คุยเรื่องสิ่งแวดล้อมศึกษากับ รศ.สุริชัย หวันแก้ว “สิ่งแวดล้อมศึกษาจะทำตัวกระมิดกระเมี้ยนไม่ได้แล้ว”

เรื่อง : เสมอชน ธนพัธ

"ผมว่าสิ่งแวดล้อมศึกษาที่ทำให้คนเคยเหลืองเคยแดงแล้วเลิกพูดเรื่องนี้ สิ่งแวดล้อมศึกษาแบบนี้ต่างหากที่ค่อยเข้าท่าหน่อย”

คำพูดของ รศ.สุริชัย หวันแก้ว ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาสันติภาพและความขัดแย้ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อาจทำให้ใครหลายคนสงสัยว่าสิ่งแวดล้อมศึกษาไปเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งทางการเมืองอย่างไร ในทางตรงกันข้ามเมื่อพูดถึงสิ่งแวดล้อมศึกษา หลายคนเข้าใจเอาว่าเป็นกิจกรรมจำพวกคัดแยกขยะในโรงเรียนทำน้ำหมักชีวภาพรณรงค์ประหยัดน้ำประหยัดไฟพาเด็กนักเรียนไปเข้าค่ายเดินป่าสำรวจลำน้ำรวมถึงการเรียนเรื่องสิ่งแวดล้อมในชั้นเรียน แม้กิจกรรมเหล่านี้จะเป็นแบบแผนที่คนทำงานด้านสิ่งแวดล้อมศึกษานิยมปฏิบัติ แต่ก็ถือเป็นการเข้าใจความหมายที่ไม่ถูกต้องนัก

แล้วสิ่งแวดล้อมศึกษาคืออะไร?

ในฐานะที่เป็นหัวหน้าทีมจัดทำแผนหลักสิ่งแวดล้อมศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนให้กับกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม และเคยเป็นผู้แทนไทยไปประชุมกับองค์การสหประชาชาติเรื่องการศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนเมื่อหลายปีก่อนรศ.สุริชัย มองว่า สิ่งแวดล้อมศึกษาย่อมไม่ใช่การเรียนรู้ที่จำกัดอยู่แต่ในรั้วสถาบันการศึกษา หากแต่ต้องยอมรับว่าการเรียนรู้มีได้หลายวิธี หลายลักษณะ อาจเป็นการเรียนรู้ที่อยู่ในรั้วสถาบันการศึกษาหรือไม่อยู่ก็ได้ เป็นการเรียนรู้ที่เป็นทางการหรือไม่เป็นทางการก็ได้ ที่สำคัญควรเป็นการเรียนรู้จากปัญหาจริง เพื่อคลี่คลายปัญหาสิ่งแวดล้อม ลดช่องว่างทางสังคมและความขัดแย้งของกลุ่มต่างๆ อันนำไปสู่สังคมที่รู้จักร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมากขึ้น

ยิ่งในภาวะวิกฤตสิ่งแวดล้อมที่คับขันและความขัดแย้งทางการเมืองของไทยที่ร้อนระอุเช่นนี้ รศ.สุริชัย ชี้ว่า สิ่งแวดล้อมศึกษาเป็นเครื่องมือสำคัญที่สามารถใช้ปฏิรูปประเทศไทย แต่ก่อนหน้านั้นแวดวงสิ่งแวดล้อมศึกษาเองก็ต้องการการเปลี่ยนแปลงด้วยเช่นกัน

 

อะไรที่ทำให้งานสิ่งแวดล้อมศึกษาในบ้านเรามักไปสาละวนอยู่กับกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องสิ่งแวดล้อมในโรงเรียน

ปัญหาของสิ่งแวดล้อมศึกษา คือเรามักพูดกันมากในหน่วยเล็กๆ เช่นโรงเรียน แต่เราไม่ค่อยพูดถึงสิ่งแวดล้อมศึกษาในระดับการเรียนรู้ของสังคมไทย ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะคำที่เราใช้ เราก็คุ้นเคยกัน นึกว่าเราเข้าใจกันอยู่แล้ว และบางทีก็ยึดความหมายติดรูปแบบ สิ่งแวดล้อมศึกษาก็คล้ายกัน คำว่าศึกษาอะไรพวกนี้ มันคล้ายกับศึกษาศาสตร์ คนก็เลยมองว่าเป็นการเรียนการสอนหนังสือ หรือกิจกรรมการสอนในสถาบันการศึกษา ซึ่งเป็นการตีกรอบตีรั้วให้โดยไม่รู้ตัว แต่ปัจจุบันวิกฤตที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องร้ายแรง ทำให้ต้องไปสนใจเรื่องการศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน แต่เมื่อแปลงเป็นความเข้าใจที่ติดกับแบบแผนหรือตกร่องไปกับเรื่องเก่า มันก็ลดความรู้สึกเร่งด่วนของความวิกฤตตรงนั้นไปเยอะ ผมว่านี่เป็นความน่ากลัวของคำที่เวลาเราพูดออกไปว่าเข้าใจอยู่แล้ว ทั้งๆ เป็นเรื่องที่ต้องทำให้คนรู้สึกว่าเป็นเรื่องคับขัน แต่เมื่อคนตกอยู่ในกับดักของความเคยชิน สิ่งนี้จึงเป็นเรื่องอันตราย

