คุยกับคนทำหนังสือมนต์รักแม่กลอง...“ขอแค่ใจถึง มือถึง มีคุณธรรม” (ตอนแรก)
เรื่อง เกื้อเมธา ฤกษ์พรพิพัฒน์
ภาพ ศศิวิมล ปัญจมาพิรมย์
เชื่อว่าเป็นความใฝ่ฝันของใครหลายคนที่อยากออกหนังสือหรือนิตยสารเป็นของตัวเอง...อย่างน้อยก็สักเล่ม
แต่หากเอ็ดความฝันนี้กับใครในแวดวงคนทำหนังสือ กำลังใจที่มักได้รับกลับมาคือ “สายป่านยาวแค่ไหน”
คำว่า “สายป่าน” ในแวดวงคนทำหนังสือนี้ ย่อมหนีไม่พ้นเงินทุนและเพื่อนพ้องน้องพี่ในวงการที่จะคอยให้ความช่วยเหลือ
แต่หากเอ็ดความฝันนี้กับบรรณาธิการนิตยสารมนต์รักแม่กลอง ข้อเตือนสติที่จะได้รับกลับมาคือ “ใจถึง มือถึง และมีคุณธรรมพอหรือเปล่า”
ภัทรพร (หนู) อภิชิต บรรณาธิการนิตยสารมนต์รักแม่กลอง อดีตเคยเป็นบรรณาธิการนิตยสาร Health and Cuisine วันหนึ่งเมื่อถึงจุดอิ่มตัว เธอก็ลาออกจากงานประจำที่มั่นคงและรายได้ดี มีหน้ามีตาในวงสังคม โดยหวังใจลึกๆ ว่าจะหามุมสงบที่ไหนสักแห่ง ปั้นงานเขียนคุณภาพของตัวเองสักชิ้น...และที่นั้นก็คือเมืองแม่กลอง
ที่อัมพวา - - ภัทรพร ได้พบกับ วีรวุฒิ (โจ) กังวานนวกุล ที่ในปัจจุบันมีหน้าที่เป็น (กำลังใจและ) ช่างภาพประจำนิตยสารมนต์รักแม่กลอง
วีรวุฒิเป็นเจ้าของร้านกาแฟเล็กๆ ที่บริเวณตลาดน้ำอัมพวา เปิดร้านมาตั้งแต่เมื่อครั้งที่ทางเทศบาลยังต้องจ้างแม่ค้ามาพายเรือขายของ หรือพูดง่ายๆ คือก่อนที่ตลาดน้ำอัมพวาจะกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวชื่อดังที่คนทั่วไปรู้จักกัน ทั้งภัทรพรและวีรวุฒิพูดคุยกันถูกคอ บวกกับทัศนคติหลายอย่างที่สอดคล้องกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเป็นห่วงเป็นใยเมืองแม่กลองที่กำลังพลิกโฉมอย่างรวดเร็ว อันเป็นผลสืบเนื่องจากกระแสการพัฒนาและการไหล่บ่าเข้ามาของการท่องเที่ยว ประจวบกับในช่วงปี 2550 มีเอกชนจะเข้ามาสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน และชาวบ้านรวมตัวกันประท้วง ทั้งคู่จึงเห็นพ้องต้องกันว่า น่าจะมีสื่อท้องถิ่นที่ทำหน้าที่สร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน และนี่เองที่เป็นจุดเริ่มต้นของนิตยสารมนต์รักแม่กลอง
นิตยสารมนต์รักแม่กลองเป็นนิตยสารจำหน่ายรายปรากฏ (คนทำเขากระเซ้าตัวเองไว้อย่างนั้น) แปลความง่ายๆ ว่าปรากฏให้เห็นบนแผงหนังสือเมื่อไหร่ ก็เมื่อนั้น ซึ่งเนื้อหาเกือบทั้งเล่มเป็นเรื่องราวของเมืองแม่กลองและคนแม่กลอง สิ่งนี้เองที่น่าจะเป็นเสน่ห์ของนิตยสารที่ทำให้มีผู้อ่านเป็นแฟนประจำเหนียวแน่น ทั้งคนแม่กลองเองและนอกแม่กลอง ถึงขนาดเมื่อร้างแผงนานทีไร ก็มักมีโทรศัพท์มาทวงถามอยู่เสมอ
ถึงแม้นิตยสารมนต์รักแม่กลองจะเป็นเพียงสื่อจากท้องถิ่น เป็นนิตยสารทางเลือก เป็นหนังสือหัวเล็กๆ ที่มีคนทำงานหลักเพียง 2 คน แต่อย่าพูดเล่นไป นิตยสารเล่มนี้มีอายุจวนครบ 2 ขวบปีแล้ว โดยที่บรรณาธิการบอกว่า “เราอยู่ได้ ไม่ขาดทุน” ที่สำคัญคือ “ไม่ง้อโฆษณา”
ครั้นหากถามว่า อะไรคือปัจจัยที่ทำให้นิตยสารมนต์รักแม่กลองยืนหยัดมาจนถึงวันนี้ (แบบไม่ง้อโฆษณาอีกต่างหาก)
ภัทรพรตอบว่า “ขอแค่ใจถึง มือถึง มีคุณธรรม” แถมย้ำด้วยน้ำเสียงหนักแน่นเพิ่มขึ้นอีกว่า “ไม่เห็นมีพูดเรื่องเงินเลย เงินมาจากไหนล่ะ ไม่มี ไม่มีเลย”
โลกสีเขียว: นิตยสารมนต์รักแม่กลองเริ่มต้นมาได้อย่างไร
