รศ.ดร.อิทธิ ตริสิริสัตยวงศ์...ตอบคำถามเรื่องกรุงเทพฯ ทรุด

เรื่อง : อุบลวรรณ  กระปุกทอง  

“อนาคตกรุงเทพฯ จะจมทะเล” หลายคนคงเคยได้ยินคำคาดการณ์เช่นนี้บ่อยครั้ง ยิ่งเมื่อปีที่ผ่านมาเกิดปัญหาอุทกภัยครั้งใหญ่ข้อกังวลต่อการต้องเผชิญพิบัติภัยจึงยิ่งมีเพิ่มขึ้น นั่นเองจึงนำมาสู่คำถามที่ว่า อะไรทำให้กรุงเทพฯ เมืองหลวงของประเทศไทยต้องเผชิญความเสี่ยงนี้

นักวิชาการหลายคนเห็นตรงกันว่า หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่อาจทำให้กรุงเทพฯ กลายเป็นเมืองใต้ทะเลคือการทรุดตัวของแผ่นดิน ปัญหาที่ยืดเยื้อเรื้อรัง นับจากวันแรกจนถึงวันนี้เป็นเวลากว่าหลายสิบปีแล้วที่มีการตรวจพบปัญหาดินทรุดในกรุงเทพฯ แต่ขณะนี้ผืนดินบริเวณนี้ก็ยังคงทรุดตัวอย่างต่อเนื่อง ถึงจะยังไม่มีผลกระทบรุนแรงที่เห็นชัดเจนในปัจจุบัน แต่หากยังไม่มีมาตรการเพื่อการป้องกัน แก้ไข คงไม่ต้องแปลกใจถ้าอนาคตเราเห็นเมืองหลวงแห่งนี้ทรุดตัวจนอยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล

มาฟังคำอธิบายถึงสาเหตุที่กรุงเทพฯ ทรุด พร้อมร่วมหาทางออกไปพร้อมกันได้กับ รศ.ดร.อิทธิ  ตริสิริสัตยวงศ์ ภาควิชาวิศวกรรมสำรวจ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้ติดตามปัญหาเรื่องแผ่นดินทรุดมาอย่างต่อเนื่อง

โลกสีเขียว : แผ่นดินทรุดเกิดจากอะไร

แผ่นดินทรุดเกิดได้จากหลายสาเหตุ อย่างในกรุงเทพฯ และปริมณฑล เราพบว่ามี 2 สาเหตุหลัก สาเหตุแรกที่ได้ยินบ่อยๆ คือการสูบน้ำบาดาลมาใช้เร็วเกินกว่าที่น้ำในธรรมชาติจะไหลไปทดแทนได้ทัน ส่วนสาเหตุที่สอง คือน้ำหนักของสิ่งปลูกสร้าง อาคาร บ้านเรือน ถนน ที่เพิ่มขึ้น และกดทับลงไปบนชั้นดิน

โลกสีเขียว : ลักษณะโครงสร้างทางธรณีของกรุงเทพฯ มีส่วนเกี่ยวข้องกับปัญหาดินทรุดไหม

เกี่ยวข้องแน่นอน เนื่องจากที่ราบลุ่มภาคกลางตอนล่างเป็นบริเวณที่มีชั้นตะกอนหนามาก เคยมีการสำรวจเพื่อขุดเจาะน้ำมันในเขตราษฎร์บูรณะ พบว่าต้องเจาะจากผิวดินลึกลงไปถึง 2 กิโลเมตรถึงจะพบชั้นหิน โดยมีชั้นดินเหนียวและชั้นกรวดทรายเรียงตัวสลับกันไปมา โดยชั้นดินด้านบนสุดของกรุงเทพฯ เป็นชั้นดินเหนียวหนาประมาณ 20 เมตร ถัดลงไปเป็นชั้นทรายซึ่งมีน้ำอยู่ การขุดเอาน้ำบาดาลมาใช้ จึงต้องเจาะลงไปให้ลึกถึงชั้นทราย หรือชั้นกรวด ขณะการตอกเสาเข็มเพื่อสร้างบ้านก็ต้องตอกเสาเข็มให้ทะลุชั้นดินเหนียวจนไปยืนอยู่ส่วนบนของชั้นทราย

