้เกิดการเรียนรู้จังหวะของธรรมชาติ และแนวคิดการใช้ชีวิตให้สอดคล้องกับจังหวะนั้น
ถึงบนดาดฟ้าบ่ายวันนั้นจะร้อนอบอ้าว แต่หลังจากผมนั่งคุยกับชายคนนี้กว่าสองชั่วโมง ก็เริ่มสัมผัสได้ว่าอากาศใกล้ๆ แปลงผักบนนี้ สดชื่นและปลอดโปร่ง

โลกสีเขียว: ที่มาของการทำสวนบนดาดฟ้า เริ่มต้นได้อย่างไร
คฑา: ที่ตรงนี้แต่ก่อนไม่มีอะไรเลย ไม่มีต้นไม้ ไม่มีหลังคา ที่นี่เป็นโรงแรมเก่า พอเรามาซื้อกิจการของเขาต่อ เราก็มาดูว่าต้องทำอะไรบ้าง ข้างบนนี่เป็นสิ่งหลังสุดที่เราทำ ก็คิดอยู่หลายปี ผู้รับเหมาเจ้าแรกๆ เขาก็บอกว่าให้ทำหลังคาคลุมเลยเพราะเขากลัวว่าชั้นสามจะร้อน ตอนนั้นเราไม่ได้คิดถึงเรื่องต้นไม้อะไรเลย เราแค่รู้สึกว่าถ้าเป็นหลังคาคลุมมันน่าเกลียดมาก และรู้สึกอึดอัด ทุกอย่างมันถูกกันหมด ถูกปิดหมด เขาก็คิดใหม่ว่าให้เหมือนเป็นอีกชั้น จะได้ใช้พื้นที่ได้ เราก็ไม่เอา แต่ก็ไม่รู้จะทำยังไง คิดจนแบบว่า ตากผ้าไหม เพราะแดดเยอะ ทำที่ตากผ้ากันเลยไหม...ก็มีตากผ้ากันช่วงหนึ่ง ผ้าก็แห้งดี แต่ชั้นสามก็ร้อนไม่หาย ไม่จบ ไม่สิ้น เขาก็บอกว่าทำพื้นกันความร้อนไหม แต่มันก็เป็นการลงทุนที่มหาศาลทั้งนั้นเลย สุดท้ายเราก็เลยคิดปลูกต้นไม้
โลกสีเขียว: การเริ่มต้นทำสวนบนดาดฟ้า อยากทราบว่ายากไหม
คฑา: เราเริ่มจากต้นไทรก่อน เพราะค่อนข้างทน อยู่ได้แม้ปูนมันร้อน ต่อมาเราไปเห็นที่สำนักงานเขตเขาปลูกกัน เห็นผ่านทีวี ก็ชวนพนักงานไปดูกัน ดูเสร็จก็กลับมาคุยกัน คิดว่าเราทำเองได้นี่นา เลยกลับไปถามรายละเอียดอีกที ครั้งแรกไปเพื่อเห็นภาพ ครั้งที่สองไปเพื่อไปเรียนรู้ว่าทำยังไง ตอนแรกก็ทำขึ้นมาแบบไม่ค่อยรู้อะไร ปลูกผักกาดขึ้นมาสามกระบะ พอมันโตขึ้นมา กินไม่ทัน คือเราไม่เคยปลูก เห็นว่าสามกระบะแค่นี้เอง เมตรคูณสองเมตรครึ่ง ไม่น่าจะกินไม่ทัน เห็นชาวสวนเขาปลูกกันเป็นไร่เยอะแยะ แต่เรากินไม่ทัน กินกันในโรงแรม เอากลับมากินที่บ้าน ให้บ้านน้า บ้านลุง บ้านป้า หน้าปากซอย ให้แม่ค้าแถวนี้ก็ยังไม่หมด แล้วเราไม่ได้ตัดทั้งต้น คือเราปลูกเองก็ทำเหมือนเป็นตู้เย็นไปได้เลย คือตัดเฉพาะใบที่เราจะใช้ ต้นผักกาดหอมส่วนมากที่เราเห็นรองบนจาน จะดูไม่ค่อยหน้ากิน ดูเหี่ยวๆ แต่พอเราปลูกเอง มันเหมือนผักกาดแก้วเลย คือเราไม่เคยเห็นผักกาดหอมที่ทรงรูปอยู่ได้นานๆ พอเอาไปให้คนอื่นก็มีเสียงสะท้อนว่าเก็บอยู่ในตู้เย็นได้เป็นอาทิตย์ก็ไม่เหี่ยว เราเลยตั้งคำถามกับสิ่งที่เราไปซื้อในตลาดว่า เขาเก็บมากี่วันแล้ว คือพอเราไปซื้อปุ๊บ มันก็เหี่ยวทันทีเลย มันคงอยู่มานานแล้ว และคงถูกทับและโดนแดดมาตอนขนส่ง พอมาถึงมือเราเลยเหมือนเป็นซากผักแล้ว เดิมผักกาดหอมในจาน เราไม่เคยคิดที่จะกินมัน เพราะดูไม่น่าอร่อย แต่ตอนนั้นผมกินเมี่ยงปลาทูทุกวันเลย เพราะมีเยอะมาก แถมอร่อยกว่าที่เราเคยสัมผัส
โลกสีเขียว: เป็นเพราะเราปลูกเองมากับมือด้วยหรือเปล่า เลยรู้สึกว่าอร่อยเป็นพิเศษ
คฑา: เรื่องนี้เป็นหัวใจเลยนะ คือผมบอกกับเพื่อนๆ ที่คิดจะปลูกผักนะว่า 45 วันแรกเป็นช่วง 45 วันที่ยากที่สุดเพราะว่าเราไม่เคยทำ เพื่อนผมคนหนึ่งบอกว่า เรากับมันไม่สื่อสารกัน คือเรารู้แค่เทคนิค วิธีการ แต่เราไม่ได้สัมผัสชีวิตมัน ผมว่าอันนี้เป็นสิ่งที่เราจะได้มาหลังจาก 45 วัน เราไม่มีทางได้ก่อนเลยนะ ให้ผมเล่าให้ฟังมันก็ไม่ได้ ต้องทำเอง มันเป็นเรื่องที่อาจเข้าใจยาก แต่รู้สึกได้ คือหลังจากที่มันโตแล้ว และเราได้กินใบแรกของมัน ซึ่งมันจะบอกกับเราว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ควรทำ เราได้เป็นผู้ผลิต ไม่ใช่ผู้ซื้อ ทุกอย่างที่เราเอาเข้าปากก่อนหน้านี้เราต้องซื้อแทบทั้งนั้น เรากำลังพูดถึงคนเมืองที่ไม่ได้ทำสวนนะ เพราะชาวไร่ชาวนา ชาวประมง เขาอาจจะรู้สึกอย่างนี้มาตั้งนานแล้ว แต่เราทำงานในออฟฟิส อยู่ในห้องแอร์ เราจ่ายเงินเพื่อกินมัน ขณะที่เราไม่เคยจ่ายเงินเพื่อปลอดสารพิษ เพื่อลดคาร์บอน เพื่อประหยัดพลังงาน พูดอย่างนี้เป็นเรื่องที่เข้าใจง่ายเลย แต่วิถีที่เป็นด้านความรู้สึก ค่อนข้างเข้าใจยาก ต้องพ้น 45 วันแรกก่อน
โลกสีเขียว: แล้วอย่างพนักงานของโรงแรมที่มาร่วมปลูก รู้สึกร่วมอย่างเดียวกับเราหรือเปล่า