หนู: เริ่มจากตัวเราที่มีพื้นฐานทำนิตยสารมาโดยตลอด แต่เลิกทำไปเพราะว่าเชื่อในศักยภาพของการทำสื่อ สื่อมวลชนมีผลกับประชาชน แล้วเราก็ทำงานสื่อสารมวลชนมาโดยตลอด แต่วันหนึ่งก็บอกกับตัวเองว่า เราคงไม่ได้เกิดมาเพื่อทำนิตยสารให้กับบริษัท เพื่อธุรกิจ อะไรอย่างนี้ เราคิดว่าสื่อน่าจะทำอะไรมากกว่านี้ แม้ตอนที่เราทำอยู่ตรงนั้น ก็พยายามทำหน้าที่ให้ดี แต่คนที่ทำหนังสือให้คนทั่วไปอ่านมันมีเยอะมากแล้ว และมันไม่ใช่สิ่งที่เราอยากใช้เวลากับมันอีกต่อไปแล้ว อิ่มตัว บังเอิญมาอยู่ที่นี่ ทีแรกคิดว่าอยากอยู่เงียบๆ เขียนหนังสือ พอดีได้มาเจอกับโจ โจเป็นช่างภาพ เราสองคนเริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงที่อัมพวา อัมพวาเริ่มรับสิ่งใหม่ๆ เข้ามา พอเดาออกว่าอนาคตข้างหน้าจะเป็นอย่างไร ซึ่งก็รู้สึกว่าในสังคมแบบนี้ ในที่แบบนี้ มันต้องการอะไรที่ทำหน้าที่คานนิดหนึ่งนะ ซึ่งก็คือสื่อนั่นเอง ประกอบกับพอเกิดเหตุการณ์เมื่อปี 2550 มีโรงไฟฟ้าถ่านหินจะมาตั้งที่แม่กลอง ชาวบ้านก็รวมตัวกันประท้วง ทั้งจังหวัดเลยนะ เราก็เลยได้คุ้นเคยกับคุณสุรจิต ชีวเวทย์ ปัจจุบันเป็นสมาชิกวุฒิสภา ก็เกิดความรู้สึกตอกย้ำเข้าไปอีก ในฐานะคนทำงานสื่อ เรารู้สึกว่าสื่อควรมาทำหน้าที่รับใช้ตรงนี้ นี่คือบทบาทหน้าที่ของสื่อเลยแหละ เมื่อคุยกันกับโจ คิดตรงกัน อยากทำเหมือนกัน เลยไปคุยกับพี่สุรจิต ได้เงินมาเป็นค่าพิมพ์จำนวนหนึ่ง แกก็อยากให้มีเครื่องมือหลายชนิดในการป้องกัน เพราะว่าเดี๋ยวนี้ภัยโลกาภิวัตรมันมาทุกทิศทุกทาง เราเลยเลือกในสิ่งที่เราถนัดเท่านั้นเอง
โจ: ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเหมือนกำลังท้าทายเรา เราก็เลยคิดที่จะทำหนังสือเพื่อให้คนท้องถิ่นเข้าใจตนเองมากขึ้น ภูมิใจในตนเอง โดยเฉพาะเด็กๆ ที่กำลังจะโต หรือนักท่องเที่ยวที่กำลังแห่กันเข้ามา ให้เขาเข้าใจเมืองนี้มากกว่าแค่มาเที่ยวแล้วกลับไป
โลกสีเขียว: เพราะอะไรจึงใช้ชื่อมนต์รักแม่กลอง
หนู: ตอนที่คิดจะทำตอนแรก มีหลายคนบอกว่าทำไมไม่ใช้ชื่ออัมพวา ถ้าชื่อเกี่ยวข้องกับอัมพวา จะได้ขายได้ แต่เราอยู่ที่นี่ เราไม่ได้มองเมืองแห่งนี้ในฐานะเมืองท่องเที่ยวอะไรเลย แล้วเราก็คิดว่าอัมพวาเป็นเพียงแค่จุดเล็กๆ เท่านั้นของเมืองทั้งเมืองนี้ ของจังหวัดสมุทรสงคราม เมื่อก่อนเขาเรียกแม่กลอง ทุกวันนี้ก็ยังเรียกอยู่ เรามองเห็นทั้งหมดว่าน่ามหัศจรรย์ มันมีศักยภาพอีกเยอะมากเลย เราไม่ได้มองว่าจะต้องมาขายอัมพวา ซึ่งมันเป็นเรื่องฉาบฉวยมาก ทีนี้เราอยากมีคำว่าแม่กลอง เพื่อบอกว่าตัวเราอยู่ตรงไหน หนังสือเล่มนี้พูดถึงอะไร ก็คิดเล่นๆ ไปว่าอะไรดี รักแม่กลองดีไหม ดูเป็นปลุกระดมมากไปไหม จู่ๆ ก็ปิ๊งขึ้นมาว่ามนต์รักแม่กลอง ก็ถามโจว่าเข้าท่าไหม ซึ่งก็รู้สึกว่ามันก็ได้อยู่นะ เพราะเมืองนี้ไม่ได้ออกแนวแข็งกร้าวอะไร เมืองนี้เป็นเมืองที่ปรับตัวละเมียดละไม ละมุนละม่อม ลูกทุ่ง อารมณ์นี้ ตอนตั้งชื่อน่ะ ไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าเป็นชื่อเพลง เคยได้ยินเพลงนี้ แต่ไม่รู้ว่าเป็นชื่อเพลงมนต์รักแม่กลอง
โลกสีเขียว: มีด้วยเหรอ เคยได้ยินแต่เพลงมนต์รักลูกทุ่ง
หนู: ไม่รู้เหมือนกันล่ะสิ (หัวเราะ)
โจ: เคยฟังหรือเปล่า เดี๋ยวร้องให้ฟัง (กระแอม) เจื้อยแจ้วแว่วเสียงสำเนียงขับร้อง ดั่งเพลงมนต์รักแม่กลอง ล่องลอยพริ้วหวานซ่านมา... (ตากล้องโลกสีเขียวร้องประสานเสียงคลอไปด้วย)
หนู: เห็นไหม เพลงนี้ดัง พอร้องขึ้นมาเราก็คุ้นกัน แต่ตอนนั้นเราไม่รู้ว่าเพลงนี้ดัง บางคนก็เลยคิดว่าเราเอาชื่อเพลงมาตั้ง แต่เราไม่รู้จัก ตอนนั้นเชยมาก
