รศ. ดร.ธนวัฒน์ จารุพงษ์สกุล กับคำพยากรณ์ประเทศไทยในยุคโลกร้อน

เรื่อง: เกื้อเมธา ฤกษ์พรพิพัฒน์
ภาพ: ปิยพัชร ปรีหะจินดา
ที่มา: นิตยสารโลกสีเขียว ปีที่ 16 ฉบับที่ 93 กรกฎาคม - สิงหาคม 2550

ความวิปริตแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ไม่ว่าฝนตกหนักในหน้าร้อน อากาศร้อนจัดในหน้าฝน หรือฝนตกหนักสลับอากาศเย็นจัดร้อนจัดในหน้าหนาว ความวิปริตแปรปรวนที่ว่านี้ถือว่ามีส่วนสำคัญที่ทำให้คนไทยจำนวนมากหันมาสนใจปัญหาสภาวะโลกร้อน

ท่ามกลางความตื่นตัวต่อปัญหา รศ.ดร.ธนวัฒน์ จารุพงษ์สกุล อาจารย์ประจำคณะวิทยาศาตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นับเป็นนักวิชาการแถวหน้าคนหนึ่งของเมืองไทยที่ศึกษาปัญหาผลกระทบจากภาวะโลกร้อนในด้านพิบัติภัยธรรมชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกัดเซาะชายฝั่ง และพยายามทำหน้าที่ทูตสิ่งแวดล้อมในการรณรงค์ด้วยการเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจแก่สาธารณชนถึงสาเหตุและผลกระทบที่แท้จริงของปัญหา

สัมภาษณ์บุคคลฉบับนี้ โลกสีเขียวจึงขอพาท่านผู้อ่านท่องโลกอนาคตอันใกล้ไปกับคำพยากรณ์ที่ตั้งอยู่บนฐานการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ รศ.ดร.ธนวัฒน์  ว่าในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ประเทศไทยต้องเผชิญกับความแปรปรวนและพิบัติภัยธรรมชาติอะไรบ้างในยุคโลกร้อนนี้

โลกสีเขียว  : ภายใต้สถานการณ์โลกร้อน จะเกิดอะไรขึ้นกับประเทศไทย
รศ.  ดร.ธนวัฒน์  : 
เราพบว่าภาวะโลกร้อนทำให้ฤดูกาลของบ้านเราเปลี่ยนแปลง เริ่มต้นที่ฤดูฝนก่อน ฤดูฝนบ้านเรา เมื่อก่อนตั้งแต่พฤษภาคมจนถึงกันยายน ฝนจะค่อยๆ ตกไปเรื่อยๆ ซึ่งเรื่องฝน บ้านเราจะได้รับอิทธิพลอยู่ 2 ตัว ตัวหนึ่งคือลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พาความร้อนแถวอันดามันขึ้นมา แล้วนำฝนมาตก บวกกับบางช่วงมันก็มีพายุโซนร้อนที่ก่อตัวแถวแปซิฟิก ฟิลิปปินส์ แล้วก็จะเข้าทางเวียดนาม แล้วตัวนี้พอเข้ามาปะทะฝั่ง ความรุนแรงก็จะลดลงกลายเป็นดีเปรสชั่น บ้านเราในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือจะได้รับอิทธิพลตรงนี้ในช่วงสิงหาคมถึงกันยายน แล้วเราก็พบว่าเมื่อก่อนเวลาฝนตก จะตกแบบค่อยๆ เฉลี่ย เมื่อก่อนบ้านเราเย็นสบาย แต่ภาวะโลกร้อนทำให้รูปแบบการตกของฝนเปลี่ยนแปลงไป คือจะตกก็ตกเยอะเลย บางทีตกมากกว่าทั้งปีในอดีตรวมกันเสียอีก แล้วพอตกมาเสร็จก็จะทิ้งช่วง เพราะฉะนั้นในฤดูฝนเราจะร้อนอบอ้าวมากขึ้น รูปแบบนี้จะเห็นได้ชัดเลย โดยเฉพาะในช่วงสี่ห้าปีที่ผ่านมา แล้วลักษณะฝนที่เปลี่ยนแปลงไป มันจะทำให้พิบัติภัยตามมาเยอะแยะในหน้าฝน เช่นแผ่นดินถล่ม น้ำท่วม จากที่ผมติดตาม เรื่องแผ่นดินถล่มมันเพิ่มขึ้นประมาณ 10 เท่า คือ ทศวรรษ 30 เราเจอแผ่นดินถล่มครั้งเดียวที่ภาคใต้ แต่พอขึ้นทศวรรษ 40 นี่ ถล่มเยอะเลย คือในช่วง 10 ปีหลังนี้ ลักษณะฝนตกจะเป็นลักษณะที่ผมว่า ค่อนข้างจะเยอะมากเลย แล้วแผ่นดินถล่มนี้จะเกิดที่ปาย ที่วังชิ้น แม้กระทั่งที่จันทบุรี ทั่วประเทศ เยอะมากเกือบทุกปีจะเกิดแผ่นดินถล่ม น้ำป่าด้วย แล้วบ้านเราอยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตร ทางซีกโลกเหนือปกติในช่วงเดือนมิถุนายนและกรกฎาคม เป็นช่วงที่แกนโลกมันหันมาทางดวงอาทิตย์ ปกติแล้วในซีกโลกเหนือจะเป็นฤดูร้อน แต่บ้านเรามันไม่ร้อน เพราะว่ามันเป็นฤดูฝน ฝนตก มันทำให้หน้าฝนของเราร้อนมาก ร้อนอบอ้าว ร้อนจัด ซึ่งวันนี้ก็ร้อนมาก คือพอไม่มีฝนตก ก็ร้อนตูมเลย อันนี้คือฤดูฝน

