“เมื่อเรามีใจรัก เราก็จะมองพืชผักด้วยจิตใจที่มีความรักความเมตตา” เพ็ญศรี โตสะอาด สวนผักหลักสี่
เรื่อง : ขวัญชาย ดำรงค์ขวัญ
ภาพ : อัญชนา นนท์พิทยา
มองจากภายนอก คงไม่มีใครคิดว่าพื้นที่ด้านบนของตึกสูง 9 ชั้น จะมีอะไรเป็นพิเศษ
แต่เมื่อผมเดินขึ้นไปบนดาดฟ้าชั้น 9 ของสำนักงานเขตหลักสี่ ก็ได้พบกับพื้นที่ขนาด 440 ตารางเมตรที่มีการจัดสรรเพื่อมาใช้สอยได้เป็นอย่างดี มีพรรณพืชจำนวนมากเติบโตกระจายความเขียวอยู่ตามซอกมุมแทบจะเต็มพื้นที่ มะเขือเทศผลโตรวมตัวกันเป็นพวงสีแดงสดราวกับพวงองุ่นในสวน ถัดออกไปผมพบทั้งคะน้า กะหล่ำปลี และผักใบเขียวอีกจำนวนมากงอกงามอยู่ในแปลงผัก และระหว่างเดินสำรวจสวน ก็ไปสะดุดกับถั่วฝักยาวที่โน้มตัวลงมาเชิญชวนให้ได้ลิ้มลอง
“ลองหยิบมาทานดูได้นะ” เป็นเสียงเชิญชวนจาก เพ็ญศรี โตสะอาด หรือพี่แหม่ม เจ้าหน้าที่ฝ่ายรักษาความสะอาดและสวนสาธารณะ ที่ขมักเขม้นทำงานอยู่ ณ สวนเกษตรดาดฟ้าของสำนักงานเขตหลักสี่
“มีคนเคยบอกว่าพี่แหม่มเป็นคนมือเย็น หยิบจับอะไรก็งอกงาม” ผมถาม
“พี่ว่าคนอื่นไม่ได้มือร้อนหรอก เขาใจร้อนมากกว่า” พี่แหม่มยืนยันด้วยรอยยิ้มกับน้ำเสียงที่ราบเรียบว่าตัวเธอนั้นไม่ได้มีพลังวิเศษอย่างที่บางคนเคยบอกไว้ แต่สิ่งที่เธอมีและบางคนอาจจะไม่มีคือความรักต่อพืชผักเหล่านั้น ราวกับเป็นสิ่งที่มีชีวิตจิตใจ
ผู้หญิงคนหนึ่งที่เริ่มต้นจากความรักในพืชผัก เธอใช้เวลาพิสูจน์ความมุ่งมั่น เปิดรับความรู้ใหม่ๆ เพื่อมาแก้ปัญหาในการเพาะปลูกที่เธอบอกว่า ใครๆ ก็ต้องเจออุปสรรค โดยเริ่มต้นจากเงินทุนของสำนักงานเขตฯ แค่หลักพัน เก็บประสบการณ์ผ่านการทดลองจริง ลองผิดลองถูกจนสามารถเปลี่ยนพื้นที่โล่งๆ ที่เคยเป็นที่สำหรับเก็บเศษซากของสิ่งของต่างๆ ที่ไม่ได้ใช้ จนดาดฟ้าของสำนักงานเขตหลักสี่ก็เต็มไปด้วยพืชผักที่มีความหลากหลายกว่า 100 ชนิดหมุนเวียนตามฤดูกาล
ทุกวันนี้เมื่อถ่ายภาพจากมุมสูงลงมา ความเขียวที่ปรากฏดูจะคลับคล้ายคลับคลาผืนป่าย่อมๆ ใจกลางเมือง

ภาพ : www.thaisky-digital.com
สวนผักที่นี่เกิดขึ้นมาได้อย่างไรครับ
เริ่มแรกจะเกิดจากกลุ่มงานเล็กๆ ที่เคยทำอยู่บนที่ของเอกชนบริเวณหลังสำนักงานเขตฯ ในตอนนั้นก็ปลูกผักกินกันเองภายใน ต่อมาช่วงปี 2544 ทางเอกชนต้องการที่คืน แต่ด้วยความเสียดาย เพราะผักที่ปลูกกำลังงามและคนก็สนใจมาดูงานกันเยอะ ก็เลยตัดสินใจขุดผักทั้งหมดใส่กระถางและรอหาที่ปลูกใหม่ ผู้อำนวยการเขตฯ ในสมัยนั้นบอกว่าให้ลองไปดูที่ดาดฟ้าว่าสามารถใช้ได้ไหม ทีแรกข้างบนนั้นก็รก เป็นที่เก็บถังขยะแตกๆ เก้าอี้หักๆ ขึ้นมาครั้งแรกก็เก็บกวาดเยอะพอสมควร
ตอนนั้นเริ่มวางแผนการปลูก เราไม่มีความรู้เรื่องการรับน้ำหนักของตึก ก็เลยไปปรึกษาผู้ช่วยผู้อำนวยการเขตฯในสมัยนั้น ท่านจบทางวิศวกรรมโยธา ท่านก็ให้ข้อมูลว่าสำหรับสำนักงานอาคารพาณิชย์ทั่วไป พื้นที่ตึก 1 x 1 เมตร จะรับน้ำหนักได้ไม่เกิน 200 กิโลกรัม แต่ตึกของสำนักงานเขตฯ เราแข็งแรงกว่าสักหน่อย ก็อาจจะวางของได้มากกว่านั้นบ้าง ส่วนตรงคานก็วางของหนักๆ ได้ 400-600 กิโลกรัม เราก็ถามท่านต่อว่าความชื้นระดับใต้แปลงจะมีอันตรายกับตัวตึกไหม ก็ได้คำตอบว่าไม่เป็นอะไร ขอแค่อย่าให้น้ำขังอย่างเดียว เพราะจะทำให้เหล็กผุ แต่ถ้าชื้นหมาดๆ กลับเป็นการบ่มปูนให้แข็งแรงขึ้นด้วยซ้ำ หลังจากเราได้ข้อมูลแล้วว่าบนดาดฟ้าสามารถทำแปลงผักได้ เราก็เริ่มทำมาเรื่อยๆ ตั้งแต่ปลายปี 2544 พอถึงต้นปี 2545 ก็ย้ายมาอยู่บนนี้เต็มรูปแบบ