โลกสีเขียว: แม่กลองมีเสน่ห์อย่างไร
โจ: พูดแม่กลอง เอาภาคตำราประวัติศาสตร์นิดๆ ก็เป็นเมืองต้นราชวงศ์จักรี รัชกาลที่ 2 เกิดที่นี่ รัชกาลที่ 1 เป็นคนราชบุรี มาได้เมียที่นี่ ต้นตระกูล ณ บางช้าง แล้วคำที่ว่าบางช้างสวนนอก บางกอกสวนใน มันก็เหมือนกับเมืองพี่เมืองน้องกับแถวบางแค บางขุนเทียน สภาพภูมิประเทศใช้คลองเป็นหลักเหมือนกัน ทีนี้เราก็มานั่งจินตนาการ อดีตกรุงเทพเป็นอย่างไร ก็นั่งเรือล่องคลอง บ้านทรงไทย คนทำสวน ก็เหมือนย้อนภาพอดีตกรุงเทพเมื่อ 50 ปีก่อน สมัยที่กรุงเทพยังคงเขียวร่มรื่นอย่างนี้
หนู: แม่กลองเป็นเมืองมหัศจรรย์นะ โชคดีที่เรามาตอนก่อนที่มันจะดังเกินไปมาก สมมติว่าทุกวันนี้เรามาเห็นอัมพวาครั้งแรก เราอาจจะไม่ชอบเลย ความประทับใจครั้งแรก ยอมรับว่าเรามาในฐานะนักท่องเที่ยว เดินเข้าไปในคลอง คือรู้สึกว่าคุยกับบ้านไหนก็ได้ เข้าไปนั่งคุยกับบ้านไหนเขาก็เอ็นดูเหมือนเป็นลูกเป็นหลาน เอาน้ำมากิน ทั้งที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน นี่คือสังคมที่ดีมาก นี่คือสังคมไทยที่เราเคยอ่านในหนังสือ ที่นี่เอง ใกล้กรุงเทพ แล้วมันอยู่ได้ยังไง ลำพังสถาปัตยกรรมในคลอง บ้านเรือนแถว นั่นก็เป็นความประทับใจมากอย่างหนึ่งนะ อย่างกับฉากละคร แต่สำหรับการได้คุยกับคนแล้ว รู้สึกว่าไม่ธรรมดาหรอก เมืองที่คนพร้อมจะยิ้มรับคนอื่น เอาน้ำมาให้กิน มันไม่ธรรมดาแน่ แล้วยิ่งพอได้มาอยู่แล้ว เราก็ยิ่งเจอความมหัศจรรย์ โดยสภาพภูมิประเทศ เมืองนี้มีแม่น้ำไหลผ่าน และอยู่ติดทะเล มันมีความหลากหลายทางระบบนิเวศ มีทั้งวิถีชีวิตระบบน้ำเค็ม น้ำกร่อย น้ำจืด บ้านสวน ขุดร่องดิน แล้วมันก็ธรรมชาติ อยู่ที่นี่เราสูดลมหายใจได้เต็มปอด น้ำสะอาด ยังใช้น้ำในคลองได้อยู่ ผู้คนยังมีมิตรจิตมิตรใจต่อกัน ไม่น่าเชื่อว่านี่อยู่ห่างกรุงเทพนิดเดียวเอง นี่คือความประทับใจที่ไม่ใช่แค่ชอบ แต่เราสามารถอยู่ที่นี่ เลือกเอาตัวเองมาอยู่ที่นี่ หนีจากกรุงเทพมาอยู่ที่นี่ได้ มันไม่ใช่แค่เรื่องโรแมนติกนะ คือเมื่อก่อนเราอาจคิดว่าเป็นความคิดโรแมนติก แต่จริงๆ เมื่ออยู่ไป เราพบว่าไม่ใช่หรอก วิถีชีวิตที่อิงแอบกับน้ำ มันทำให้คนเหมือนน้ำ คือเย็น งดงาม สิ่งนี้ช่วยมากเลย ถ้าบ้านเรือนนั้นเต็มไปด้วยถนนหนทาง เราคิดว่าความคิดของคนน่าจะเปลี่ยน ระหว่างถนนคอนกรีตกับคลองที่เป็นน้ำไหลผ่านหน้าบ้าน ชีวิตของคนน่าจะไม่เหมือนกันแน่ๆ พอมาอยู่ตรงนี้ มันตรงกับจริตของเรา
โลกสีเขียว: บนหน้าปกนิตยสาร นิยามตัวเองว่าเป็นสื่อชุมชนเพื่อสังคมอุดมคติ ต้องการจะสื่อถึงอะไร
หนู: สโลแกนนี้ฟังดูอาจน่าหมั่นไส้ แต่เราเชื่อว่าสังคมอุดมคติเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงได้ง่าย แล้วแม่กลองที่เรามาเจอนี่ เราเชื่อว่านี่แหละคือสังคมในอุดมคติ
โลกสีเขียว: ถ้าเช่นนั้น อะไรคือสังคมอุดมคติ
หนู: เรารู้สึกว่าจริงๆ แล้วมนุษย์เราไม่ได้ต้องการอะไรที่มากไปกว่าความอยู่เย็นเป็นสุข มีอากาศดี มีน้ำสะอาด มีอาหารอุดมสมบูรณ์ บ้านเรือนผู้คนที่รู้จักกัน ไม่ต้องรักกันมากก็ได้ แต่ถ้อยทีถ้อยอาศัย พึ่งพากัน เรามีเศรษฐกิจระดับพอดีๆ พออยู่ได้ ไม่ยากจน เราคิดว่าชีวิตไม่ได้ต้องการอะไรมากกว่านี้ ซึ่งง่ายๆ เลย ก็คือสังคมไทยสมัยก่อนนั่นแหละ ไม่ได้ต้องการให้ทุกคนเป็นคนดีหมด แต่แค่นี้ก็หากันยากมากในสังคมเมืองปัจจุบัน เพราะฉะนั้นสังคมอุดมคติจึงไม่ใช่เรื่องไกลเกิน ความเป็นสื่อชุมชนก็สามารถช่วยกันประคับประคองให้สังคมที่มีอยู่เป็นเหมือนเดิมได้ บทบาทของสื่อที่เขาว่าเป็นฐานันดรที่สี่นั้นเป็นเรื่องจริง คือมีส่วนในการกำหนดความเป็นไปของสังคมได้ ทีนี้ทำไมถึงต้องมีสื่อชุมชน เพราะทุกวันนี้ผู้คนบริโภคสื่อจากส่วนกลางทั้งหมด โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ นิตยสาร มาจากส่วนกลางเกือบทั้งหมดเลย การที่เราดูทีวีและอ่านหนังสือ เรารู้ว่ากรุงเทพมีสิ่งนั้นสิ่งนี้ แต่เราไม่รู้จักบ้านเรา แล้วพอคนเราไม่รู้ มันก็มองข้ามสิ่งนั้นได้ แต่ก่อนเราไม่มีทีวี มหรสพเกิดขึ้นที่นี่ มันอยู่ตรงนี้ แต่ทุกวันนี้ทีวีหรือสื่อทั้งหลายมันดึงความสนใจเราไปหมด เราไปรู้เรื่องของคนอื่น เราไปรู้เรื่องของที่อื่น แต่เราไม่รู้เรื่องของตนเอง แล้วพอเราไม่รู้จักตัวเอง แต่เห็นในทีวีเป็นแบบนี้ นิยมแบบนี้ มันดึงคนออกไปหมดเลย พอต้องเผชิญหน้ากับสังคมข้างนอก ก็หลุดลอย เหมือนต้นไม้ที่ถูกดึงจนรากขาด เรารู้สึกว่าสื่อท้องถิ่นต้องทำให้คนในสังคมเขารู้เรื่องของเขา รู้ว่ามีอะไรอยู่ตรงไหน แค่เพียงคนเรารู้ตัวเอง ความรัก ความหวงแหน ความภูมิใจ ความผูกพัน ก็จะตามมา แล้วเขาจะทำหน้าที่ต่อของเขาเอง เราน่ะเปลี่ยนโลกไม่ได้ เราเพียงแค่เป็นสื่อที่ทำหน้าที่บอก แค่นี้เองที่เป็นหน้าที่ที่ต้องทำ
โลกสีเขียว: แล้วโจมองว่าอะไรคือสังคมอุดมคติ
โจ: ผมนึกถึงความฝัน ฝันอยากมีสิ่งแวดล้อมที่ดี มีมิตรจิตมิตรใจ พึ่งพาอาศัยกัน เด็กเยาวชนไปร่ำเรียนที่อื่น แล้วกลับมาทำบ้านของตัวเองให้ดี พระก็ทำหน้าที่พระ ครูก็ทำหน้าที่ครู ส่วนเราที่ทำสื่อ ก็ทำหน้าที่สื่อ ก็หวังว่าฝันของเราจะเป็นจริงบ้าง
โลกสีเขียว: เอาเข้าจริงทั้งคู่ก็เป็นคนนอกพื้นที่ เมื่อมาทำสื่อชุมชน เชื่อมโยงตนเองกับชุมชนอย่างไร
หนู: ความเป็นคนนอกพื้นที่ก็มีประโยชน์เหมือนกัน เพราะทำให้เราพร้อมที่จะตื่นเต้นกับทุกเรื่องที่เจอ เราไม่คุ้นชิน เราอยากเรียนรู้ อันนี้เป็นข้อดี ทีนี้เรามองว่าสื่อท้องถิ่นในสังคมไทยมันก็มีเหมือนกันนะ ตามท้องถิ่น ตามชุมชน ก็พอมีอยู่เหมือนกัน แต่บังเอิญเราเคยผ่านการทำงานในสื่อกระแสหลัก ทำให้พอมีประสบการณ์ว่าทำไมนิตยสารเหล่านั้นคนถึงได้ซื้ออ่านกันทั่วประเทศ แต่ว่าการที่เรื่องราวที่อยู่ตามท้องที่ต่างๆ มีความน่าสนใจน้อยกว่าเหรอ มันไม่ใช่ แต่มันขาดการนำเสนอที่ทำให้คนสนใจต่างหาก เราก็เอาทักษะที่เราทำหนังสือกระแสหลักมา โดยเอาเรื่องราวของท้องถิ่นมานำเสนอ ไม่ใช่เพื่อให้มันดังนะ ซึ่งก็ย้อนกลับไปว่าความสำคัญของสื่อท้องถิ่นมันมี ถ้าทุกท้องถิ่นทำสื่อกันเยอะๆ ท้องถิ่นก็จะแข็งแรงมากขึ้น แล้วก็นำมาสู่สังคมที่แข็งแรง เรารู้สึกว่าคนที่ทำสื่อท้องถิ่นที่ผ่านมา เขาก็คงทำด้วยใจรัก ด้วยวิธีของเขา แต่อาจจะขาดวิธีที่จะคุยกับสังคมข้างนอก ให้เป็นที่ยอมรับ ส่วนวิธีเข้าถึงเรื่องราวในท้องถิ่นก็ไม่ใช่เรื่องยาก ส่วนหนึ่งคือเรามาใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ด้วย ถ้าเราไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่ที่นี่นะ เราคงไม่อาจหาญที่จะทำเหมือนกัน แต่พอเรามาใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ เราเห็นสิ่งเหล่านั้น เราเคารพสิ่งเหล่านั้น แม้ที่นี่ไม่ใช่บ้านเกิดของเรา แต่วินาทีนี้เราพูดได้ว่าที่นี่เป็นบ้าน ไม่ได้หลอกตัวเองนะ แล้วก็ถามตัวเองตลอดว่าเราทำด้วยเจตนาอะไร แล้วสิ่งที่ทำ ก็ใช้วิธีเข้าไปกลมกลืนกับชาวบ้าน เขาไปเรียนรู้กับเขา ให้เกียรติเขา แล้วทุกคนที่เราไปสัมภาษณ์ เรารู้สึกว่ามันไม่ต่างจากแต่ก่อนที่เราสัมภาษณ์นักการเมือง สัมภาษณ์ไฮโซ สัมภาษณ์ดารา ยิ่งกว่าอีก เรารู้สึกให้เกียรติคนเรานี้มากกว่า เพราะเราไม่ต้องรู้สึกว่าจริงหรือเปล่า คนเหล่านี้พูดจริงหรือเปล่า เราจึงรู้สึกนับถือแหล่งข่าวทุกคน ทุกคนเป็นครู ตอนนี้กลายเป็นญาติ คนไหนที่เราเคยสัมภาษณ์ เหมือนเราเป็นญาติเลย กลับไปอีกทีกลายเป็นลูกเป็นหลานเขาเลย แล้วทุกวันนี้ญาติก็ค่อยๆ เพิ่มขึ้นๆ แล้วสิ่งที่น่าดีใจมากก็คือ การที่เราทำตามประสาเรานี้ แต่ปรากฏว่าก็มีคนแม่กลองเยอะมากเลย เขาบอกว่า...เออ ไม่เคยรู้เลยว่าบ้านเขามีแบบนี้ หรือบางคนที่อยู่ตรงนั้นเลย ก็บอกว่าที่นี่มีอย่างนี้ด้วยเหรอ บางคนเป็นคนแม่กลองแล้วไปอยู่ที่อื่น ขอสมัครสมาชิก เพราะคิดถึงบ้าน อยากรู้เรื่องราวที่บ้าน ซึ่งก็มีเยอะมาก
โลกสีเขียว: หนูเคยทำสื่อใหญ่มาก่อน วิธีการทำงานแตกต่างกันไหม
หนู: ตอนตั้งต้นที่พิมพ์ครั้งแรก เราได้เงินสนับสนุนการพิมพ์จากสภาหอการค้าจังหวัดสมุทรสงคราม เขาก็ให้เงินมาช่วยเรื่องค่าพิมพ์ในเล่มแรกๆ แล้วนอกนั้นไม่มีค่าใช้จ่ายเลย เพราะทุกคนช่วยเหลือ การทำหนังสือรู้ใช่ไหมว่าถ้าจะทำให้ได้กำไร ทำให้เลี้ยงคนได้ ไม่รู้ว่าคุณต้องมีเงินเท่าไหร่ มีสายป่านยาวเท่าไหร่ นี่คือสิ่งที่ถูกปลูกฝังมาโดยตลอด จะทำหนังสือเล่มหนึ่งมีเงิน 20 ล้านหรือเปล่า แต่การทำมนต์รักแม่กลอง ปฏิวัติความคิดนั้นทั้งหมด เพราะไม่มีอะไรเลย มีแค่ตัวเรา มีแรงงาน ความตั้งใจ มีเจตนา มีทักษะ เคยสัมภาษณ์ลุงคนหนึ่ง เขาบอกว่าใจถึง มือถึง มีคุณธรรม ใจถึงคือกล้าทำหรือเปล่า มุ่งมั่นหรือเปล่า แน่วแน่กับจุดหมายหรือเปล่า มือถึงนี่คือในเรื่องของทักษะ ทักษะเราก็พอจะมี เพราะทำงานด้านนี้มาหลายปี แล้วก็ยึดมั่นหลักความถูกต้องที่จะทำ ไม่เห็นมีพูดถึงเรื่องเงินเลย เงินมาจากไหนล่ะ ไม่มี ไม่มีเลย แล้วเงินที่พิมพ์น่ะ มันแค่หลักหมื่นเองนะ ไม่กี่หมื่นบาท ยังไงก็คงไม่อับจน คงพอหาได้ ในที่สุดก็กลายเป็นนิตยสารขึ้นมา จากที่เคยทำงานบริษัทมหาชน ใหญ่มาก มีคนแผนกนั้นแผนกนี้ มีกอง บก. เฉพาะกอง บก. มี 10 กว่าคน ฝ่ายศิลป์อีก ช่างภาพ ฝ่ายปรู๊ฟ ฝ่ายติดต่อโรงพิมพ์ มันรวมย่อยมาเหลือ...
โลกสีเขียว: เหลือสองคน (พูดแทรก)
โจ: ติดต่อสายส่ง ทำแผนกสมาชิกด้วย (พูดเสริมทันควัน)
หนู: หาโฆษณาด้วย
โลกสีเขียว: อ่อ...แจงยังไม่หมด (หัวเราะ)
หนู: คือทำเองหมด ทำแล้วเนียนไปกับมัน เรียนรู้ไปกับมัน แล้วการหาโฆษณาก็ไม่ใช่แค่สักแต่ว่าโทรศัพท์ไปหา ว่าใครจะลงไหม แต่นี่ไปนั่งคุยกับเขา อยากลงก็ลง ช่วยกัน ส่วนโรงพิมพ์ ไปติดต่อโรงพิมพ์ คุยกันจนรักใคร่กับโรงพิมพ์ ขณะที่เรื่องสายส่งนี่ บอกได้เลยว่าพอมนต์รักแม่กลองเล่มแรกออกมา แล้วจะไปวาง เล่มแรกนี่กลัวมากเลย กลัวๆ กล้าๆ มากเลยนะ เพราะเราเป็นใครก็ไม่รู้ ไม่มีใครรู้จัก มีหลายร้านมากเลยที่มองเราแบบหัวจรดเท้า ดูถูกมากเลย คุณเป็นใคร หนังสืออะไร แต่เราก็ใช้ทุกสิ่งทุกอย่างทั้งหมดที่เรียนรู้มาในชีวิตนี้ หลักการตลาด เราต้องคิดตั้งแต่ว่าเราจะออกแบบยังไง คอนเซ็ปต์ยังไง ชื่อยังไง ธีมยังไง คอลัมน์มีอะไรบ้าง เรื่องมีอะไรบ้าง คนเขียนเป็นใคร รูปต้องการแบบไหน อาร์ตเวิร์กแบบไหน กระดาษแบบไหน ทุกอย่างผ่านการคิดมาหมดแล้ว จะวางร้านไหนก็ต้องคิด เพราะเราไม่มีกำลังมากพอที่จะหว่าน เราต้องเข้าหาคนที่ต้องการอ่านของเรา แต่ช่วยไม่ได้จริงๆ เพราะเจ้าของร้านหนังสือบางคนไม่ใช่คนอ่านหนังสือ พอเห็นหนังสือเราแล้วดูถูกก็มี วางแล้วเกะกะ หนังสือสมัยนี้ขอที่วางบนแผงนั้นเป็นเรื่องที่ยากมากเลยนะ จึงต้องใช้ความหน้าทนเข้าไป อดทนต่อสายตาที่ดูหมิ่นเหยียดหยามเราเหล่านั้น