ถ้าเช่นนั้นเราจะฝ่ากรอบคิดแบบเดิมออกไปได้อย่างไร

ถ้าใครตกอยู่ในความสำเร็จรูปของสถาบัน ของหลักสูตร ของการศึกษาในระบบ จริงๆ ก็มีเรื่องให้ทำเยอะแยะแหละ เพียงแต่มองไม่เห็นหรอกว่าตนเองไปติดอยู่กับรูปแบบและความหมายเฉพาะด้านจนเกินไป สิ่งที่จะทำให้หลุดจากตรงนี้ได้ คงต้องทำให้คนเรียนรู้ว่า การเรียนรู้มีหลายวิธี การเรียนรู้มีได้หลายลักษณะ แล้วการเรียนรู้ที่เราส่งเสริมกันอยู่นี้เป็นการทำเฉพาะแบบเดียว ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องง่ายนะ เพราะสังคมไปติดอยู่กับวุฒิการศึกษา มีการเรียนปริญญาตรี พอจบปริญญาตรีก็ต้องต่อปริญญาโท พอจบปริญญาโทก็ต้องต่อปริญญาเอก มีเป็นขั้นเป็นตอนว่าอย่างนี้คือความสำเร็จ เราไปประเมินความสำเร็จของขั้นตอน แต่ไม่ได้พูดถึงเรื่องความหมาย ไม่ได้พูดถึงเรื่องว่าอะไรเป็นการเรียนรู้ใหม่ ไม่ใช่เป็นการเรียนรู้บนความเคยชิน ซึ่งความเคยชินถือเป็นศัตรูสำคัญของการเรียนรู้เลยนะ และบางทีการศึกษาและการเรียนรู้มันก็สวนทางกันมากๆ ซึ่งคนไม่ค่อยตระหนัก

การศึกษาในระบบของทุกวันนี้ เป็นปัญหาในแง่การเรียนรู้อย่างไร

การศึกษาจำนวนมากไปติดแค่ได้ปริญญาอะไร สูงขนาดไหน ได้รางวัลหรือมีชื่อเสียงขนาดไหน การเรียนรู้ในลักษณะที่อยู่นอกรูปแบบที่คนยกย่องกัน จึงไม่นับว่าเป็นการศึกษา ถือว่าไม่สำคัญ เอาเข้าจริงการศึกษาจึงเกิดขึ้นในหมู่คนมีฐานะ มีโอกาส แล้วให้รางวัลด้วยการรับรองคุณวุฒิ เป็นระบบให้ยศให้ศักดิ์กันในกลุ่มคนที่พอจะให้ประโยชน์กันและกันได้ นานวันเข้าการศึกษาที่ถือเป็นการเรียนรู้เพียงเสี้ยวเดียวของสังคมก็กลายเป็นระบบที่กระทำกันในหมู่คนมีเงิน มีอำนาจ มีปากมีเสียงที่เกื้อกูลกัน ส่วนคนที่ได้รับผลกระทบหรือคนที่ประสบปัญหาก็จะยิ่งอยู่ห่างการเข้าถึงการศึกษาแบบนี้ แล้วพวกที่มีการศึกษาตามแบบแผนก็จะยิ่งมั่นใจในตัวเองว่าตัวเองรู้ แต่ไม่มีโอกาสหรือไม่สนใจที่จะสัมผัสความทุกข์ยากของคนอื่น จะมีผู้มีอำนาจสักกี่คนที่กว่าจะได้คุยกับชาวบ้านที่มาบตาพุด ซึ่งชาวบ้านที่มาบตาพุดต้องรอมาเป็นสิบๆ ปี และกว่าที่ชาวบ้านจะมาฟ้องโรงฟ้องศาลจนชนะคดี แต่ก็ใช่ว่าจะเห็นอนาคตกันสักเท่าไหร่ ยิ่งการศึกษาและสิ่งแวดล้อมศึกษาที่ยังไม่หลุดจากความเข้าใจรูปแบบแบบเดิมๆ มันก็จะเอื้อให้คนที่ติดรูปแบบนี้ได้ประโยชน์ปลายทาง และสร้างช่องว่างการเรียนรู้เรื่องสิ่งแวดล้อมกับสังคมไทยให้กว้างขึ้นเรื่อยๆ และจะยิ่งสร้างความไม่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันไปด้วย แล้วก็มองว่าพวกนั้นเป็นพวกต่อต้านการพัฒนา เป็นพวกที่ทำให้สังคมเราพัฒนาช้ากว่าเพื่อนบ้าน กลัวว่าเวียดนามจะพัฒนาแซงหน้าเรา ตรงนี้ต่างหากที่ทำให้สังคมเกิดความมึนชากับความเดือดร้อนที่แม้กระทั่งบางคนจะไม่มีที่ดินทำกินก็ตาม ที่ผ่านมาสิ่งแวดล้อมศึกษายังคงเป็นการเดินแบบขาเดียว สุดท้ายมันจะกลายเป็นอุปสรรคให้กับตัวเอง เป็นอุปสรรคต่อการบรรลุวัตถุประสงค์ของการพัฒนาที่ยั่งยืน

