ประมวล เพ็งจันทร์ "ถ้าเราเคารพและอ่อนน้อมก็จะเข้าใจในธรรมชาติ"
เรื่อง : ขวัญชาย ดำรงค์ขวัญ
ภาพ : อัญชนา นนท์พิทยา
ถ้าหากมีใครสักคนตัดสินใจเดินทางด้วยเท้าเป็นระยะทางกว่า 1,000 กิโลเมตร คงจะมีคนตั้งคำถามว่า “ทำไปทำไม” “ประท้วงอะไรหรือเปล่า” หรือแม้แต่ตั้งข้อสังเกตว่า “สงสัยจะอยากดัง”
แต่สำหรับ ประมวล เพ็งจันทร์ อดีตอาจารย์ประจำภาควิชาปรัชญาและศาสนา คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ การเดินทางครั้งนั้นเป็นการพาตัวเองไปสู่บทเรียนครั้งใหม่ เขาตัดสินใจเดินจากเชียงใหม่มุ่งสู่บ้านเกิดที่เกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยให้ธรรมชาติเป็นครูและโลกใบใหญ่เป็นดั่งโรงเรียน
ระยะเวลา 66 วัน กับการเดินทางที่ไม่นำเงินทองติดตัวไป ไม่ขอความช่วยเหลือจากคนรู้จักในการอยู่-กิน และไม่พกพาสถานะทางสังคมติดตัวไปด้วย เขาเลือกที่จะปฏิเสธปัจจัยที่เอื้อความสะดวกก็เพื่อที่จะพิสูจน์ความงดงามของความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ ซึ่งเขาเชื่อว่ายังมีอยู่จริง
“ผมต้องการเดินกลับบ้าน” เป็นประโยคที่เขาพูดก่อนจะออกเดินทางในครั้งนั้น
ในเชิงกายภาพ เกาะสมุยคือจุดหมายปลายทางอันเป็นบ้านเกิดของเขา ส่วนมิติภายในที่ลึกลงไป การเดินทางไปสู่บ้านเกิดก็จะเป็นกระบวนการเรียนรู้ที่จะทำลายความรู้สึกเสียดาย ความรู้สึกเกลียด รู้สึกกลัวภายในจิตใจ
“ผมจะใช้การเดินเป็นขบวนการเรียนรู้ที่จะทำลายความโลภ โกรธ หลง . . . ผมจะเดินจนกว่าความรู้สึกเหล่านั้นจะลดน้อยและเบาบางลง”
ช่วงเวลา 16 ปีกับบทบาทอาจารย์มหาวิทยาลัย เขาได้สอนนักศึกษาจำนวนมากในการทำความเข้าใจสิ่งต่างๆ ผ่านกระบวนการทางความคิดและตรรกะทางปรัชญา ตัวเขาเองก็เข้าใจธรรมชาติผ่านวิธีการอย่างนั้นมาเป็นระยะเวลานาน แต่สำหรับการเดินทางครั้งสำคัญครั้งนี้ มันต่างออกไป
เรื่องราวความสัมพันธ์ของตัวเขากับสรรพสิ่งที่พบเจอได้รับการบันทึกและเผยแพร่ออกสู่คนวงกว้างผ่านหนังสือ “เดินสู่อิสรภาพ” ภายในเล่มสะท้อนความเข้าใจผู้คนและธรรมชาติผ่านเรื่องราวง่ายๆ ที่บางคนอาจจะละเลยอยู่ในชีวิตประจำวัน เนื้อหาในตำราว่าด้วยเรื่องห่วงโซ่อาหารคงจะเคยผ่านสายตามาเกือบทุกคนในชั้นเรียน แต่ภาพของมดกำลังกัดกินไส้เดือนที่ได้เห็นระหว่างเดินทาง กลับทำให้ ประมวล เพ็งจันทร์ พบความมหัศจรรย์ที่ต่างออกไปในวัฏจักรที่แสนธรรมดา
ความเข้าใจครั้งใหม่บนโลกใบเดิม จากบทสนทนากับเจ้าของเรื่องราว คงจะเป็นเข็มทิศสู่ความเข้าใจธรรมชาติให้เราได้ไม่น้อย
สำหรับอาจารย์ ธรรมชาติหมายถึงอะไร
คำว่าธรรมชาติจริงๆ มันคงจะพูดชี้ชัดไม่ได้ สำหรับผมแล้ว ความหมายมันครอบคลุมทั้งตัวผมและสิ่งที่อยู่นอกตัวผม พูดง่ายๆ ก็คือทั้งโลกภายในและโลกภายนอกล้วนเป็นธรรมชาติ ซึ่งจะต่างจากปกติที่เรามักจะคิดว่าธรรมชาติคือสิ่งที่อยู่รอบๆ ตัวเรา แต่จริงๆ แล้วธรรมชาติก็อยู่ในตัวเราด้วย และธรรมชาติที่อยู่นอกตัวเรากับในตัวเราก็สัมพันธ์กันอยู่ด้วย พูดง่ายๆ คือ เมื่อไหร่ที่เราสามารถพบความงดงามแห่งธรรมชาติได้ นั่นเท่ากับว่าเรามีชีวิตที่งดงาม ไม่มีทางเลยครับ ที่ใครสักคนจะมีชีวิตที่งดงามอยู่ท่ามกลางธรรมชาติที่เป็นมลทิน เพราะคำว่าธรรมชาติกับคำว่าตัวเรามันเป็นอันเดียวกันเลยนะครับ เราลองนึกว่าถ้าในห้องนี้อากาศไม่บริสุทธิ์ เราจะสดชื่นได้ยังไง ฉะนั้น เวลาเราพูดว่าเราจะรักษาธรรมชาติ มันไม่ได้หมายความว่าเราจะรักษาสิ่งใดสิ่งหนึ่งรอบตัวเรานะครับ แต่การรักษาธรรมชาติคือ การรักษาทั้งหมดทั้งสิ้น รวมถึงตัวเราด้วย