คฑา: คงต้องใช้เวลา แต่ด้วยความที่ต้องอยู่ด้วยกัน ก็ต้องสื่อสารกัน ผมก็สื่อสารนะ ว่าไม่ใช่แค่เรื่องอยู่ได้ด้วยตัวเอง แค่นั้นมันขั้นต้น แนวคิดพวกนี้เป็นสิ่งที่ผลักดันให้ทำ แต่หลังจากนั้นแนวคิดจะไปต่อ เรื่องนี้เป็นประสบการณ์ตรงที่ถ่ายทอดกันไม่ได้ เคยนั่งคุยกับแฟนผมว่ามันไม่ใช่แค่ปลูกผักแล้ว แต่มันคือแนวความคิดทั้งหมดเลย แนวความคิดของคน ชีวิตของคน การตัดสินของคนว่าจะเลือกทำหรือไม่ทำอะไร มันเกี่ยวข้องกันหมด เป็นสิ่งที่เราไม่เคยมีมาก่อน เราเลยรู้สึกว่าความคิดและความรู้สึกแบบนี้มันจำเป็นมากกว่าผักที่กินเข้าไปด้วยซ้ำ

โลกสีเขียว: คำว่าไม่ใช่แค่เรื่องปลูกผัก แต่มันเป็นแนวคิดทั้งหมด หมายความว่าอย่างไร
คฑา: เราเรียนรู้ว่าธรรมชาติมันมีจังหวะของมัน แล้วสิ่งมีชีวิตทุกอย่างก็จะสอดคล้องไปตามจังหวะนั้น เช่นพอหน้าหนาวก็จะมีสะเดาออกมา เมื่อก่อนอยากกินมะม่วง เราต้องรอให้ถึงฤดูกาล เดี๋ยวนี้ไม่ต้องรอ ทุกอย่างมันมีจังหวะของมันกับโลกใบนี้ ทีนี้ผมคิดว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่เราผิดจังหวะ เราก็จะเริ่มป่วย ไม่ว่าจะป่วยง่ายๆ ทั้งป่วยทางกาย ป่วยทางใจ เป็นหนักก็ป่วยทางจิตวิญญาณ อย่างที่ว่ากันว่ามนุษย์เราเพี้ยนน่ะ ไม่ได้หมายถึงความคิดเพี้ยนนะ แต่จังหวะชีวิตเพี้ยน และพลอยทำให้อย่างอื่นเพี้ยนไปด้วย ผมไม่ได้หมายถึงว่า คนเราพอพระอาทิตย์ตกแล้วต้องนอนทันที คนเราเหมือนมีสองภาค ภาคหนึ่งคือตัวบุคคลที่เป็นปัจเจก ชอบอะไร ไม่ชอบอะไร มีพฤติกรรมอย่างไร นี่เป็นเรื่องของตัวบุคคล กับอีกภาคหนึ่งคือความเป็นมนุษย์ อันนี้ทุกคนเหมือนกันหมดเลย เช่น เราต้องกินอาหารที่มีประโยชน์ พักผ่อนให้เพียงพอ ผมว่าตรงนี้เป็นสิ่งที่ประนีประนอมไม่ได้กับความเป็นบุคคลของเรา ดังนั้นเราจึงรู้สึกว่า ถ้าจะทำอะไรที่นี่ ก็จะเอาสิ่งนี้เป็นแกนหลัก เช่นกินอาหารตามฤดูกาล ที่นี่เราทำปฏิทินเลยว่า ช่วงไหนจะกินอะไรบ้าง แบบคนที่เขาอยู่ใกล้ธรรมชาติ เขารู้อยู่แล้วก็สบาย แต่สำหรับเรา ไม่มีพื้นฐานแบบนั้น ทำให้ต้องพยายามมากขึ้นในการกลับไปอยู่กับธรรมชาติ อย่างคนรุ่นพ่อแม่ รุ่นปู่ย่า เขารู้อยู่แล้วว่าฤดูไหนต้องกินอะไร เพราะเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตเขา แต่พอมารุ่นเรา เมื่อมันไม่ได้บรรจุอยู่ในหลักสูตรการศึกษา เลยทำให้เราไปรู้อย่างอื่นมากกว่า เรื่องปลูกผักนี่เป็นเรื่องพื้นฐานชีวิตเลยนะ ไม่ต้องใช้เทคโนโลยีชั้นสูง ไม่น่าเป็นเรื่องยาก แต่ทุกวันนี้กลับเป็นเรื่องยากสำหรับเรา แถมการกลับมาสู่จุดนี้ก็ยิ่งยากขึ้น แต่ก็ท้าทายนะ