โลกสีเขียว  :  ความเปลี่ยนแปลงของรูปแบบฝน จะส่งผลกระทบอะไรติดตามมาบ้าง
รศ. ดร.ธนวัฒน์  : 
ถ้าดูความแปรปรวนของฝนนี้ เราพบว่าช่วง 30 ปีที่ผ่านมา ปริมาณฝนในบ้านเราจะไม่ค่อยแตกต่างจากในอดีต เฉลี่ยแล้วปริมาณน้ำฝนใกล้เคียงกันมาก แต่ลักษณะการตกเปลี่ยนแปลงไป คือตกซู่ใหญ่แล้วหาย ซึ่งในขณะที่ปริมาณฝนตกใกล้เคียงกันนะ ก็ยังเกิดแผ่นดินถล่มมากขึ้นเป็น 10 เท่า แต่ในอนาคตอีก 30 ปีถัดไปนี้ ฝนในบ้านเราจะเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 11-15 เปอร์เซ็นต์ ตัวนี้ยิ่งอันตรายใหญ่เลย เรื่องแผ่นดินถล่ม น้ำท่วม จะมีมากขึ้นคือเรื่องความมั่นคงทางด้านอาหาร จะสังเกตว่า เร็วๆ นี้เราได้ยินข่าวเยอะเลย อย่างทางภาคเหนือและภาคกลาง ชาวนาเริ่มหว่าน พอหว่านเสร็จ ฝนมาเยอะไป มันท่วม เสียหายมากเลย หรืออย่างปลายปีที่แล้ว ตอนจะเก็บเกี่ยว พอข้าตั้งท้องเริ่มจะเก็บเกี่ยว ปกติฝนไม่มาแล้วแต่นี้ฝนมา ก็ท่วม เสียหาย โดยเฉพาะข้าว เราพบว่าจะมีผลกระทบมากในอนาคต

โลกสีเขียว  :  แล้วความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในฤดูหนาวล่ะ
รศ. ดร.ธนวัฒน์  : 
ภาวะโลกร้อนนอกจากจะทำให้อุณหภูมิเปลี่ยนแปลง ฝนเปลี่ยนแปลงแล้วนี่มันทำให้มรสุมมีการเปลี่ยนแปลงด้วย คือในช่วงฤดูหนาวเป็นช่วงที่ลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือพัดเข้ามา เริ่มตึ้นแต่พฤศจิกายน ธันวาคม และมกราคม แต่จากนี้ไปเราพบว่า ลมมรสุมทั้งสองตัว ทั้งตะวันออกเฉียงเหนือและตะวันตกเฉียงใต้เปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ เราพบว่าสิปปีหลังนี่กำลังมันแรงมากขึ้น ปกติมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือจะพาความเย็นจากไซบีเรีย จากจีนลงมา ดังนั้นจะทำให้หน้าหนาวบางปีของบ้านเรา มีอากาศหนาวเย็นมากอย่างปีที่ผ่านมา เราจะพบว่าจะเจอลมหนาวมาเป็นระลอกๆ แล้วบางที่แถวภาคอีสาน จะถึงกลับติดลบ อย่างนี้เราจะเห็นมากขึ้นในอนาคต แล้วมรสุมตัวนี้พอกำลังแรงแล้วดันลงมา จะทำให้เดฝนตกหนักแถวภาคใต้ จำได้เมื่อปี 2547 เกิดฝนตกหนังทึ่ภาคใต้ เพราะมรสุมนี้ดันลงมามากแทนที่ฤดูหนาวจะไม่มีฝน ก็ฝนตก ทำให้กรีดยางไม่ได้ สร้างความเสียหาย เพราะช่วงที่กรีดยางได้ดีคือช่วงฤดูหนาว ซึ่งผลผลิตยางพารานี่ บ้านเราถือเป็นเบอร์หนึ่งเบอร์สองของโลก หรือย่างปีที่แล้ว มรสุมนี้ดันลงมาแรงมากๆ เราจะพบว่าที่มาเลเซีย อินโดนีเซีย เกิดน้ำท่วมเยอะมากท่วมอย่างที่ไม่เคยท่วม ตัวนี้นอกจากจะทำให้ฝนมาตกที่ภาคใต้ มาเลเซียและอินโดนีเซียแล้ว มันจะทำให้เกิดคลื่นใหญ่ขึ้น เพราะลมตะวันออกเฉียงเหนือมันทำให้เกิดคลื่นปะทะชายฝั่ง ปลายปีที่แล้ว ประมาณเดือนธันวา คลื่นในอ่าวไทยใหญ่มาก สองถึงสี่เมตร ทำให้บ้านแถวสงขลาพังไปเยอะ แล้วจากที่ติดตามมานี้ ข้อมูลค่อนข้างจะชัด สมัยก่อนลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือเนี่ย เฉลี่ยแล้วทำให้เกิดคลื่นในอ่าวไทยอยู่ที่ประมาณ 1 เมตร หรือ 1.2 เมตร แต่ช่วงสิบปีหลังนี่มันมาถึง 2-4 เมตร จะเห็นชัดๆ เลยว่าทิศทางก็เปลี่ยน อันนี้คือหน้าหนาว

โลกสีเขียว  :  แล้วในส่วนสภาพภูมิอากาศของฤดูร้อนที่เราต้องเผชิญล่ะ
รศ. ดร.ธนวัฒน์  : 
หน้าร้อนบ้านเราจะร้อนเร็วขึ้น แล้วตัวที่น่ากลัวมากคือพายุฤดูร้อน พายุฤดูร้อนแตกต่างจากพายุฤดูฝนตรงที่ว่า พายุฤดูร้อนฝนจะตกหนัก และมีลมกระโชกแรง แล้วก็ทำให้มีลูกเห็บตก แล้วก็ฟ้าผ่าเยอะ คนตายเพราะฟ้าผ่าในช่วง 10 ปีหลังนี้เยอะขึ้น เท่าที่ผมเก็บตัวเลข มีประมาณ 50 คน เฉลี่ยปีละ 5 คน แต่ในระยะยาว ๆ ฤดูร้อนบ้านเรากลับไม่ค่อยร้อนเชื่อไหมว่าโลกร้อนขึ้น ฤดูร้อนกลับไม่ค่อยร้อน เพราะพายุฤดูร้อนมากขึ้น แต่กลับกลายเป็นหน้าฝนบ้านเราในอนาคตจะร้อนมากขึ้น