แสดงว่าสรรพสิ่งภายนอกกับความรู้สึกนึกคิดภายในจิตใจเรา มีความเชื่อมโยงซึ่งกันและกัน
มันเป็นอันเดียวกันเลยครับ แต่เราต่างหากที่ไปคิดว่ามันเป็นคนละส่วน คือ เมื่อเราพูดว่าธรรมชาตินั้นงดงาม ความงดงามนั้นก็จะโผล่ปรากฏในใจเรา โลกใบนี้มีอายุมาไม่รู้กี่แสนกี่ล้านปีแล้ว แต่ที่เราพบความงดงามนั้น เป็นเพราะเรามีจิตเข้าไปสัมผัสความงดงามนั้น ที่เราบอกว่าธรรมชาติมีความสะอาดบริสุทธิ์ก็เป็นเพราะมีจิตของเราไปสัมผัสความสะอาดบริสุทธิ์นั้น เรามีจิตที่ไปกำหนดสิ่งต่างๆ เหล่านั้น เราเป็นคนไปแบ่งมันว่ามันมีตัวเรา แล้วดึงตัวเองออกมาจากธรรมชาตินั้น และพอเราดึงตัวเองออกมาจากธรรมชาติ ก็จะทำให้เรารู้สึกแปลกแยกกับธรรมชาตินั้น จนบางครั้งเรารู้สึกเจ็บปวด รู้สึกคับแค้น ที่ธรรมชาติไม่เป็นอย่างใจเรา ทั้งๆ ที่เราเป็นอยู่นี้มันก็เป็นไปตามธรรมชาติ แต่เป็นจิตเราไม่ใช่หรือที่ไปทำให้มันกลายเป็นสิ่งที่น่ากลัว เรากำลังจะตายแล้ว เราก็มารู้สึกหวาดกลัวกัน ซึ่งจริงๆมันเป็นเรื่องธรรมชาติที่ต้องมีการดับสูญไป เมื่อเราเข้าใจความจริงตรงนี้แล้ว มันจะทำให้เราสามารถกลับไปสู่ความหมายที่เป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติได้ และเมื่อเราเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติแล้ว การดับของสิ่งต่างๆ ก็ไม่ใช่เรื่องที่เราจะมาวิตกกังวลแต่อย่างใด มันเป็นความสวยงามในธรรมชาติ
สำหรับผู้ชายชื่อ ประมวล เพ็งจันทร์ ธรรมชาติทั้งภายในและภายนอก มีส่วนเกื้อกูลในการพัฒนาจิตใจอย่างไรในระหว่างการเดินทาง
พอเราไปสัมผัสสิ่งที่เรียกว่าธรรมชาติด้วยสภาวะจิตที่เคารพ เรามีความโค้งโน้มเข้าไปที่จะเป็นส่วนเดียวกับธรรมชาติ เพราะคำว่าเคารพหรือคารวะมันหมายถึงการเข้าไปนอบน้อม เหมือนกับการไหว้พระ เราก็จะโค้งโน้มลงไป แต่เท่านั้นเป็นเพียงลักษณะทางกายภาพ ในความเป็นจริงมันเป็นการโน้มใจเราให้ไปเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ และเมื่อใดที่เราเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติแล้ว เราก็จะสัมผัสความหมายของธรรมชาติ ซึ่งมันมีอยู่ในตัวเรา ผมก็รู้สึกแปลกประหลาดมากว่าทำไมผมไม่รู้สึกอย่างนี้ในตอนหนุ่มๆ ดังนั้นก็อย่าเพิ่งคิดว่าจะรีบมาเป็นอย่างผม (หัวเราะ) แต่เมื่อถึงจุดๆ หนึ่งเราจะมีใจโน้มไปเคารพธรรมชาติ แน่นอนว่ามันไม่ได้เกิดขึ้นกับทุกคน มันจะมีกระบวนการบางอย่างที่คนนั้นจะโน้มเข้าไปหาธรรมชาติ เมื่อมันเกิดขึ้นก็จะทำให้สิ่งที่เป็นธรรมชาติมาปรากฏในการสำนึกรู้ ถึงความหมายที่งดงามและยิ่งใหญ่ และมันก็ไม่ใช่แค่ความงามในตัวเรา แต่เป็นความงามทั้งหมดทั้งมวล
