ล้อมวงคุยปัญหาอัมพวากับคนทำหนังสือมนต์รักแม่กลอง (ตอนจบ)
เรื่อง เกื้อเมธา ฤกษ์พรพิพัฒน์
ภาพ ศศิวิมล ปัญจมาพิรมย์
“การท่องเที่ยวเกิดขึ้นที่ไหน เจ๊งที่นั่น”
ประโยคแบบนี้ ฟังดูมองโลกในแง่ร้ายไปสักหน่อย แม้อาจจะไม่เป็นจริงเช่นนั้นไปเสียทั้งหมด แต่ก็เป็นปรากฏการณ์จริงที่เกิดขึ้นเกือบทุกแห่งเมื่อกระแสการท่องเที่ยวย่างกรายไปถึง...ไม่เว้นแม้แต่อัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม
ภายหลังจากอัมพวาเปิดประตูเต็มบานต้อนรับนักท่องเที่ยว อัมพวาเปลี่ยนแปลงไปเช่นไร ภัทรพร อภิชิต (หนู) และวีรวุฒิ กังวานนวกุล (โจ) ในฐานะคนทำนิตยสารมนต์รักแม่กลอง ซึ่งเป็นสื่อท้องถิ่น คนทั้งสองจะมาล้อมวงบอกเล่าฉากสะเทือนใจที่เกิดขึ้นแล้วจริงๆ ที่อัมพวา
โลกสีเขียว: หลังจากที่มีการโปรโมตการท่องเที่ยว อัมพวาเปลี่ยนแปลงไปรวดเร็วขนาดไหน
โจ: อย่างที่ร้านจะอยู่ตรงโซนปากคลอง แต่เดิมคนจะเดินอยู่แค่เท่านั้น ลึกเข้าไปอีกสองสามร้อยเมตรจะมีชุมชนเก่าๆ สวย เมื่อก่อนเงียบ ชาวบ้านอยู่กันปิดบ้านบ้าง ตอนนี้โดนรื้อไปบ้าง ที่ไม่รื้อก็เปิดหน้าบ้านขายของ
หนู: ในคลองอัมพวาจะเป็นบ้านเช่าเยอะ พอการท่องเที่ยวบูมขึ้นมา ค่าเช่าก็ขึ้น แพงขึ้นเป็นหลายๆ เท่าตัว หลายบ้านอยู่กันมาเก่าแก่ แล้วจะอยู่ได้อย่างไร
โลกสีเขียว: แพงขึ้นขนาดไหน
โจ: แต่ก่อนค่าเช่าเดือนละแปดร้อย-หนึ่งพัน เดี๋ยวนี้บางทีเป็นหมื่น
หนู: เป็นหมื่น บางทีก็หาที่ลงไม่ได้
โจ: คนเก่าๆ ที่เช่ามา ก็ถูกไล่ออก ถูกยึดคืน ถูกรื้อบ้าน
โลกสีเขียว: มองว่าปัญหาการท่องเที่ยวที่อัมพวาเกิดจากอะไร
โจ: เทศบาลอัมพวาเป็นฝ่ายริเริ่ม ทีแรกชาวบ้านก็สงสัยว่าทำแล้วจะเกิดเหรอ มีใครจะมาเที่ยวเหรอ นายกเทศบาลก็ประชุมกับทีมงาน หาเรือมาพาย จ้างแม่ค้ามา ช่วยกันซื้อกินกันเอง โดยที่เบื้องหลังเขาไม่ได้ทำความเข้าใจกับคนในท้องถิ่น ไม่มีการทำงานเชิงความคิด ไม่มีการเตรียมบ้านตัวเอง ตอนนั้นพอสื่อมา คนรู้ ก็แห่กันมา ปัญหาก็ตามมา ปัญหาขยะ ควันเรือ คลื่นกระทบฝั่ง น้ำเซาะตลิ่ง เกิดปัญหากระทบกันไปหมด