โลกสีเขียว: ทุกวันนี้กลายเป็นว่าเราใช้คอมพิวเตอร์ง่ายกว่าปลูกผักเสียอีก
คฑา: (หัวเราะ) ใช่ แบบเราใช้ PhotoShop ใช้ Illustration ง่ายกว่าปลูกผัก เป็นไปได้ไงอ่ะ พูดแล้วก็ขนลุกนะ
โลกสีเขียว: รู้มาว่าโรงแรมแห่งนี้ใช้คอนเซ็ปต์ Slow Life
คฑา: Slow Life เป็นคำของคนอื่นเนอะ ที่เราเอามาใช้เพราะถ้าเราใช้คำว่าเคารพจังหวะของธรรมชาตินี่ มันฟังเข้าใจยาก เพราะพอมันมีกระแสเคลื่อนไหวเรื่อง Slow Life หรือ Slow Food ก็คิดว่า เฮ้ย มันเหมือนกับที่เราสัมผัสอยู่นี่นา คือกินอาหารตามฤดูกาล แล้วก็ทำอาหารที่มีองค์ประกอบที่ทำมาจากสิ่งที่โตตามธรรมชาติ รู้ว่าไก่ควรจะรอสองปี ไม่ใช่ 45 วัน แบบไก่ที่เรากินอยู่ทุกวันนี้ 45 วันเพราะอะไร เปิดไฟทั้งวันทั้งคืน แล้วก็อัดฮอร์โมนเข้าไป สุดท้ายมันก็ส่งผลต่อสุขภาพของเรา ไม่ใช่แค่ไก่นะ อย่างมะม่วง ผมเคยไปสวนแห่งหนึ่งที่จันทบุรี ผมเคยไปห้องแล็ปของเขา ห้องแล็ปของชาวสวนเต็มไปด้วยสารเคมี เต็มทั้งกำแพงเลย เขาใช้หมดทุกตัวเลยนะ เราก็อึดอัดน่ะ เพราะก็เป็นน้องเรา เราถามว่านี่ใช้ทุกตัวเลยหรอ แล้วแต่ก่อนมันเยอะขนาดนี้หรือเปล่า น้องเขาก็บอกว่าแต่ก่อนไม่ได้เยอะขนาดนี้ แต่พอใช้แล้วไม่อยู่ก็ต้องเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ร้านที่ขายยาพวกนี้ก็บอกให้ใช้ตามนี้เลย พอเราดูไปเรื่อยๆ ก็ไปเจอน้ำยาดึงดอก ตัวนี้ทำเราจึ่กเลยนะ ว่ามันไปดึงดอก เราไปเร่ง เราไปดึงมันให้ได้ตามความต้องการของปัจเจก โลกเดี๋ยวนี้เป็นแบบนี้ ไม่พร้อมจะเคารพใครทั้งสิ้น ไม่เคารพใครก็เหมือนไม่เคารพตัวเองเหมือนกัน แล้วเมื่อเราไม่เคารพธรรมชาติ สิ่งแรกที่หายไปก่อนเลยคือความงาม ไม่ได้หมายถึงความสวยเท่านั้น แต่หมายถึงความละเมียด การให้เกียรติกัน ความรู้สึกดีๆ หายไปก่อน แล้วก็ตามมาด้วยเรื่องความสัมพันธ์กับสิ่งอื่นหายไป สุดท้ายก็มาส่งผลกระทบกับร่างกายเรา ทำให้สุขภาพของเราย่ำแย่ลง สังเกตดูถ้าเรามีความงามในจิตใจจริงๆ เราคงไม่พัฒนาเมืองมาเป็นแบบนี้ นี่อาจจะพูดแรงไป แต่เมืองมันเน่าก่อนไม่ได้ คนมันต้องเน่าก่อน ถึงจะทำเมืองให้เน่า เวลาเห็นแม่น้ำลำคลองเน่า ไม่ใช่มันเน่า แต่คนทำให้มันเน่า