ลองนึกภาพความหวั่นเกรงที่เรารู้สึกว่าเราจะจบลง จริงๆ แล้วมันไม่ได้เกิดอะไรขึ้นเลย มันเป็นแค่เพียงการเดินทางไปถึงช่วงๆ หนึ่ง เราพูดถึงว่ามีชายหาด มีทะเลที่สวยงาม ทะเลนี้จะอยู่ต่อไปอีกเป็นร้อยเป็นพันปี แต่ผมก็จะดับลงไปในวันหนึ่ง แต่มันก็ไม่ใช่สิ่งที่น่าวิตกกังวลแต่อย่างใด เพราะจะมีคนเกิดขึ้นมาบนโลกใบนี้และสามารถมาสัมผัสกับความงดงามของโลกใบนี้อีก และนี่ก็คือเหตุผลว่าทำไมเราถึงต้องถนอมธรรมชาติ มันไม่ใช่การถนอมเพื่อตัวเราเอง แต่เราถนอมไว้เพื่อคนรุ่นหลังที่จะเกิดขึ้นมาพบเจอธรรมชาติเหล่านั้น เราไม่ได้เป็นเจ้าข้าวเจ้าของในทุกสิ่งทุกอย่าง เราเพียงหยิบยืมมาทุกอย่าง แล้วเราก็ต้องคืนเขาไป เป็นที่มาของการที่เมื่อเราเคารพธรรมชาติเมื่อไร สภาวะเหล่านี้ก็จะเกิดขึ้นมาในจิตใจของเรา
จุดเปลี่ยนที่คนสักคนจะเข้าใจธรรมชาติในสภาวะเช่นนี้เกิดขึ้นจากอะไร
ความเข้าใจของผมเกิดขึ้นจากกระบวนการที่ผมผ่านมา ก่อนหน้านี้เมื่อเราสัมผัสธรรมชาติ เราสัมผัสในความหมายที่เรามีจิตที่ปรารถนาต้องการ ถ้าเราได้ประโยชน์ เราว่าธรรมชาติส่วนนั้นดี แต่ถ้าเราไม่ได้ประโยชน์ ธรรมชาติส่วนนั้นก็ไม่ดี แล้วเราก็จะค่อยๆ ผ่าธรรมชาตินี้ออกเป็นกอง เป็นซีก โดยแยกเป็นส่วนที่มีประโยชน์แล้วเราบอกว่าดี กับส่วนที่ไม่มีประโยชน์แล้วเราก็จะบอกว่าไม่ดี ต่อมาเราก็จะใช้เวลาของเราเกือบทั้งชีวิตดึงสิ่งที่มีประโยชน์เหล่านั้นเข้ามาหาตัวเรา และผลักสิ่งที่เราไม่ต้องการออกไป แต่จริงๆ แล้วเราทำไม่สำเร็จ เพราะชีวิตของเราจะจบลงไปกับความรู้สึกที่หม่นหมองราวกับทำอะไรไม่สำเร็จ แน่นอนว่าในบางขณะ เราคงไม่ได้เลิกความรู้สึกเดิมๆ ว่าธรรมชาติส่วนที่เราได้ประโยชน์กับส่วนที่เราไม่ได้ประโยชน์จากมัน เป็นสองสิ่งที่มีค่าต่างกัน แต่เราก็สามารถน้อมใจในการรับธรรมชาตินั้นได้ ถ้าวันหนึ่งผมต้องจบชีวิตลงไป ผมก็มีความพอใจว่าสิ่งนี้เป็นเรื่องปกติ ถ้าผมยังมีชีวิตอยู่ต่อไป ผมก็พอใจที่ชีวิตนี้ยังมีอยู่ ซึ่งต่างจากเมื่อก่อนที่ผมไปคิดว่าร่างกายนี้เป็นของผม ทำให้ผมรู้สึกว่าถ้าชีวิตเราจบลงไปจะเป็นสิ่งที่น่ากลัว
จากหนังสือ “เดินสู่อิสรภาพ” มีบทหนึ่งที่พูดถึงความเข้าใจในห่วงโซ่อาหารจากภาพของมดที่กำลังกัดกินไส้เดือน ณ อุทยานแห่งชาติแม่ปิง ความเข้าใจนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร
วงจรที่ไส้เดือนต้องสละชีวิตให้มดนั้นเป็นห่วงโซ่อาหาร นั่นไม่ใช่การเบียดเบียนกันเลย ไส้เดือนสละชีวิตให้มดและมดก็ส่งต่อวงจรนั้นต่อไป เมื่อเราเข้าใจวงจร เราก็จะเข้าใจสรรพสิ่ง แม้ความเข้าใจในห่วงโซอาหารในลักษณะเป็นเหตุผลเป็นสิ่งที่มีอยู่ในความนึกคิดอยู่แล้ว แต่มันยังไม่ได้ถูกแปลเป็นความรู้สึกในเนื้อในตัวของเรา แต่ทันทีที่ผมเกิดความตระหนักจากสิ่งที่พบเจอตรงหน้า มันเกิดเป็นความรู้สึกในความหมายที่เป็นธรรมชาติของตัวเราในสภาวะปัจจุบัน ไม่ต้องคิดอะไรมาก เหมือนกับตอนที่เราเคลื่อนย้ายมือ เราเดินทีละก้าว มันเป็นไปโดยความหมายซึ่งไม่ต้องมีความคิดมาปรุงแต่ง
ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราขับรถจนเป็นทักษะที่ชำนาญ เราก็สามารถขับรถไป คุยไป และฟังเพลงไปพร้อมกันด้วยได้ ในตอนนั้นเราไม่ได้คิดอะไรเลย แต่ถ้ามีใครมาตัดหน้าเรา เท้าเราก็จะไปเหยียบเบรคในทันที อันนี้คือสิ่งที่เป็นไปตามธรรมชาติ แต่ธรรมชาตินี้ต้องมีการฝึกอบรม ในภาวะของจิตใจก็เช่นกันที่ต้องมีการฝึกอบรมให้รู้สึกแบบนั้น ตัวผมเองก็ถูกฝึกอบรมมานานพอสมควร แต่มันยังไม่ปรากฏ ไม่แจ้ง แต่ในวันที่ผมนั่งลงแล้วจิตนิ่งเป็นสมาธิ ตอนนั้นผมรู้สึกว่าใช่เลย พอผมตระหนักรู้ ก็จะเห็นความโยงใยระหว่างเรากับสรรพสิ่งต่างๆ มดโยงใยกับไส้เดือน และทั้งมดและไส้เดือนก็โยงใยกับสรรพสิ่ง แม้กระทั่งอาหารก็เป็นการโยงใยกัน เราอยู่บนโลกใบนี้ได้เพราะโลกนี้มีความเหมาะสม เกื้อกูล มีอาหารให้เรา มีอุณหภูมิที่เหมาะสม แต่ถ้าอุณหภูมิโลกนี้เปลี่ยนแปลงไปเพียงไม่กี่องศา สิ่งมีชีวิตบนโลกจำนวนหนึ่งก็จะตายลง
ส่วนเรื่องภาวะโลกร้อน มันเป็นการนำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติ ความหลากหลายทางชีวภาพจะลดลงเรื่อยๆ ถ้าเราไปเอาประวัติศาสตร์ของโลกมาดู โลกใบนี้ตอนที่ปรากฏขึ้น มันมีการเพิ่มขึ้นของความหลากหลายทางชีวภาพอยู่เรื่อยๆ แต่น่าเสียดายที่ความหลากหลายนี้ ค่อยๆ ลดลงหลังจากมีธรรมชาติอย่างหนึ่งเกิดขึ้นนั่นคือมนุษย์ น่าตกใจเหมือนกันนะที่เราเป็นตัวทำลายความหลากหลายนั้น มนุษย์เองเมื่อพัฒนาไปถึงจุดๆ หนึ่งแล้วกลับมีศักยภาพในการทำลายล้างโลกที่ตัวเองอยู่ และพอมันทำลายล้าง มันก็จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วขึ้น ภาวะโลกร้อนไม่ใช่การเกิดขึ้นของธรรมชาติปกติเลยนะครับ มันเกิดจากมนุษย์ไปเผาผลาญธรรมชาติจนสะสมเป็นระยะเวลานาน ปรากฏการณ์นี้เป็นสิ่งที่น่าคิด
ในปัจจุบันกระบวนการทางวิทยาศาสตร์พอจะบอกเราได้แล้วว่าวิธีแก้ปัญหาทางสิ่งแวดล้อมควรเป็นไปอย่างไร แต่เอาเข้าจริงๆ ปัญหากลับไม่ได้ลดลงมากนัก อะไรคือสิ่งที่ต้องมีเพื่อแปรเปลี่ยนข้อมูลที่มีประโยชน์เหล่านั้นให้สามารถบรรเทาวิกฤตการณ์ได้จริง
ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์จริงๆ แล้วเป็นสิ่งที่ประเสริฐมากนะครับ แต่เรามีกระบวนการอย่างหนึ่งทางสังคมที่ใช้ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์มาข่มขู่เพื่อให้คนเกิดความสะดุ้งกลัว เช่นเราบอกว่าการสูบบุหรี่นั้นไม่ดี เราก็ทำให้บุหรี่เป็นสิ่งเลวชั่วไปเลย สุดท้ายเราก็มาเกลียดคนสูบบุหรี่ ไม่น่าเชื่อเลยนะ ว่าเราสามารถเกลียดคนบนรถเมล์ คนตามข้างถนน เพียงเพราะเขาสูบบุหรี่ แน่นอนว่าบุหรี่เป็นสิ่งที่ไม่ควรสูบ แต่มันน่ากลัวตรงที่เราต้องมาเกลียดคนที่สูบบุหรี่นั้น เรามองว่าคนนั้นนี่แย่จริงๆ ทั้งๆ ที่เพียงแค่เราเข้าใจ เราก็จะมองเพียงว่าการสูบบุหรี่เป็นสิ่งหนึ่งที่อันตราย กลิ่นอายของบุหรี่มันไม่อันตรายเท่ากลิ่นอายของความเกลียดชัง ที่น่ากลัวที่สุดคือในปัจจุบันความรู้สึกแบบนี้ได้ถูกทำให้อยู่ในทุกๆ กรณีแล้ว
แน่นอนว่าภาวะโลกร้อน เป็นสิ่งที่ควรระวัง แต่ผมเข้าใจว่าตอนที่เราป้อนข้อมูลที่ไม่ดีไป มันกลับทำให้เกิดเป็นความกลัวสภาวะโลกร้อน เราเกิดความรู้สึกที่เป็นลบกับอะไรบางสิ่งบางอย่าง ดังนั้นเราต้องกลับมารู้มาเข้าใจข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ให้ต่างออกไป เพราะปัจจุบันเราถูกทำให้กลัวอะไรบางสิ่งบางอย่าง ในชีวิตจริงก็อาจจะไม่ถึงกับผิดอะไรมากมาย ถ้าบางครั้งบางคราวผมจะใช้ถุงพลาสติกเพราะมันก็สะดวกดี (หัวเราะ)