โลกสีเขียว  :  อย่างปัญหาเรื่องดินถล่ม สาเหตุไม่ใช่เกิดจากการใช้ประโยชน์ที่ดินผิดประเภทหรอกหรือ
รศ. ดร.ธนวัฒน์  : 
เราเองเริ่มที่จะเข้าไปบุกรุกป่าช่วงที่เยอะๆ ที่สุดประมาณปี 2503 แต่จะเห็นว่าประมาณปี 2500-2520 ดินถล่มแทบจะไม่มี แล้วเท่าที่ผมติดตามมา เราจะพบว่าการใช้ที่ดินก็ถือเป็นปัจจัยตัวหนึ่ง แต่เราพบว่าน่าจะเป็นปัจจัยรองจากการแปรปรวนของภูมิอากาศ เราจะสังเกตได้ว่าช่วง 10 ปีหลังนี้ น้ำป่าเยอะมากขึ้น ไม่ใช่ดินถล่มอย่างเดียว เราจะเห็นว่าน้ำตกของบ้านเราจะเกิดนี้ป่าที่ลงมามาก น้ำป่าแถวน้ำตกจะเกิดจากร่องน้ำมา พอมีดินถล่ม มันก็ไปขัดกัน กลายเป็นคันดิน พอฝนตก มันก็ไปกักน้ำ แล้วถึงจุดหนึ่ง ก็เอาไม่อยู่ เพราะมันเกิดโดยธรรมชาติ ก็แตก ก็เกิดน้ำบ่าลงมา เท่าที่ตามมา ครั้งแรกที่เราเจอคือสาริกาที่นครนายก อย่างนี้แหละจะเกิดมากขึ้น อันนี้เป็นตัวบอกเลยว่าบริเวณน้ำตก คนไม่ได้เข้าไปเกี่ยว แต่ริมตลิ่งมันถล่มลงมา ไม่ใช่เพราะคนไปบุกรุกป่า แต่คนไปบุกรุกนั้นถือว่ามีส่วนเร่ง อย่างแถวอุตรดิตถ์ ที่ขึ้นไปปลูกลางสาด ถือว่ามีส่วน

โลกสีเขียว  :  อย่างเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นบ่อย ๆ ในช่วงนี้ เกี่ยวข้องกับภาวะโลกร้อนด้วยหรือไม่
รศ. ดร.ธนวัฒน์  : 
แผ่นดินไหวนี้ ผมถือว่าเป็นอีกขบวนการหนึ่ง ซึ่งเป็นขบวนการที่เกิดขึ้นภายในโลก ผมกำลังเขียนหนังสือเลย เรื่องแกนโลกจะเอียง ปกติแล้ววงจรของแกนโลกมันจะมีวงรอบของมันอยู่ ถือการขยับของแก่นโลก มันทำให้เปลือกโลกมีการขยับตัว ทำให้การเคลื่อนตัวของเปลือกโลกมันเร็วขึ้น ผมคิดว่าแผ่นดินไหวที่เราเจอ ไม่ใช่เฉพาะบ้านเรา แต่ทั่วโลกนี่ผมคิดว่าน่าจะเกิดจากการขยับตัวของแกนโลก ซึ่งแกนโลกมันมีวงจรของมันอยู่ แต่บังเอิญมันเกิดในช่วงเดียวกัน

โลกสีเขียว  :  ทราบมาว่าอาจารย์ศึกษาเรื่องการกัดเซาะชายฝั่งด้วย ภาวะโลกร้อนมาเกี่ยวข้องกับปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งอย่างไร
รศ. ดร.ธนวัฒน์  :
  เกี่ยวโดยตรง เพราะภาวะโลกร้อน ปกติโลกของเรามันจะมีน้ำแข็งปกคลุมอยู่ที่ขั้วโลกเหนือและขั้วโลกใต้ แล้วมันมีวงจรอยู่แล้วในยุคน้ำแข็ง และยุคน้ำแข็งละลาย พอโลกร้อน น้ำแข็งก็ละลายลงมา ระดับทะเลก็สูงขึ้น แต่ในอดีต ในช่วงที่เป็นยุคน้ำแข็ง น้ำแข็งจะไปสะสมตัวที่ขั้วโลกเยอะ สังเกตได้ว่า ต่อไปนี้ภาวะโลกร้อนจะทำให้อุณหภูมิสูงขึ้นประมาณ 2-4 องศาใน 100 ปี เราพบว่าตัวนี้จะทำให้ระดับน้ำทะเลในบ้านเราสูงขึ้นอีกประมาณ 30-60 เซนติเมตร ซึ่งการสูงขึ้นของระดับน้ำทะเลนี้ จะมีผลต่อชุมชนที่อยู่บริเวณชายฝั่ง แล้วการเพิ่มขึ้นตรงนี้มันทำให้การตกัดเซาะรุนแรงมากขึ้น จากที่เราติดตามมา เราพบว่าในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา พื้นที่ในประเทศไทยหายไปประมาณ 110,000 ไร่ พูดง่าย ๆ คือเราเจอปัญหาการกัดเซาะทั่งในอ่าวไทยและอันดามัน ชายฝั่งทะเลเรา เรามีประมาณ 2,600 กิโลเมตร เราพบว่าพื้นที่ที่ถูกกัดเซาะระดับปานกลางและระดับรุนแรง ระดับปานกลางคือมากกว่า 5 เมตรต่อปี รุนแรงคือมากกว่า 10 เมตรต่อปี เราพบว่าสองตัวนี้พวกกันประมาณ 600 กิโลเมตร คือ ถ้าเฉลี่ยเป็นเปอร์เซ็นต์ คือประมาณ 21 เปอร์เซ็นของพื้นที่ชายฝั่ง แล้วจุดที่รุนแรงที่สุดในอ่าวไทยและอันดามัน มีอยู่ 30 จุดที่ต้องระวัง จุดที่รุงแรงที่สุดอยู่บริเวณอ่าวไทยตอนบน ก็คือ 5 จังหวัด คือ ฉะเชิงเทรา สมุทรปราการ สมุทรสาคร สมุทรสงคราม และกรุงเทพมหานคร ตรงนี้เราพบว่าบางพื้นที่ถูกกัดเซาะไปแล้วประมาณ 1 กม. ในช่วง 30 ปี อย่างเช่นบ้านสมุทรจีน (จังหวัดสมุทรปราการ) และแถวบางขุนเทียน (กรุงเทพมหานคร) ถูกกัดเซาะไป เราพบว่าบริเวณนี้ถูกกัดเซาะในระดับปานกลางและรุนแรงประมาณ 82 กิโลเมตร แล้วพื้นที่ที่หายไปในช่วง 30 ปีประมาณ 18,000 ไร่ แล้วจากการศึกษาหลังสุด ถ้าไม่ทำอะไรเลย บางบริเวณที่มีการกัดเซาะอีก 20 ปีข้างหน้าอัตราการกัดเซาะจะเพิ่ม 1-2 เท่า ซึ่งปัจจุบัน แถวบ้านขุนสมุทรจีนอัตราการกัดเซาะอยู่ที่ 30 เมตรต่อปี แต่ถ้าไม่ทำอะไรเลย อัตราการกัดเซาะตรงนี้จะขึ้นไปถึง 65 เมตรใน 20 ปีข้างหน้า แล้วพื้นที่บางที่ในบริเวณนี้จะหายไปประมาณ 1.3 กิโลเมตรใน 20 ปีข้างหน้า