อาจารย์กำลังจะบอกว่า งานด้านสิ่งแวดล้อมศึกษาต้องหันมาเรียนรู้ปัญหาจริงของสังคม

ผมคิดว่าสิ่งแวดล้อมศึกษาที่มีการเรียนรู้นอกรูปแบบเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ สิ่งแวดล้อมศึกษาที่มีการเรียนรู้จากปัญหาจริงที่มีความขัดแย้งกันเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ สิ่งแวดล้อมจำพวกที่สนใจแต่เรื่องความสำเร็จ เรื่องความดีงาม เรื่องเศรษฐกิจพอเพียง แล้วท่องรูปแบบ หาสูตรสำเร็จ สิ่งแวดล้อมศึกษาแบบนี้มักไม่ได้พาเราไปสู่การเรียนรู้ที่มีพลัง

งานสิ่งแวดล้อมศึกษา ต้องเอาเรื่องจริงมาว่ากัน ต้องสนใจปัญหาของความคิดที่แตกต่างกันในเรื่องสิ่งแวดล้อม การมองต่างกันตรงนี้ควรเป็นจุดเริ่มต้นของสิ่งแวดล้อมศึกษา เช่นการมีที่ว่างดีหรือไม่ดี ทะเลควรมีโฉนดหรือไม่ อ่าวไทยมีแท่นขุดเจาะน้ำมันแล้วได้ผลประโยชน์กับธุรกิจเท่านั้นเท่านี้ แต่มองไม่เห็นเลย และไม่มองด้วย คือบอดทั้งสองอย่างถึงคุณค่าของทะเลต่อคนทำประมงรายย่อย ซึ่งถ้าตั้งแท่นแล้วจะกระทบคนตัวเล็กตัวน้อยขนาดไหน ผมคิดว่าสังคมยังเคยชินกับการมองสิ่งแวดล้อมไปในการใช้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจ และมองเป็นเป้าหมายสูงสุด อันที่จริงควรตระหนักว่าการมองแบบนี้เป็นต้นเหตุให้เกิดปัญหาตามมาในปัจจุบันอีกเยอะแยะไปหมด แต่ตอนนี้เรายังไม่ทบทวนอะไรกันเลย เพราะฉะนั้นสิ่งแวดล้อมศึกษาจึงไม่ควรขังตัวเองกับความคิดแบบสำเร็จรูปที่ทำกันมา แต่ต้องมาโยงกับปัญหาขัดแย้งที่คนมองเห็นป่าต่างกัน มองเห็นทะเลต่างกัน

เหมือนว่าการเรียนรู้ปัญหาต่างๆ ของสังคมไทยก็ยังไม่ค่อยเกิดขึ้น ปัญหาก็หมักหมมไปเรื่อยๆ ช่องว่างของความขัดแย้งก็ถ่างออกมากขึ้น