ที่นี้ส่วนที่ทรุดตัวลงไม่ใช่ชั้นกรวดทราย เพราะภายในชั้นทรายถึงจะมีน้ำแทรกอยู่ แต่ก็เป็นของแข็ง จึงไม่ทรุดตัว แต่จุดที่ก่อให้เกิดการทรุดตัวคือชั้นดินเหนียวซึ่งเป็นชั้นกั้นน้ำ เนื่องจากการสูบน้ำบาดาลมาใช้ คือการเจาะลงไปถึงชั้นกรวดทรายแล้วสูบน้ำขึ้นมา ทำให้แรงดันน้ำในชั้นนี้ลดลง โดยหลักธรรมชาติน้ำจะไหลจากที่มีความดันสูงไปสู่ที่มีความดันต่ำ ทำให้น้ำในชั้นดินเหนียวซึ่งอยู่ด้านบนไหลไปทดแทนน้ำในชั้นทราย น้ำที่หายไปจากชั้นดินเหนียวนั่นเองที่ทำให้เกิดการทรุดตัว

แต่ชั้นดินอ่อนด้านบนที่ทรุดตัวนั้น เกิดจากน้ำหนักของสิ่งปลูกสร้าง เช่น ตึก ฟุตปาธ ถนนซึ่งกดทับและทำให้ดินทรุด สาเหตุหลักๆ ของปัญหาแผ่นดินทรุดจึงมาจากการใช้งานพื้นที่บริเวณผิวดินและการนำน้ำใต้ดินขึ้นมาใช้

โลกสีเขียว : ปัจจุบันสถานการณ์แผ่นดินทรุดในกรุงเทพฯ เป็นอย่างไร

แนวโน้มที่เราได้จากข้อมูลของกรมแผนที่ทหาร ด้วยการเดินระดับหาค่าความสูงของแต่ละจุดพื้นที่ ซึ่งมีการสำรวจทุกปี ปีละครั้ง แล้วนำมาเปรียบเทียบ ถ้าค่าความสูงตรงนั้นลดลงก็แสดงว่าแผ่นดินบริเวณนั้นทรุด พบว่าที่คลังพัสดุ การเคหะแห่งชาติคลองจั่น จากครั้งแรกที่ทำการสำรวจเมื่อปี 2521 มีค่าระดับอยู่ที่ 1.495 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลปานกลาง แต่หลังการสำรวจข้อมูลล่าสุดปี 2553 ค่าระดับกลับลดลงอยู่ที่ 0.307เมตร ด้านแถบพื้นที่มหาวิทยัลยรามคำแหง หน้าอนุสาวรีย์พ่อขุนรามฯ เมื่อปี 2521 วัดค่าระดับได้ที่ 1.5 เมตร เหนือระดับน้ำทะเลปานกลาง แต่ล่าสุดปี 2551 ค่าระดับกลับลดลงไปอยู่ที่ -0.084 เมตร ซึ่งอยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเลแล้ว จึงถือเป็นการทรุดตัวที่มีความรุนแรงมากในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา และหากเปรียบเทียบในภาพรวมช่วงปี 2539 – 2543 พื้นที่ที่มีการทรุดตัวมาก คือ สนามบินดอนเมือง บริเวณตะวันออกแถวอ้อมน้อย อ้อมใหญ่ออกไปทางสมุทรสาคร ต่อมาข้อมูลปี 2546 – 2553 กลับชี้ให้เห็นว่าแม้การทรุดตัวยังมีอยู่ แต่ความรุนแรงได้เปลี่ยนที่ไป สนามบินดอนเมืองที่กลายเป็นเขตควบคุมปริมาณการใช้น้ำบาดาล ทำให้แผ่นดินบริเวณนั้นทรุดตัวน้อยลง ขณะบางพื้นที่ซึ่งไม่เคยมีการทรุดตัว เช่น แถวปทุมธานี รังสิต คลอง 4 คลอง 6 กลับทรุดตัวมากขึ้น ซึ่งเชื่อว่าน่าจะมาจากสาเหตุที่บ้านจัดสรรแถวนั้นสูบน้ำบาดาลมาใช้มากขึ้น

