รศ.ดร.อนุชาติ พวงสำลี กับภารกิจ “กรีนแคมปัส” “ปลูกต้นไม้ในใจคนยากกว่าปลูกบนดิน”

เรื่อง/ภาพ กรวิกา วีระพันธ์เทพา

เกือบ 30 ปีที่มหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตศาลายา ก่อตั้งขึ้นมาจากพื้นที่รกร้างว่างเปล่า และก่อนหน้านี้ 3-4 ปี หลายคนที่เคยผ่านเข้าไปในมหาวิทยาลัยต่างเห็นพ้องต้องกันว่า “แห้งแล้ง” ขนาดไหน

กล่าวถึงลักษณะทั่วไป วิทยาเขตแห่งนี้มีพื้นที่กว่า 1,200 ไร่ หรือเท่ากับสนามฟุตบอล 275 สนาม ตั้งอยู่ที่ อ. นครไชยศรี จ. นครปฐม มีบุคลากรทั้งนักศึกษา อาจารย์ เจ้าหน้าที่ต่อปีประมาณ 30,000-40,000 ชีวิตเรียนและทำงานอยู่ที่นี่

บนพื้นที่อัน “ว่างเปล่า” “กว้างใหญ่” และต้อง “รับผิดชอบชีวิต” ใครอีกหลายคน การจัดการสิ่งแวดล้อมจึงถือเป็นภาระชิ้นใหญ่ที่ใครหลายคนอาจจะหนักใจ

วันนี้ สถาบันการศึกษาแห่งนี้กำลังจะก้าวสู่การเป็น “กรีนแคมปัส” หรือมหาวิทยาลัยสีเขียว ที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมภายในและรอบรั้วมหาวิทยาลัย  สิ่งที่น่าสนใจในกรณีนี้คือ กระบวนการเปลี่ยนแปลงที่ทำให้พื้นที่ที่มีคนอาศัยจำนวนมากอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างไรให้ลงตัว ทำให้พื้นดินที่ร้อนระอุมีความอุดมสมบูรณ์พอจะปลูกผักปลอดสารพิษ ทำให้บุคลากรอยู่ร่วมกับสัตว์ร่วมโลก ทั้งนกน้ำ หรือสัตว์เลื้อยคลาน ได้อย่างสอดคล้อง กลมกลืน
 
รศ.ดร. อนุชาติ พวงสำลี รองอธิการบดีมหาวิทยาลัย ฝ่ายระบบกายภาพและสิ่งแวดล้อม กำลังเป็นแรงสำคัญเพื่อผลักดันโครงการนี้ ตลอดระยะเวลา 2 ปีครึ่งเขาทำให้พื้นที่นี้เปลี่ยนไปอย่างไร และกำลังจะทำอะไรต่อไป

เรากำลังจะได้เข้าไปในบ้านหลังใหญ่นี่พร้อมๆ กัน

โครงการกรีนแคมปัสเริ่มมีที่มาอย่างไร
มหิดล ศาลายา ถือว่าเป็นแคมปัสขนาดใหญ่พอสมควรและมีประชากรมาก ผมทำงานกับทีมผู้บริหารนำโดยศ.คลินิก นายแพทย์ปิยะสกล สกลสัตยาทร อธิการบดี ซึ่งบริหารงานมาประมาณ 2 ปีครึ่ง มีแนวทางในการพัฒนาแคมปัสในทุกๆ มิติ แต่ในมิติที่เกี่ยวกับกายภาพและสิ่งแวดล้อมถือเป็นนโยบายหลักที่สำคัญ เรียกได้ว่าสภามหาวิทยาลัยค่อนข้างจะหัวรุนแรง หมายถึงเรื่องของสิ่งแวดล้อมนะ (ยิ้ม) เพราะเป็นเรื่องที่ไม่ได้เห็นผลเร็วในเดือนสองเดือน ต้องรีบทำตั้งแต่วันนี้

