ประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์…ถกปัญหาเกษตรกรที่เหมือนพายเรือในอ่าง

 

เรื่อง    ศศิวิมล  ปัญจมาพิรมย์, เกื้อเมธา ฤกษ์พรพิพัฒน์
ภาพ    เกื้อเมธา ฤกษ์พรพิพัฒน์

 

นับตั้งแต่ที่นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ พ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเมื่อปี 2547 และหลังจากนั้นมีเหตุให้เขาต้องถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองอีกเป็นเวลา 5 ปี ทุกวันนี้เขาจึงนิยามตัวเองว่ามีอาชีพเป็นเกษตรกรเต็มตัว ด้วยการทำสวนและฟาร์มปศุสัตว์ของตนเอง

ถึงกระนั้น ความที่คลุกคลีแวดวงการเมืองมานาน บวกกับคุ้นเคยกับปัญหาของเกษตรกรมามากไม่แพ้กัน ประพัฒน์จึงได้รับเชิญให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในอีกทางหนึ่งด้วย

แม้ในปัจจุบันประพัฒน์จะไม่ได้นั่งแท่นในตำแหน่งรัฐมนตรี แต่ในฐานะที่ปรึกษารัฐมนตรี เขายังคงห่วงกังวลถึงปัญหาของพี่น้องเกษตรกร และมองว่าหากมีการเปิดการลงทุนเสรีอาเซียนโดยที่ประเทศไทยยังขาดความพร้อม ก็ยิ่งเป็นการซ้ำเติมปัญหาให้หนักหนาสาหัสมากยิ่งขึ้น
 

โลกสีเขียว  : ปัจจุบันนี้หลังจากหยุดพักจากเวทีการเมือง ท่านทำอะไรอยู่บ้าง
ประพัฒน์ : อาชีพหลักก็ยังคงเป็นเกษตรกรอยู่ มีฟาร์มของตัวเองอยู่ที่อำเภอแจ้ห่ม จังหวัดลำปาง คนก็จะรู้จักในนามของสวนส้มเพชรลานนา ตอนนี้เปลี่ยน ไม่ได้ปลูกส้มแล้ว เพราะตอนนี้ส้มเป็นพืชที่ไม่มีราคา ตอนนี้เลยทำเป็นฟาร์มผสมผสาน ฟาร์มปศุสัตว์เช่นเลี้ยงโคเนื้อ เป็นแม่โคอยู่ฝูงหนึ่ง เลี้ยงแม่หมูอยู่จำนวนหนึ่ง ไก่ประดู่หางดำซึ่งเป็นไก่พื้นเมืองของภาคเหนือ ทั้งหมดนี่เลี้ยงเพื่อขายแม่พันธุ์ เพาะปลูกก็เยอะแต่ไม่ได้ปลูกเป็นหลักแล้ว สรุปก็คืออาชีพหลักเป็นเกษตรกร มีรายได้หลักจากการเกษตร

ส่วนเสริมก็มาทำงานการเมืองในฐานะที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อาสาว่าจะมาทำกฎหมายที่เรียกว่ากฎหมายสภาเกษตรกรแห่งชาติ ซึ่งเกือบเสร็จแล้ว และก็อีกหลายเรื่องที่ท่านมอบหมายให้ทำ เช่นกฎหมายการคุ้มครองพื้นที่เกษตรกรรม เรื่องมวลชนของเกษตรกรต่างๆ ให้ผมลงไปสัมผัสไปลงพื้นที่คุยกับเขา ส่วนใหญ่เป็นงานในพื้นที่ พบปะพูดคุย ไปเจรจาประชุมร่วมช่วยกันแก้ปัญหา ส่วนตัวก็ยังเดินสายเยี่ยมเยียนกลุ่มเกษตรกรทั่วประเทศ ก็ยังคุยกันอยู่ มีความสัมพันธ์อันดีต่อกันอยู่ เนื่องจากตัวเองถูกตัดสิทธิ์การเมือง 5 ปี ก็มาทำกิจกรรมเท่าที่จะทำได้เพราะคิดว่าตัวเองควรจะทำอะไรให้เป็นประโยชน์เท่านั้นเองเพราะอาชีพหลักเราก็มีอยู่แล้ว ไม่ได้เดือดร้อนเรื่องรายได้อะไร เราก็มาช่วยชาวบ้านดีกว่า

 