โลกสีเขียว: พื้นฐานในวัยเด็กเป็นอย่างไร เพราะอย่างบางคนเห็นน้ำยาดึงดอก ก็อาจเฉยๆ ไม่ได้มานั่งคิดแบบนี้
คฑา: ผมโตมากับยุคหน้ากากเสือเลยนะ ไอ้มดแดงอะไรประมาณนี้ ถามว่าตอนเด็กๆ ผมได้สัมผัสกับธรรมชาติไหม ผมไม่ได้สัมผัสหรอก ผมอยู่ในเมือง อยู่ในเขตชุมชน ถามว่าเห็นต้นไม้ไหม ก็เห็นแต่ต้นไม้ในกระถาง แต่สิ่งที่ปลูกฝังให้คิดแบบนี้ คือตอนที่ทำงานอยู่ที่มูลนิธิกระต่ายในดวงจันทร์นั่นแหละ ได้เข้าไปทำงานกับธรรมชาติ ธรรมชาติเป็นครูที่ดี สอนอะไรเราเยอะมาก
โลกสีเขียว: เข้าไปทำงานมูลนิธิกระต่ายในดวงจันทร์ได้อย่างไร
คฑา: มีลุงคนหนึ่งเขาปลูกป่าอยู่ที่ราชบุรี อยู่กับคนกะเหรี่ยง ก็ไปเจอเขาในเมือง พอดีเขามากินก๋วยเตี๋ยวที่ร้านเพื่อนผมพอดี เราก็เข้าไปคุย เหมือนคนผ่านทางมาทั่วไป ว่าเขาอยู่ที่ไหน ทำอะไร ลุงเขาบอกว่าทำงานปลูกต้นไม้ เราก็เลยขึ้นไปดูกัน ขึ้นไปบ้านแกแถวอำเภอสวนผึ้ง ไปดูฝนดาวตก บ้านแกเป็นเหมือนบ้านเล็กในป่าใหญ่ ติดใจ คราวนี้เลยไปทุกอาทิตย์เลย ไม่อยู่แล้วในเมือง วันหนึ่งเกิดมีไฟไหม้ป่า เขาก็ไปดับไฟกัน เราก็วิ่งตามกะเหรี่ยงไป เขาวิ่ง ผมก็วิ่ง พอไปถึงเราก็ เฮ้ย จะไปได้หรือวะ มันร้อนมาก อุณหภูมิไม่น่าต่ำกว่า 45 องศานะ เลยถามตัวเองว่าจะเป็นภาระให้กับเขาไหม ใจอยากมาช่วย แต่จะทำตัวให้เป็นภาระของเขาหรือเปล่า เลยคิดว่าถ้าอย่างนั้นก็ปล่อยให้เป็นงานของพวกกะเหรี่ยงทำไปแล้วกัน ส่วนเราไว้มาช่วยเขาในด้านอื่น เราเลยลงมาที่โรงเรียนที่ตีนเขา ตอนแรกก็ไม่มีความรู้เรื่องระบบนิเวศเลย ก็ซื้อหนังสือมาอ่านเอง ไม่มีพื้นฐานเลย ก็เริ่มจากหนังสือที่เด็กๆ อ่าน หลังจากนั้นก็มาทำละครหุ่น เพราะทำอะไรไม่เป็น คิดทำในสิ่งที่คิดว่าทำได้ เริ่มทำที่ตีนเขาเป็นปีแรก ปี 2539 ก็ทำมาเรื่อยๆ คราวหลังก็พัฒนามาเป็นค่าย สื่อสารกับเยาวชน ตั้งแต่ประถม มัธยม และมหาวิทยาลัย ตอนแรกก็เป็นประถมเด็กในพื้นที่ มหาวิทยาลัยเพิ่งเริ่มปีนี้ คือเริ่มเฉพาะกรุงเทพก่อน แต่ที่ผมดูแลเป็นของมัธยมทั่วประเทศ เราเน้นไปที่เรื่องกระบวนการเรียนรู้และศึกษาธรรมชาติโดยใช้ศิลปะวิธี เริ่มจากหุ่นกระบอก ตอนนี้เด็กๆ ก็มีการทำสื่อเป็นหนังสือพิมพ์ ส่วนแม่บ้าน ก็มีการส่งเสริมอาชีพ ตอนนี้ที่สวนผึ้งก็แทบเรียกได้ว่าเป็นคนในพื้นที่ดูแลหมดแล้ว