หลักการที่จะนำพามหาวิทยาลัยไปสู่เป้าหมายจะทำได้อย่างไร
เราใช้สิ่งที่เรียกว่า “แผนแม่บท ปี 2551” เป็นตัวกำหนดการพัฒนาพื้นที่ทั้งหมด คำนึงถึงสภาพสิ่งแวดล้อมในการอยู่อาศัยของบุคลากร ซึ่งผังนี้ได้ผ่านกระบวนการศึกษาวิจัยมาพอสมควรและกำหนดเป็นทิศทางการบริหาร ได้รับความเห็นชอบจากสภามหาวิทยาลัย ผมในฐานะผู้ผลักดันแผนก็มีหน้าที่ประสานงานทุกฝ่ายให้โครงการเดินหน้าไป ทบทวนปัญหาและแก้ไขให้โครงการเดินหน้าไปได้  แผนแม่บทของมหาวิทยาลัยที่ว่านี้ มีหลักการ 5 ประการเป็นทิศทางและนโยบายในการพัฒนาสภาพสิ่งแวดล้อมภายในและโดยรอบมหาวิทยาลัย ในระยะเวลา 5 ปี

ข้อหนึ่ง มหาวิทยาลัยมีนโยบายว่า ไม่ว่าผู้บริหารจะขยายพื้นที่ สร้างความเจริญเติบโตแค่ไหนก็ตาม หรือจะมีการสร้างอาคารใดๆ เพิ่มขึ้นก็ตาม จะต้องมีพื้นที่สีเขียวหรือพื้นที่เปิดไม่ต่ำกว่า 70% ของพื้นที่ทั้งหมดในมหาวิทยาลัย

สอง ในช่วงที่ผ่านมา คณะต่างๆ มีการพัฒนาเติบโตขึ้นเยอะ จึงทำให้มีนักศึกษามาเรียนในหลักสูตรต่างๆ มากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะหลักสูตรนานาชาติ  เราพบว่าเริ่มมีปัญหาจำนวนรถยนต์ที่เพิ่มขึ้นอย่ารวดเร็ว  ตัวเลขที่เก็บคร่าวๆ มีรถยนต์ที่วิ่งเข้าออกในมหาวิทยาลัยวันละประมาณ 4000-5000 คัน เทียบกับพื้นที่แล้วถือว่าเยอะมาก  ในจำนวนนี้มีประมาณ 800 คันที่จอดบนผิวจราจร  เรามีถนน 6 เลน ปรากฏว่า 4 เลนเป็นผิวจราจรที่รถมาจอด เท่ากับไป-กลับฝั่งละ 1 เลน ทำให้เกิดปัญหามลพิษและทำให้คนเดินถนนไม่ได้รับความสะดวกสบาย

นโยบายสภามหาวิทยาลัยจึงกำหนดว่าเส้นทางเดินรถรอบมหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นถนน 6 เลน ระยะทางประมาณ 2.5 กิโลเมตร ให้ลดผิวการจราจรลงครึ่งหนึ่ง  ด้วยนโยบายหลักที่ว่าจะให้ลำดับความสำคัญของการสัญจรแก่คนเดินเท้าและจักรยานมากกว่าการขับขี่รถยนต์  ขณะนี้ดำเนินการไปได้ 80% แล้ว

ส่วนจักรยานในมหาวิทยาลัย มีประมาณ 4,000 คัน เป็น “จักรยานสีขาว” คือจักรยานที่มีป้ายทะเบียนเป็นจักรยานสาธารณะ นักศึกษาสามารถใช้ร่วมกันได้

สาม มหาวิทยาลัยมีนโยบายให้การพัฒนาเชิงกายภาพรองรับการใช้ชีวิตอย่างมีความสุขและสร้างสุขภาวะให้กับนักศึกษาและบุคลากร  อย่างน้อย 1 ปีที่นักศึกษามาเรียนที่ศาลายา เขาจะมีประสบการณ์ชีวิตกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมนอกเหนือจากประสบการณ์ในห้องเรียน สร้างพื้นที่แห่งการเรียนรู้ให้นักศึกษาทุกๆ ขณะ และอยู่ที่นี่อย่างมีความสุข เพราะมหาวิทยาลัยถือเป็นแหล่งหล่อหลอมอบุคลากรที่มีประสิทธิภาพให้กับประเทศ เราจึงมีทำให้เขาอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี

สี่ การดูแลพัฒนาพื้นที่ของมหาวิทยาลัยจะต้องเชื่อมโยงกับชุมชนรอบข้าง เอื้อประโยชน์ในการใช้ทรัพยากรร่วมกัน  ไม่ว่ามหาวิทยาลัยจะพัฒนาไปอย่างไร แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานที่ไม่แยกตัวจากชุมชน  เช่นพื้นที่ของมหาวิทยาลัยก็ต้องเป็นพื้นที่ที่ชุมชนเข้ามาใช้พักผ่อน ออกกำลังกายได้ด้วย

ห้า การพัฒนาพื้นที่ต่างๆ ไม่ได้เป็นเพียงนโยบายหรือความต้องการของผู้บริหารเท่านั้น แต่เป็นของบุคลากรทุกฝ่ายซึ่งมีส่วนร่วมการดูแลและพัฒนามหาวิทยาลัยร่วมกัน 

อยากให้อาจารย์เล่าถึงความคืบหน้าของโครงการต่างๆ
จากแผนแม่บท เราก็นำมาใช้ให้เกืดเป็นผลรูปธรรมด้วยโครงการต่างๆ เช่น โครงการแปลงผักปลอดสารพิษ  เราพบว่าพื้นที่ประมาณ 4 ไร่ หลังมหาวิทยาลัย ก่อนหน้านี้มีแต่เศษปูน ไม้ เนื่องจากเป็นที่ที่ทิ้งซากของอาคาร ซึ่งหากพัฒนาแล้วมันก็น่าจะมีความหมายมากกว่าการทำเป็นสนามหญ้าเฉยๆ  พอดีว่าเรารู้จักกับกลุ่มเกษตรกรรมชุมชน ต. ศาลายา จึงได้ติดต่อไปเกษตรอำเภอว่าเรามีที่อยู่เท่านี้ จะมาทำอะไรให้เกิดเป็นประโยชน์กับการเกษตรดี

เขาก็บอกว่ามีกลุ่มแม่บ้านที่สนใจทำเรื่องผักปลอดสารพิษ  เราจึงเชิญกลุ่มแม่บ้านให้มาใช้ที่นี่ โดยมหาวิทยาลัยจะลงทุนเบื้องต้น เช่น คิดเครื่องมือรดน้ำและไม่เก็บค่าเช่า  แต่มีเงื่อนไข 2 ข้อ คือผักที่ปลูกต้องปลอดสารเคมี 100% เพื่อเป็นการพิสูจน์ว่าเราทำได้โดยไม่ใช้สารเคมี  และสองถ้ามีนักศึกษาที่สนใจมาเรียนรู้ว่าปลูกผักทำอย่างไร ก็ช่วยเป็นครูให้เขา ให้เด็กเมืองที่ไม่เคยเห็นว่าแปลงฝักเป็นอย่างไรให้ได้รู้จัก

ตอนแรกเมื่อเขามาไถดิน เขาก็ท้อจนจะกลับแล้ว เพราะฟื้นดินไม่ขึ้น  แต่เราให้กำลังใจเขาไถรอบที่สอง ปรากฏว่าดินมีคุณภาพพอจะปลูกฝักได้  ปัจจุบันนี้ กลุ่มเกษตรกรมีรายได้จากการปลูกผักประมาณ 70,000-80,000 บาทต่อเดือนในช่วงหน้าหนาว และ 30,000-40,000 บาท ในช่วงหน้าร้อนหรือหน้าฝน  ผักที่ปลูกมีหลายอย่าง เช่น ผักบุ้ง ตำลึง แตงไทย คะน้า แตงกวา ดอกแค ซึ่งนำมาขายบุคลากรในมหาวิทยาลัยด้วย