หนู: ไม่ใช่แค่อัมพวานะ อัมพวาเป็นเหมือนแค่ตุ๊กตาตัวหนึ่ง ในทุกๆ แห่งที่เหมือนกันหมดทั้งประเทศชาตินี้ คือเมื่อใดก็ตามที่เมืองใดเมืองหนึ่งมีปัจจัยพร้อม เบื้องหลังมันมีความเป็นมา มีการเมือง มีอะไรหลายๆ อย่าง จนกระทั่งมันพร้อมเป็นเมืองท่องเที่ยวได้ แต่ปรากฏว่าบ้านเมืองเราไม่เคยมีการเตรียมสำหรับอะไรที่จะเกิดขึ้น การท่องเที่ยวในแง่มุมความคิดของประเทศชาติเรา มันมองแค่เม็ดเงิน มองเรื่องเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นอันตรายมากๆ เลย พูดอย่างนี้ไม่รู้ว่าหยาบคายหรือเปล่า แต่การท่องเที่ยวเกิดขึ้นที่ไหน เจ๊งที่นั่น ทุกที่เลย ยังเห็นว่ามีที่ไหนในเมืองไทยที่การท่องเที่ยวเกิดขึ้นมาแล้วยั่งยืน เราไม่พูดเรื่องนี้กันเลยเหรอ วิถีชุมชนล่มสลายหมด อัมพวาเป็นแค่ตัวอย่างหนึ่ง ที่มันใจร้ายกว่านั้นอีก คือที่คิดว่ามันเป็นเรื่องธรรมดา เมืองท่องเที่ยวก็ต้องเป็นแบบนี้แหละ แลกเอา เลิกคิดเรื่องแบบนี้กันได้แล้ว เรามีการท่องเที่ยวแบบไม่ทำลายได้ไหม
โลกสีเขียว: แต่ในอีกด้านหนึ่ง การท่องเที่ยวก็ถูกมองว่าเป็นการสร้างรายได้ให้กับพื้นที่
หนู: การท่องเที่ยวที่คิดแต่เรื่องเงิน แล้วสุดท้ายทุกสิ่งทุกอย่างก็จะเละหมด แล้วเงินที่กลับมา ลองไปดูเถอะว่าลงสู่ชุมชมแค่ไหน มันอาจจะมีแค่ส่วนหนึ่ง แต่พอถึงเวลาปุ๊บก็จะมีคนจากข้างนอกเข้ามาเสียบทันที จะมีนายทุน มีโน่นมีนี่เข้ามา ทุกที่วงจรเหมือนกันหมด ทะเล ภูเขา ดอย มันแย่มาก ต้องเตือนสติกันด้วย ถึงชาวบ้านที่อยากโตในเรื่องการท่องเที่ยว คุณแน่ใจเหรอที่พร้อมจะรับ เพราะถ้าเกิดดังขึ้นมา คุณอาจจะไม่มีสิทธิที่จะได้อยู่ตรงนั้นแล้วนะ คุณจะโดนไล่ที่ มีคนเข้ามาเสียบแทนคุณ คุณไม่รู้หรอกว่ากลไกทุนนิยมมันเลวร้ายขนาดไหน มันเข้าไปถึงทุกบ้านได้
โลกสีเขียว: ดังนั้นปัญหาจึงไม่ใช่แค่ข้างในขาดการเตรียมพร้อม คนข้างนอกก็จ้องจะเข้ามาฉกฉวยผลประโยชน์
หนู: กลไกการตลาดให้ความสำคัญกับว่าใครจ่ายมากคนนั้นได้ไป บางทีบางทีคนนอกจ่ายมากกว่า ก็ได้ไป ทีนี้เราเองก็เป็นคนนอก เราเองสำเหนียกในเรื่องนี้ ยิ่งเราเป็นคนนอกยิ่งต้องระมัดระวัง ต้องเคารพเขา รู้ว่าเรามาอยู่ที่ตรงนี้เพราะอะไร จริงๆ แล้วคนนอกมีข้อดีเหมือนกันนะ เพราะโลกไม่ได้หยุด สังคมไม่ได้ปิดกั้น มันต้องมีการถ่ายเททางวัฒนธรรมและเรื่องราว ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายหรอก อยู่ที่คนๆ นั้นว่าเข้ามายังไง บางคนเข้ามาเพื่อฉกฉวย ไม่มีความรับผิดชอบ ไม่คิดจะตอบแทน หรือมีสำนึก คนแบบนี้น่ากลัวมาก ที่อัมพวามีคนจากข้างนอกมาเปิดร้านเปิดกิจการอะไรเยอะมาก แต่วันธรรมดาเขาอยู่กรุงเทพกัน