โลกสีเขียว: ย้อนกลับมาถามเรื่องโรงแรมพระนครนอนเล่น โรงแรมแห่งนี้แตกต่างจากโรงแรมทั่วไปอื่นๆ อย่างไร
คฑา: ก็ตั้งแต่ตอนเริ่มต้น เนื่องจากเราเป็นคนทำงานด้านสิ่งแวดล้อม จุดกำเนิดและรายละเอียดจึงต่างจากที่อื่น คือเราให้ความสำคัญกับด้านสิ่งแวดล้อมมาก่อนธุรกิจ เอาให้ชัดๆ คือเราพยายามเคารพจังหวะธรรมชาติ อย่างเสิร์ฟอาหาร เกือบทุกอย่างเป็นออร์แกนิก ยกเว้นบางอย่างที่เราหาไม่ได้จริงๆ ส่วนสิ่งก่อสร้าง เราก็ใช้ไม้เก่าเป็นหลัก มีการติดมุ้งลวดที่หน้าต่าง เผื่อแขกที่มาพักจะเปิดหน้าต่างและเปิดพัดลม ในแง่การให้บริการ เราอบรมพนักงานของเราให้คิดว่าลูกค้าเป็นคนที่มาอยู่บ้านเราที่เราต้องดูแล พนักงานที่นี่ก็เป็นกะเหรี่ยงมาจากสวนผึ้งบ้าง มาจากต่างจังหวัดบ้าง ไม่มีประสบการณ์การทำงาน เราคิดว่าคนแบบนี้สื่อสารง่าย ปรับทัศนคติได้ง่าย แม้คนเหล่านี้จะไม่มีใบต่างๆ มาแสดง แล้วเขามักดูถูกตัวเองว่าด้อยกว่า แต่สิ่งหนึ่งที่เราพยายามทำให้เขามี คือคอนเซ็ปต์ของโรงแรมเราคือบ้านนอก สิ่งที่ดีของคนบ้านนอกคือจริงใจ เอื้อเฟื้อ ไม่เสแสร้ง เป็นสิ่งที่ควรภูมิใจ ตอนหลังนี้เวลามีแขกโทรมา พนักงานที่นี่จะพูดเหนือบ้าง ใต้บ้าง อีสานบ้าง เราทำให้เขารู้สึกว่าสิ่งที่เป็นบ้านนอกนั้นเป็นสิ่งที่ยอมรับได้
โลกสีเขียว: การปลูกผักเองบนดาดฟ้าโรงแรมก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่แตกต่าง
คฑา: การปลูกผัก เราได้หลายอย่าง หนึ่งคือเราได้ผัก สองคือเราได้เรียนรู้ เป็นเหมือนห้องเรียนเล็กๆ เป็นห้องทดลอง และสามคือเป็นแรงบันดาลใจให้เราทำอะไรหลายๆ อย่างเอง อย่างตอนนี้เราทำสบู่เอง เป็นสบู่แบบออร์แกนิก นอกจากนี้บนดาดฟ้ายังเป็นสถานที่ให้แขกได้ขึ้นมาทำกิจกรรม แล้วเราก็ไม่ต้องทำฉนวนกันความร้อนแล้ว ความร้อนที่เรารู้สึกว่าเป็นปัญหา มันกลับมาให้ผลผลิตกับเรา การที่เรารู้สึกว่าแสงอาทิตย์เป็นปัญหา แล้วสร้างหลังคา ผมคิดว่ามันไม่ได้อะไรเลย เป็นแค่การป้องกันตนเองจากธรรมชาติ พอฝนตก ลมแรง เราก็กั้นกระจก ถ้าเป็นเช่นนี้มนุษย์เราก็จะเหนื่อย เพราะจะต้องการอะไรอยู่ตลอดเวลา