อีกโครงการ คือโครงการบ้านรักหมา  เมื่อประมาณ 3-4 ปีก่อน ถ้าใครมาทานข้าวที่โรงอาหาร จะเห็นว่ามีสุนัขจรจัดเยอะมาก  สิ่งแรกที่ผมต้องทำคือสำรวจสุนัขทุกตัวในมหาวิทยาลัยว่ามีจำนวนร้อยกว่าตัว ถ่ายรูปและจดบันทึกรูปพรรณสัณฐานไว้  เคยคิดว่าจะนำไปให้กทม. ดีไหม แต่ก็เป็นการผลักภาระให้คนภายนอก  เมื่อเป็นสุนัขที่อยู่ในแคมปัสนี้ เราก็จะต้องดูแลเขาอย่างดี  จึงร่วมกับคณะสัตวแพทย์ทำกรงเลี้ยงสุนัขเป็นคอกๆ แล้วให้ทางคณะเข้ามาดูแล ทำโปรแกรมเรียกว่า “ฝึกสุนัขนิสัยดี” ซึ่งฝึกให้สุนัขเชื่อฟังคำสั่ง  และหวังว่าสุดท้ายสุนัขร้อยกว่าตัวจะมีคนมารับเลี้ยงเป็นสุนัขบ้าน ไม่ให้เป็นสุนัขจรจัดต่อไป  เมื่องานมหิดลคนรักสัตว์ปลายปีที่แล้ว มีคนมารับเลี้ยงไป 11 ตัว ถือว่าค่อนข้างพอใจ

นอกจากนี้ก็มีโครงการบ่อบำบัดน้ำเสีย ปรับปรุงภูมิทัศน์รอบบ่อบำบัดเป็นสถานที่ออกกำลังกาย โครงการแนวรั้วสีเขียวบนเนินดิน โครงการปรับปรุงพื้นที่อนุรักษ์ต้นสะแกทุ่งและหมู่นกท้องถิ่น โครงการผลิตปุ๋ยชีวภาพจากเศษกิ่งไม้ในมหาวิทยาลัย เพื่อนำไปใช้บำรุงรักษาต้นไม้ในมหาวิทยาลัยและนำส่วนที่เหลือไปจำหน่าย และโครงการธนาคารขยะรับซื้อขยะแห้ง

ใช้ปัจจัยอะไรวัดความสำเร็จ

ขณะนี้ความสำเร็จยังวัดไม่ได้ เพราะความสำเร็จไม่ได้วัดจากว่าโครงการของเราเริ่มหรือดำเนินไปแค่ไหนแล้ว แต่อยู่ที่โครงการของเราทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง กระตุ้นให้บุคลากรมีจิตสำนึกได้มากน้อยแค่ไหน  เช่นตอนนี้เราเปิดธนาคารขยะมา 6 เดือน ให้คนเอาขยะมาขาย  หนึ่งสัปดาห์ ยอดสมาชิกประมาณ 600 คน  ประมาณ 200-300 คนเป็นนักศึกษาที่อยู่หอพัก ธนาคารขยะมียอดเงินฝากต่อสัปดาห์ประมาณ 2 หมื่นกว่าบาท  เดือนหนึ่งเกือบแสนบาท  แต่ก็ยังไม่ใช่จุดชี้วัด เพราะเราต้องการลดปริมาณขยะลงไปอีก  และจะดีที่สุดก็คือต้องกลับไปใช้พฤติกรรมนี้ที่บ้านด้วย เรายินดีและบอกบุคลากรเสมอว่าเอาขยะจากบ้านมาก็ได้ เพราะต้องการสร้างความตระหนักให้ทุกคนเห็นว่าการแยกขยะ นอกจากช่วยเพิ่มมูลค่าแล้ว ยังทำให้ปลายทางที่กำจัดขยะลดของเสียไปได้เยอะมาก