ตอนนั้นในสมัยของผู้ว่าฯ อภิรักษ์ โกษะโยธิน มีโครงการเพิ่มพื้นที่สีเขียว การทำสวนเกษตรดาดฟ้าก็เป็นอีกหนึ่งทางในการเพิ่มพื้นที่สีเขียว แต่ข้างบนนี้จะเป็นผักและสมุนไพรเป็นส่วนใหญ่ ณ ปัจจุบันก็จะมีร่วมร้อยชนิดแล้ว ถึงจะไม่ได้ปลูกพร้อมกัน แต่จะหมุนเวียนไปตามฤดูกาล
ทำไมพี่แหม่มถึงสนใจการทำเกษตร
มันเหมือนกับพี่จะมีสายเลือดในทางนี้อยู่แล้ว ปู่ย่าตายายของพี่เป็นเกษตรกรที่ต่างจังหวัดอยู่แล้ว ตาของพี่ท่านเป็นเกษตรอำเภอ พอท่านปลดเกษียณท่านมีแนวคิดทำสวนรุกขชาติ ท่านบอกว่าว่า สวนรุกขชาติ คือสวนที่ข้างบนเป็นต้นไม้รกครึ้ม แต่พื้นข้างล่างเตียน
พี่จำได้เลยว่าสวนตอนนั้น น้อยหน่าที่ปลูกนี่สุกคาต้นเลย นกนี่ร้องจิ๊กจั๊กๆ เต็มไปหมด ในสวนมีฝรั่ง พุทรา ห้อยย้อยเลย ทำให้เราก็เหมือนกับได้รับการปลูกฝังภาพแบบนั้นมา ตาของพี่ท่านเคยมีความคิดจะตั้งชื่อพี่ตอนพี่เกิดใหม่ๆ ว่า “พนาวรรณ” ด้วยนะ (ยิ้ม + หัวเราะ)
ตอนนั้นก็คงจะมีความรักในเรื่องเกษตรบ้างแล้วล่ะ แต่ด้วยความเป็นเด็ก ตาให้ความรู้อะไรมาเราก็ไม่ค่อยสนใจ
ตัวพี่เรียนเกี่ยวกับอะไรมาครับ

ตัวพี่ไม่ได้จบทางด้านเกษตรมา พี่จบแค่ม.6 ตอนเข้ามากรุงเทพฯ ก็ยังไม่ได้ทำงานเกี่ยวกับเรื่องนี้โดยตรง พี่เริ่มทำงานเกี่ยวกับพิมพ์สกรีน แต่ทำได้สักพัก โรงงานที่ทำก็ประสบปัญหาต้องปิดตัวไป พี่นี่รุ่นปิดโรงงานเลยนะ (หัวเราะ) ตัวพี่เองนอกจากความรู้เรื่องเกษตร ก็ยังมีทักษะในเรื่องพิมพ์สกรีนด้วย
พอโรงงานปิดกิจการ พี่ก็มีโอกาสได้ไปทำงานกับพลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ท่านจะมีซูเปอร์มาร์เก็ต และข้างๆ ก็จะมีพื้นที่ 4-5 ไร่ ก็สร้างเป็นแปลงปลูกผักปลอดสารพิษและคลังสินค้าสด พอปลูกผักได้ก็เอามาขายที่ซูเปอร์มาร์เก็ต พี่จะมีเพื่อนที่ทำอยู่แปลงผักปลอดสารพิษโดยตรง ทำให้เวลาที่ว่างจากงานที่ต้องรับผิดชอบ ก็จะไปช่วยเพื่อนตรงแปลงผักนั้น ทำให้ได้ความรู้เรื่องการปลูกผักติดตัวมา ทำไปได้สักระยะเราก็นึกอยากจะไปทำของตัวเองเหมือนกัน ก็เลยตัดสินใจออกจากที่นั่นมา แต่พอลองมาสมัครงานที่สำนักงานเขตหลักสี่ แล้วมันได้ ก็เลยได้มาทำในส่วนเจ้าหน้าที่ฝ่ายรักษาความสะอาดและสวนสาธารณะ ประสบการณ์ในการทำเกษตรที่เรามีก็ได้เอามาใช้ในการทำสวนสาธารณะที่นี่
ต่อมาเพื่อนคนเดียวกันได้มาจัดแปลงผักที่เมืองทองธานี ตอนนั้นตัวพี่ทำงานที่เขตฯ ก็จริง แต่พอตอนเย็นก็จะไปช่วยเขาปลูกผักที่นั่น ได้ความรู้เพิ่มเติมมา เช่น ปลูกข้าวโพดใบหันไปด้านนี้ ฝักจะหันไปด้านไหน เราก็ไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์มา