โลกสีเขียว  :  สาเหตุหลัก ๆ มาจากน้ำทะเลสูงขึ้นหรือ
รศ. ดร.ธนวัฒน์  :
  มีหลายส่วน ส่วนหนึ่งเราเชื่อว่าเกิดจากผลกระทบของภาวะโลกร้อนที่ทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น ไม่ใช่แต่เรื่องน้ำทะเลสูงขึ้น ภาวะโลกร้อนทำให้มรสุมที่ผมเล่ามีการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะเรื่องของคลื่นที่เข้ามาปะทะชายฝั่ง ปรากฏว่ามีมากขึ้น แล้วทิศทางก็เปลี่ยนแปลง สองตัวนี้จะเป็นสาเหตุโดยธรรมชาติ อันนี้คือกลุ่มหนึ่ง กลุ่มที่สองคือมนุษย์มีส่วนเร่งทำให้เกิดเร็วขึ้น ก็คือเรื่องของการสร้างเขื่อนบริเวณต้นน้ำ เยอะแยะเลย จากตัวเลขที่เราติดตาม พบว่าหลังจากที่มีการสร้างเขื่อนสองตัว เขื่อนสิริกิติ์กับเขื่อนภูมิพล ทำให้ตะกอนที่จะไหลลงมาสู่ชายฝั่งลดลงประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์ หรือการสูบน้ำบาดาลแล้วทำให้แผ่นดินทรุด คือประมาณปี 2526-2527 แผ่นดินทรุดจะอยู่ใจกลางเมือง เพราะเราสูบน้ำบาดาลขึ้นมา การประปาเองก็ใช้น้ำบาดาลในการผลิตน้ำประปา แต่หลังจากที่เรารู้เรื่องแล้ว เมื่อก่อนประมาณปี 2526 อัตราการทรุดมากกว่า 10 เปอร์เซ็นต์ต่อปี ซึ่งรุนแรงมาก จะเห็นได้ว่าแถวสยามสแควร์ต้องต่อบันได 2 ชั้น หลังจากที่มีการควบคุมแล้ว อัตราการทรุดก็ดีขึ้น แต่ว่าบางบริเวณก็ยังควบคุมไม่ได้ อย่างเช่นแถวมหาชัย แถวบางพลี บางบ่อ แถวนี้ยังมีโรงงานอุตสาหกรรมอยู่ปัจจุบันอัตราการทรุดอยู่ที่ประมาณ 3-5 เซนติเมตรต่อปี แล้วที่น่ากลัวก็คือว่า การทรุดเป็นการทรุดใกล้ชายฝั่ง พูดง่าย ๆ ก็คือตัวแผ่นดินมันทรุดลงก็เหมือนกับการเพิ่มระดับของน้ำทะเล คือน้ำทะเลไม่ต้องขึ้นหรอก แต่แผ่นดินทรุด ก็เหมือนการท่วมขึ้นของน้ำทะเล เรียกว่าระดับน้ำทะเลเพิ่มขึ้นสัมพัทธ์ ตัวนี้จะเป็นตัวที่หนักมาก เพราะฉะนั้นเราสังเกตได้ว่า เมื่อแผ่นดินทรุด มันจะเร่งให้เกิดการกัดเซาะรุนแรง