โลกสีเขียว : ในฐานะที่มีโอกาสคลุกคลีกับเกษตรกรรายย่อย และตนเองก็เป็นเกษตรกรด้วย มองสถานการณ์ของคนทำอาชีพนี้อย่างไร
ประพัฒน์ : ผมคิดว่าปัญหารากเหง้าของเกษตรกรของเราเมื่อ 30 กว่าปีที่ผ่านมาจนถึงบัดนี้ก็มีปัญหาคล้ายๆ กัน ตอนผมเรียนจบใหม่ๆ ก็มีปัญหาเรื่องความยากจน เรื่องความไม่เป็นธรรม การเอาเปรียบ เกษตรกรเป็นหนี้เป็นสิน ถูกยึดที่ทำกิน ราคาพืชผลไม่เป็นธรรม ถูกโกง ตอนนี้มันก็ยังมีปัญหาเดิมอยู่ บางปัญหาก็ยังมากเหมือนเดิม บางปัญหาก็เบาบางลงบ้างแต่ก็เป็นปัญหาเดิม สรุปว่าเกษตรกรของประเทศนี้ก็ยังมีปัญหาเรื้อรังอยู่เช่นเดิม แต่ก็ยังดีที่ช่วงปีที่ผ่านมาเนื่องจากปัญหาเกี่ยวกับเรื่องพลังงานของโลก ทำให้ราคาพืชผลโดยเฉพาะที่เกี่ยวกับพลังงานหลายตัวราคาดีขึ้น และข้าวราคาดีขึ้น ยางพาราราคาดีขึ้น มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมันราคาดีขึ้น ก็มีส่วนทำให้ปัญหาเกษตรกรผ่อนคลายลงได้บ้าง แต่ด้วยปัญหามันหมักหมมมานานมาก ราคาที่ขึ้นมาชั่วคราวก็ไม่ได้ทำให้ปัญหาหมดไป เพราะปัญหาใหญ่ ยังดำรงอยู่ เช่นเรื่องความไม่เป็นธรรมของกฎหมาย ความไม่เป็นธรรมของนโยบายภาครัฐ โครงสร้างราชการที่ไม่เอื้อต่อการฟื้นตัวของเกษตรกร ผู้ที่ได้รับการบริการจากรัฐส่วนใหญ่จะเป็นชนชั้นกลาง ชนชั้นบน มากกว่ารายย่อย เกษตรกรรายย่อยได้รับอานิสงค์ของการบริการจากรัฐน้อย ก็จะกลับมาเรื่องที่ว่าจะแก้อย่างไรให้มันเป็นธรรม นี่เป็นเรื่องใหญ่

 

โลกสีเขียว : กฎหมายสภาเกษตรกรที่กำลังร่างอยู่นี้ จะช่วยแก้ปัญหาได้อย่างไร
ประพัฒน์ : จากความเข้าใจของผมเองนะ พอเป็นเศรษฐกิจแบบเสรีขึ้นมา กลุ่มอาชีพอื่นๆ เขาก็รวมตัวกัน เพื่อจะผลักดันให้เกิดกฎหมายของตัวเอง เพื่อให้เกิดการรวมกลุ่ม ที่จะดูแล พิทักษ์ผลประโยชน์ของตัวเอง ต่อรองกับราชการ กับรัฐบาล กับนักการเมือง กับภาคส่วนอื่นๆ ในสังคม เช่นสภาอุตสาหกรรมนี่เขามีมาตั้ง 30 ปีแล้ว สภาหอการค้ามีมาตั้ง 30 ปีแล้ว สภาทุกสภาเยอะแยะไปหมด แต่เกษตรกรไม่มีองค์กรของตัวเอง ไม่มีการรวมกลุ่มปกป้องพิทักษ์ตัวเองได้ เช่นถ้ารัฐบาลออกนโยบายที่ไม่เป็นธรรมมาเนี่ย ก็ไม่รู้จะไปคัดค้าน ต้านทานยังไง จะเอาม็อบก็หยิบมือหนึ่ง ซึ่งก็ไม่มีใครฟังหรอก