ในตอนแรกบนดาดฟ้านี้ยังปลูกผักไม่มาก แต่ก็ยังมีคนสนใจมาดู คนที่มาติดต่อราชการที่เขตฯ ก็จะพูดกันปากต่อปากระหว่างที่เขารอเอกสารว่าข้างบนมีสวนดาดฟ้านะ ก็มีคนมาเดินเล่นกันข้างบน
แสดงว่าในช่วงแรกจะไม่ได้ปลูกเยอะขนาดนี้
ไม่ได้เยอะแบบนี้ เราจะเริ่มปลูกไปทีละด้านของดาดฟ้า ค่อยๆ ออกแบบและทำไปเรื่อยๆ เริ่มต้นเราใช้เงินลงทุนจากทางเขตฯ แค่หลักพัน ผักที่ปลูกได้ก็มาขายเจ้าหน้าที่ในเขตฯ ขายในราคาถูกๆ ถุงละ 10 บาท ธรรมดาผักออร์แกนิกถ้าขึ้นห้างจะแพงมากเลย ก็เป็นเหมือนสวัสดิการให้กับเจ้าหน้าที่ เขาจะได้กินผักที่ปลอดสารพิษและยังราคาถูกด้วย พอขายได้เงินมา ก็ต่อยอดไปเรื่อยๆ ณ ปัจจุบันนี้สวนผักดาดฟ้ากลายเป็นศูนย์การเรียนรู้ ซึ่งเราไม่ได้ตั้งใจตั้งแต่แรก แต่พอเริ่มมีคนรู้จัก มีรายการทีวีมาถ่ายทำ มีหนังสือพิมพ์มาสัมภาษณ์ หนังสือเกษตรเขียนถึง ก็แพร่หลายออกไป ไปๆ มาๆ ก็เลยกลายเป็นศูนย์การเรียนรู้ให้คนทั่วไปจนถึงทุกวันนี้
ได้ปรึกษากับทางผู้บริหารของเขตฯ ไหมว่าอยากจะให้สวนผักออกมาเป็นอย่างไร
ทางผู้บริหารจะไม่ได้จำกัดว่าคุณต้องทำแบบนั้นแบบนี้ เขาปล่อยให้เป็นอิสระในเรื่องความคิด คุณอยากจะทำยังไงก็ได้ เราสามารถสร้างสรรค์สวนผักบนนี้ได้อย่างเป็นอิสระ แต่ท่านขออย่างเดียวคืออย่าทำอะไรให้เสียหายกับทางเขตฯ ถึงเวลาหนึ่ง เขาก็จะเดินขึ้นมาดูว่าทำอะไรไปถึงไหนแล้ว พอเห็นถึงความเจริญก้าวหน้า เขาก็ไม่ได้ว่าอะไร
ส่วนรูปแบบของการทำแปลงผัก พี่ก็จะเป็นคนคิด และได้จากการไปดูงาน ไปอบรมตามที่ต่างๆ พี่ได้ความรู้เรื่องจุลินทรีย์จากอาจารย์หนึ่งดิน วิมุตตินันท์ เป็นอาจารย์คนแรกของพี่ในเรื่องจุลินทรีย์ (ปราชญ์ชาวบ้านที่มีความรู้เรื่องปุ๋ยหมัก ปุ๋ยชีวภาพ และความรู้เรื่องดิน โดยเป็นประธานศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง จังหวัดชลบุรี) และทางกรุงเทพฯ ก็ส่งให้ไปดูงานกสิกรรมไร้สารพิษกับอีกหลายๆ แห่ง พี่ก็เอาประสบการณ์จากในอดีตที่พี่มีมารวมกับสิ่งที่ได้ไปดูไปฟังมาประยุกต์ใช้ และพี่ก็จะเป็นคนชอบอ่านหนังสือมาก มีเวลาว่างเมื่อไรก็จะหาหนังสือมาอ่าน อ่านแม้กระทั่งถุงกล้วยแขก ทั้งหมดก็ได้จากการอ่าน ได้จากการทดลอง ได้จากการทำมาปรับใช้ของเราด้วย หนังสือที่เราอ่านบางทีมันก็ไม่ได้เป็นไปตามนั้นทุกอย่าง พี่อ่านเองบางทีก็ยังนึกค้านเลย เพราะจากประสบการณ์ของเราก็จะรู้เลยว่าอันไหนใช่หรือไม่ใช่ จริงหรือไม่จริง
ทำให้พี่ตัดสินใจนำประสบการณ์ในอดีตและการดูงานในที่ต่างๆ มาลองปฏิบัติจริง
มันก็เป็นการทดลอง ลองผิดลองถูก ทุกสิ่งทุกอย่างมันไม่ได้โรยไปด้วยกลีบกุหลาบหรอก มันต้องมีอุปสรรคอยู่แล้ว แต่บางสิ่งบางอย่างก็ได้มาด้วยความบังเอิญได้ เช่นการเพาะถั่วงอก เมื่อก่อนพี่จะเพาะในตะกร้าก่อน แล้วค่อยเพาะในถุงสีดำ มาตอนหลังถังขยะของกทม. มันแตก เอาไปใส่ขยะไม่ได้ ใส่แล้วน้ำมันจะไหลออกมา เราก็เลยลองเอาเพาะถั่วงอกดู ปรากฏว่ามันได้ผลดี บางสิ่งบางอย่างมันก็พบมาได้ด้วยความบังเอิญ
พี่รู้สึกยังไงกับการได้ถ่ายทอดความรู้เรื่องการเกษตรให้คนทั่วไป