โลกสีเขียว: การทำสวนผักบนดาดฟ้าทุกวันนี้ยังประสบปัญหาอุปสรรคอะไรอีกบ้าง
คฑา: สำหรับผมนะ เรายังมีปัญหาเรื่องน้ำ เนื่องจากเราปลูกบนที่สูง ต้องยกน้ำขึ้นมา ซึ่งก็ต้องใช้พลังงานเยอะ นี่เป็นต้นทุนที่ต้องใช้ อีกปัญหาหนึ่งคือเรื่องเมล็ดพันธุ์ คือเป็นเรื่องที่ยังไม่มีอนาคต เพราะส่วนใหญ่เรายังต้องซื้อเมล็ดพันธุ์จากบริษัทอยู่ เราคิดว่าเมล็ดพันธุ์ผักไม่ควรถูกครอบงำโดยใคร เพราะมันเป็นอนาคตของมนุษยชาติ ตอนนี้เราเริ่มเก็บเมล็ดพันธุ์เองได้สามสี่อย่าง เช่นผักชีกะเหรี่ยง เป็นพันธุ์พื้นบ้าน กลิ่นจะคล้ายกับพาสลี่ย์ที่เอามาทำซุป เรารู้สึกว่าดีจัง เริ่มมองเห็นอนาคต
โลกสีเขียว: เสียงสะท้อนของแขกที่มาพักเป็นอย่างไรกับแนวทางของโรงแรมที่เป็นแบบนี้
คฑา: มีชอบกับมีไม่ชอบ ไม่ค่อยมีเฉยๆ เราเข้าใจว่าจะทำให้คนชอบทั้งหมดเป็นไปไม่ได้ ผมขอแค่ให้กิจการยืนได้ด้วยตัวเองก็พอ ไม่ต้องการให้คนแห่กันมาเยอะๆ

บรรยากาศล็อบบี้โรงแรม
โลกสีเขียว: ในกลุ่มที่ชอบ อะไรเป็นสิ่งที่แขกประทับใจ
คฑา: คน พนักงานที่นี่เป็นบ้านนอกทั้งหมด เวลาเราไปเมืองไหน เราก็อยากสัมผัสความเป็นท้องถิ่นของเมืองนั้น ไม่ว่าสิ่งก่อสร้าง อาหาร ผู้คน บรรยากาศ เราไม่มีเก้าอี้ทรงโมเดิร์นให้นั่ง เรามีอะไรเฉพาะในสิ่งที่ควรมี เราเคยตั้งคำถามว่าภาพพจน์ของประเทศไทยเป็นแบบไหน กรุงเทพเป็นแบบไหน ให้มันจริงหน่อยได้ไหม ข้างนอกเขาทอดปลาเค็มอยู่ทุกวัน กลิ่นลอยเข้ามาในโรงแรม เราคิดว่านี่เป็นของจริงว่ะ มีเด็กวิ่งเจี๊ยวจ๊าวหน้าโรงเรียนตอนเจ็ดโมงเช้า (โรงแรมตั้งอยู่เยื้องกับโรงเรียนสตรีวรนาถ) พอแปดโมงมีเพลงชาติดัง นี่มันเป็นของจริง ครั้งหนึ่งเราเคยกลุ้มใจกับมัน เมื่อเราทำความเข้าใจกับมัน เราก็แฮปปี้ เคยตั้งคำถามนะว่าภาพรวมของประเทศไทยเป็นเช่นไร ถ้าเราไม่ได้สร้างภาพมันขึ้นมา
โลกสีเขียว: ประเด็นสำคัญคือเราต้องทำความรู้จักสภาพความเป็นจริง และสัมพันธ์กับจังหวะของมันอย่างกลมกลืน
คฑา: เมื่อวันก่อน เราทำกิจกรรมกับเด็กๆ ละแวกนี้ เด็กมาปลูกผักกันประมาณ 10 คน ยังมีร่องรอยการขุดอยู่เลย นี่ก็คิดจะเข้าไปในโรงเรียน