โลกสีเขียว : เราจะสบายใจได้ไหม ถ้าบางพื้นที่ แผ่นดินมีการทรุดตัวน้อยลง

สิ่งที่ต้องทำความเข้าใจ คือการทรุดตัวของแผ่นดินไม่ได้คงที่ แต่ขึ้นอยู่กับตำแหน่ง เวลา รวมถึงพฤติกรรมการใช้น้ำ และลักษณะของตึกรามบ้านช่องบริเวณนั้น ถ้าเป็นพื้นที่เกษตรแผ่นดินก็อาจทรุดตัวน้อย เพราะภาคเกษตรนั้นใช้น้ำผิวดินเยอะ น้ำหนักสิ่งปลูกสร้างก็ไม่มาก เทียบกับเขตใจกลางเมืองที่อาจจะใช้น้ำใต้ดินไม่เยอะเช่นกัน แต่น้ำหนักสิ่งปลูกสร้างมาก จึงเป็นเรื่องซับซ้อนที่ต้องดูเป็นพื้นที่ไป ซึ่งประเด็นคือ แผ่นดินยังคงทรุดตัวอยู่ เราจึงต้องกลับมาถามว่าทำไมมันยังทรุด มีการลักลอบใช้น้ำหรือเปล่า หรือเป็นเพราะสาเหตุอื่น เช่น ลักษณะการใช้ที่ดินเปลี่ยนไป มีตึกสูงมากขึ้น ก็ต้องพยายามหาสาเหตุให้ได้

และต้องเข้าใจด้วยว่าการทรุดตัวไม่ได้หยุดลงทันที แม้บางพื้นที่เราจะพบว่าระดับน้ำใต้ดินได้กลับมาสู่สภาพเดิม ก่อนมีการขุดไปใช้เยอะๆ ส่วนนั้นก็ต้องมีการศึกษาด้วยว่าเป็นเพราะอะไร หรืออย่างที่บอกว่ากรุงเทพฯ ขยายตัวคนก็มาอยู่เยอะขึ้น

โลกสีเขียว : ยิ่งเมืองขยายตัวเติบโต ก็เป็นความเสี่ยงที่จะทำให้แผ่นดินทรุดตัวมากขึ้น

ถูกต้อง จริงๆ เป็นปัญหาของเมืองใหญ่ทุกเมืองในโลก โดยเฉพาะเมืองที่อยู่ใกล้ที่ราบลุ่มแม่น้ำอย่างกรุงเทพฯ เช่น ที่โตเกียวในประเทศญี่ปุ่นเองก็มีปัญหาดินทรุด แต่ความเร็วในการทรุดตัวของแต่ละพื้นที่ไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับลักษณะทางธรณี การใช้น้ำ รวมถึงลักษณะของสิ่งปลูกสร้างที่แตกต่างกัน

โลกสีเขียว : ประเทศญี่ปุ่นที่มีปัญหาดินทรุดเช่นกัน เขาแก้ปัญหานี้อย่างไร?

หลักๆ มี 2 ส่วน คือมาตรการควบคุมการใช้น้ำ  คล้ายกับที่ประเทศไทยทำ ในบางพื้นที่ห้ามสูบน้ำบาดาล บางพื้นที่ใช้น้ำบาดาลได้ แต่คิดค่าน้ำแพงกว่า เพื่อชักจูงให้คนหันไปใช้น้ำผิวดินหรือน้ำประปามากขึ้น เนื่องจากเหตุผลส่วนหนึ่งที่คนนิยมใช้น้ำบาดาล เพราะมีราคาถูก อีกมาตรการหนึ่งที่ประเทศญี่ปุ่นดำเนินการอยู่ คือการบังคับด้วยผังเมือง ให้มีพื้นที่สีเขียวมากขึ้น เพราะผืนดินในบริเวณที่มีการสร้างตึกจะถูกปกคลุมด้วยของแข็ง ปูน อิฐ น้ำฝนที่ตกลงมาก็จะซึมผ่านไม่ได้ อัตราที่น้ำจะซึมเข้าไปทดแทนในใต้ชั้นดินก็จะเป็นไปได้ช้า 

โลกสีเขียว : นอกจากการใช้น้ำบาดาล หรือการใช้ประโยชน์ที่ดินเปลี่ยนไป การเปลี่ยนแปลงทางกายภาพของเปลือกโลกเองมีส่วนเกี่ยวข้องไหม