สมมติรัฐบาลเขาจะไปทำ FTA กับประเทศจีน ซึ่งมันมีผลกระทบกับเกษตรกรอยู่มากแต่เกษตรกรเราก็ไม่แข็งแรงพอที่จะคัดค้าน เมื่อเปรียบเทียบกับภาคอุตสาหกรรม การที่รัฐบาลออกมาตรการหรือนโยบายอะไรมา ถ้ามันกระทบกับเครือข่ายของภาคอุตสาหกรรม เขาจะรวมตัวกันคัดค้านอย่างมีพลัง และรัฐบาลจะถอย จะฟัง นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นมาหลาย 10 ปี จึงคิดว่าเกษตรกรนี่ขาดการมีส่วนร่วมในการบริหารประเทศในเชิงโครงสร้างแบบที่มีกฎหมายรองรับอย่างมาก กฎหมายทุกอย่างมีหมดแล้ว ดีบ้างไม่ดีบ้าง ไม่รู้ แต่กฎหมายของเกษตรกรซึ่งควรมีมานานแล้วกลับไม่มี จึงพยายามเร่งรัดให้มันมีให้ได้ เหมือนเป็นจุดเริ่มต้นให้เกษตรกรรวมตัวกันอย่างมีเอกภาพ พอมีเอกภาพ อำนาจต่อรองก็จะมาเอง ทุกวันนี้เกษตรกรไม่มีที่รวมศูนย์ เหมือนกับต่างคนต่างแตกกันไปทำกิจกรรมอะไรเฉพาะหน้าไปก่อน ไม่ได้มีแรงผลักดันในเชิงนโยบายหรือท้วงติงนโยบายเท่าไหร่เลย แล้วแต่ความเมตตาของรัฐบาลจะหยิบยื่นอะไร
 

 

โลกสีเขียว : ในเมื่อกฎหมายสภาเกษตรกรมีความจำเป็นขนาดนี้ แล้วที่ผ่านมาทำไมจึงได้ล่าช้ากว่ากฎหมายอื่นๆ เขา
ประพัฒน์ : กฎหมายฉบับนี้เรียกร้องมานานแล้วแต่ไม่เกิดซักทีหนึ่ง บางคนก็คิดว่าฝ่ายการเมืองในอดีตที่ผ่านมาไม่อยากเห็นเกษตรกรรวมกลุ่มกัน เพราะเมื่อไหร่รวมกลุ่มกัน รัฐบาลก็จะลำบาก บริหารลำบาก รัฐมนตรีจะตัดสินใจทำอะไรก็ลำบาก จึงมักไม่เห็นด้วยกับกฎหมายฉบับนี้ เพราะกลัวคนจนรวมตัวกัน…อันที่จริงผมได้เสนอกฎหมายฉบับนี้ตั้งแต่อยู่กับพรรคไทยรักไทย ผมเป็นประธานเรื่องนโยบายเกษตร แต่หัวหน้าพรรคในขณะนั้นคือคุณทักษิณไม่เห็นด้วย เพราะคุณทักษิณบอกว่าประเทศนี้มีกฎหมายเยอะแล้ว ไม่ต้องทำอะไรอีก เลยไม่มีจุดเริ่ม ก็เลยมาเสนอที่พรรคชาติไทย คุณบรรหารเขาก็รับ ประกาศเป็นนโยบายพรรค ตอนนั้นก่อนรับธรรมนูญปี 50 จะออก พอมีรัฐธรรมนูญปี 50 มาตรา 84 ก็ระบุไว้เลยว่าให้จัดตั้งสภาเกษตรกรแห่งชาติ ถือว่าสอดคล้องกัน ซึ่งหลายส่วนมองเห็นพร้อมๆ กัน  แต่กระนั้นเองการยกร่างก็ไม่ง่าย เพราะผู้แทนในสภาบางคนเองก็คิดต่างกับเรา
 

 

โลกสีเขียว  : ในทางปฏิบัติ คนที่จะเข้ามานั่งในสภาก็ต้องเป็นเกษตรกรจริงๆ เพราะไม่อย่างนั้นก็คงเกิดปัญหาแบบเดิม
ประพัฒน์ : ใช่ เกษตรกรตามคำนิยามตามกฎหมายก็คือต้องเพาะปลูก เลี้ยงสัตว์ และทำประมง ผู้ที่ทำอุตสาหกรรมเกษตร ผู้ที่ค้าขายเกษตร โรงสี อุตสาหกรรม ไม่ได้ ... หากว่าจะมีอะไรต่อนอกนั้นก็ดูอีกที แต่ตอนนี้ก็ระบุไว้ 3 อาชีพก่อน ถ้าไม่เพาะปลูกเอง ไม่เลี้ยงสัตว์เอง ไม่ทำประมงเอง ก็ไม่ได้ โดยทั่วไปก็จะรู้กันอยู่ กฎหมายก็จะเขียนปกป้องไม่ให้เสียประโยชน์
 

 

