เล่าเรื่องเมืองกรุงเทพฯ ในสายตาคน 3 รุ่น

anake_pattama_suwikrom

เรื่อง : กรวิกา วีระพันธ์เทพา / ภาพ : ขวัญชาย ดำรงค์ขวัญ

เอนก นาวิกมูล เขาเกิดปี พ.ศ. 2496 ที่อำเภอระโนด จังหวัดสงขลา แต่มาใช้ชีวิตที่กรุงเทพฯ จริงๆ ในช่วงวัยรุ่นเมื่อปี 2515 ด้วยความช่างสังเกต ช่างเก็บ และช่างค้นคว้า ทำให้เขาสังเกตสิ่งของรอบตัวอย่างละเอียดลออมาโดยตลอด จนทุกวันนี้หลายคนรู้จักเขาดีในฐานะ “คนเก็บอดีต” และผู้ก่อตั้ง “บ้านพิพิธภัณฑ์”

ปฐมา หรุ่นรักวิทย์ สถาปนิกมาดลุยวัย 40 ต้นๆ เธอเป็นคนกรุงเทพโดยกำเนิด จบการจากโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ ต่อด้วยคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร และตัดสินใจไปเรียนต่อที่ประเทศอังกฤษ หลังจากกลับมาเมืองไทย เธอใช้ความรู้และใจรักออกแบบวางผังชุมชน พัฒนาชุมชนเมือง ในฐานะบริษัท CASE STUDIO โดยมีหลักคิดสำคัญว่าสถาปนิกไม่ใช่ผู้กำหนดแบบอาคารเพียงคนเดียว แต่เป็นผู้รับฟังความต้องการจากเจ้าของพื้นที่ แล้วทำให้อาคารนั้นตอบความต้องการได้มากที่สุด
 
สุวิกรม อัมระนันท์ หรือ เปอร์ เด็กหนุ่มอายุ 23 ปี นักจัดรายการประจำคลื่นขวัญใจวัยรุ่น เคยฝากฝีมือในบทบาทพิธีกรที่หลายคนชื่นชม เขาเกิดและโตที่กรุงเทพฯ ในพื้นที่ที่เรียกว่าเป็นย่านธุรกิจ ทั้งเรียนและทำงานไปด้วย พบปะผู้คนมากมาย จนดูเหมือนชีวิตของเขาจะวุ่นวายกว่าคนในวัยเดียวกัน และหล่อหลอมให้ความคิดเขาโตกว่าวัยเช่นเดียวกัน

3 คน 3 รุ่น จะมาบอกเล่าความทรงจำ รวมทั้งมุมมองต่อปัจจุบันและอนาคตของเมืองนี้ ซึ่งสะท้อนพัฒนาการเมืองกรุงเทพฯ แต่ละช่วง จากวันที่ที่นี่มีประชากรเพียง 8 แสนกว่าคน จนถึงวันนี้ที่มีถึงกว่า 5 ล้านคน เกิดอะไรขึ้นบ้าง แน่นอนว่ามีอะไรให้เรียนรู้ได้อย่างน่าสนใจ
 

กรุงเทพฯ ในความทรงจำ
 
เอนก : ที่บ้านผมเป็นร้านขายเครื่องเขียนกับหนังสือ ก่อนมากรุงเทพฯ ก็ได้อ่านได้ดูรูปจากพวกชัยพฤกษ์ ดรุณสาร หรือนิยายอะไรพวกนี้ เราก็รับรู้ผ่านหนังสือเหล่านั้น ก็เหมือนเด็กต่างจังหวัดทั่วไปนะ มองว่ากรุงเทพฯ ต้องทันสมัยแน่นอน มีตึกรามบ้านช่อง ผู้คนแต่งตัวทันสมัย

จนเข้ามาจริงๆ ปี 2515 เพื่อมาเรียนที่รัฐศาสตร์ จุฬาฯ และเป็นจุดเริ่มต้นที่ออกสำรวจกรุงเทพฯ เนื่องจากก่อนหน้านั้น ผมอ่านหนังสือของ น. ณ ปากน้ำ (ประยูร อุลุชาฎะ) รู้สึกเศร้าใจมากที่วัดถูกรื้อทำลาย พวกเจดีย์ โบสถ์ วิหาร จิตรกรรมฝาผนัง เพราะเสียดายศิลปวัฒนธรรมในนั้น พอวันเสาร์-อาทิตย์ก็เลยออกไปสำรวจวัดตามหนังสืออาจารย์ น. ณ ปากน้ำ ตอนนั้นอยู่หอพักจุฬาฯ เดินทางไปไหนมาไหนด้วยรถเมล์ ราคา 50 สตางค์ 25 สตางค์ก็ยังมี แต่รถรางนี่เลิกไปปี 2511 ก่อนผมเข้ามา ก็ไปเดินสำรวจวัด นั่งสเก็ตช์ภาพอะไรอย่างนี้