พอถึงเวลาเสาร์อาทิตย์เขาก็จะมาทำธุรกิจอะไรกันมากมาย กลไกทางสังคมจึงไม่สามารถบังคับเขาได้ เขาไม่ได้อยู่ร่วมในชุมชน ไม่มีอะไรควบคุมเขานี่ บางคนเป็นเจ้าของโฮมสเตย์ แล้วก็มีคนมาบอกว่าโฮมสเตย์นี้มีแต่วัยรุ่นมากินเหล้า เสียงดังมากเลย ถามว่าเจ้าของเป็นใคร เจ้าของอยู่กรุงเทพ เจ้าของไม่ได้เป็นคนที่ไปเดินตลาดแล้วเจอข้างบ้าน แล้วอาจโดนข้างบ้านด่าเอาได้ว่าแขกของตัวเองเสียงดัง ระวังแขกของตัวเองหน่อย มันไม่มีกลไกนั้นไง
โจ: มีตัวอย่างอยู่อันหนึ่ง เป็นเรือนแพโบราณ มีประวัติศาสตร์ เป็นร้านโชว์ห่วยเก่าแก่อยู่ริมน้ำ ต่อมาก็เปิดเป็นโฮมสเตย์หลังแรกๆ ตอนนี้ก็เปลี่ยนเป็นร้านเหล้าไปแล้ว
โลกสีเขียว: แล้วเจ้าของยังเป็นคนเดิมอยู่หรือเปล่า
โจ: เป็นรุ่นลูก ไปอยู่อเมริกามา
หนู: รุ่นพ่อเป็นเจ้าของร้านโชว์ห่วย ต่อมาทำเป็นโฮมสเตย์แบบบ้านๆ บ้านสวยมากเลย พอมารุ่นลูก ก็บอกพ่อว่า เดือนละห้าหมื่นนะ ไม่ต้องทำอะไรเลย ให้เขาเช่า ตอนนี้กลายเป็นร้านเหล้า มีพนักงานเสิร์ฟแต่งชุดยูนิฟอร์ม ตอนกลางคืนเปิดเพลงดัง มีคนเมา อ้วกกัน แล้วภาพนี้ต้องเกิดขึ้นทุกที่เหรอ สิ่งนี้ยืนยันว่านี่คือแหล่งท่องเที่ยวแล้วใช่ไหม นี่หรือเปล่าคือสิ่งที่รอคอยกัน
โจ: แล้วก็จะเกิดการเลียนแบบ
หนู: เราว่านี่เลวร้ายแล้ว แต่สิ่งเลวร้ายกว่าจะตามมา เจ้าแรกเปิด ด่ากันใหญ่เลย มีอย่างนี้ด้วยเหรอ สักพักก็มีตามมาอีก
โลกสีเขียว: จำได้ว่าเมื่อไม่กี่ปีก่อน มีข่าวหนึ่งที่ดังมาก คือชาวบ้านที่เดือดร้อนจากเรือเครื่องที่เข้ามาส่องไฟดูหิ่งห้อยตอนกลางคืน ในที่สุดเลยตัดสินใจตัดต้นลำพูทิ้ง
หนู: นั่นเขาก็ยังสู้อยู่
โจ: แต่ก็ต่อสู้อย่างโดดเดี่ยวเหมือนกันนะ
หนู: ที่จริงแล้วชาวบ้านกลุ่มนี้เขาไม่ได้อยู่ในคลองอัมพวาหรอก แต่อยู่รอบนอก ตรงนั้นจะเป็นแหลม แล้วมีต้นลำพูเยอะมาก แล้วเรือดูหิ่งห้อยที่วิ่งรอบ มันสร้างผลกระทบให้กับเขามาก ลองคิดดูว่าเรือเครื่องที่วิ่งมาเป็นร้อยลำตอนกลางคืน ตอนหลังเรือเครื่องก็วิ่งเร็วขึ้น แล้วพอวิ่งมาก็ส่องไฟสปอตไลต์ดูนกยาง ดูหิ่งห้อย คลื่นก็ซัดเข้าบ้าน พอเขานั่งกินข้าวอยู่ในบ้าน ก็โดนตะโกนบอกว่าปิดไฟในบ้านหน่อยนะ นักท่องเที่ยวจะดูหิ่งห้อย ลองคิดดูว่าบ้านเราอยู่มาตั้งแต่เกิด แล้วโดนคนตะโกนสั่งแบบนี้ เขาเลยไม่มีวิธีอื่น เขาต้องส่งเสียง ทำยังไงให้เป็นข่าว เลยตัดต้นลำพู แต่การตัดนี่ไม่ใช่ตัดให้มันตาย