โลกสีเขียว : แล้วท่านมีความเห็นต่อเรื่องการลงทุนเสรีอาเซียนที่กำลังเป็นประเด็นร้อนในขณะนี้อย่างไร
ประพัฒน์ : เรื่องนี้ขอตอบในฐานะส่วนตัว...โดยกรอบของเรื่องเสรีการลงทุนเนี่ยมันผลักดันมานานมาก ตั้งแต่ยุคโลกาภิวัฒน์  WTO เสรีแรงงาน เสรีสินค้า จนถึงเสรีการลงทุน ซึ่งกระแสของโลกาภิวัตน์ที่ไหล่บ่าเข้ามาตลอดเวลา เราเองก็คงจะไปทัดทานไม่ได้มาก เพราะประชาคมโลกเขาผลักดันกัน ซึ่งมันมีข้อดี ข้อเสียอยู่ในตัวของมันเอง แต่การเปิดเสรีการลงทุน ภาคส่วนสินค้าอื่นๆ เป็นเรื่องที่บริหารไม่ยากเท่ากับที่เป็นเรื่องของทรัพยากรชีวภาพ เรื่องของการเกษตร เรื่องของการเลี้ยงสัตว์ พืชทั้งหลาย เพราะเป็นการจัดการที่ค่อนข้างซับซ้อนมาก เป็นทรัพยากรพันธุกรรม ผมคิดว่านี่เป็นสมบัติชิ้นสุดท้ายที่เรามีอยู่ เท่าที่ผมศึกษาดูเวลานี้ หากมีการเปิดเสรีการลงทุนโดยเฉพาะสาขาที่จะเปิดใหม่ 3 สาขานี้ น่าห่วง เพราะผมคิดว่าประเทศไทยยังขาดความพร้อม ดูจากการบริหารเรื่อง WTO และ AFTA จากหลายๆ อันที่ผ่านมา เนื่องจากเรื่องพวกนี้เป็นการบริหารปัญหาความสัมพันธ์ที่ยาวนาน ต้องมีการปรับเปลี่ยนเป็นพลวัตร ต้องมีการเจรจา มีลูกล่อลูกชนต่อรองเรื่องผลประโยชน์ของนานาชาติ ทุกๆ วัน ทุกวินาที แต่โครงสร้างภาคส่วนราชการเรานี่เป็นโครงสร้างที่แข็งกระด้างและอ่อนแอ แข็งกระด้างหมายถึงว่ามีกรอบปฏิบัติราชการแบบดิ้นไม่ได้ ไม่ยืดหยุ่น อีกอันหนึ่งคือราชการมีการโยกย้าย เดี๋ยวอธิบดีคนนี้มา คนนี้ไป รัฐมนตรีเปลี่ยนทุกปี เพราะฉะนั้นจึงเกิดการไม่ต่อเนื่องของการแก้ปัญหา บริหารข้อตกลงระหว่างประเทศทั้งหมด ผมจึงคิดว่าประเทศไทยเสียเปรียบนานาชาติ เพราะระบบราชการเราไม่เหมาะกับการทำหน้าที่ตรงนี้

การจะบริหารเรื่องนี้ต้องมีการคุย เตรียมความพร้อมตั้งแต่เชิงโครงสร้างเพื่อจะมาบริหารพันธะสัญญาเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและไม่เสียเปรียบเขา คือต้องได้เปรียบอีกด้วยนะ เช่นการเปิดเสรีทางพันธุกรรม จะให้ต่างชาติมาสอยหาผลประโยชน์จากเราไม่ได้ ผมคิดว่าโดยโครงสร้างของประเทศไทยเราขาดความพร้อมมาก ในหลักการผมก็คิดว่าเป็นสิ่งที่ดี แต่เราไม่พร้อมที่จะรับกิจกรรมเหล่านี้ได้ในเร็ววัน
 