โลกสีเขียว: แสดงว่าแปลงผักที่นี่ นอกจากจะเป็นแหล่งเรียนรู้ของเราเองแล้ว ยังเป็นแหล่งเรียนรู้ของคนข้างนอกด้วย
คฑา: ก็มีชาวบ้านขึ้นมาดู ลูกชาวบ้านแถวนี้ขึ้นมาดู แล้วพาเด็กคนอื่นขึ้นมาดู เด็กมันก็น่ารัก เขาถามว่าขึ้นมาได้เหรอ เด็กที่ชวนก็บอกว่า “ได้ เพื่อนกัน” (หัวเราะ)
โลกสีเขียว: เท่ากับว่าตอนนี้ก็ขยับสู่แหล่งเรียนรู้ของชุมชนแล้ว
คฑา: ก็พยายามทำอยู่ ถามว่าง่ายไหม ก็ไม่ง่าย เริ่มต้นคือเราเอาผักไปให้เขาก่อน ทำให้รู้สึกว่ามันให้กันได้ อีกอาทิตย์หนึ่งเขาก็เอาไข่เค็มมาให้เรา คือเขาบอกว่าได้ไข่เค็มมาจากบ้านญาติ คือมันก็ไม่ได้เยอะแยะอะไรหรอก แต่เราไม่เคยได้อะไรมาก่อนไง ทุกทีเราต้องใช้เงินแลก แต่นี่มันเกิดกระบวนการบางอย่างในแบบที่ไม่ต้องซื้อหา
โลกสีเขียว: อย่างตอนเด็กๆ เราจะมีวิชาเกษตร ไม่รู้ว่าเดี๋ยวนี้โรงเรียนในกรุงเทพยังมีไหม
คฑา: ก็ยังมีอยู่นะ อย่างวิชาเกษตร ก็มีครูโรงเรียนสตรีวรนาถพาเด็กนักเรียนขึ้นมาดู เราก็บอกว่าอย่าดูเฉยๆ เลย ปลูกเลยดีกว่าไหม เดี๋ยวเตรียมแปลงไว้ให้ แล้วแบ่งเลยว่าตรงไหนชั้น ป. อะไร สุดท้ายเรื่องก็ติดอยู่ที่ว่าต้องพูดคุยกับผู้อำนวยการโรงเรียนว่าจะอนุมัติหรือเปล่า มันไม่ง่ายนะ เขาอาจมีทัศนคติจากภาพเก่าๆ เพราะภาพเก่าๆ ของโรงแรมแห่งนี้ไม่ค่อยดีนัก ทางโรงเรียนอาจคิดว่าไม่ควรมายุ่งกับโรงแรม แต่ผมก็พยายามสื่อสารนะ ว่าผมทำอะไร มีจุดมุ่งหมายอะไร
โลกสีเขียว: แสดงว่าทางโรงเรียนไม่มีแปลงเกษตรของตัวเอง
คฑา: ผมยังไม่เห็นนะ เขามีวิชาเกษตร แต่อาจเป็นการปลูกในกระถาง ตั้งใจว่าหากทางโรงเรียนอนุญาต จะให้เด็กนักเรียนลองปลูกดู พอมันโตงอกงาม ก็ไม่ให้กินนะ อยากให้เอาไปขาย จะได้เห็นคุณค่า ถ้ากิน คุณค่ามันก็หมด ถ้าตัดมาแล้ว ก็กะว่าจะเตรียมรถเข็นให้คันหนึ่ง เขียนว่าผักออร์แกนิกปลูกเอง จากพวกหนูๆ ขายถูกๆ แบบทำกิจกรรม ไม่เน้นกำไร เชื่อว่าน่าจะมีอะไรบางอย่างเป็นสายใยเชื่อมไปที่ชุมชนด้วย แต่ก็ติดว่าทางโรงเรียนจะเอาด้วยหรือเปล่า
โลกสีเขียว: แบบว่า...เด็กนักเรียนขายของไม่ได้หรือเปล่า (หัวเราะ)
คฑา: เนี่ย รู้สึกว่ากฎระเบียบแบบนี้มันควรปรับให้เหมาะกับสิ่งที่ควรจะเป็น