แต่ตัดกิ่งเพื่อให้เป็นข่าว แล้วพอเป็นข่าวก็มีคนลงมาดูแล แต่ทุกวันนี้ก็ยังไม่เป็นผล เพราะเรือเครื่องก็ยังวิ่งอยู่ แล้วคลื่นที่เกิดจากเรือก็กัดเซาะตลิ่ง เขาจะมีภาพมีหลักฐานให้เราดูเลยนะ แล้วมันไม่มีที่ให้หิ่งห้อยได้วางไข่ เพราะการวางไข่จะวางตามดินเลน โคลน ถ้าคลื่นแรง ก็จะพาไข่ลงไปหมดเลย ซึ่งนี่ถือเป็นการทำลาย ทุกวันนี้สิ่งที่เขาก็คือว่า ชาวบ้านที่รู้สึกว่าไม่เห็นได้อะไรจากการท่องเที่ยว ก็ตัดต้นลำพูทิ้ง ที่ของฉันไม่ต้องมีหิ่งห้อยแล้ว คือเห็นมาจนเบื่อ แต่ก็มีกลุ่มคนที่พยายามรวมตัวชาวบ้าน แล้วก็จัดการท่องเที่ยวแบบเรือพายดูหิ่งห้อย เพราะว่าอยากพานักท่องเที่ยวมาดูแบบอนุรักษ์จริงๆ และสองคือชาวบ้านจะได้รู้สึกว่าเขามีส่วนได้บ้างแหละ จากการที่มีต้นลำพู มีหิ่งห้อย จะได้อนุรักษ์เอาไว้ แต่ก็จะเป็นฤดูกาลนะ เป็นฤดูช่วงที่น้ำขึ้นเวลากลางคืน พอหมดฤดู น้ำแห้งแล้วก็ไม่ต้องทำ เขาพยายามทำให้เป็นแบบอย่างว่าไม่ต้องดูหิ่งห้อยกันทั้งปีทั้งชาติก็ได้ ทำอะไรให้มันสอดคล้องกับธรรมชาติบ้าง แต่เขาก็ยังเป็นเพียงกลุ่มคนเล็กๆ
โลกสีเขียว: จำได้ว่าในยุคแรกๆ ที่มีการส่งเสริมการท่องเที่ยวตลาดน้ำอัมพวา ที่นี่ถูกโปรโมตในฐานะแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ไม่ใช่เหรอ
หนู: ใช่ เดิมทีจุดขายมันอยู่ตรงนั้น เพราะตอนแรกมีอาจารย์จากคณะสถาปัตย์ จุฬาฯ มาลงพื้นที่ วิจัย เก็บข้อมูล แล้วได้ทุนจากเดนมาร์กมาปรับปรุงเรื่องสถาปัตยกรรม เกิดความร่วมมือกับชาวบ้านตัวเล็กๆ ที่เขารู้ศักยภาพของตนเอง แต่พอเอาเข้าจริง มันทานกระแสไม่อยู่ แม้อัมพวาจะเกิดขึ้นจากพื้นฐานของชุมชนแท้ๆ แต่เมื่อไม่ตั้งรับ ทุกอย่างโหมกระหน่ำเข้ามา จึงเปลี่ยนแปลงไปเร็วมาก อาจารย์ที่จุฬาฯ ที่ศึกษาเรื่องนี้บอกเลยว่าไม่ทัน เขาไม่ได้อยากให้อะไรเปลี่ยนแปลงไปเร็วขนาดนี้ เพราะเรื่องนั้นเรื่องนี้เขายังไม่ได้เตรียมเลย แต่กระแสมันมาแล้ว จริงๆ ไม่ได้มีใครเจตนาร้ายนะ ตอนนั้นทุกคนก็อยากให้มันเกิดไง เลยช่วยกัน ช่วยกันโปรโมต แล้วเราก็ให้ความสำคัญกับการโตที่ตัวเลข เวลาที่คุณมาช่วย ก็ช่วยแต่เฉพาะเรื่องนี้ ไม่ได้ช่วยให้รากฐานแข็งแรง แต่ช่วยให้ไปถึงยอดไวๆ ย้อนกลับไปที่ตะกี้ถามว่าตอนเริ่มแรกเป็นการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ก็น่าแปลกมากว่าเราลืมเรื่องนี้ไปได้อย่างไร