สิ่งแวดล้อมศึกษาที่มีอยู่มันไม่ได้ช่วยให้ช่องว่างความไม่เข้าใจมันลดลง ปัญหาตอนนี้คือความมั่นใจของประชาชนที่มีต่อรัฐบาลมันสูญหายไปเยอะ รัฐบาลก็ทำงานแบบไม่รู้ไม่ชี้ ทำไปเรื่อย พรรคการเมืองก็เรียนรู้ปัญหากันเสียที่ไหน หรือแม้กระทั่งสื่อเอง ถ้าบอกว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจต่ำลงนิดหนึ่ง ก็เป็นเรื่องเป็นราวแล้ว ไม่เคยบอกว่าไม่เจริญ แต่ทำให้มีความสมดุลเกิดขึ้นในท้องถิ่นเป็นข่าวดี สื่อจำนวนมากก็ไปตกอยู่ในกับดักของฝ่ายข่มขู่คุกคามว่า ถ้าไปลดการขยายตัวของเศรษฐกิจ ก็เป็นศัตรูของอนาคต แทนที่จะมาโฟกัสเรื่องสุขภาพ ซึ่งเป็นตัวชี้วัดเรื่องการพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง

เมื่อเป็นเช่นนี้ เราจะยกระดับการเรียนรู้กันอย่างไร

ต้องยอมรับว่าการมองสิ่งแวดล้อมศึกษาแบบราชการทุกวันนี้ยังไม่พอ แล้วดีไม่ดีมันจะเป็นอุปสรรคให้กับตัวเอง ดังนั้นมองเชิงเดี่ยวไม่ได้ ต้องแปลงความหมายของคำว่าสิ่งแวดล้อม...อย่างเช่นการทิ้งขยะอุตสาหกรรมของนิคมอุตสาหกรรม นี่ก็เป็นเรื่องสิ่งแวดล้อมศึกษาที่สำคัญนะ คือต้องเรียนรู้ในเชิงลบด้วย ไม่ใช่เชิงบวกอย่างเดียว แล้วก็ต้องสร้างการเรียนรู้ข้ามภาคส่วน มีกระทรวงพลังงาน กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงมหาดไทยอะไรพวกนี้เข้ามาเกี่ยว ไม่ใช่เป็นเรื่องของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเท่านั้น ทำอย่างไรให้สังคมเห็นถึงความเชื่อมโยงของสิ่งต่างๆ ในเชิงซ้อน ไม่เช่นนั้นในอนาคตข้างหน้าเราก็จะสร้างคนชายขอบขึ้นอีกมากมาย

อาจารย์มองว่าการขยับประเด็นเรียนรู้ในงานด้านสิ่งแวดล้อมศึกษาไปสู่เรื่องปัญหาที่มีความขัดแย้งกันนั้น จะเป็นอุปสรรคต่อการสร้างความร่วมมือในการทำงานไหม

จริงๆ การคิดเรื่องการสร้างความร่วมมือในงานสิ่งแวดล้อมศึกษา แล้วกำหนดว่าจะต้องเป็นแนวอย่างนี้ ถ้าอย่างนั้นก็ไม่ใช่แล้ว เพราะสงสัยว่าคงขัดแย้งกันแน่ ไปด้วยกันไม่ได้แน่ ผมคิดว่าการคิดแบบนี้มันเป็นปัญหา ผมคิดว่าการถกเรื่องสิ่งแวดล้อมศึกษาในภาวะปกติ แล้วคิดว่าเราต้องร่วมมือกัน อย่าให้ล่มกลางคัน ก็โอเคนะ แต่ว่าภาวะโลกตอนนี้ก็ไม่แน่นอนมากขึ้น ภัยพิบัติก็มากขึ้น หากการเจรจายังทีมึงทีกู ทุกฝ่ายมีข้ออ้างกันไปหมด ข้อสรุปก็คือความฉิบหายมาแน่ และถ้าหากยิ่งช้าก็ยิ่งคับขัน พูดอย่างนี้ก็คือในภาวะการณ์ที่ไม่ปกติ เราจะมารอแนวทางการทำงานที่ต้องประสานกันให้ดี ไม่ขัดแย้งกัน เราจะมาทำใจคอคับแคบอย่างนั้นไม่ได้ เราต้องยอมรับก่อนว่าถ้ามีใจอยากทำงานด้วยกัน ก็ต้องตรงไปตรงมาซึ่งกันและกัน ไม่ยึดมั่นถือมั่น มีหัวใจที่จะเรียนรู้ร่วมกัน มีแรงบันดาลใจที่จะแก้ไขปัญหา