ประสบการณ์ที่ผมได้เรียนรู้ก็คือความรู้ทุกวันนี้เป็นความรู้ของผู้อื่น เราจะต้องไม่ใช้ความรู้ของผู้อื่นเพียงเท่านั้น เพราะถ้าวันหนึ่งเราสามารถตระหนักอะไรบางสิ่งบางอย่างต่อธรรมชาติขึ้นมา มันเกือบจะไม่ต้องมีใครมาบอกอะไรหรือมาแนะนำอะไรเราเลย แม้แต่ในเรื่องศาสนา เราถูกสอนให้รังเกียจความชั่ว ซึ่งกลายมาเป็นปัญหาอยู่ในปัจจุบัน เหมือนกับสอนให้เรารังเกียจอารมณ์ทางเพศ ทั้งๆ ที่มันเป็นตัวตนของเราแท้ๆ เลย และจริงๆ อารมณ์ทางเพศเป็นความมหัศจรรย์ของชีวิตเลยนะ เราเกิดมาบนโลกใบนี้แล้วมีความรู้สึกว่าเพื่อนมนุษย์ของเราอีกคนหนึ่งน่าทะนุถนอมเสียเหลือเกิน
ปัญหาสิ่งแวดล้อมในปัจจุบันเราถูกกำกับด้วยระบบคิด ทำให้เราเข้าใจว่ามันควรจะเป็นไปอย่างนั้น ควรแก้ไขอย่างนี้ แต่ที่ปัญหายังไม่ได้ถูกแก้ไขก็เพราะความรู้สึกทะนุถนอมในลักษณะเดียวกันยังไม่เกิดขึ้นกับตัวธรรมชาติกายภาพ
ปัจจุบันคนบางคนมักจะมีความรู้สึกที่ว่า เราชอบปลูกต้นไม้ เราก็จะดูแลต้นไม้ของตัวเอง แต่กลับไม่สนใจดูแลต้นไม้นอกเหนือจากนั้น หรือแม้แต่คนที่เลี้ยงสัตว์ เขาให้อาหารสุนัขบ้านตัวเอง แต่กลับรังเกียจหมาบ้านอื่น ทำยังไงเราถึงจะเข้าใจในความจริงที่ว่าเราควรรักธรรมชาติรอบตัว ไม่ต่างจากรักสิ่งรอบๆ บ้านเรา
นี่คือสิ่งที่เรากำลังพูดถึงอยู่ว่าเมื่อใดที่เราไปถึงจุดๆ หนึ่ง มันจะไม่มีความขัดแย้งในตัวเรา คนบางคนรักหมา เพราะเป็นไปในความรู้สึกลึกๆ ที่ปลูกขึ้นมาเอง ไม่ได้รักหมาในความหมายที่เป็นธรรมชาติ แต่รักหมาในความหมายที่เป็นสิ่งปลูกสร้าง ถ้าความสำนึกรู้นี้ยังอยู่ ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกเลยที่เราจะตัดต้นไม้จากในป่าแล้วมาปลูกที่บ้านของเราเอง และสามารถเด็ดดอกไม้ในสวนสาธารณะ เพียงเพื่อมาปักใส่ไว้ในแจกันที่บ้านของเราเอง นี่คือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับโลกใบนี้ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราต้องก้าวผ่าน ทุกวันนี้ ผมไม่ได้ห่วงความรู้สึกเฉพาะภรรยาของผม แต่ผมห่วงความรู้สึกของทุกๆ คน เมื่อมีคนมารอคุยกับผม ผมก็จะมีความรู้สึกว่าทำไมผมต้องให้ทุกคนมารอ ความรู้สึกแบบนี้ มันทำให้เกิดเป็นความใส่ใจ มันเป็นเรื่องที่เราควรจะปลุกขึ้นมา แต่เรากลับไปปลุกความเกลียดชัง เราสอนให้คนรักธรรมชาติ แต่ทำไมเรากลับไปเกลียดเพื่อนมนุษย์ที่ไม่ทำเหมือนเรา ไม่คิดเหมือนเรา ทั้งๆ ที่เขาก็คือธรรมชาติ ความรู้สึกห่วงใยในลักษณะนี้มันหายไปจากคนในปัจจุบัน เราต้องปลุกมันขึ้นมา ยกตัวอย่างตอนที่ผมนอนหลับอยู่กับภรรยา ผมตื่นขึ้นมาในตอนเช้า ผมรู้สึกถึงความจำเป็นที่ผมต้องค่อยๆ ลุกออกมาจากเตียง ค่อยๆ ดึงผ้าห่ม ผมคิดว่าจะดึงตัวเองออกจากผ้าห่มอย่างไร เพื่อไม่ให้ผู้หญิงที่อยู่ตรงหน้าต้องตื่น มันเป็นอะไรที่งดงามมาก เพราะความสุขของเขามันยิ่งใหญ่มากพอที่จะทำให้ผมคำนึงถึงมันเป็นอันมาก และถ้าเรามีความรู้สึกเช่นนี้แล้ว ปัญหาทางสิ่งแวดล้อมที่พูดกันก็จะได้รับการดูแลโดยไม่ต้องมีใครมาบังคับเลย ไม่ต้องมีกฎเกณฑ์ใดๆ มากำกับเลย