โจ: แต่เชื่อหรือไม่ว่าเดี๋ยวนี้มีคนโทรมาตามว่าเมื่อไหร่ฉบับต่อไปจะออก
หนู: หรือพอตอนเอาฉบับที่สองไปส่ง คำแรกที่ได้รับคือหนังสือพี่ขายดีนะ หลายร้านพูดอย่างนี้ เชื่อหรือไม่ แล้วมองเราอีกอย่างหนึ่ง ตอนนี้มีแต่โทรมาขอเล่มย้อนหลัง แล้วเราก็ไม่ต้องพึ่งค่าพิมพ์จากสภาหอการค้าแล้ว เรายังใช้คืนเงินก้อนแรกที่เอามาด้วยการส่งหนังสือคืนให้กับเขาไปแจกสมาชิก และแจกจ่ายตามโรงเรียน ตามห้องสมุด
โลกสีเขียว: ไม่คิดจะเปลี่ยนนโยบายทำเป็นหนังสือแจกบ้างเหรอ คิดว่าระดับนี้หาทุนได้ไม่ยาก แถมลดภาระเรื่องการติดต่อร้านค้าเองด้วย
หนู: เป็นคำถามที่โดนถามมากในช่วงแรก เพราะถ้าทำแจก คนก็จะได้อ่านเยอะๆ ไง จะได้พิมพ์เยอะๆ โฆษณาก็จะได้ลง คือเขาคิดว่าเราไม่มีเงิน ก็จะกระเสือกกระสนหาเงิน แต่เราไม่เคยคิดอย่างนั้น เราคิดว่าหนังสือแจกคืออะไร ถ้าอยู่ถูกที่ก็ดีไป ถ้าอยู่ไม่ถูกที่ แป๊บเดียวก็กลายเป็นขยะ แล้วโลกนี้เรามีทรัพยากรมากพอที่จะมาพิมพ์ทิ้งเหรอ เราเป็นคนทำงานสื่อสิ่งพิมพ์ เราต้องตระหนักเรื่องนี้ให้มาก ต้องรับผิดชอบ หน้ากระดาษทุกหน้ามันไม่ใช่แค่กระดาษเปื้อนหมึกนะ แต่มันมาจากต้นไม้ คุณจะมาพิมพ์เยอะๆ เพื่อขายโฆษณาแล้วเอาเงิน จะเอาเงินไปทำไม ทุกวันนี้ยังไม่รู้เลยว่าจะเอาเงินไปทำไม มีในบัญชีเป็นแสนเลยนะ จะเอาเงินไปทำอะไรยังไม่รู้เลย เพราะฉะนั้นเราจึงคิดว่าไม่ต้องพิมพ์เยอะ พิมพ์แล้วให้คนที่อยากอ่านได้อ่าน แต่ถามว่าเราแจกไหม เราแจก เกือบครึ่งหนึ่งเราแจกให้ห้องสมุด ให้เด็ก ให้เยาวชน ให้นักเรียน แต่สำหรับคนทั่วไป ไม่อยากเรียกว่าเป็นการขายนะ แต่แค่ช่วยสนับสนุน คุณเลี้ยงเรา เราหล่อเลี้ยงคุณ ไม่ต้องมาเลี้ยงคนทำงาน พี่ธีรภาพ โลหิตกุล ให้ต้นฉบับเรามา ไม่ได้พูดเรื่องเงินหรอก การทำสายส่งเองเนี่ย แล้วเขาไม่เอา พูดแล้วเหมือนขำนะ แต่ค่าน้ำมันทั้งหมดตกอยู่กับเรา ไหนจะเสียเวลา แต่มันก็ดีจัง หักเปอร์เซ็นต์น้อยกว่าถ้าผ่านสายส่ง แล้วอีกอย่างคือได้พูดคุยกับเจ้าของร้าน เขาจะบอกมาเลยว่าคนอ่านอยากได้อย่างนั้นอย่างนี้นะ เกิดความสัมพันธ์ระหว่างเรากับร้าน ร้านกับคนอ่าน มันเป็นความเชื่อมโยง นี่คือสังคมอุดมคติไง ย้อนกลับไปว่าระบบสังคมทุกวันนี้ทำให้คนเราห่างกัน ตัดความสัมพันธ์ระหว่างกัน แต่หนังสือเล่มนี้พยายามดึงความสัมพันธ์ต่างๆ กลับมา
โลกสีเขียว: การเริ่มต้นทำนิตยสารด้วยการมีเงินทุนสำหรับการจัดพิมพ์เพียงไม่กี่หมื่นบาท ลำบากมากไหม
หนู: การทำหนังสือที่ต้องมีเงินเยอะ มีสายป่านเยอะ เป็นทัศนคติที่ฝังหัวเรามา แต่พอตอนทำมนต์รักแม่กลองโดยไม่มีเงินเลย ปรากฏว่าหนังสือเล่มนี้มีการเปิดตัว เพราะตอนเราไปฝากขายที่ร้านหนังสือเดินทาง เจ้าของร้านบอกว่าหนังสือดีมากเลย ให้มาจัดงานเปิดตัวที่นี่ ทุกอย่างฟรีหมด เราเป็นนิตยสารเล็กๆ แต่มีงานเปิดตัวนะ ซึ่งฟรีหมด มีแต่ว่าเราจะทำอะไร ใครต่อใครก็มาช่วย อย่างการลงโฆษณา สำนักพิมพ์สายธารเขาไม่ได้ต้องการจะลงโฆษณาเลยนะ แต่เขาก็พยายามจะลงโฆษณาเราอยู่นั่นแหละ สำนักพิมพ์สวนเงินมีมาก็เคยลงเหมือนกัน ซึ่งสิ่งเหล่านี้เราไม่เคยต้องขอ แต่มันมาเอง มีความช่วยเหลืออีกมากมายมหาศาล บอกได้เลยว่าบางอย่างถึงมีเงินก็ซื้อไม่ได้ มีเงินก็ทำไม่ได้ เพราะฉะนั้นเรายังเชื่อถือเรื่องเงินอยู่เหรอ ไม่เชื่อแล้ว เพราะน้ำใจมีค่ามากกว่าน้ำเงิน มีอะไรบ้างที่มนต์รักแม่กลองทำไม่ได้ ถ้าเพียงเราคิดอยากจะทำนะ คนก็อยากจะช่วย อาจเป็นเพราะเราไม่ได้ทำเพื่อตัวเรา