โลกสีเขียว : ท่านพอจะยกตัวอย่างปัญหาความไม่พร้อมที่ว่านี้ให้เป็นรูปธรรมขึ้นได้ไหม
 ประพัฒน์ : ยกตัวอย่างแบบนี้แล้วกัน แบบการบริหาร FTA ไทย-จีน  พอไปๆ มาๆ สินค้าเกษตรจากจีนไหลมาเมืองไทยเต็มเลย แต่ของไทยไปหาเขาน้อยมาก นี่คือความอ่อนแอของระบบราชการเรา แบบเราเป็นเจ้าภาพระดับชาติเนี่ย รัฐคุมหมด แต่ของเขาเป็นมณฑลๆ มีความต่อเนื่องตลอด แบบเราให้กรมนี้รับผิดชอบ กรมนั้นอธิบดีเปลี่ยนใหม่ กว่าจะต่องานทำงานได้ 6 เดือน เป็นต้น เวลาเกิดปัญหาก็ต้องรอ 6 เดือน รออธิบดีใหม่มา ข้าราชการใหม่มา รอเจ้านายใหม่มา ถึงจะตั้งวงคุยกัน ขณะที่เขาไม่ใช่ ...ในนานาชาติก็เหมือนกัน แบบออสเตรเลียผมก็เชื่อว่ามันมีความถาวรมากกว่าเรา เช่นเรื่องการเกาะติดเจรจาเรื่องนม เรื่องเนื้อเนี่ย ผมเชื่อว่าจะมีคณะกรรมการนม คณะกรรมการเนื้อ เป็นภาคประชาชน ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมากในการต่อรอง คือเรามีแต่ข้าราชการเท่านั้นที่ไปต่อรอง มันจึงมีความอ่อนแอในการเตรียมความพร้อม แบบตอนนี้ไทย-ออสเตรเลีย  ไทย-นิวซีแลนด์ ภาษีเริ่มลดแล้ว และจะกลายเป็น 0% ภายในอีกไม่กี่ปี แต่ผมยังไม่เห็นการเตรียมความพร้อมในประเทศเราเลย เกษตรกรเขาเลี้ยงโคนม โคเนื้อจะต้องปรับตัวยังไง แค่นี้เราก็ถอยหลังแล้ว นี่คือการขาดความพร้อม ถ้าไม่มีหน่วยงานที่เข้ามาบริหารจัดการสัญญาให้ต่อเนื่อง แถมราชการเรายังต้องสนองนโยบายรัฐบาลและสนองอธิบดีมากกว่าไปสนองประชาชน ถ้าจะให้แก้ ต้องให้รัฐบาลตั้งโครงสร้างกึ่งถาวร อาจจะเป็นองค์การซักอย่างหนึ่งขึ้นมาเฉพาะเพื่อบริหารเรื่องนี้ตลอดเลย แบบอธิบดีเปลี่ยน ส่วนนี้ก็ไม่เกี่ยวแล้วบริหารให้ต่อเนื่องไป ยกเว้นนโยบายสำคัญใหญ่ยิ่งค่อยให้รัฐบาลจัดการ แต่ถ้าอันไหนที่สามารถทำได้ก็ทำไปเลย จะได้เกิดความต่อเนื่อง  ว่าจะต้องปรับตัวได้อย่างไร เกษตรกรไทยต้องทำอย่างไรบ้าง มีอะไรบ้าง เพราะฉะนั้นจะต้องมีการปฏิรูประบบราชการให้เหมาะสม ราชการของเราอย่าว่าแต่บริหารงานที่ต้องติดต่อกับต่างชาติที่ปรับเปลี่ยนทุกวันเลย บริหารงานที่เป็นงานประจำนี่ก็ยังไม่เวิร์คเลย แข่งขันก็ไม่ได้
 

 

โลกสีเขียว : แล้วทิศทางที่จะต้องปรับตัวต้องทำยังไง เพราะสินค้าจากจีนก็ราคาถูก
ประพัฒน์ :
ผมเคยเสนอไปแล้ว อาจจะตั้งเป็นองค์การมหาชนให้เกิดโดยเร็วก่อน หรือแบบถาวรจากสำนักนายกรัฐมนตรีก็ได้ หรือจากกฎหมายไหนก็ได้ที่มันง่ายๆ ให้เกิดขั้นมาก่อน ให้มีคณะกรรมการมาบริหารข้อตกลงเป็นการเฉพาะ และก็แบ่งกันว่าอันไหนที่เป็นงานประจำ ก็ทำไปเลย ถ้าไม่ใช่งานที่ต้องแก้ไข เรื่องทำระหว่างรัฐต่อรัฐ เช่นการประชุมการปรับตัวของเกษตรกรภายในประเทศว่าจะต้องปรับตัวยังไง ทำยังไงบ้าง แล้วในกรณีที่จีนทำไม่เป็นธรรม เราก็ต้องไปเจรจากับเขา ให้เกษตรกรไปร่วมเจรจาด้วย ไม่ใช่เอาแค่อธิบดีไปทำ เพราะไม่อย่างนั้นก็ไม่มีประสิทธิภาพ เวลาเจรจากับออสเตรเลีย ก็ต้องให้เกษตรเข้าร่วมด้วย  คือองค์กรที่อยากให้เกิดนี้ก็ต้องบูรณาการ เกิดมาอยู่กึ่งกลางระหว่างภาครัฐกับเกษตรกร  ควรจัดเป็นโครงสร้างทั้งถาวร และกึ่งถาวร
 

 