จำเป็นต้องเข้าวัด โบสถ์ มัสยิด ไหม ถึงจะเข้าใจธรรมชาติด้วยความรู้สึกเช่นนี้
มันจำเป็นต้องมีปัจจัยเกื้อหนุน ในอดีตมีการสร้างสิ่งเหล่านี้ขึ้นมาไว้เพื่อเป็นปัจจัยเกื้อหนุน แต่คำถามก็คือสถานที่เหล่านั้นในปัจจุบันนี้ยังมีปัจจัยเกื้อหนุนให้เกิดความรู้สึกเหล่านี้ไหม ศาสนาจำแนกกุศล อกุศล ก็เพื่อที่จะให้เราสามารถจำแนกได้ว่าสภาวะจิตที่เป็นกุศลกับอกุศลเป็นอย่างนี้ พระพุทธเจ้าตรัสบ่อยเลยว่าเมื่อเราใคร่ครวญจนกำหนดหมายรู้ได้ว่าอะไรเป็นกุศลหรืออกุศล ถ้าเป็นกุศลก็จะเพิ่มพูนภาวนา ส่วนอะไรที่เป็นอกุศลก็ให้ประหารมันไป แต่บังเอิญเรากลับไปรู้เพื่อให้คนอื่นทำ เราไปบีบคั้นบังคับให้คนอื่นทำ วัดกลายเป็นพื้นที่บังคับคนอื่น ปัจจุบันผมเลิกการบังคับคนอื่นเลย ผมมีหลักอยู่อันหนึ่งว่าผมจะไม่สอนอะไรใคร เพราะถ้าสอนจะเป็นกลายบังคับทันทีเลย ชีวิตผมที่เหลืออยู่นี้ ผมจะไม่มีเพื่อไปบังคับอะไรใครอีกแล้ว ผมเชื่อว่าถ้าเราได้สนทนาอะไรกันสักอย่าง มันจะไม่ใช่การบังคับ แต่มันเป็นสภาวะของการดื่มด่ำร่วมกัน
ถ้าการสนทนานั้นไม่สามารถทำให้ใครสักคนเข้าใจเรื่องนั้นได้

อันนั้นคือเราไปบังคับเขา เพราะประเด็นไม่ใช่ว่าเขากลับใจหรือไม่ เรามีคำตอบว่าอันนี้ดี คุณจึงต้องทำ อันนี้ไม่ดี คุณอย่าไปทำ แม้แต่ในเรื่องสิ่งแวดล้อม เราบังคับให้คนทำในสิ่งที่คิดว่าควรจะทำ เพราะมันจะรักษาธรรมชาติ และห้ามว่าสิ่งนี้ทำไม่ได้ เพราะจะส่งผลต่อสภาวะโลกร้อน แต่จริงๆ แล้วคนเรามันบังคับกันไม่ได้
ในอดีตกับปัจจุบัน มีการพูดถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมชัดเจนแตกต่างกันไหม
เมื่อก่อนไม่มีใครพูดถึงปัญหานี้ แต่เราต้องเข้าใจก่อนว่า รู้หรือไม่รู้เป็นอย่างไร ภาวะโลกร้อนมันเป็นศัพท์เทคนิคที่ค่อนข้างสูงมาก ผมยกตัวอย่างว่าอย่างเรื่องศาสนา คนสมัยโบราณมีความรู้เรื่องนี้ดีเป็นอย่างมาก แต่เขาไม่มีคำพูด ผมนึกถึงยายของผมที่ท่านอ่านหนังสือไม่ได้เลย ท่านสวดมนต์ได้จากการที่ได้ฟังมาก ยายรู้เรื่องศาสนาพุทธดีมาก ตื่นมาแต่เช้าเพื่อมาหุงอาหารถวายพระ ทั้งๆ ที่ไม่ได้รู้อานิสงส์ของทานเลยว่าคืออะไร ผมต่างหากที่มีความสามารถที่จะอธิบายอานิสงส์ของทานได้เป็นฉากๆ แต่ผมอาจจะไม่มีความสามารถที่จะตื่นมาแต่เช้าเพื่อมาทำอาหารถวายพระ ดังนั้นถ้าผมทำไม่ได้ แสดงว่าผมคงรู้ไม่เท่ายาย เพราะความรู้ที่ว่าก็คือ ความรู้สึกนึกคิดที่เราจะสามารถทำบางสิ่งบางอย่างที่อาจจะยากลำบากได้โดยความเต็มใจ และความรู้ที่ว่านี้ เราจำเป็นต้องทำมันให้เป็นความรู้สึก ความรักมันเป็นความรู้สึกนะ ผมจึงไม่เหนื่อยที่จะทำอะไรให้คนที่ผมรัก ไม่เหนื่อยที่จะทำอะไรเพื่อโลกใบนี้ และสิ่งที่ผมรัก ผมก็จะไม่เหนื่อยที่จะได้ทำมันเลย
อาจารย์ระพี สาคริก เคยบอกว่า “ผมปฏิบัติต่อโลกอย่างอ่อนน้อมมาตั้งแต่ก่อนที่จะมีโลกร้อนเสียด้วยซ้ำ” แต่การแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมในปัจจุบันดูจะกลายเป็นกระแสที่ทำกันตามๆ กัน บางทีกลับกลายเป็นการเพิ่มมากกว่าการบรรเทาปัญหา ต่างจากคนเมื่อก่อนที่เขาเคารพธรรมชาติมาก่อนที่จะมีการพูดถึงปัญหาโลกร้อน