โจ: จริงๆ ช่วงแรกก็เคยประเมินกันว่าจะต้องมีโฆษณากี่หน้า กี่หน้า แต่ระยะหลังไม่เคยนึกถึงเรื่องการไปขอโฆษณา ช่วงแรกก็คิดว่ามีคนนั้นคนนี้เป็นเจ้าของรีสอร์ตที่น่าไปขอ แต่ไม่กล้าขอ แต่พอเราไปสัมภาษณ์คนโน้นคนนี้ ก็มีอาจารย์อยู่ท่านหนึ่งโทรศัพท์ไปขอให้ คือเขาไม่ได้ต้องการลงโฆษณาหรอก แต่เขาก็ช่วย หลังจากนั้นก็ไปชวนเพื่อนเขามาช่วยลงอีก
หนู: มันเป็นเรื่องของน้ำใจล้วนๆ มันงดงาม มีค่ามากกว่ากันเยอะ
โจ: บอกตามตรงเลยว่าใครที่เราต้องไปนั่งอธิบายเยอะๆ พูดเยอะๆ เราไม่ขอ
หนู: นโยบายของเราตอนนี้คือไม่หาโฆษณา เพราะว่าที่ได้มา ก็ไม่ใช่ว่าเยอะนะ แล้วเราก็พบว่าบางเจ้าเขาไม่เข้าใจ เขาต้องการเพียงแค่อยากให้มีคนมาเที่ยวเยอะๆ จุดยืนเราไม่ตรงกัน เราก็ไม่สนใจ บอกตามตรงว่าเราไม่ชอบขอเงินใคร เรารู้สึกกระอักกระอ่วนใจ แล้วก็ได้เงินมาไม่ได้เยอะเท่าไหร่ ซึ่งเราก็ต้องใช้แรงงานแลก จึงคิดกันว่าเราจะไม่มีนโยบายขอโฆษณา...อย่างพี่สุรจิตไปบรรยายที่ไหน ก็ยกหนังสือไปขายด้วย ทุกคนมาช่วยกัน ตอนนี้ก็เลยพอมีเงินสะสมจากการขายหนังสือ
โลกสีเขียว: หลายคนติงมาว่านิตยสารมนต์รักแม่กลองออกไม่ค่อยเป็นเวลาเลย
หนู: (หัวเราะ) จริงๆ การออกเป็นเวลาเป็นเรื่องดี ตอนแรกเราก็เคยคิดว่าถ้าเราทำได้ เราก็อยากจะออกเป็นเวลา แต่เราไม่อยากออกถี่มาก คือเคยทำงานมาทั้งรายวัน รายปักษ์ รายเดือน แล้วพอผ่านๆ มา พบว่าในสังคมเรานี้มีอะไรให้บริโภคอยู่อีกมาก หนังสือไม่ต้องออกบ่อยก็ได้ รายสองเดือนแล้วกัน ไม่อยากให้คนลืม แต่พอทำเข้าจริงๆ มันก็มีเงื่อนไขปัจจัยหลายอย่าง ส่วนหนึ่งก็เกิดจากตัวเราเองด้วยที่ยังไม่พร้อม เพราะเราก็ยังต้องทำงานหาเลี้ยงชีพด้วย ฉะนั้นจึงยังไม่สามารถมารับภาระออกหนังสือถี่อย่างนี้ได้ บางทีงานหนังสืออย่างอื่นเข้ามา เราก็อยากทำด้วย ในขณะเดียวกันชีวิตเราก็ยังต้องดำเนินไป อันนี้คือความจริงว่าต้องการเรียนรู้เรื่องนั้นเรื่องนี้
โลกสีเขียว: ทำไมไม่มองการทำนิตยสารมนต์รักแม่กลองให้เป็นการหาเลี้ยงชีพไปด้วย
หนู: ก็เคยคิดนะ ช่วงแรกคิดกลับไปกลับมา ทำจริงๆ น่ะได้เลยนะ เพราะเราก็ไม่ต้องจ้างใคร ทำเป็นหมด คิดว่าได้นะ จะขอทุนอะไร ก็น่าจะได้ คนรู้จักเราเยอะนะ ขนาดแค่บอกว่าไม่มีเงิน มีคนบอกว่าเดี๋ยวจะระดมทุนส่งให้เรา
โลกสีเขียว: ถ้าเช่นนั้นทำไมถึงเลือกที่จะเป็นแบบนี้
โจ: เราเลือกทำตามสภาพที่เรารับได้ บางทีมีมาเยอะ เราก็กดดัน เราสบายใจทำแบบนี้ โดยที่ไม่ได้หยุด ไม่ได้เลิก แต่อาจจะช้าหน่อย
หนู: ใช่ เป็นแบบนั้น...เพราะเมื่อคิดทั้งหมดแล้ว เราไม่ได้อยากทำตรงนี้ให้เป็นอาชีพหรืออะไร ถ้าว่าไปจริงๆ ชีวิตส่วนตัวของเรา ยังมีเรื่องอยากทำอยากเรียนรู้อีกเยอะ พอวันที่ตัดสินใจเลิกจากการทำงานประจำ มันก็เหมือนกับไม่อยากที่จะฝังกับอะไรอย่างหนึ่งประจำอีกแล้ว แล้วยิ่งอยู่มา ยิ่งเรียนรู้อะไรมากขึ้น ก็เกิดความรู้สึกอย่างหนึ่งว่าคนเราไม่ควรมีอาชีพอย่างใดอย่างหนึ่ง เพราะจริงๆ แล้วมนุษย์มีความสามารถที่จะทำอะไรได้เยอะแยะมากมาย แต่วิธีคิดแบบใหม่มันบอกเราว่าคุณเป็นนักบัญชี คุณเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ แล้วคนเราก็จะอยู่กับการทำสิ่งนั้น ซึ่ง ณ วันนี้ของเราที่ผ่านมา ลาออกจากงานมา แล้วเรียนรู้ข้างนอก เราบอกกับตัวเองว่า เราจะไม่กลับไป