โลกสีเขียว : พอมองจาก FTA แล้วมาถึงเรื่องเสรีการลงทุนอาเซียน คิดว่าปัญหามันจะเปลี่ยนไปมากน้อยขนาดไหน จะเป็นการเพิ่มปัญหาให้กับภาคเกษตรอีกหรือเปล่า
ประพัฒน์ :
ถ้าประเทศไทยยังคงเป็นอยู่แบบนี้นะ ไม่ปรับตัวและจะมีการเปิดเสรีการลงทุนอีก 3 ด้านนี้ อนาคต จะไม่ทันนักลงทุนจากเพื่อนบ้าน อย่างมาเลเซียผมว่าเขาเข้มแข็งกว่าเรานะ โครงสร้างราชการกับนักลงทุนเขาเข้มแข็งกว่า นอกจากนี้หลายประเทศก็จะมาลงทุน มาวิจัยเรื่องกล้วยไม้ เรื่องข้าวบางสายพันธ์ วิจัยเรื่องจุดแข็งๆ ของเราอีกหลายอย่างเลย ซึ่งเป็นความหลากหลายทางชีวภาพของเรา เอาไปใช้ประโยชน์สร้างเศรษฐกิจให้กับเขาได้
ผมคิดว่าในอนาคต พอเปิดเสรีโดยไม่ได้เตรียมความพร้อม สิ่งต่างๆ เหล่านี้จะเกิดขึ้นทั่วประเทศ ผู้ที่ได้ประโยชน์ก็อาจจะเป็นผู้ลงทุนซึ่งเป็นเกษตรกรรายใหญ่ เกษตรกรข้ามชาติ เกษตรกรรายย่อย ก็จะเหมือนเป็นเบี้ยที่จะต้องถูกกำจัดออกไปอยู่แล้ว ไม่ได้ประโยชน์เลย แถมได้รับผลกระทบอีกด้วย เพราะเขาจะถูกเบียดออกจากเวที ออกจากสังคมไทยมากขึ้น กลายเป็นคนชายขอบที่ไกลออกไปอีก อย่างนี้ผมว่าน่าห่วงมาก ถ้าเรียกร้องได้ ก็เรียกร้องให้รัฐบาลมาพูดคุยถึงเรื่องกระบวนการการเตรียมความพร้อมก่อนดีกว่า ก่อนที่จะไปเร่งรัดให้เกิดขึ้น 

คือคนที่ตัดสินใจเรื่องนี้หลักๆ เขาจะมองภาพรวมด้านเศรษฐกิจมากกว่า คือถ้าใช้ฐานคิดจากคนข้างบนแบบพวกนักลงทุน เขาก็ได้รับประโยชน์เต็มๆ มีเงินทุนไหลเข้ามา มีคนมาลงทุน  มีหุ้นส่วนหรือพาร์ตเนอร์ชิพเต็มไปหมด ถ้ามองจากภาคส่วนนั้นเราก็ได้ประโยชน์ เหมือนจะได้เปรียบด้วย แต่ถ้ามองจากมุมมองเกษตรกรรายย่อยก็ต้องบอกว่าตายแน่เลย นักลงทุนมาซื้อที่ซื้อทาง จะไปอยู่ที่ไหน ก็เป็นเรื่องที่มันยิ่งทำให้คนได้ประโยชน์อยู่แล้วก็ได้ประโยชน์มากขึ้น คนที่ด้อยโอกาส ก็ยิ่งด้อยโอกาสมากขึ้นไปอีก
 

 

โลกสีเขียว : ถ้าเปิดเสรีการลงทุนจริงๆ ท่านคิดว่าเกษตรกรไทยจะต้องปรับตัวอย่างไร ทำยังไงกับกระแสต่างๆ และเม็ดเงินที่เข้ามา
ประพัฒน์ : ผมว่าต้องทำสองอย่างนะคือ ตั้งหลัก ตั้งหลักก่อนเลยว่าบ้านข้า จังหวัดข้า อำเภอข้ามีอะไรบ้างที่เป็นของดีอยู่ เราต้องเก็บถนอมรักษาไว้อย่างดี   สองคือ ถ้ามีใครเสนอตัวมาลงทุน ต้องคิดให้ถ่องแท้ ให้มีสติว่าเราได้ประโยชน์จริงไหม ถ้าได้ประโยชน์จริงก็ว่ากัน แต่ถ้าไม่มั่นใจผมว่าอย่าเพิ่งดีกว่า เกรงว่าทำไปทำมาก็จะเป็นเบี้ยล่างเขาอีก ผมว่าคนไทยอย่าหลงตัวเอง ผมดูแล้วเนี่ยบางทีคุณด้อยกว่าเขาอีก
 

 