โลกสีเขียว  :  อย่างนี้แสดงว่าปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งไม่ได้มีสาเหตุจากภาวะโลกร้อนประเด็นเดียว แต่มีสาเหตุอื่นที่สำคุญกว่าด้วยซ้ำ
รศ. ดร.ธนวัฒน์  :
  บางจุดนะ แต่บางที่เรื่องของภาวะโลกร้อนที่มีผลต่อการกัดเซาะนี่ก็เห็นได้ชัดอย่างเช่นที่ปากพนัง เรื่องแหลมตะลุมพุกกำลังจะหาย อันนั้นค่อนข้างจะชัดเจน คือเรื่องของกิจกรรมมนุษย์ไม่ค่อยได้เข้าไปเกี่ยวข้อง คือเกิดจากภาวการณ์เปลี่ยนแปลงของลมมรสุม ผมยกตัวอย่างให้ฟังสองกรณีแล้วกัน คือบริเวณที่เป็นอ่าวไทยตอนบนที่อยู่ใกล้กรุงเทพฯ เราพบว่าปัจจัยที่เป็นปัจจัยธรรมชาติกับปัจจัยกิจกรรมมนุษย์ มันเป็นตัวผสมกันแล้วทำให้เกิดปัญหาการกัดเซาะที่รุนแรงที่สุดในประเทศ แล้วเผลอ ๆ มากที่สุดติดอันดับโลกด้วย
ส่วนจุดที่ปากพนังนี่ เราพบว่าในอดีตกระแสน้ำชายฝั่งจะไหลจากทิศใต้ขึ้นสู่ทิศเหนือ ก็เลยทำให้เกิดแหลมตะลุมพุก ลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้มันพัดมาทางทิศนี้ ทำให้เกิดกระแสน้ำหักแล้วเป็นอย่างนี้ แต่ลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือนี้ เนื่องจากในอดีตกำลังเขาอ่อนตัว ไม่แรงมากกระแสน้ำโดยรวมจึงจากทิศใต้ไปทิศเหนือ เราสังเกตได้ว่าชายฝั่งเราในอ่าวไทยนี้ ตั้งแต่ชายแดนมาเลเซียจนถึงเพชรบุรี เราจะเจอแหลมอย่างนี้เยอะ อย่างแหลมตาซี แหลมตะลุมพุก แหลมหลวง แต่แหลมหลวงตรงเพชรบุรีนี้หายไปแล้ว อันนี้เป็นขบวนการที่เป็นปัจจุบัน แต่จากที่เราศึกษา เราพบว่าในอดีตเมื่อ 6,000 ปี ที่ระดับน้ำทะเลสูง ก็คือยุคน้ำแข็งละลายหรือโลกร้อนในอดีต เราพบว่าชายฝั่งลึกเข้าไปถึง 30  กิโลเมตร แล้วเราพบว่าสันทรายในอดีตจะวิ่งจากทิศใต้สู่ทิศเหนือ เราพบว่าลักษณะแบบนี้หมายถึงเมื่อ 6,000 ปีที่แล้ว ลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ กำลังเขาแรงมาก ก็เลยทำให้ทิศทางของกระแสน้ำชายฝั่งกลับทิศกับปัจจุบัน อันนี้เป็นข้อที่เราค้นพบ ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลที่เราศึกษา จากข้อมูลลมที่เราได้จากสถานีที่นครศรีธรรมราช เราพบว่าช่วง 10 ปีหลัง ลมมรสุมตะวันอออกเฉียงเหนือกำลังเขาแรงมากขึ้นจากเดิมที่อยู่ประมาณ 9 นอต เพิ่มขึ้นถึงเกือบ 14 นอต แล้วทิศทางก็เปลี่ยน จากข้อมูลตรงนี้เราก็มาทำแบบจำลอง ก็พบว่าแหลมจะหายไป แล้วจากการศึกษาภาพถ่ายทางอากาศตั้งแต่ปี 2518 ปี 2538 และปี 2545 มาซ้อนกัน เราพบว่าที่แหลมตะลุมพุกมันมีการกัดเซาะทั้งสองด้าน ข้างหนึ่งประมาณ 3-5  เมตร  อีกข้างประมาณ 2-3  เมตร  ซึ่งแหลมนี้มีความกว้างประมาณ  500  เมตร ถ้าอัตราการกัดเซาะตรงนี้รวมกันประมาณ  8  เมตรต่อปีนี้  เชื่อว่าใช้เวลาประมาณ 60 กว่าปี แหลมก็จะขาดหาย บริเวณนี้เป็นจุดที่ชัดมากที่ภาวะโลกร้อนทำให้กระแสน้ำมีการกลับทิศ แล้วจะทำให้ลักษณะชายฝั่งเราจะเปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ

โลกสีเขียว  :  ทีนี้ในส่วนของการแก้ไขปัญหากัดเซาะชายฝั่ง ปัจจุบันในหลายพื้นที่มีการไปสร้างเขื่อนกันคลื่น สิ่งนี้เป็นวิธีการแก้ไขที่ถูกต้องไหม
รศ. ดร.ธนวัฒน์  :
  บางจุดใช้ได้ แต่อันที่จริงเราต้องดูทั้งระบบ เราพบว่าการสร้างเบรกวอเตอร์ หรือเขื่อนกันคลื่นตรงนี้ เราต้องมีการบูรณะชายหาดไปพร้อม ๆ กัน เพราะว่ามันไม่ได้มองทั้งระบบ เป็นการแก้เฉพาะจุด บางครั้งการลดคลื่นตรงนั้น มันเป็นการไปดึงเอาทรายจากที่อื่นมาแล้วทำให้ที่อื่นพังค่อนข้างเยอะ เพราะฉะนั้นการแก้ไขปัญหาการกัดเซาะต่อไปในอนาคต มันต้องมองทั้งระบบ ว่าเรื่องโลกร้อนทำให้อุณหภูมิสูงขึ้น มรสุมเปลี่ยน ระดับน้ำทะเลเปลี่ยนชายฝั่งของเราคงจะเจอการกัดเซาะมากขึ้น สิ่งแรกที่เราจะต้องทำคือเร่งศึกษาชายฝั่งเราทั้งหมดแล้วจัดลำดับความสำคัญว่า บริเวณไหนที่มีผลกระทบต่อคนมากๆ นั่นคือเมื่อเราลงทุนตรงนี้แล้วมันคุ้มที่จะกลับมา ยกตัวอย่างเช่น สองจุดที่กำลังโดนกัดเซาะอย่างหนักเลย ที่บริเวณอ่าวไทยตอนบนกับแหลมตะลุมพุก แต่ที่ตะลุมพุกไม่มีคนอยู่เลย แต่เราไปลงทุนก่อสร้างมันก็ไม่คุ้ม เราต้องจัดลำดับความสำคัญ แล้วก็ต้องเลือกวิธีการที่ถูกต้องเหมาะสม ที่มีผลกระทบต่อข้างเคียงน้อยมาก เอามาใช้ ผมยกตัวอย่างที่บ้านขุนสมุทรจีน เราใช้โครงสร้างที่เราดีไซน์เป็นพิเศษ พอนนี้เราปักเสาสามเหลี่ยมในทะเลเป็นสามแถว เพื่อลดพลังงานคลื่น ให้ตะกอนมาตก แล้วดินงอก ปัจจุบันนี้เราค้นพบว่าค่อนข้างประสบความสำเร็จ ซึ่งเราได้จดสิทธิบัตรเรียบร้อยแล้ว และตรงนี้มันจะเป็นเขื่อนที่เราเรียกว่าเขื่อนเขียว แต่จริงๆ ต้องเรียกว่าเขื่อนสลายกำลังคลื่น ชื่อทางการคือขุนสมุทรจีน 49 เอ 2 ปกติแล้วการกัดเซาะฝั่งที่เป็นหาดโคลนในโลกนี้ยังไม่มีใครประสบความสำเร็จในการป้องกัน ของบ้านเราประสบความสำเร็จในการทำตรงนี้ ปลายปีนี้คงมีการแถลงข่าว เพราะมันเป็นระดับโลกเลย วันก่อนบีบีซีก็มาสัมภาษณ์ รอยเตอร์ก็มา แล้วการจดสิทธิบัตร ผมก็คิดว่าจะไล่จดในต่างประเทศด้วย เพราะมันเป็นองค์ความรู้ของบ้านเรา

โลกสีเขียว  :  หน้าตาของเขื่อนเขียวที่ว่านี้เป็นอย่างไร
รศ. ดร.ธนวัฒน์  :
  ลักษณะคือเราจะทำเขื่อนออกไปสู่นอกทะเลประมาณ  500  เมตร โดยใช้เสาสามเหลี่ยมปักเป็นสามแถวสลับฟันปลา เวลาคลื่นเข้ามา มันมีการสะท้อนของคลื่นและลดความแรง คือเราเองไม่อยากไปสร้างกำแพงกันคลื่น เพราะพอคลื่นกระทบปุ๊บ มันก็จะม้วนแล้วกัดฐาน แพล้วพอลดความแรงของคลื่นได้ แล้วเนื่องจากตรงนี้เป็นหาดโคลน ตะกอนที่พามาก็จะเกิดการสะสมตัว ปัจจุบันนี้เราทดลองทำไปแล้วประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ หลังจากติดตั้งไปสองเดือน ดินงอกมาเยอะมาก ดินงอกมาประมาณ  30  เซนติเมตร  แล้วคลื่นเท่าที่เราดู มันลดความแรงไปเยอะมาก ตอนนี้เราเริ่มมีการปลูกป่าชายเลน คือเราจะมีการปลูกป่าชายเลนตาม ซึ่งนอกจากจะเป็นแนวป้องกันแผ่นดินของเราแล้ว ยังเป็นการฟื้นฟูธรรมชาติด้วย เพราะป่าชายเลนเป็นแหล่งที่มีความอุดมสมบูรณ์

โลกสีเขียว  :  ในกรณีที่เป็นหาดทราย วิธีการป้องกันจะเป็นแบบเดียวกันไหม
รศ. ดร.ธนวัฒน์  : 
ก็เป็นอีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งตอนนี้เราก็มีการดีไซน์ และเร่งจะจดสิทธิบัตรอีก 5 อันตามหลัง แต่ตอนนี้เรายังไม่เปิดเผย เพราะว่าเรายังไม่ได้ลงไปศึกษา แต่ว่าหาดทรายนั้นง่ายกว่า ในโลกนี้สำหรับหาดทรายเขาจะใช้เป็นตัวหนอน ในญี่ปุ่นกับในสหรัฐอเมริกาจะใช้กันเยอะ ของเราก็อย่างที่ระยอง ซึ่งก็สร้างปัญหาเหมือนกัน ถ้าเราทิ้งไม่ดี มันก็จะกัดและทรุด อย่างไรก็ดี เท่าที่ผมศึกษา บ้านเราจะไม่ใช่หาดทรายล้วนๆ หาดทรายอย่างแถวภาคใต้หรืออะไรนี่มันจะแปะอยู่บนหาดโคลน คือพูดง่ายๆ มันจะมีทรายแปะอยู่นิดเดียว ตรงนี้เราจะไม่เหมือนของญี่ปุ่นที่เป็นหินและทราย แต่ของบ้านเราข้างใต้เป็นโคลน เป็นดิน ซึ่งเราต้องใช้วิธีของเราเอง