ทั้งเรื่องวิถีชีวิตริมน้ำ กับการดูหิ่งห้อย ซึ่งเป็นจุดขายของอัมพวา สองอันนี้เกี่ยวพันกับการอนุรักษ์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อย่างหิ่งห้อย ถ้าน้ำไม่สะอาด มีมลภาวะ มีควัน อยู่ไม่ได้ เรื่องวิถีชีวิตริมน้ำ นี่ก็เรื่องอนุรักษ์ แต่นี่เราไม่อนุรักษ์ทั้งบ้าน ทั้งคน ทั้งจิตใจคน ถามว่าเปลี่ยนขนาดไหน ก็คาดกันไม่ทัน
โลกสีเขียว: คิดว่ากระแสการท่องเที่ยวที่เข้ามา ทำให้ความสัมพันธ์ของคนในชุมชนเปลี่ยนแปลงไปด้วยไหม
หนู: คิดว่ามีผลนะ จากเดิมที่ไม่มีปัญหาอะไร หรือมีกระทบกระทั่งอะไรกันบ้างก็ว่ากันไป แต่ตอนนี้ทุกอย่างมันมีผลประโยชน์ ความสัมพันธ์ก็เปลี่ยน อย่างขายของเหมือนกัน ก็กลายเป็นคู่แข่งกันไป เมื่อก่อนไม่เคยต้องแข่ง ปรากฏว่าพอทำอาชีพขึ้นมา ก็เหล่กัน เคยมีคนที่อยู่ในคลองอัมพวา บอกว่าพอเสาร์อาทิตย์นี่เป็นฝันร้ายของเขาเลย จนเขาอยากจะหนีออกไป แต่ถ้าหนีไม่ได้ วิธีแก้ของเขาก็คือเปิดร้านซะเอง ไม่มีใครอยู่เฉยๆ ได้แล้ว เพราะอยู่เฉยๆ ก็จะกลายเป็นเหยื่อ
โลกสีเขียว: แล้วหน้าตานักท่องเที่ยวเองก็เปลี่ยนแปลงไปด้วยไหม
หนู: เปลี่ยนแน่นอน จากคนกลุ่มหนึ่งที่เขาชอบแบบเดิม พอสภาพการท่องเที่ยวเปลี่ยน เขาก็ไม่มา แล้วคนกลุ่มนั้นก็เป็นกลุ่มที่ท่องเที่ยวอย่างมีคุณภาพ มีความรับผิดชอบ เป็นพวกแสวงหา บางคนก็เจ็บปวด มาเห็นแล้วรู้สึกแย่เลย น่าเสียดาย แล้วสื่อที่เข้ามาก็เปลี่ยน สื่อหลังๆ ที่เข้ามาก็ง่ายแล้วไง เพราะคนอื่นเขาทำไว้แล้ว ก็ต่อตามกระแสกันมาเรื่อยๆ แล้วสื่อที่ไม่มีคุณภาพก็ไปถึงผู้บริโภคในแบบหนึ่ง แล้วก็นำมาซึ่งนักท่องเที่ยวแบบหนึ่ง เที่ยวตามสื่อที่ว่ากันมา ไม่มีการค้นหาอะไรทั้งนั้น มาเพื่อจะมาดูสิ่งที่ออกทีวี แล้วเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวที่เอาพฤติกรรมแบบเมืองมา เพื่อจะหาอะไรแบบเมืองอีก มาที่นี่ก็ต้องมาหาว่ามีที่พักที่ติดแอร์ไหม มีร้านเหล้าไหม จะเปลี่ยนที่กินเหล้า ไม่มีความรับผิดชอบติดมาด้วย อยากจะวางขยะตรงไหนก็วาง มาเที่ยวเพื่อมาถ่ายรูป แล้วเอาไปลง hi5 กลายเป็นพฤติกรรมนักท่องเที่ยวทั่วประเทศในตอนนี้ไปแล้ว บางทีเห็นเลยนะ ในทีวีทำท่าอย่างนั้นอย่างนี้ แบบหยิบของอะไรขึ้นมาแล้วทำท่า คนก็ทำท่านี้กัน สื่อมีผลมาก แล้วยิ่งวัฒนธรรม hi5 มันทำให้คนรู้สึกว่าตัวเองเป็นดารา ต้องพรีเซ้นต์ตัวเอง