พี่เคยตั้งปณิธานไว้ว่าจะถ่ายทอดความรู้เหล่านี้ออกไปเพื่อถวายแก่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ พี่เคยเขียนไว้ในใบโพธิ์ว่าจะทำความดีในเรื่องของการถ่ายทอดความรู้ให้กับประชาชน คนที่มีปัญหาในเรื่องนี้เขาก็จะได้นำไปแก้ในชีวิตประจำวันของเขา พี่ก็ถ่ายทอดมาเรื่อยๆ ณ เวลาที่พี่ถ่ายทอดก็เกิดเป็นความสุขในใจ สิ่งไหนที่พี่คิดได้ก็จะถ่ายทอดออกไป เพราะวันหนึ่งถ้าเกิดเราตายขึ้นมา ก็จะยังมีคนที่ได้รับความรู้ที่เราคิดค้น ได้เจอ นำไปใช้ต่อให้เกิดประโยชน์ ความรู้จะได้ไม่ตายไปกับตัวพี่ไง
คนที่มาอบรมเป็นคนกลุ่มไหนบ้างครับ
มีทุกกลุ่มเลย เกษตรกรต่างจังหวัดก็จะมีรวมกลุ่มกันมา นักเรียน นักศึกษา มหาวิทยาลัยก็จะมีหลายสถาบัน ในกรุงเทพฯ ก็คงจะเกือบครบแล้ว
เคยมีคนที่มาดูงานแล้วนำสิ่งที่เขาได้ทำกลับมาพูดคุยแลกเปลี่ยนว่าเป็นอย่างไรบ้างไหม
ส่วนใหญ่นักเรียน นักศึกษา ที่มาอบรมจะเป็นการหาประสบการณ์นอกห้องเรียน การติดตามผลก็จะไม่ค่อยมีมากนัก จะไม่เหมือนกับที่เราอมรมเกษตรกรและผู้ที่สนใจในเรื่องนี้โดยตรงเลย ที่จะมีการติดตามผลด้วย อย่างกลุ่มของคุณชรัส เฟื่องอารมณ์ เขาก็ชัดเจน เขากลับไปทำจริงจัง ตอนนี้ทางสำนักงานเขตหลักสี่ก็จะมีโครงการจากดาดฟ้าสู่ลานดิน เป็นโครงการที่เราจะส่งเสริมผู้ที่มีพื้นที่อยู่ข้างล่างให้ปลูกผักกัน ก็มีเอกชนมาร่วมอบรมและกลับไปทำในที่ของเขา ในบางที่เราก็ยังไปช่วยเขาทำ ให้คำปรึกษา ในตอนนี้ก็จะมีอยู่ร่วมๆ 10 ที่ได้ อยู่ที่วิภาวดีขาออก เมืองทองธานีมั่ง ค่ายทหาร
บางที่นำสิ่งที่ได้มาอบรม มาดูงาน กลับไปปลูก ก็มีพบเจอปัญหาบ้าง อย่างห้างไอทีแสควร์ก็มีปัญหา พี่ก็ไปช่วยดูให้ว่าต้องแก้ยังไง ก็จะมีการถามปัญหาที่เจอกันมา บางคนก็จะส่งไปทางอีเมลของผู้ประสานงาน แล้วเขาก็จะเอาปัญหาขึ้นมาถามพี่ ถ้าพี่ไม่ว่างที่จะตอบตอนนั้นเลย ก็จะกลับบ้านไปเขียนใส่กระดาษแล้วฝากตอบกลับไป
สังเกตเห็นความลื่นไหลในการอบรม พี่แหม่มปล่อยมุกเล่นกับคนดู สิ่งเหล่านี้ได้มาจากการอบรมบ่อยๆ หรือเปล่าครับ
พี่ว่าน่าจะใช่ จริงๆ แล้วพี่เป็นคนไม่ค่อยชอบพูดเท่าไหร่ด้วย เป็นคนพูดไม่เก่ง แต่พอเราได้ลงมือทำจริงๆ มันก็จะเป็นการพูดออกมาจากประสบการณ์จริง พี่จะไม่พูดคำว่า “มั้งคะ” เลย อย่างคนที่ไม่แน่ใจเขาก็จะมี “มั้ง” แต่สำหรับพี่ใช่ก็คือใช่ ไม่ใช่ก็คือไม่ใช่ เพราะสิ่งที่เราพูดมันเป็นจากประสบการณ์ที่เราทำอยู่ ทำให้คนที่มีปัญหาอะไรโทรมาปรึกษา เราก็สามารถตอบเขาได้
ความต่างของการอบรมระหว่างสวนผักที่อื่นกับสวนผักที่นี่คืออะไร
ที่นี่เราจะเน้นให้ความรู้จริง เป็นความรู้จากประสบการณ์ สิ่งไหนที่เรารู้ เราก็ยินดีให้กับเขา เราก็จะให้เต็มที่เท่าที่เรารู้เลย ส่วนของที่อื่นพี่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเขาจะถ่ายทอดออกมาหมดเท่าที่เขารู้ไหม
แล้วความต่างของเทคนิควิธีการของสวนผักที่นี่ แตกต่างจากที่อื่นยังไง