โลกสีเขียว : คนไทยยังมีทัศนคติว่าเราเป็นประเทศมหาอำนาจด้านเกษตรกรรมอยู่
ประพัฒน์ : ก็หลงตัวเองไง แล้วปล่อยให้ต่างชาติเข้ามา เปิดบ้านเต็มที่เลย โดยไม่มีประตูเล็กประตูน้อยในการที่ว่าจะปิดห้องไหนให้เข้า ไม่ให้เข้า สิ่งไหนที่เป็นสมบัติของชาติควรเก็บไว้ห้องในสุด นี่เล่นเปิดโล่งหมดทุกประตูนี่ อนาคตจะไม่มีอะไรเหลือ  แม้ว่า BOI (สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน) จะเขียนไว้ว่าให้ถือหุ้นเป็นสัดส่วน 51 ต่อ 49  แต่ผมก็ไม่เชื่อหรอกว่า 51%  ที่เป็นของคนไทยนี่จะไม่มีนอมินีอยู่ ผมพูดตรงๆ นะ แม้ที่ผ่านมาด้านอุตสาหกรรมก็บอกไว้ว่า 51 ต่อ 49  แต่เยอะแยะเลยที่มีนอมินีมาถือเต็มไปหมด คนได้ประโยชน์ก็เฉพาะนอมินีที่ได้เงินเยอะหน่อย สมบัติท้องถิ่นของเราที่จริงควรจะเป็นของคนไทยทั้งชาติ กลับไปเป็นประโยชน์ของคนเพียงหยิบมือหนึ่ง ผมว่าไม่แฟร์
 

โลกสีเขียว : การที่เรามี BEDO (สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ) ขึ้นมา ดูเหมือนว่าเราจะไม่ได้ใช้ประโยชน์จากหน่วยงานนี้อย่างเต็มที่ โดนเฉพาะการสงวนพันธุ์พืชและช่วยเหลือเกษตรกร
ประพัฒน์ : ตอนนี้ผมไม่ได้ติดตาม BEDO นะว่าเขาทำอะไรยังไงกันแล้วบ้าง แต่สมัยก่อนผมเป็นคนแรกๆ ที่สนับสนุนและผลักดันให้เกิดองค์กรนี้ขึ้นมา เพราะแต่ก่อนมันเกิดปัญหาที่ว่าเราผลิตสินค้าออกขายกลายเป็นต้นทุนที่เราต้องพึ่งพาต่างชาติ 90% คือเกือบทั้งหมดเลย เรากำไร 10 %  เป็นค่าแรงงาน แต่ถ้าสินค้าเกษตรหรือสิ่งที่ต่อยอดจากการเกษตรของประเทศเราเองเราส่งออก 100 บาท เป็นทุนเรา กว่า 90%  หักทุนนิดเดียว นอกนั้นกำไรเต็มๆ เลย แบบส่งข้าว 100 บาท ได้เงินเขามาแล้ว 90 กว่าบาท เป็นค่าปุ๋ยค่ายานำเข้ามาไม่เท่าไหร่ ยิ่งถ้าเราคิดว่าเราจะเอาจุดแข็งเป็นความหลากหลายทางชีวภาพมาพัฒนาต่อยอด ผมเชื่อว่าเราจะสร้างเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพของเราได้อีกหลากหลายมาก ที่ผ่านมามันไม่มีคนทำเรื่องพัฒนาฐานราก พื้นฐานข้อมูล ซึ่งมีแต่คนทำเป็นรายชิ้น แบบข้าวของไทยบางตัวก็เอามาพัฒนา แต่ภาพรวมไม่มีคนทำ จึงไม่รู้ว่ามีจุดไหนบ้างที่ควรพัฒนา มีจุดไหนบ้างที่ต้องดู การตั้งองค์การมหาชนที่เป็น BEDO คือเพื่อจะรวบรวมฐานข้อมูลทั้งหมดเลย ว่าสิ่งใดเป็นอะไร จำแนกให้เรียบร้อยเลยว่านี่เป็นพืชที่มีศักยภาพทางยา พืชที่มีศักยภาพทางคอสเมติก เรื่องความหอม เรื่องสปา เรื่องอาหาร และเราก็วิจัยพื้นฐาน แต่ถ้าใครต้องการวิจัยต่อยอด เราก็สนับสนุน แล้วพอออกมาเป็นสินค้า ใครอยากได้ก็มาซื้อเลยที่เกษตรกร แต่ต้องเป็นคนไทยนะ นี่คือ BEDO แบบที่วาดหวังไว้
 

 