ถ้าพูดในเชิงสัมบูรณ์ หลังเกิดแผ่นดินไหวใหญ่ที่เกาะสุมาตราเมื่อปี 2547 (แผ่นดินไหวครั้งนี้ทำให้เกิดสึนามิที่สร้างความเสียหายให้หลายประเทศรวมทั้งประเทศไทย) ทำให้เปลือกโลกชั้นหินในเกาะสุมาตรา ประเทศมาเลเซีย และประเทศไทยลดระดับลง ซึ่งเป็นการลดลงทั้งผืนใหญ่ กรณีกรุงเทพฯ ทุกที่น่าจะลดระดับลงพอๆ กันจากสาเหตุนี้ จึงไม่น่าจะสร้างปัญาหามาก ข้อมูลจากจีพีเอสและแบบจำลองที่เรามีอยู่คาดการณ์ว่าแผ่นเปลือกโลกน่าจะทรุดตัวไม่เกิน 10 เซนติเมตร ดังนั้นแผ่นดินทรุดที่เกิดจากแผ่นดินไหวจึงเป็นเพียงประมาณ 10%เมื่อเปรียบเทียบกับการทรุดตัวของชั้นดิน ชั้นตะกอนที่มาจากการสูบน้ำบาดาล ซึ่งจะว่าไปแล้วส่วนนี้เกิดจากฝีมือมนุษย์เป็นผู้ทำให้เกิดขึ้นเอง ส่วนการลดระดับของเปลือกโลกที่เป็นไปตามธรรมชาติ เราทำอะไรไม่ได้มากอยู่แล้ว

โลกสีเขียว : การทรุดตัวของแผ่นดิน กระทบอะไรกับคนเมืองบ้าง

ผลกระทบจะเป็นในแง่ความเสียหายเล็กๆ น้อยๆ ที่กระจายไปทั่ว  แน่นอนว่าเมื่อมีการทรุดตัวหลายตึกอาจจะต้องเสริมบันไดต้องซ่อมถนนเนื่องจากถนนหรือฟุตปาธที่มีโครงสร้างอยู่บนผิวดิน ไม่มีเสาเข็มรองรับ จะทรุดตัวเร็วกว่าตึก ขณะตึกที่มีเสาเข็มยืนอยู่บนชั้นทรายแม้จะทรุดตัวลงเหมือนกัน แต่ก็ทรุดช้ากว่า เหล่านี้จึงเป็นผลกระทบที่มีค่าใช้จ่ายเล็กๆ น้อยๆ แต่เกิดขึ้นในวงกว้างกับคนส่วนใหญ่เพื่อแลกกับการเอาน้ำบาดาลใช้

โลกสีเขียว : ในส่วนผลกระทบระยะยาว เราจะต้องเผชิญกับอะไร

ปัญหาของกรุงเทพฯ คือ มีระดับผิวดินที่ต่ำและอยู่ใกล้น้ำทะเลมาก ต่างจากพื้นที่อื่น เช่น เมืองเชียงใหม่ ถ้าแผ่นดินบริเวณนั้นทรุดปีละ 5 เซนติเมตร 10 เซนติเมตร  20 ปีก็ไม่มีผลอะไร เพราะในแง่ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นมีน้อย เนื่องจากภูมิศาสตร์ที่ตั้งของกรุงเทพฯ ทำให้ดินทรุดเป็นปัญหาใหญ่สำหรับเรา หรืออย่างบริเวณรามคำแหงที่ผลการวัดตัวเลขค่าระดับ อยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเลปานกลาง ถ้าฝนตกลงมาพื้นที่นั้นก็จะเป็นแอ่ง ทำให้ไม่สามารถระบายน้ำตามธรรมชาติได้ ต้องสูบน้ำออก ก็กลายเป็นค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น นอกจากนั้นสภาพภูมิประเทศที่เปลี่ยนไปจากดินที่ทรุดตัวไม่เท่ากัน ยังทำให้พื้นที่ซึ่งเคยสูงอาจทรุดตัวจนอยู่ต่ำกว่าอีกพื้นที่หนึ่ง ท่อระบายน้ำที่ออกแบบมาให้ใช้งานในปัจจุบันก็จะใช้งานได้ไม่เต็มที่ แม้แต่ปัญหาท่อประปาแตกก็อาจมีสาเหตุจากการทรุดตัวของดินที่ไม่เท่ากันนี้ด้วย และถ้ายิ่งไม่มีระบบป้องกันแล้วแผ่นดินทรุดต่ำลงเรื่อยๆ แน่นอนว่าในที่สุดเราก็ต้องเจอกับปัญหาน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้น ชายฝั่งก็จะค่อยๆ หายไป ขณะแผ่นดินก็จะค่อยๆจมลง

หลายคนอาจเห็นว่านี่เป็นปัญหาระยะยาว ซึ่งทั่วไปปัญหาระยะยาวมักจะไม่ได้รับความสนใจ โดยเฉพาะเมื่อปัญหาระยะสั้นเป็นเรื่องใหญ่โตอย่างน้ำท่วมเมื่อปีที่ผ่านมา ทรัพยากรทั้งหมดของรัฐบาลจึงทุ่มให้กับการแก้ปัญหานั้น ทำให้ปัญหาระยะยาวถูกละเลย ถูกผลัก  แต่นั้นก็เป็นเพียงการซื้อเวลาไปเรื่อยๆ นี่จึงเป็นปัญหาระยะยาวที่อันตราย