พี่ก็ไม่รู้ว่าที่อื่นเป็นยังไง พี่คงจะตอบได้ในส่วนของพี่ ของที่นี่ก็จะทำขึ้นจากประสบการณ์จริง แก้ไขปัญหาจากข้อผิดพลาด เราทดลองทำจริงมาแบบนี้ ถ้าคุณไปทำในแบบเดียวกัน คุณก็จะได้ผลมาแบบเดียวกันกับเรา แต่ถ้าคุณทำแล้วไม่ได้อย่างเรา เราก็ยินดีที่จะไปดูให้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น แต่ก็ต้องเป็นคนที่มีปัญหาจริงๆ นะ เราก็ยินดีไปช่วยดูให้ ซึ่งเราก็ต้องถามก่อนว่าเขาได้ทำแบบที่เราบอกไปหรือเปล่า หรือถ้าเขาอยากได้ความรู้จริงๆ ก็สามารถมาทำคู่ขนานไปกับเราก็ได้ เราก็จะสอนให้ทั้งหมด มันขึ้นอยู่กับคนที่มาเรียนรู้ ถ้าเขามีใจรัก เขาก็จะกลับไปทำจริง แต่ถ้าคนที่ทำด้วยความชอบเล็กๆ น้อยๆ พอเกิดปัญหาขึ้นมาก็จะหยุดไป อันนี้สุดท้ายเขาก็จะล้มเลิกไป ต่างจากคนที่มีใจจริงๆ เขาจะไม่ท้อ เขาจะโทรมาปรึกษาเวลามีปัญหา
นอกเหนือจากที่เราสอนเขาไปแล้ว ปัจจัยที่ทำให้เกิดผลสำเร็จไม่เหมือนกัน ยังมีปัจจัยอื่นๆ อีกไหมครับ
พี่ว่าอยู่ที่ใจเขามากกว่านะ บางคนบอกว่าตัวเองมือร้อน จริงๆ พี่ว่าไม่ใช่หรอก ใจร้อนมากกว่า การปลูกพืชผัก อันดับแรกเลย ต้องมีใจรักก่อน เมื่อเรามีใจรัก เราก็จะมองเขาด้วยจิตใจที่มีความรักความเมตตา การมองด้วยความรัก เช่น สมมุติว่าเรามองเห็นว่าทำไมต้นเขาถึงผอม เราก็จะคิดแล้วว่าเขาขาดธาตุอะไรหรือเปล่า แต่ถ้าเป็นคนที่ไม่มีใจรักก็จะปลูกๆ ไปไม่ได้สนใจว่าต้นไม้ที่ปลูกมีโรคอะไรหรือเปล่า เขาคิดว่าเขามีหน้าที่รดน้ำก็รดไปเท่านั้น ต่างจากคนที่มีใจรัก เขาจะมองมันด้วยความสงสาร มองดูผักด้วยความเป็นห่วงว่าเขาเป็นโรคอะไรไหม เขาขาดธาตุอะไรหรือเปล่า อันนี้คืออันดับแรก เขาต้องมีใจรัก
อันดับต่อมา เขาต้องไม่ท้อกับอุปสรรค อย่างที่บอกว่าการทำเกษตรมันไม่ได้ราบเรียบ มันมีปัญหา มันมีอุปสรรคเข้ามามากมาย จนถึงทุกวันนี้ก็ยังมีปัญหาให้พี่แก้อยู่เรื่อยๆ ยังมีอะไรที่ต้องเรียนรู้อีกเยอะ
แสดงว่าปัญหามันมีแน่ๆ แต่ถ้าเรามีใจเราก็จะค่อยๆ แก้มันไปได้
ใช่เลย แค่คุณมีใจ ปัญหาอะไรเข้ามา มันก็จะสามารถผ่านไปได้
ตั้งแต่เริ่มทำสวนผักดาดฟ้ามาในอดีตจนถึงปัจจุบัน อยากให้ช่วยเล่าถึงปัญหาที่ต้องค่อยๆ แก้ไขมาเรื่อยๆ จนตัวพี่ได้เรียนรู้จากปัญหาเหล่านั้น
เริ่มมีปัญหาตั้งแต่แรกเลย เราขึ้นมาก็มีปัญหาแล้ว แม้พี่จะทำแปลงผักเลียนแบบข้างล่างก็จริง เราเอาดินใส่แปลงแล้วปลูกต้นไม้ไป ปรากฏว่ารากพืชเหี่ยว ก็ต้องกลับมาคิดว่ามันจะเกิดจากอะไร ก็เอากาบมะพร้าวมาใช้รองแปลง รองในถุงที่ปลูก รองในกระถาง แล้วลองปลูกใหม่อีกครั้ง มันก็ดีขึ้น อันนี้ก็เป็นประสบการณ์แล้วว่าเราปลูกบนพื้นปูน เราต้องใช้กาบมะพร้าวเป็นตัวเก็บความชื้นและซับความร้อนจากพื้นปูน
ต่อมาด้วยความที่กลุ่มของพี่เป็นกลุ่มงานสวนของฝ่ายรักษาความสะอาด ก็จะมีออกไปตัดไม้ข้างนอก กิ่งไม้ ต้นไม้จะเหลือมาก และด้วยความที่ไม่มีประสบการณ์ แปลงผักยุคเริ่มแรกก็จะเอาไม้มาซ้อนๆ กันทำเป็นแปลง พอเราใช้จุลินทรีย์กับพืชผัก จุลินทรีย์ไปย่อยไม้หมดเลย ขนาดไม้ท่อนใหญ่ๆ ยังขาดหมดภายในปีเดียว ทำให้เราต้องคิดแล้วว่ามันต้องมีอะไรมากั้นไว้ แล้วอะไรที่ว่าก็ต้องเป็นสิ่งที่จุลินทรีย์ไม่ย่อย ก็เลยเลือกแผ่นฟิวเจอร์บอร์ดเพราะเป็นพลาสติก จุลินทรีย์จะไม่ไปย่อยพลาสติก อันนี้ก็เป็นประสบการณ์ที่เราลองผิดลองถูกมา ก็นำมาถ่ายทอดให้ประชาชนจากสิ่งที่เราเคยทำสำเร็จมาแล้ว