พรีเซ้นต์ตัวเองไม่ว่านะ แต่ความคิดตรงนี้มันมักมาพร้อมกับความคิดกดคนอื่น หรือไม่เห็นคนอื่น มันไม่มีการให้เกียรติใครทั้งสิ้น เช่นมาที่ร้านแล้วขึ้นมาถ่ายรูป แชะ แชะ แล้วก็ไป หรืออยากจะถ่ายอะไร ก็ถ่าย บางทีมีคนนั่งอยู่ตรงนั้น คุณก็ข้ามหัวได้เพื่อที่จะถ่ายรูป แล้วบอกว่าเอาไปลง hi5 หรือบางทีถ่ายแบบก็อปปี้รูป เราก็บอกว่าก็อปปี้รูปไม่ได้นะ เขาก็บอกว่าจะเอาไปลง hi5 ถามว่า hi5 เป็นที่จะละเมิดลิขสิขธิ์โดยไม่มีใครว่าเหรอ มันเป็นอย่างนี้จริงๆ
โลกสีเขียว: ดูเหมือนว่าจะมีแต่ความเลวร้าย
หนู: พวกเราเหมือนปากไม่ดี พูดถึงแต่เรื่องเลวร้าย แต่นั่นเป็นเพราะเราซึมซับสิ่งดีๆ เอาไว้มาก ทุกคนเอาแต่อวยว่าให้มาเที่ยวอัมพวา แต่ไม่ได้บอกเลยว่าแท้จริงแล้วอัมพวาคืออะไร
โจ: จริงๆ แล้วเมื่อพูดถึงแม่กลอง ความวุ่นวายก็จะกระจุกอยู่ตรงนั้น แต่ถ้าไปไกลออกไป ก็ยังมีสวน
หนู: จริงๆ อัมพวาเป็นแค่จุดเล็กๆ ในเมืองอันกว้างใหญ่
โจ: แต่เสาร์อาทิตย์อย่าได้มานะ
หนู: คนจะเป็นหมื่นๆ รวมอยู่ในพื้นที่ตรงนั้น แต่พื้นที่ตรงนั้น คนแม่กลองแทบไม่ได้มีส่วนร่วมแล้วล่ะ เป็นเพียงคนแค่หยิบมือหนึ่งที่วุ่นวายอยู่ตรงนั้น จริงๆ แม่กลองยังมีอะไรมากมายอยู่ข้างนอก แต่มันเริ่มน่ากลัวแล้วล่ะ ว่าจะมีการบอกต่อไหมว่ายังมีที่โน่นที่นี่ ซึ่งน่ากลัวมากเลยหากขาดการตั้งรับที่ดี
โลกสีเขียว: มองอนาคตข้างหน้าของอัมพวาไว้ว่าอย่างไร
หนู: เรามีความรู้สึกว่า ที่พูดกันมายังอยู่แค่เริ่มต้น มันยังต้องไปอีก ตอนแรกเราก็คิดว่าปัญหาที่ผ่านมามันหนักอยู่แล้ว แต่เราก็ยังสังเกตว่า ก็ยังมีการขายที่ ยังมีการสร้างโรงแรมใหม่ สร้างรีสอร์ตใหม่ แล้วการลงทุนพวกนี้ เขาไม่คิดว่าพอลงทุนแล้วเมืองจะหยุดเติบโตหรอก แสดงว่าความเลวร้ายยังไปได้อีกเรื่อยๆ ยังไม่จบสิ้น แล้วตอนที่ได้ไปปาย ได้ไปเสวนา ความมาของปายนี่ยาวนานนะ ช่วงหนึ่งที่เขาคิดว่ามันเละแล้ว แต่ยัง มันยังเละได้อีก มีเป็นระลอก ส่วนที่นี่ยังเพิ่งเริ่มต้น ปัญหาเพิ่งเริ่มต้น สังเกตได้ว่าที่นี่แต่ก่อนยังเป็นโฮมสเตย์ เป็นบ้านเล็กๆ ตอนหลังเจ้าของที่ไปกู้เงินหรือเอาเงินเก็บมาสร้าง จากล้านหนึ่ง เป็นสิบล้าน พอมองออกเลยว่าการทำลายจะยังเกิดขึ้น สิ่งที่เลวร้ายจะยังเลวร้ายเพิ่มขึ้น
เรื่องที่เกี่ยวข้อง : คุยกับคนทำหนังสือมนต์รักแม่กลอง...“ขอแค่ใจถึง มือถึง มีคุณธรรม” (ตอนแรก)