โลกสีเขียว : ระยะยาวอีก 10 ปี หรือ 100 ปีข้างหน้า กรุงเทพฯ มีโอกาสกลายเป็นเมืองที่อยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเลไหม

ผมว่าเราก็มีสิทธิ์ เพียงแต่ต้องไม่ปล่อยให้เป็นอย่างนั้น ไม่ปล่อยให้มันจมแล้วไปแก้ปัญหาทีละจุด เมื่อเรามีความรู้ มีประสบการณ์ก็ควรหาทางป้องกันไว้ก่อน การป้องกันในราคาถูกที่สุด อาจไม่จำเป็นต้องสร้างโครงสร้างขนาดใหญ่อะไร แต่อาจใช้เพียงการบริหารจัดการน้ำที่เหมาะสม

โลกสีเขียว : ที่ผ่านมา มีการประเมินความเสียหายทางเศรษฐกิจไหม

ที่เป็นระบบจริงๆ ผมยังไม่เห็น แต่ก็อาจจะมี คำถาม คือเรากำลังจะประเมินความเสียหายของใคร ถ้าประเมินความเสียหายของแต่ละกลุ่มมันประเมินง่าย อย่างไรก็ตามต้องไม่ลืมว่ามีกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากการใช้น้ำบาดาล เราต้องการน้ำ มนุษย์ขาดน้ำไม่ได้ จึงต้องไม่มองว่าคนเอาน้ำบาดาลมาใช้นั้นเป็นผู้ร้าย

ถ้าระบบน้ำประปาไม่สามารถให้บริการได้ทัน แต่คนต้องการพัฒนาที่อยู่อาศัยแล้วจะเอาน้ำมาจากไหน ก็ต้องเอาน้ำใต้ดินมาใช้ซึ่งผมว่าถูก ถือเป็นประโยชน์ในการพัฒนาประเทศ ทีนี้ต้องดูว่ามันมีส่วนที่ได้ประโยชน์จากการนำน้ำบาดาลมาใช้กับส่วนที่สร้างความเสียหาย เมื่อเปรียบเทียบกันแล้วในที่สุดผลเป็นบวกหรือเป็นลบ ก็ต้องทำการศึกษาซึ่งต้องยอมรับว่ายาก

โลกสีเขียว : แล้วจะทำอย่างไรให้สมดุล

นี่เป็นโจทย์สำคัญที่ต้องมอง ต้องบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ จากน้ำ 2 แหล่ง ทั้งน้ำผิวดินกับน้ำใต้ดิน เราจะจัดการน้ำสองแหล่งนี้อย่างไรให้สมดุล ถ้าไม่ใช้น้ำใต้ดินเลยผมว่าก็ไม่ฉลาด แต่จะใช้อย่างไรให้ยั่งยืน หรือเมื่อไปผนวกกับการใช้น้ำผิวดินแล้วทำให้สิ่งแวดล้อมไม่เสียหาย ไม่มีผลกระทบระยะยาว โดยต้องไม่บั่นทอนความสามารถในการแข่งขันของประเทศ หรือไม่ทำลายโอกาสที่จะเอื้อต่อการพัฒนาเมือง จึงเป็นโจทย์ใหญ่ที่คิดยากและมีปัจจัยเกี่ยวข้องมากมาย ทั้งยังเป็นโจทย์ที่ต้องคิดทั้งระบบไม่เฉพาะแต่กรุงเทพฯ อย่างสมุทรสาครก็เริ่มมีปัญหาดินทรุด เนื่องจากมีโรงงานไปตั้งอยู่มากขึ้น ฉะนั้นถ้าเราแก้แต่ปัญหาในกรุงเทพฯ สุดท้ายปัญหาก็จะไปเกิดขึ้นที่อื่นอยู่ดี ภาพรวมที่ต้องมองจึงไม่ใช่แค่วิธีคิด แต่ต้องเป็นภาพรวมในเชิงพื้นที่ด้วย ไม่เช่นนั้นจะเป็นการผลักภาระไปให้ที่อื่น