โลกสีเขียว  :  เท่าที่ฟังมา พอจะประมาณได้ว่าปัญหาการกัดเซาะฝั่งเป็นปัญหาที่รุนแรง ทีนี้ในแง่ของหน่วยงานรัฐมีความตระหนักและตอบสนองต่อปัญหานี้มากน้อยขนาดไหน
รศ. ดร.ธนวัฒน์  : 
หลังจากที่เราศึกษาตรงนี้ และพยายามเปิดสู่สาธารณะ แล้วเผอิญเมื่อช่วงปลายปีที่ผ่านมา คลื่นมันใหญ่มาก ชาวบ้านกลัวมาก สูงตั้ง  4  เมตร  แล้วพัดบ้านเขาหายไปเป็นหลังๆ ตอนนี้หน่วยงานของรัฐให้ความสนใจมากขึ้น แล้วปลายปีที่แล้ว ในหลวงทรงตรัสเป็นห่วงภาวการณ์กัดเซาะ ตอนนี้หลายหน่วยงานเข้ามาเยอะมาก แต่สิ่งที่ผมกลัวก็คือพอเรื่องดังปุ๊บ ต่างคนจะต่างทำ โดยที่ไม่ได้ใช้หลักวิชาการ แล้วมันจะทำให้เละ หมายถึงว่าเอาหินไปทิ้งบ้าง ทำกลอย ไม่ได้ใช้หลักวิชาการ แล้วแต่ละหน่วยงานก็ต่างคนต่างทำ ไม่ได้ประสานงานแล้วก็แข่งกันทำด้วย นี่คืออันตราย ชายฝั่งนี่มันค่อนข้างเป็นระบบที่ซับซ้อน เราทำจุดหนึ่งแม้กระทั่งหยิบทรายมากำหนึ่งนี่ ก็มีผลกระทบ เพราะฉะนั้นเราทำ เราต้องดูทั้งหมด เราต้องดูทั้งหมด ผมกลัวมากก็คือพอเรื่องยิ่งดัง ก็ยิ่งทำกัน ทีนี้ล่ะเละเลย มันต้องใช้หลักวิชาการ มีการทดลองทำ แล้วก็มีการติดตั้ง มีการวัดตะกอน ก่อนที่เราจะขยายไปใช้จริง

โลกสีเขียว  :  ย้อนกลับไปตอนต้นที่อาจารย์กล่าวว่าโลกเคยประสบภาวะโลกร้อนมาก่อน แล้วโลกร้อนในอดีตกับโลกร้อนในปัจจุบันแตกต่างกันอย่างไร
รศ. ดร.ธนวัฒน์  : 
จากการศึกษา เราพบว่าในช่วงหนึ่งล้านปี เราจะเจอภาวะโลกร้อนกับโลกเย็นหรือง่ายๆ คือยุคน้ำแข็งกับยุคน้ำแข็งละลาย ยุคน้ำแข็งก็คือโลกเย็น ยุคน้ำแข็งละลายคือโลกร้อน เราตัดมาศึกษาเฉพาะในช่วง 2 ยุคที่ใกล้กับเรา เราพบว่าช่วงโลกร้อนครั้งหลังสุดอยู่ที่ประมาณ 125,000 ปี อุณหภูมิจะสูงกว่าในปัจจุบัน 2-4 องศาเซลเซียส เสร็จแล้วโลกก็เข้าสู่ภาวะเย็นลง จนกลายเป็นยุคน้ำแข็งครั้งที่แล้ว อยู่ประมาณ 20,000 ปี ตัวนี้อุณหภูมิต่ำกว่าปัจจุบัน 2-8 องศาเซลเซียส ระดับน้ำทะเลในช่วงยุคน้ำแข็งเมื่อ 20,000 ปี ต่ำกว่าปัจจุบันประมาณ 130 เมตร หลังจากนั้นเอง โลกเข้าสู่ภาวะน้ำแข็งละลายปัจจุบัน แล้วจุดที่ละลายเยอะที่สุดคือเมื่อ 6,000 ปี ซึ่งจุดนี้น้ำแข็งละลายเร็วมาก เราพบว่าโลกร้อนที่เกิดจากตรงนี้มันเกิดจากก๊าซมีเทนไฮเดรตที่อยู่ในทะเล มีเทนไฮเดรตก็คือเป็นกรีนเฮ้าส์แก๊สตัวหนึ่ง คือถ้าอุณหภูมิในทะเลสูงกว่า 27 องศาเซลเซียสเมื่อไหร่ มันจะกลายเป็นก๊าซทันที แล้วคุณสมบัติของตัวมันเอง มันจับความร้อนได้ดีกว่าก๊าซคาร์บอนออกไซด์ประมาณ 30-40 เท่าตัว แต่ตัวมันเองอยู่ในวัฏจักรธรรมชาติประมาณ 20-30 ปี พูดง่ายๆ มีเทนหนึ่งตัวกว่าจะสลายแล้วกลับไปอยู่ในรูปเดิม ใช้เวลาประมาณ 20-30 ปี ซึ่งโลกร้อนในอดีตมันเกิดจากมีเทนไฮเดรตทั้งนั้น แต่สิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตนี้ เราเรียกว่าภาวะโลกร้อนที่เกิดขึ้นในลักษณะผิดปกติ ที่เกิดจากการเพิ่มของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดจากการเผาไหม้ ซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจกตัวหนึ่ง โดยที่เราพบว่าช่วงที่โลกร้อนในอดีต ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ตัวนี้ไม่ได้เพิ่มมาก และโดยเฉลี่ยแล้วก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สูงสุดนั้น มันอยู่ที่ 286 ส่วนในล้านส่วน เมื่อประมาณ 6,000 ปีที่แล้วแต่ปัจจุบันนี้ หลังจากการปฏิบัติอุตสาหกรรม ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สูงขึ้นมาก ปัจจุบันสูงขึ้นเป็น 390 กว่าส่วนในล้านส่วน แล้วคาดการณ์ว่ามันจะสูงขึ้นเกือบถึง 500 ส่วนในล้านส่วน ถ้าเราไม่มีการควบคุมก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ แม้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ตัวหนึ่งมันจะอาจจะสูงมีเทนไม่ได้ แต่ข้อเสียก็คือมันตกค้างอยู่ในวัฎจักรธรรมชาติ 200-300 ปี  เพราะฉะนั้นเราจะสังเกตว่า แม้เราจะหยุดการเผาไหม้ หยุดการผลิตก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์นี่ มันก็ยังคงทำให้เกิดภาวะโลกร้อนอย่างต่อเนื่อง