ต่อมาก็เรื่องลมพายุ อยู่บนดาดฟ้า ลมแรงพัดมาจนแปลงของเราพังพินาศหมดเลย ขนาดป้ายโฆษณาข้างนอกก็พัง เราก็ต้องคิดหาวิธีแก้ปัญหาเรื่องลม พอดีตอนนั้นปลูกต้นเสาวรส ซึ่งเถามันจะเหนียวๆ เราก็เลยลองปลูกเป็นรั้วกั้น ใช้สลิงขึงไว้ พอพายุพัดมาก็จะปะทะตรงนี้ไว้ก่อน ก็ใช้ได้ในระดับหนึ่ง ทำให้ต่อมาเราแก้ปัญหาโดยการปลูกไม้ที่เป็นเถาเหนียวๆ บังไว้ พอลมพายุพัดมามันก็จะมาปะทะ ลดระดับแรงลม ก็ช่วยแก้ปัญหาลมพายุไปได้
ต่อมาก็เรื่องแสงแดดอีก ขึ้นมาทีแรกร้อนมาก พี่ก็จัดการเอาสแลนขึงเลย พอลมพายุมา คราวนี้หอบเอาทั้งสแลนทั้งเสาขึ้นไปด้วยเลย (หัวเราะ) เสาที่เราขึงมันไม่ได้ฝังลงไปในปูน ก็ลอยตามสแลนขึ้นไปเลย ได้เรียนรู้อีกแล้วว่ามันต้องเป็นอะไรที่ไม่ปิดกันมาก เลยหันมาใช้พืชเถาอีกครั้ง ช่วยพรางแสงได้ และแสงแดดก็ผ่านมาได้บ้างด้วย อันนี้เราก็ได้เรียนรู้อีกแล้ว พืชเถาทั้งช่วยกันลมพายุและแสงแดดเลย
ปัญหาที่เจอทั้งเยอะและหนักพอสมควร ตอนนั้นรู้สึกท้อไหม
บางครั้งก็มีท้อนะ แต่พอได้นั่งเงียบๆ ไปสักพักนึง ก็ค่อยๆ หาทางออก เราคิดว่ามันต้องมีวิธี
ทำตัวเองให้ใจเย็นลงก่อน
ใช่ พอเราใจเย็นๆ ค่อยๆ คิด ทุกอย่างมันต้องมีทางแก้ ทั้งเรื่องการปลูก เรื่องโรค เรื่องแมลง
พูดถึงเรื่องโรค สวนที่นี่จะมีชื่อเสียงเรื่องมะเขือเทศมากเลย ปลูกออกผลมาเป็นพวงองุ่นเลย คนที่มาก็จะชื่นชมกันมาก แต่เมื่อปีที่แล้วพี่ปลูกมะเขือเทศไม่ได้เลย มันเกิดโรค ซึ่งตอนนั้นเราไม่รู้ว่ามันคือโรคอะไร มันมีอาการไม่เหมือนโรคที่เคยเป็น พี่ก็ตัดต้นมาฉีกดูและวิเคราะห์เลยว่ามันเป็นอะไร ไปศึกษาหาตำรามาอ่านว่าโรคชนิดนี้มันเกี่ยวกับราชนิดไหน พอเราเริ่มรู้ ก็ไปซื้อจุลินทรีย์มาลองใส่ดู อาการก็ดีขึ้น จนทุกวันนี้พี่ว่าพี่สามารถแก้มันได้แล้ว แต่พอแก้ได้มันก็หมดฤดูของมะเขือเทศไปแล้ว เดี๋ยวพอถึงฤดูใหม่พี่จะลองอีก
เวลาเราแก้ปัญหา เรามีไปปรึกษาใครไหม
ถ้าข้างบนนี้ เราไม่ได้ไปปรึกษาใครเลยนะ พี่คิดค้นอะไรขึ้นมาได้ก็เอามาลองทำดู แต่การทำงานของที่นี่จะโชคดีที่เรามีทีมงานช่วยกันทำ ไม่ใช่ว่าตัวพี่จะเก่งอยู่คนเดียว เวลาพี่คิดอะไรได้ ทีมงานทุกคนก็จะช่วยส่งเสริมกัน ช่วยกันคนละไม้คนละมือ ตรงนี้แหละ เป็นสิ่งที่ทำให้พี่ประสบความสำเร็จ เพราะถ้าพี่คิดคนเดียว ทำคนเดียว แต่เพื่อนๆ ไม่ให้การสนับสนุน ก็คงจะทำไม่ได้
ในการปลูกผัก นอกจากจะมีใจแล้ว เขาจะต้องเตรียมตัวอะไรอีกบ้าง
หลังจากที่เขามีใจรักแล้ว จะต้องดูว่าเขาชอบกินอะไร ไม่ใช่ว่าเขาปลูกแล้วเขาไม่กิน เขาก็ต้องกินของที่เขาปลูกด้วย ถ้าเขาปลูกสิ่งที่เขาชอบกิน ระหว่างที่ปลูก เขาก็จะหมั่นคอยดูแลแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น ถ้าคนปลูกมีใจรัก เขาจะมีความภูมิใจกับการได้กินผักที่ปลูกขึ้นมาเอง ทั้งๆ ที่ผักนั้นเขาสามารถไปหาซื้อได้ตามตลาดทั่วไป แต่มันไม่เหมือนกับผักที่เขาปลูกเอง มันมีความภูมิใจจากผักที่เขาปลูกขึ้นมาด้วยความรัก ถ้ามีเพื่อนมาหาก็ยังจะพาเพื่อนมาอวดได้ด้วยนะว่าผักเหล่านี้เขาเป็นคนปลูกเอง (หัวเราะ)