โลกสีเขียว : แนวทางการจัดการน้ำใต้ดินควรเป็นอย่างไร

ส่วนใหญ่จะมีมาตรการเชิงบังคับ แต่เป็นการบังคับหลังเกิดปัญหาแล้ว อย่างเขตวิกฤตน้ำบาดาลห้ามสูบ ก็ถูกบังคับหลังแผ่นดินบริเวณนั้นทรุดไปหลาย 10 เซนติเมตรแล้ว มาตรการทางกฎหมายจึงต้องมองระยะยาว ต้องคิดถึงมาตรการเชิงป้องกันด้วย แทนที่จะสนใจหามาตรการเพื่อแก้ไขเพียงอย่างเดียว หรือเมื่อมีมาตรการเชิงบังคับก็ต้องพิจารณาด้วยว่าเข้มงวดพอหรือไม่

ถ้ามองทั้งระบบ คือต้องทำให้การสูบน้ำบาดาลมาใช้ไม่มากกว่าน้ำที่จะสามารถไหลไปทดแทน แต่ตอนนี้อัตราการไหลเข้าทดแทนก็มีปัญหา เนื่องจากผิวดินถูกปกคลุมด้วยวัตถุทึบน้ำเช่น อาคาร ถนน ลานจอดรถ เราไปควบคุมแต่ผู้สูบน้ำฝั่งเดียวไม่พอ ต้องคุมฝั่งนำน้ำเข้าไปทดแทนด้วย ว่าทำอย่างไรถึงจะเปิดพื้นที่สีเขียวให้มากขึ้น เพื่อให้น้ำไหลเข้าไปทดแทนได้มากพอ อย่างไรก็ตามนี่เป็นเรื่องที่ต้องสมดุล การเปิดพื้นที่เพื่อให้น้ำเติมกลับไปในชั้นใต้ดินยังไม่ค่อยมีใครคุย อาจจะมีการคุยกันในเชิงแนวคิด แต่ก็ยังคงขาดมาตรการที่จะนำไปใช้ ปฎิบัติได้จริง ฉะนั้นเรื่องผังเมือง เรื่องสิ่งแวดล้อมก็ต้องเอาเรื่องนี้ไปคิดด้วยว่าจะทำอย่างไรให้น้ำมีพื้นที่ในการไหลกลับไปสู่ตัวระบบได้มากขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่พูดง่ายทำยาก เพราะเวลาพูดถึงคำว่าพัฒนา ก็มักหนีไม่พ้นนิคมอุตสาหกรรม บ้านจัดสรร ถนน ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นตัวปิดทางเข้าของน้ำผิวดินที่จะเติมลงไปเป็นน้ำใต้ดินทั้งสิ้น

โลกสีเขียว : ปัจจุบันมีเทคโนโลยีที่จะช่วยเติมน้ำใต้ดินบ้างไหม

มีครับ การเติมน้ำใต้ดินทำได้อยู่แล้วแต่มีต้นทุน ซึ่งนั่นเป็นทางเลือกหนึ่ง แต่ก็มีข้อกังวลว่าอาจจะทำให้เกิดการปนเปื้อน เพราะถ้าเป็นการไหลของน้ำโดยธรรมชาตินั้น น้ำจะผ่านระบบการกรองของชั้นหิน ดิน ทรายต่างๆ น้ำใต้ดินยิ่งลึกจึงยิ่งเป็นน้ำคุณภาพดี  การเจาะทะลุให้น้ำไหลผ่านท่อลงไปจึงต้องใช้น้ำสะอาดด้วย ไม่เช่นนั้นจะก่อให้เกิดการปนเปื้อนในแหล่งน้ำใหญ่ข้างล่าง

แต่ถามว่ามีทางเลือกอื่นหรือเปล่าผมว่ามีเยอะแยะ...ทางออกมีได้หลายทาง ไม่จำเป็นต้องเลือกทางใดทางหนึ่ง การมองว่าปัญหานี้ต้องแก้ด้วยคำตอบใดเพียงคำตอบหนึ่ง หรือมีคำตอบสำเร็จรูป ผมว่าไม่ใช่ เพราะของจริงมีทางเลือกได้สารพัด และอาจผสมผสานทางเลือกต่าง ๆ ได้ต้องเปิดกว้าง โดยทั้งหมดต้องอยู่บนพื้นฐานที่ไม่ทำร้ายตัวเองทั้งในระยะสั้น และระยะยาว

 

Share this

 

creative-commonsแสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน 3.0 ประเทศไทย
พัฒนาเว็บไซต์โดย โอเพ่นดรีม