โลกสีเขียว : ถ้ามันมีกรอบเสรีการลงทุนอาเซียนขึ้นมา จะกลายเป็นข้อจำกัดไหม
ประพัฒน์ :
ไม่ได้สิ เราตั้งกรอบได้ไง ว่าถ้าจะเอาสิ่งเหล่านี้ไปพัฒนาไปสินค้าต้องเป็นคนไทย มันสามารถตั้งเงื่อนไขได้ ถ้าพูดถึงเรื่องการลงทุนอาเซียน อย่างน้อยก็เป็นนโยบายรัฐบาล รัฐก็สั่งไป เพราะองค์การนี้เป็นของรัฐ รัฐต้องกำกับ นโยบายต้องสั่งได้ ว่าทุกอย่างที่จะเอาไปต่อยอด ไปทำ ต้องเป็นคนไทย ไม่อนุญาตให้คนต่างชาติพัฒนาก็จบ
 

 

โลกสีเขียว : แล้วแบบนี้ข้อกำหนดเรื่องการให้ปฏิบัติอย่างคนเยี่ยงชาติจะทำอย่างไร
ประพัฒน์ :
ผมเชื่อว่าในทางเทคนิคเราสามารถระบุได้ แบบการปฏิบัติโดยคนเยี่ยงชาตินี่อยู่ในระดับไหน คือมันแบ่งได้ ว่าระดับนี้ได้ ระดับนี้ไม่ได้ คือเราจะไปปฏิบัติเหมือนกันหมดมันไม่ใช่ ผมคิดว่าทุกประเทศต้องบริหารแบบนี้นะ ไม่ใช่คนเยี่ยงชาติจะได้เหมือนกันหมด... 
 

 

โลกสีเขียว : มีหลายเสียงแสดงความวิตกกังวลว่า ประเทศอื่นจะมีกรอบข้อสงวนของพันธุ์พืชที่มีความอ่อนไหว ที่เป็นเหมือนสมบัติของชาติ แต่เหมือนประเทศไทยจะเปิดให้กับต่างชาติมากทำให้การทำข้อตกลงต่างๆ เหมือนมีช่องโหว่
ประพัฒน์ :
ประเทศไทยพยายามจะทำตัวให้เหมือนประเทศที่พัฒนาแล้ว ก็เหมือนกับเศรษฐี คนที่ไปคุยเรื่องพวกนี้ส่วนใหญ่ก็เป็นดอกเตอร์จากยุโรป จากอเมริกา ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าเขาถูกทำให้เป็นแบบนั้น แต่เขาไปเจรจาในฐานะคนไทยทั้งประเทศ ตอนไปเจรจาเขาก็ไปแบบ gentleman แบบระดับคนเท่าเทียมกัน แต่จริงๆ รากเหง้าเราไม่ใช่ เขาก็หลุดออกจากความเป็นคนไทย ไม่ได้มีความสำนึก สำเนียกว่านั่นคือผลประโยชน์ของคนไทยทั้งประเทศ เขาคือสุภาพบุรุษที่ถูกสร้างขึ้นมาในระบบการศึกษาของต่างชาติทั้งนั้น คือเคยร่วมเจรจากับเขาก็เห็นปัญหานี้อยู่ ไม่ใช่ความผิดของเขานะ ที่เขาเป็นอย่างนั้น เพราะคนไทยเรามอบให้เขาเอง คือมันพลาดด้วยระบบของเรา คือเขาศึกษามาแบบนั้น การศึกษาที่เขาเรียนมันหล่อหลอมให้เป็นแบบนั้น...นี่คือปัญหาของประเทศเรา
 

 

โลกสีเขียว : ตอนนี้เกษตรกรโดยเฉพาะรายย่อยรู้เรื่องการเปิดลงทุนเสรีไหม
ประพัฒน์ :
น้อยมาก บ้านผมที่ลำปางไม่มีใครรู้เลย มีไม่กี่คนที่เคยเปิดเว็บไซต์ดู สื่อแทบจะไม่มีใครลง เพราะมันเป็นเรื่องที่สื่อไม่ค่อยสนใจ มีแต่สื่อคุณภาพบางอันที่ลงเจาะลึกบ้าง แต่มันก็น้อย ไปโผล่ในสื่อทางเลือกอื่นๆ บ้าง สื่อกระแสหลักทั่วไปแทบจะหาไม่ได้ มีก็เป็นข่าวเล็กๆ ผมเลยคิดว่าต้องมีองค์กรสักอันที่ทำให้เขารู้ รับผิดชอบตรงนี้
 

 

 

Share this

 

creative-commonsแสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน 3.0 ประเทศไทย
พัฒนาเว็บไซต์โดย โอเพ่นดรีม