แม้ผักที่ปลูกมันคงไม่ได้มูลค่าในเรื่องเงินทองมากนัก แต่มันมีคุณค่าทางด้านจิตใจ อย่างกล้วยของที่นี่ พี่ก็จะบอกเพื่อนๆ ของพี่ว่าถ้าออกมาอย่าตัดนะ ปล่อยให้มันสุกคาเครือเลย ประชาชนมาจะได้มาชิม เวลาคนมาที่นี่ ได้มาชิมกล้วยที่ปลูก เขาอร่อย หวานนะ ยิ้มแย้มกัน อันนี้มันเป็นความสุขที่หาซื้อด้วยเงินทองไม่ได้ เราเห็นเขามีความสุข เราก็มีความสุข
อีกอย่างหนึ่ง จากประสบการณ์ของพี่ พวกพืชผักมีสัญชาตญาณ มีชีวิตจิตใจนะ ไม่ใช่เขาไม่มี สมมุติว่ามะเขือเทศมันไม่ออกผลเลย เราก็ตัดสินใจว่าจะตัด เราพูดคุยกับเขาให้ได้ยินเลยว่าจะตัดแล้วนะ ปรากฏว่ามันติดดอกออกกันใหญ่เลย มะละกอก็เหมือนกัน พี่จะตัดหลายรอบแล้ว ในเมื่อมันหมดลูกแล้ว ก็ไปบอกเขาว่าเดี๋ยวจะตัดออกแล้วนะ เพราะแปลงมันพังจนไม่รู้จะพังยังไงแล้ว คราวนี้มันก็ออกใหญ่เลย (หัวเราะ)
เคยมีคนบอกว่าเขาเปิดเพลงให้ต้นไม้ฟัง ต้นไม้จะรับรู้ความรู้สึกนั้นได้
ในความคิดพี่ พี่ว่ามันมีชีวิตจิตใจแน่นอน เราสามารถรับรู้ความรู้สึกนั้นได้ ถ้าเราได้ลองอยู่กับมันทุกๆ วัน เมื่อก่อนพี่เคยเปิดเพลงลูกทุ่งหวานๆ ให้เขาฟังนะ
แบบนี้ผลจะออกมากขึ้น หรือผลจะหวานขึ้นไหม
(หัวเราะ) ตัวพี่ไม่สามารถตอบยืนยันเป็นวิชาการได้ แต่พี่ว่าเรื่องพวกนี้คงมีผลกับมัน ก็รู้สึกว่าผักที่ได้ออกผลสม่ำเสมอดี ได้ผักที่อ่อนนุ่ม อันนี้เป็นความรู้สึกของพี่เองนะ หรือพี่จะบ้าไปเองหรือเปล่าก็ไม่รู้ (หัวเราะ)
พี่แหม่มใช้วัสดุง่ายๆ อย่างเปลือกไข่ ผักใบเขียว มาทำปุ๋ย ความรู้พวกนี้ได้มาอย่างไร
ความรู้พวกนี้ส่วนหนึ่งก็ได้มาจากตำรา แต่เราก็ต้องศึกษาชิ้นส่วนก่อนนะ เช่นเปลือกไข่ไก่จะมีธาตุอาหารอะไรบ้าง หรือหินฟอสเฟตตัวนี้มีธาตุอะไรบ้าง หรือวัตถุดิบอย่างกล้วยหอมที่พี่ศึกษาแล้วว่ามีโปแตสเซียม พี่ถึงได้เอามาผสมออกมาเป็นสูตรเหล่านี้ได้ พอเราทำเสร็จ เราก็มาลองใช้กับพืชที่ปลูกจริงๆ แล้วดูว่าถ้าพืชเหล่านั้นมีโปแตสเซียมไปเร่ง มันจะออกลูกดีจริงไหม ก็หาข้อมูลจากการศึกษา อ่านหนังสือ และเรามีการทดลองและจดบันทึกด้วย
อย่างโรงเห็ดบางโรงเขาจะใช้ฟอร์มาลีนทำปฏิกิริยากับด่างทับทิมเพื่อที่จะฆ่าเชื้อโรคในโรงเห็ด พี่ก็ไม่ได้อคติกับเขาเลยนะว่าทำไมเขาถึงใช้ฟอร์มาลีน พี่ก็มาศึกษาดูว่ามันเป็นยังไง ทำไมเขาถึงเอามาใช้ฆ่าเชื้อโรคได้ พอเรามาศึกษาดู เราถึงเข้าใจเหตุผลของมันว่าเขาต้องการจะทำความสะอาดโรงเห็ดของเขา เขาก็เอาฟอร์มาลีนมาทำปฏิกิริยากับด่างทับทิมเพื่อช่วยในการทำความสะอาด โดยใส่ทั้งสองอย่างเข้าด้วยกันมันก็จะออกมาเป็นควัน แต่ใส่ปุ๊บต้องปิดประตูโรงเรือนเลย ควันที่อยู่ในนั้นมันก็จะฆ่าเชื้อโรคทุกซอกทุกมุมหมดเลย มันอันตรายต่อเรา ถ้าเข้าตาก็บอด แต่ว่าในแง่ของวิทยาศาสตร์มันฆ่าเชื้อได้จริงๆ หรือแม้แต่การตัดต่อพันธุกรรม (GMO) พี่ก็ไม่ได้ต่อต้าน แต่เอาข้อมูลมาศึกษาดูก่อนว่าเหตุผลเขาคืออะไร เขาตัดต่อแล้วได้ประโยชน์อะไร เสียประโยชน์อะไร สิ่งต่างๆ ที่เป็นความรู้ใหม่ พี่จะเปิดรับหมด ไม่ใช่ว่าพอรู้ข้อมูลอะไรเราก็ไปรุมประณามเขาอย่างเดียว