สิ่งที่เรากำลังพูดกันในเรื่องจิตสำนึกต่อสิ่งแวดล้อม คนในอดีตยังไม่มีคำพูดเหมือนในปัจจุบันที่มีคำว่า “ภาวะโลกร้อน” แต่ถามว่าคนโบราณมีความรู้สึกแบบนี้ไหม ตอบได้เลยว่ามี และมีมากด้วย แต่มันปรากฏในคำพูดอื่น การกระทำอื่น ปัจจุบันมีคำพูด มีการรณรงค์ แต่จริงๆ แล้วผมไม่แน่ใจว่าเราตระหนักกันหรือเปล่า มันเป็นความคิดชุดหนึ่งที่ถูกจัดวางไว้ว่าดี เราจะได้มาดูแลโลก แต่ในคนโบราณผมว่าเขาก็จะมีความรู้สึกชุดหนึ่ง จะตั้งชื่ออย่างไรไม่รู้
ผมมีโอกาสได้กลับไปที่บ้าน ไปยังที่ดินบนภูเขาซึ่งพ่อได้ให้ไว้ ผมก็คิดแล้วว่าผมจะเก็บที่ดินผืนนั้นไว้ น้าสาวผมซึ่งเป็นผู้หญิงอายุ 80 กว่าแล้ว พอแกรู้ว่าผมจะขึ้นไปบนภูเขา แกก็เดินตามขึ้นไปด้วย แกซื้อนมขึ้นไปหนึ่งกล่อง พอแกไปถึง แกก็นั่งคุกเข่าแล้วเอาหลอดเสียบที่กล่องนมแล้วยกขึ้นมาถวาย เพื่อเป็นการขอเจ้าที่เจ้าทางให้โปรดดูแลตัวผมที่จะกลับมาใช้พื้นที่แห่งนี้ มันมหัศจรรย์มากเลยนะครับที่ผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่งมาบอกเจ้าที่เจ้าทางเพื่อขออนุญาตว่าจะมีหลานชายมาใช้พื้นที่แห่งนี้ ความรู้สึกเหล่านี้ เราอาจจะมองว่ามันเป็นสิ่งที่เหลวไหล แต่มันเป็นความรู้สึกในการเคารพธรรมชาติ เราอาจจะเรียกมันว่าเป็นความเชื่อ แต่ความเชื่อนั้นก็คือความรู้สึกใช่ไหมครับ เรากลัวผี เพราะเราคิดว่าผีนั้นมีจริง อารมณ์แบบนี้คืออารมณ์ที่ตระหนักถึงธรรมชาติ แม้แต่ตอนที่เราจะไปอยู่ในที่ใดที่หนึ่ง เรายังตระหนักเลยว่าธรรมชาตินั้นมีเจ้าของ เรานอบน้อมต่อธรรมชาตินั้น
นึกถึงที่อาจารย์เคยเล่าถึงพะตีตาแยะ (ปราชญ์ชาวปกาเกอะญอ ผู้นำชุมชนบ้านสบลาน อำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่) ว่าก่อนที่จะนำเปลือกไม้จากต้นไม้มาใช้ประโยชน์ พะตีจะไหว้ขออนุญาตธรรมชาติ แล้วใส่บางสิ่งบางอย่างเติมกลับไปให้คงเดิมบนต้นนั้น
ใช่ครับ มันอารมณ์เดียวกันเลย แต่มันคนละวัฒนธรรมเฉยๆ
มนุษย์สมัยก่อนจะอ่อนน้อมต่อธรรมชาติทั้งป่าไม้ ลำธาร สัตว์ป่า มาแต่ไหนแต่ไรอยู่แล้ว
ใช่เลยครับ ผมไปเรียนรู้สิ่งเหล่านี้มาจากการได้กลับไปอินเดีย เพราะอินเดียมีวิธีเคารพธรรมชาติที่สุดแสนมหัศจรรย์ ตื่นขึ้นมาในตอนเช้า เห็นแสงรำไรทางทิศตะวันออกก็สวดบูชาอุษาเทวีแล้ว พอเห็นพระอาทิตย์โผล่ขึ้นมาก็สวดสุริยนมัสการเพื่อบูชาพระอาทิตย์ จะอาบน้ำก็สวดบูชาพระแม่คงคา เห็นลมพัดมาก็บูชาพระพาย สารพัดเลยครับ และบทสวดนั้นก็มีความวิจิตร แสดงถึงความรู้สึกที่อ่อนน้อมถ่อมตน บทสวดในคัมภีร์พระเวทที่ผมสวดมาและไม่เคยใส่ใจ พอได้กลับไปใคร่ครวญใหม่ก็พบว่าเต็มไปด้วยความอ่อนน้อมถ่อมตน เต็มไปด้วยการสรรเสริญสดุดีเทพ ซึ่งก็คือธรรมชาติ พระอาทิตย์ขึ้นมาก็สดุดีพระอาทิตย์ เพื่อขอบคุณที่นำแสงสว่างและความอบอุ่นมาสู่พวกเรา เราเกิดมาบนโลกนี้ เคยไหมสักวันหนึ่งที่เราจะเห็นค่าของแสงอาทิตย์ วิกฤตการณ์โลกร้อนที่ปัจจุบันพูดถึงกันไม่ใช่เพราะเราลืมสิ่งเหล่านี้หรอกหรือ เราไม่ได้เห็นค่าของสิ่งที่มันเป็นธรรมชาติ เราไม่เห็นค่าของแสงสว่าง เราจึงไม่ได้สวดบูชาเทพ เราไม่เคยเห็นค่าของสายลม เราจึงไม่ได้บูชาพระพาย การบูชาเหล่านี้จะทำให้เกิดความรู้สึกสดุดี