แล้วบอกว่าตัวเองทำอาชีพอะไรอีกต่อไปแล้ว มันมีอะไรมากมายสำหรับมนุษย์ให้ได้เรียนรู้ แล้วถ้าเราทำมนต์รักแม่กลองอย่างที่ว่า ก็เหมือนกับเอาตัวเองกลับเข้าไปสู่ระบบ กลับไปทำงานประจำ เพียงแต่ตัวเองเป็นเจ้านาย จึงอยากไปให้พ้นพันธนาการ และยังอยากที่จะเรียนรู้โลกอยู่ มนต์รักแม่กลองอาจจะออกช้าหน่อย แต่ไม่ต้องห่วง เราไม่ได้เลิกทำ เพราะว่าตลอดเวลาแม้ว่าหนังสือไม่ออก การใช้ชีวิตของเรา เรารู้ว่าเรายังทำงานตลอด ทำงานรับใช้ตรงนั้นตลอด ใครจะไปรู้ว่าคนแก่ข้างทางที่เราคุย อาจจะกลายเป็นวัตถุดิบ เราเก็บมันด้วยวันเวลา ทุกวัน ทุกนาทีของชีวิต กว่ามันจะออกมาเป็นหนังสือเล่มนี้ มันอวลกันอยู่ข้างใน...เราอาจจะเริ่มต้นไกล เราเป็นคนเมือง ชีวิตนี้อยู่ในเมืองมาโดยตลอด เพราะฉะนั้นหน้าที่หนึ่งในการเรียนรู้ชีวิตจริง เราก็ถือว่าเป็นการทำหน้าที่ด้วย พอๆ กับการทำหนังสือหรือว่าทำอะไร คือถ้าไม่มีอ่าน นานๆ ถึงจะได้อ่านทีหนึ่ง ก็อย่าว่ากันเลย มันไม่ได้หายไปไหน แล้วพอคุณอ่านแล้ว มันก็อยู่กับคุณ คุณก็ไปต่อ เราทุกคนต่างทำอะไร... มันเป็นกระบวนเคลื่อนไป อย่าไปยึดติดกับมันเลย ที่พูดนี่ไม่ใช่ไร้ความรับผิดชอบหรือขี้เกียจนะ จะทำเอาให้มันเป็นเงินขึ้นมาก็ได้ ออกให้ตรงเวลาก็ได้ แต่ไม่รู้ว่าจะไปจริงจังกับเรื่องเวลาทำไม ใครเป็นคนกำหนดว่าโลกนี้ต้องมีกำหนดเวลา มีตารางงาน แต่เราปล่อยให้กระบวนการเรียนรู้ดำเนินไป ระหว่างทำงานเราเรียนรู้
โลกสีเขียว: คิดว่าความสำเร็จของมนต์รักแม่กลองจะอยู่ที่ตรงไหน ซึ่งแน่นอนว่าย่อมไม่ใช่เรื่องเงินหรือยอดพิมพ์
โจ: อย่างที่บอกตอนแรกว่าอยากให้คนในท้องถิ่น เด็กที่โตขึ้นมารู้จักบ้านของตัวเอง ภูมิใจในบ้านตัวเอง นักท่องเที่ยวที่มาจากที่อื่น ได้อ่านแล้วรู้จัก ทุกวันนี้ก็พอได้อยู่นะ มีคนที่ได้อ่านแล้วมานั่งคุยกัน คนที่ไปต่างบ้านต่างถิ่นกลับมา ก็มาพูดคุยกัน
หนู: จริงๆ แล้วเป็นคำถามที่ไม่เคยถามตัวเองเหมือนกันว่าความสำเร็จของนิตยสารจะวัดกันตรงไหน แต่รู้สึกว่ากว่าจะออกมาแต่ละเล่มได้ นั่นก็คงเป็นความสำเร็จในระดับหนึ่งแล้ว ไม่รู้สึกว่าอะไรจะเป็นตัววัดความสำเร็จ อย่างตัวอย่างง่ายๆ อันหนึ่ง เราเขียนเรื่องคุณตาคนหนึ่งที่เป็นคนทำว่าว เราเจอแกโดยบังเอิญมากๆ เลย เราคุยกับแก ดีจัง ตลกจัง เป็นเรื่องอย่างนี้ ไม่ใช่เป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่อะไรนะ เป็นเรื่องราวคนทำว่าวธรรมดาๆ แล้วเราก็เอามาเขียน ได้ตีพิมพ์ในหนังสือ พอหนังสือออกเราก็เอาหนังสือกลับไปให้คุณตาคนนี้ แล้วมีอยู่วันหนึ่งขายของอยู่ที่ร้านกาแฟ ก็มีหลานแกมาซื้อหนังสือ ชวนเพื่อนมาด้วย เปิดดูใหญ่เลย ชี้ให้เพื่อนดู ปู่เรา ปู่เรา ภูมิใจ เหมือนกับปู่เขาเป็นฮีโร่ เหมือนดาราได้ตีพิมพ์ในหนังสือ เขาได้เห็นคนที่เป็นปู่เขา ธรรมดาๆ ตอนอยู่ที่บ้าน เป็นฮีโร่ ได้ภูมิใจในงานที่ปู่ทำ หรือว่ากรณีที่มีคนแม่กลองมาบอกว่า อ่านแล้วเกิดความรู้สึกรักบ้านตัวเอง อ่านแล้วได้รู้เรื่องที่ไม่เคยรู้ ทำต่อไปนะ เป็นหนังสือที่ดีมาก สิ่งเหล่านี้เป็นความสำเร็จ ทุกคำพูดเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่มากๆ เลย แต่ยอมรับว่ามนต์รักแม่กลองยังทำหน้าที่ของสื่อได้ไม่เข้มแข็งนัก ก็เหมือนกับตัวเราที่ค่อยๆ เดิน เดินไปเรื่อยๆ
หมายเหตุ: สนใจสนับสนุนนิตยสารมนต์รักแม่กลอง คลิกดูที่ http://monrakmaeklong.multiply.com/
เรื่องที่เกี่ยวข้อง: ล้อมวงคุยปัญหาอัมพวากับคนทำหนังสือมนต์รักแม่กลอง