โครงการจำนวนมากขนาดนี้ ใช้งบประมาณจากแหล่งไหนบ้าง
งบประมาณของแผนดังกล่าว มาจาก 3 ส่วนด้วยกัน คือ งบประมาณแผ่นดินในโครงการก่อสร้างอาคาร จากการระดมทุน เช่น จัดงานการการกุศลเพื่อซ่อมแซมเรือนไทย และจากรายได้ของมหาวิทยาลัย โดยทั้งหมดมีหลักการพื้นฐานว่าแต่ละโครงการจะสามารถเลี้ยงตัวเองได้อย่างยั่งยืน

ความท้าทายในการทำงานเรื่องสิ่งแวดล้อมคืออะไร

สิ่งที่ยากที่สุดในการทำงานด้านสิ่งแวดล้อมคือการสร้างจิตสำนึก เพราะต้องใช้เวลานาน ไม่เหมือนการสร้างอาคารที่ไม่กี่เดือนเราก็เห็นตึกใหม่อยู่ตรงหน้าแล้ว  แต่การจัดการสิ่งแวดล้อม กว่าจะเปลี่ยนพื้นที่แห้ง ร้อน ให้มีต้นไม้ขึ้นได้มันใช้เวลาเป็นปี
 
อีกเรื่องคือการประชาสัมพันธ์และสร้างความเข้าใจ เพราะต้องยอมรับว่ามีบางคนที่เดือดร้อนจากโครงการของมหาวิทยาลัย เช่น การขยายเลนจักรยานก็ทำให้คนที่ใช้รถไม่มีที่จอด  เรื่องนี้ก็ต้องใช้เวลาเช่นกัน แต่ว่าผลที่จะตามมาในอนาคตมันคุ้มกับที่เสียพื้นที่จอดรถไปแน่นอน  ผมยอมรับว่ามหิดลยังขาดองค์ความรู้ด้านการสื่อสารและประชาสัมพันธ์ แต่เราก็กำลังเร่งสร้างบุคลากรในด้านนี้ พยายามแสดงให้บุคลากรทุกฝ่ายได้เห็นผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นในระยะยาวอย่างเต็มที่  ปลูกต้นไม้ให้ขึ้นยังใช้เวลาไม่นานเท่าสร้างความตระหนักของคน

อาจารย์มองเห็นความเปลี่ยนแปลงของคนรุ่นใหม่กับการรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างไรบ้าง
ในภาพรวม เด็กรุ่นนี้มีความตื่นตัวเรื่องสิ่งแวดล้อมกันมากขึ้น เห็นได้จากโครงการคัดแยกขยะของมหาวิทยาลัยซึ่งได้รับการตอบรับจากนักศึกษาเป็นจำนวนมาก แต่เรายังต้องรณรงค์อีกหลายส่วนและต้องให้เวลากับคนรุ่นนี้ทำความเข้าใจการรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

ถ้าพูดถึงเฉพาะนักศึกษาในมหาวิทยาลัยก็ถือว่านักศึกษามีความตื่นตัวกันมากขึ้น  เห็นได้จากโครงงานวิชาการศึกษาทั่วไปเป็นโครงงานเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมเยอะมาก เช่น การรณรงค์ใช้ถุงผ้า รณรงค์ขับขี่จักรยานให้ปลอดภัย  จำนวนเด็กที่ขี่จักรยานก็ถือเป็นตัวบ่งชี้ถึงความตระหนักเรื่องสิ่งแวดล้อมได้ แต่ที่สำคัญ นอกจากสถาบันการศึกษาแล้ว ครอบครัว เพื่อนๆ หรือองค์กรอื่นๆ ก็มีส่วนในเรื่องการสร้างจิตสำนึกให้คนรุ่นใหม่เช่นเดียวกัน 