อาจารย์คิดว่าปัจจุบันเรายังมีหวังในการบรรเทาปัญหาทางสิ่งแวดล้อมต่างๆ ที่เกิดขึ้นมากมาย เช่น สึนามิ น้ำท่วม ดินถล่ม ไหม
มีแน่นอนครับ ถ้าเราสามารถตระหนักได้ว่าสิ่งเหล่านี้เป็นคำเตือนจากธรรมชาติ เหมือนกับแม่ตีเราด้วยความรัก วัฒนธรรมแบบนี้มีอยู่ในอินเดียนะครับ ชาวอินเดียเวลาประสบกับภัยพิบัติทางธรรมชาติต่างๆ เขาจะคุกเข่าลงขอขมา เขาไม่ได้โทษธรรมชาติเลย แต่เขาโทษตัวเขาเอง ซึ่งต่างจากพวกเราที่มีเวลาอะไรเกิดขึ้น เรามักจะโทษธรรมชาติโดยเราไม่ได้คิดเลยว่าจริงๆ แล้วมันเป็นความผิดของพวกเราเอง เราล้วนมีส่วนร่วมในปัญหาเหล่านั้น เราอาจจะคิดว่าสึนามิไม่เห็นจะเกี่ยวอะไรกับตัวเรา แต่ไม่ใช่เป็นเพราะเราไปลุกล้ำพื้นที่ธรรมชาติ เราไปแผ้วถางป่าโกงกางที่อยู่ริมทะเลจนหมด แล้วก็สร้างเป็นรีสอร์ตขึ้นมา ผมเป็นคนใต้ก็มีโอกาสได้ไปพังงาอยู่บ่อยๆ และมีโอกาสได้ไปที่พังงาหลังสึนามิ พื้นที่ที่เป็นบังกะโลสวยๆ แต่ก่อนเป็นป่าโกงกางทั้งนั้นเลย ผมจึงรู้สึกว่าเป็นเรื่องธรรมดาแล้วที่เกิดสึนามิ ก็เป็นเพราะเราไปรุกล้ำธรรมชาตินั่นเอง เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราพูดถึงนี้ ถ้าเรามีจิตสำนึกในการคารวะธรรมชาติ เหมือนเคารพแม่เรา ถ้าแม่มาตีเราด้วยไม้เรียว เราจะโกรธแม่ไหม เราก็ไม่โกรธ แต่ถ้าเป็นเพื่อนเรามาตี เราก็คงโกรธเขา เพราะเราไม่ได้เคารพเพื่อน (หัวเราะ)
เราจึงควรเคารพธรรมชาติ
ใช่ครับ ถ้าเราเคารพธรรมชาติเราจะสำนึกได้ว่าปัญหาที่เกิดขึ้น สิ่งที่เราเจ็บปวดนั้นก็เป็นเพียงคำตักเตือนจากธรรมชาติให้เราระมัดระวัง
มากขึ้น และคำตักเตือนนี้ก็ไม่ใช่การข่มขู่ แต่จะนำมาซึ่งการตระหนักรู้ อย่างผมจะจำแม่นเลยว่าไม่ควรทำสิ่งใด หลังจากที่แม่ตีผม (หัวเราะ)
คำบนสันปกหนังสือ “เดินสู่อิสรภาพ” ที่ว่า “เพราะเรารักโลกใบนี้ โลกนี้จึงงดงาม” คำว่า “โลก” ของประโยคนั้น หมายถึงอะไร
โลกในความหมายของผมคือสรรพสิ่งที่อยู่ทั้งในตัวเราและนอกตัวเรา และความรักในที่นี้ก็หมายถึงเรามีจิตใจที่นุ่มนวลอ่อนโยน ในพระพุทธศาสนาเวลาเราพูดถึงเมตตาธรรม ก็ขอให้เราเข้าใจว่าสิ่งที่เราพูดถึงนี้เป็นสภาวะของจิต เป็นจิตที่มีความนุ่มนวลอ่อนโยนโผล่ปรากฏขึ้นมา และเราให้ชื่อเรียกว่า “เมตตาธรรม” แล้วพอเรามีเมตตาธรรมแล้ว มันจะสามารถทำให้เราสัมผัสสิ่งต่างๆ ได้ด้วยความรู้สึกที่มันงดงาม พอเรารักโลกใบนี้ ก็จะเกิดเป็นความรู้สึกทะนุถนอมต่อมัน เปรียบเทียบกับคนรักก็ได้ครับ ตอนผมจับมือภรรยาของผมด้วยความทะนุถนอม มันเป็นความรู้สึกที่ยิ่งใหญ่ ผมจับเบามากแต่มันหนักมาก มันเป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่ ความงดงามนั้นมันเกิดขึ้นมาจากใจของผม ส่งผลให้เรามีความอ่อนโยนต่อตัวเอง เพราะชีวิตเราก็คือโลกอย่างหนึ่ง ทำให้เรารู้สึกว่าโลกใบนี้งดงาม และนี่คือความหมายของรักโลกใบนี้โลกนี้จึงงดงาม