แสดงว่าเราต้องเปิดรับข้อมูลที่มีอยู่อย่างมีสติ นำมาพิจารณา ทดลอง เพื่อหาข้อพิสูจน์ว่ามันจริงอย่างนั้นไหม
ใช่เลย เราต้องมองเรื่องต่างๆ ด้วยความเป็นกลางก่อน มองว่าข้อดีมันเป็นยังไง ข้อเสียมันเป็นยังไง อย่ามองไปด้านใดด้านหนึ่ง ถ้าเราไปมองแบบนั้น เราก็จะไปฟันธงเลยว่าอะไรดี ไม่ดี แม้แต่ความรู้จากการไปดูงานต่างๆ พี่ก็จะตั้งใจฟังทุกครั้ง ไม่ไปอวดดีอวดเก่งว่าเรารู้อยู่แล้ว เพราะสิ่งเหล่านั้นมันต้องมีสิ่งที่เราไม่รู้ หรือรู้ไม่เท่าเขาอยู่แล้วแน่นอน
เคยเห็นพี่วัดความชื้นของปุ๋ยหมักผ่านการกำปุ๋ย ถ้ามีน้ำออกมาระหว่างนิ้ว และมันจับตัวเป็นก้อน จะเท่ากับความชื้นที่ 60% ได้ความรู้นี้มาอย่างไร
ความรู้อันนี้พี่เห็นมาจากอาจารย์ของพี่ คือท่านอาจารย์หนึ่งดิน วิมุตตินันท์ ตัวท่านจะสอนเรื่องน้ำหมักชีวภาพ ที่เรียกว่า “น้ำพ่อน้ำแม่” นั่นแหละ ในน้ำหมักชีวภาพจะมีส่วนประกอบของทั้งผลไม้สุกๆ และส่วนประกอบที่เป็นผักใบเขียวต่างๆ
ซึ่งทั้งสองก็มีคุณสมบัติในการทำให้น้ำหมักชีวภาพมีประโยชน์แตกต่างกันออกไป ส่วนผสมในน้ำหมักชีวภาพที่เป็นผลไม้สุกต่างๆ อาจารย์เขาจะเรียกว่า “ตัวพ่อ” ส่วนผักใบเขียวต่างๆ เขาจะเรียกว่า “ตัวแม่” ตัวพี่เอง หลังจากได้ความรู้พื้นฐานจากตัวท่านมา พี่ก็ขยายความรู้และคิดเพิ่มเติมต่อไปอีก อย่างน้ำยาอเนกประสงค์สูตรของท่านอาจารย์จริงๆ จะค่อนข้างเหลว พี่ก็ปรับสูตรเล็กน้อยให้มันข้นขึ้น แม้จะมีการปรับอย่างไร แต่ว่ารากของความรู้พี่ก็ได้มาจากท่าน
ในมุมมองของพี่ ถ้าเปรียบเทียบความรู้ในลักษณะภูมิปัญญา หยิบจับอะไรที่ง่ายๆ กับความรู้ทางวิทยาศาสตร์ มันเหมือนหรือต่างกันอย่างไร
ความรู้ในตำรา บางทีมันก็ใช่ บางทีมันก็ไม่ใช่ ยกตัวอย่างเช่นเขาบอกว่าอย่ารดน้ำเวลาแดดออกนะ พืชผักมันจะตาย แต่ในความเป็นจริงของเกษตรพื้นปูน ถ้าเราไม่รด มันก็จะตาย พอเรารดปุ๊บ มันก็ปิ๊งขึ้นมาเลย ซึ่งมันเป็นอย่างนั้นทุกๆ ครั้ง พี่มองว่าความรู้ทางวิชาการบางครั้งมันก็จริง บางครั้งมันก็ไม่จริง มันเป็นเรื่องๆ ไป ส่วนความรู้ในลักษณะภูมิปัญญา มันเป็นวิธีการบางอย่างที่ได้จากการสะสมผ่านการปฏิบัติของปู่ย่าตายายเรามา เช่น สมัยก่อนเขาใช้น้ำด่างล้างจาน น้ำด่างก็มาจากขี้เถ้า เขาก็ใช้ล้างได้สะอาดกันมา
ตัวพี่แหม่มเองมีความฝันที่จะมีสวนเกษตรเป็นของตัวเองไหม
ตัวพี่หวังว่าถ้าเป็นได้ในอนาคตก็อยากจะกลับไปสร้างศูนย์การเรียนรู้ที่จังหวัดนครสวรรค์ บ้านเกิดของตัวเอง สวนผักที่เป็นศูนย์การเรียนรู้ของพี่ก็หวังว่าจะอยากให้มีทุกอย่างที่มีประโยชน์ต่อคนในชุมชนในทุกๆ เรื่อง มีแปลงผักเล็กๆ ให้คนสามารถมาซื้อกินได้ในราคาถูก มีสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ ทำสภาพแวดล้อมให้อะไรๆ มันร่มรื่นไปหมด แล้วในส่วนของการเรียนรู้วิถีธรรมชาติ พี่ก็อยากให้คนในชุมชนสามารถใช้สิ่งที่มีอยู่ตามธรรมชาติได้จริง เรารู้ว่าในป่าจะมีจุลินทรีย์ตรงไหน เราก็จะพาเขาไปเก็บในป่า ในพื้นที่จริงๆ เหมือนเป็นพื้นที่ให้ความรู้เฉพาะด้านไปเลย หลังจากมาทำที่นี่จนสำเร็จ ก็หวังว่าในอนาคตจะมีโอกาสได้กลับไปทำให้บ้านเกิดตัวเองบ้าง