มองพลังของงานสิ่งแวดล้อมศึกษาในการเปลี่ยนแปลงสังคมไทยอย่างไร

สิ่งแวดล้อมศึกษาน่าจะเป็นตัวสร้างการเรียนรู้ใหม่ การปะทะกัน การขัดแย้งกันมันเป็นแค่ปลายเหตุที่เราไม่ได้เรียนรู้ สิ่งที่สังคมต้องเรียนรู้คือยิ่งเราพัฒนาภายใต้เศรษฐกิจแบบทุนนิยมแบบนี้ มันก็ยิ่งคุกคามคนที่อยู่ในชนบทที่อยู่กับทรัพยากรท้องถิ่นกันมากขึ้น เพราะฉะนั้นโอกาสที่จะทำให้เกิดการปะทะ ความขัดแย้งมันก็มีสูง แล้วเราก็คงต้องยอมรับความจริงว่าความขัดแย้งทางเมืองในช่วงที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งก็เป็นผลมาจากปัญหาเหล่านี้ เพราะฉะนั้นถ้าเราไม่ใช้สิ่งแวดล้อมศึกษาเป็นตัวช่วยถอดรหัสความขัดแย้งและความรุนแรงเหล่านี้ มันก็มีโอกาสจะเกิดความขัดแย้งและความรุนแรงซ้ำซากได้อีก สิ่งแวดล้อมศึกษาที่มีความหมาย คือต้องเปลี่ยนค่านิยมของสังคมให้ได้ ซึ่งผมคิดว่าเราจะมาทำตัวกระมิดกระเมี้ยนไม่ได้แล้ว ถ้าสิ่งแวดล้อมศึกษาที่ทำให้คนเคยเหลืองเคยแดง แล้วเลิกพูดเรื่องนี้ สิ่งแวดล้อมศึกษาแบบนี้ค่อยเข้าท่าหน่อย

ทำไมเราต้องสนใจว่าลูกปืนมาจากทิศไหน มาจากปืนกระบอกใด ทั้งที่ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่กระสุนมาจากฝ่ายไหนแค่นั้น แต่ที่สำคัญมากกว่าคือถ้ามีการยิงกันแล้วคนตายที่ไม่ใช่พวกฉันแล้วมีคนดีใจ หรือแอบเชียร์ให้ฝ่ายที่ตัวเองชอบจัดการฝ่ายที่ตัวเองไม่ชอบ นี่ต่างหากที่เป็นเรื่องน่ากลัว ไม่ต้องมาสาละวนกับปลายเหตุ สังคมที่ตกเข้าไปอยู่ในความรู้สึกที่ว่าทีใครทีมัน มันแรงมาก็แรงไป การชนะด้วยวิธีการที่การันตีว่าเราเป็นฝ่ายเหนือกว่า อันนี้ต่างหากที่ชีวิตจะไม่มีทางยั่งยืนเลย เพราะอีกฝ่ายก็จะคิดเหมือนกัน ถ้าไม่ยอมเสียเกียรติกันบ้าง ถ้าใครช่วงชิงโอกาสได้ก็เหยียบเลย วิธีคิดตรงนี้เป็นการทำลายความสัมพันธ์ของคนในสังคม แล้วใช่ว่าฝ่ายชนะจะค้ำฟ้าตลอด ที่ตลอดกาลคือเราต้องอยู่บนแผ่นดินเดียวกันนี้

เราต้องให้การถอดบทเรียนสิ่งแวดล้อมศึกษามีลักษณะการขุดรากถอนโคนมากกว่านี้ ไม่เช่นนั้นเราก็ไม่เปลี่ยนวิธีคิด มองว่าเราเองก็พอใช้ได้ เราก็ดี เรายิงกันฆ่ากันตายเมื่องสองสามเดือนที่แล้ว ส่วนหนึ่งเพราะเราชมตัวเองมานานเกินไป เราประมาทเกินไป เราหลงตัวเองว่าประเทศไทยเป็นชาวพุทธ ไม่มีหรอกครับที่จะฆ่ากันแบบนั้น ประเทศไทยประสานประโยชน์เก่ง ไม่มีหรอกครับ ประเทศมีพระเจ้าอยู่หัว เราไม่ทะเลาะกันหรอกครับ ใครทะเลาะกันแสดงว่าไม่ได้รักพระเจ้าอยู่หัว พอเกิดเรื่องขึ้นมา เราก็กระพริบตาปริบๆ แก้ปัญหากันไม่ได้

 

หมายเหตุ
ดูความหมายเพิ่มเติมของคำว่าสิ่งแวดล้อมศึกษาได้ที่ สิ่งแวดล้อมศึกษา

Share this

 

creative-commonsแสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน 3.0 ประเทศไทย
พัฒนาเว็บไซต์โดย โอเพ่นดรีม