โครงการในอนาคตมีอะไรอีกบ้าง
มหาวิทยาลัยมีโครงการสร้างสวนสมุนไพรบนพื้นที่ 37 ไร่ มีประมาณ 400-500 ชนิด เพื่อเป็นการรักษาพืชพันธุ์ท้องถิ่นที่เป็นประโยชน์ทางการแพทย์และเป็นพื้นที่การเรียนรู้ของนักศึกษา นอกจากนี้ยังมีแผนจะสร้างสวนพฤกษศาสตร์เขตร้อน เนื้อที่ประมาณ 140 ไร่ เพื่อเป็นสถานที่พักผ่อนของประชาชนทั่วไปด้ว และจะมีการสร้างหอดูนกอีก 2 หอ เนื่องจากมหิดลเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำทำให้มีนกเข้ามาเป็นระยะๆ  ทั้งหมดนี้จะทยอยเสร็จภายในระยะเวลาอีก 2 ปีครึ่งตามแผนแม่บท

จุดแข็งของโครงการ
ข้อได้เปรียบของมหิดล ศาลายา ก็คือไม่ได้อยู่ห่างไกลจากเมืองเกินไป แต่ในขณะเดียวกันก็ยังคงมีความสามารถในการคงไว้ซึ่งความเป็นชนบท ยังมีพื้นที่ว่างเยอะอยู่ ซึ่งเป็นแนวทางของผู้บริหารตั้งแต่ก่อตั้งมหาวิทยาลัยแล้วว่าจะไม่เร่งสร้างอาคารหรือสร้างความเจริญหากไม่แน่ใจว่าการก่อสร้างนั้นจะยั่งยืนจริงๆ

นอกจากนี้ ตัวบุคลากร เช่น นักศึกษากว่า 80% เป็นเด็กที่รักธรรมชาติ ความเรียบง่ายอยู่แล้ว  เขามีความสุขกับการที่มหาวิทยาลัยมีต้นไม้มากกว่าตึก รักการขี่จักรยาน และไม่ค่อยทำร้ายสัตว์ จึงทำให้โครงการต่างๆ ดำเนินไปได้ง่าย  เราพยายามสร้างจิตสำนึกให้นักศึกษาใช้ชีวิตแบบ “กรีนไลฟ์สไตล์”

“กรีนไลฟ์สไตล์” เป็นอย่างไร
นักศึกษาในช่วงก่อนหน้านี้ เราก็แซวๆ กันว่าจบออกไปเดินหัวโตข้างเดียว (หัวเราะ) คือเน้นวิชาการ เราจึงต้องระดมความคิดว่าทำอย่างไรให้เด็กมีพัฒนาการรอบด้าน เช่น เพิ่มพื้นที่ด้านกีฬา  ส่วนนักศึกษาทั้งหมดที่จะอยู่ในแคมปัสแห่งนี้ที่ไม่มีทักษะเรื่องกีฬาก็สามารถมีพื้นที่พักผ่อนหรือเชิงวัฒนธรรมได้  เช่น ปิดถนนให้เป็นถนนคนเดินและจักรยาน เราก็เริ่มทดลองทำกิจกรรมในเชิงวัฒนธรรม ให้เด็กชมรมต่างๆ เช่น ถ่ายภาพ ขับร้องประสานเสียง ดนตรี เปิดพื้นที่ในการแสดงออก  ซึ่งการให้เด็กมีพื้นที่แสดงออกจะสร้างสิ่งที่เรียกว่าระบบความสัมพันธ์ของกลุ่มนักศึกษาเอง เพิ่มพื้นที่สำหรับการพักผ่อนหย่อนใจอื่นๆ

เราพัฒนาพื้นที่ทั่วมหาวิทยาลัยให้เป็นห้องเรียนธรรมชาติสำหรับทุกคนและต้องมีการเชื่อมโยงกับชุมชนใกล้เคียง ซึ่งถือเป็นความรับผิดชอบของสถาบันต่อสังคมด้วย เพราะมหาวิทยาลัยไม่ใช่พื้นที่ที่แปลกแยกจากจากชุมชน แต่เป็นพื้นที่ที่เอาความรู้ทางทฤษฎีและปฏิบัติมารับใช้ประชาชน

Share this

 

creative-commonsแสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน 3.0 ประเทศไทย
พัฒนาเว็บไซต์โดย โอเพ่นดรีม