โลกสีเขียว  :  ที่ว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จะอยู่ในวัฏจักร 200-300 ปีนี้ หมายความว่าอย่างไร
รศ. ดร.ธนวัฒน์  : 
ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จะมีวัฏจักรของมันอยู่ คือส่วนหนึ่งจะอยู่ในรูปก๊าซส่วนที่สองอยู่ในรูปของเนื้อเยื่อ เช่น พืช คน ส่วนที่สามนี่ถือเป็นส่วนใหญ่ คืออยู่ในรูปของอินแอคทีฟ คือปิโตรเลียม พวกนี้จะหมุนกัน เช่นเมื่อปิโตรเลียมเกิดการเผาไหม้ ก็จะเป็นก๊าซ วัฏจักรตรงนี้มันใช้เวลา 200-300 ปีที่จะกลับไปอยู่ในรูปของปิโตรเลียม

โลกสีเขียว  :  หมายความว่าภาวะโลกร้อนที่กำลังเกิดขึ้นนี้จะต่อเนื่องไปอีกอย่างน้อย 200-300 ปี แม้เราจะลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ตามเป้าหมายในตอนนี้
รศ. ดร.ธนวัฒน์  :
  ใช่ แล้วอีกประเด็นหนึ่งก็คือ มันเป็นจุดที่มีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากกว่าในอดีต เราไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น อย่างเช่นรูปแบบฝน พายุ อันนี้คือสิ่งที่น่าเป็นห่วง

โลกสีเขียว  :  ในเมื่อโลกจะยังคงต้องร้อนขึ้นต่อไปอีกอย่างน้อย 200-300 ปี เราก็ไม่จำเป็นต้องกังวลกับการแก้ไขสิ
รศ. ดร.ธนวัฒน์  : 
ทุกวันนี้มนุษย์รังแกธรรมชาติมากเกินไป ถ้าเราไม่ทำอะไรเลย วันนี้ยังคงใช้ชีวิตเดิมๆ มันเหมือนกับตอนนี้ที่เราเจอภาวะโลกร้อนในปัจจุบัน มันเป็นสมบัติของคนตั้งแต่ศตวรรษที่ 17 สร้างให้เรา เราอยู่ในศตวรรษที่ 21 เราก็กำลังจะสร้างสมบัติให้คนในศตวรรษที่ 22 และ 23 เป็นสมบัติที่คนไม่อยากได้ และเป็นสมบัติที่แม้เราลดการใช้พลังงานเอง หรือเราหยุดเอง แต่คนอื่นไม่หยุด ก็กระทบเรา เพราะฉะนั้นตรงนี้เป็นมิติที่ซับซ้อน ไม่ใช่เป็นเรื่องตัวโครตัวมัน กระทั่งเราเองปลูกต้นไม้ ก็ไม่ได้การันตีว่าจะช่วย แต่อย่างน้อยที่สุดถ้าเราไม่ทำอะไรเลย มันจะหนักกว่านี้ แล้วก็หนักแบบคาดการณ์ไม่ได้ แต่ถ้าเราช่วยกันก็อาจผ่อนหนักเป็นเบา รุ่นลูกหลานเราก็จะกระทบน้อยลง

โลกสีเขียว  :  เพราะฉะนั้นอาจารย์มองว่าทางออกในระดับนโยบายอย่างไร
รศ.ดร.ธนวัฒน์ : 
ผมมองใน 3 ระดับ คือหนึ่งในส่วนของรัฐบาล รัฐบาลจะต้องให้ความสนใจเกี่ยวกับภาวะโลกร้อนมากขึ้น คือต้องมีการตั้งสถาบันเหมือนประเทศอี่นๆ เหมือนในญี่ปุ่น สหรัฐฯ เกาหลี ก็มีการตั้งสถาบันเพื่อศึกษาเพื่อที่จะรับมือ พยายามที่จะค้นหาพลังงานสะอาด  เช่น ลม น้ำ ไฮโดรเจน คือนิวเคลียร์เล็กๆ นั่นแหละ ไม่ใช่ศึกษาเรื่องไบโอดีเซลนะ เพราะมันก็ยังเป็นพลังงานซึ่งผลิตก๊าซเรือนกระจก แล้วก็ดูแลในเรื่องเวทีโลก มีการซื้อขายคาร์บอนไดออกไซด์บัดเจด รัฐเองก็ต้องมีการศึกษาว่าปลดปล่อยเท่าไร และมีการต่อรองกัน เพื่อให้อุตสาหกรรมของเราดำเนินไปได้ ในแง่ของหน่วยงานรัฐ สถาบันการศึกษา ก็จะต้องเร่งผลิตคนที่มีความรู้ทางด้านโลกร้อน เช่นปรับปรุงเรื่องพันธุ์ข้าว โรคแมลงที่จะเกิดขึ้น หรือแม้กระทั่งโรคภัยไข้เจ็บทางด้านสาธารณสุขด้วย ปัญหาภาวะโลกร้อนจะก่อให้เกิดโรคใหม่ๆ ขึ้น ที่เราเรียกว่าโรคอุบัติใหม่ โรคอุบัติซ้ำ ศึกษาเรื่องพลังงานสมัยใหม่ ศึกษาเทคโนโลยีที่ใช้จับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ผมคิดว่าตอนนี้สหรัฐฯ กำลังเร่งศึกษาอยู่ ส่วนปัจเจกบุคคล จะต้องส่งเสริมให้ทุกคนรู้จักความพอเพียง คือใช้แค่พอสมควร ไม่ใช่บ้านคุณมีตังค์ก็เปิดไฟทั้งคืน รู้จักบริโภคพอสมควร ลดขยะเพราะมีขยะ คุณก็ต้องไปเผาใช่ไหม และที่สำคัญคือต้องรณรงค์ปลูกต้นไม้ เอาที่บ้านเรานั่นแหละทุกคนลงมือช่วยกันได้

Share this

 

creative-commonsแสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน 3.0 ประเทศไทย
พัฒนาเว็บไซต์โดย โอเพ่นดรีม