ช่วงนั้นวัดวาอารามมันเริ่มเปลี่ยนแปลงแล้ว มันถูกทำลายตั้งแต่ยุค 2500 เป็นต้นมา วัดพัฒนาจะถูกรื้อของเก่าเยอะมาก แล้วก็สร้างของใหม่ขึ้นมา เจ้าอาวาสก็ได้สมณศักดิ์ขึ้นมาในฐานะที่พัฒนาวัด แต่ก็ไม่ได้คิดเลยว่าขณะที่พัฒนาวัดก็ถูกทำลายไปเยอะมาก ยกตัวอย่างวัดอินทร์ บางขุนพรหม ที่เรานับถือหลวงพ่อโต โบสถ์ถูกรื้อทิ้งเมื่อยุค 2490 กว่า ในโบสถ์นั้นไม่มีใครสนใจเลยว่ามีภาพเขียนประวัติหลวงพ่อโตเต็มเลยในโบสถ์เก่า

คลองเป็นการเดินทางที่ดีเลยครับ ผมนั่งเรือสำรวจคลองตั้งแต่ 2515 ตรงท่าช้าง เข้าคลองบางกอกน้อย มาวัดพิกุลเงิน คลองอ้อม ออกหน้าวัดเฉลิมพระเกียรติ แล้วก็ไปถึงหอนาฬิกาเมืองนนท์ ก็จะเห็นวัดสมัยอยุธยา สมัยต้นรัตนโกสินทร์เต็มไปหมด เดี๋ยวนี้ก็คือย่านวัดสวนแก้ว วัดพิกุลเงิน

การสำรวจนี่ทำให้เราได้เห็นคลองมหานาค สมัยก่อนตรงสี่แยกโบ๊เบ๊ก็ยังพอจะมีเรือให้ดู มีคนมาค้าขายคึกคัก ตลาดน้ำทวีทรัพย์ตรงบางแคก็มีคลองราชมนตรี ต้องนั่งเรือจากสะพานพุทธมาบางแวก วัดฉม ต่อจากบางแวกก็มาราชมนตรีขึ้นที่ตลาดบางแค ตอนนั้นค่าเรือด่วน 2-3 บาท ผมก็เดินไปตามวัดต่างๆ ที่ยังเป็นสวนอยู่มาก

ปฐมา : พี่เกิดที่สุขุมวิท 71 ซอยพานิชกุล เรียนโรงเรียนอนุบาลแถวนั้น สภาพแวดล้อม อาคารบ้านเรือนมันก็ไม่วุ่น ไม่เยอะแยะขนาดนี้ แถวสุขุมวิทเป็นบ้านจริงๆ ไม่ใช่คอนโด ยังไม่มีอพาร์ตเมนต์ อาจจะมีโรงแรมบ้าง แต่ไม่มาก สองข้างทางเป็นตึกแถว 2-3 ชั้น มีร้านอาหาร ร้านบะหมี่ ร้านข้าวต้มเป็ด ตลอดสองข้างทางยังจอดรถได้

จากนั้นก็ย้ายบ้านจากสุขุวิทมาแถวมีนบุรีช่วง ป. 2 ตอนนั้นที่นี่เป็นทุ่งเลย แล้วจากเดิมที่รู้สึกว่าบ้านเรายกซู้งสูง แต่ทำไมตอนนี้มันเตี้ยก็ไม่รู้ (หัวเราะ) เพราะถนนมันถมมากขึ้นเรื่อยๆ นี่ถ้าไม่สร้างสูงแต่แรกคงไม่เหลือแล้ว (หัวเราะ) ตอนนั้นถนนมีแค่ 2 เลน บ้านพี่อยู่ติดคลอง จำได้ว่ายังว่ายน้ำในคลองแสนแสบได้ ถนนรามคำแหงนี่ใช้ไม่ได้หรอก เพราะมันเป็นปลักโคลน ต้องใช้เส้นสุขาภิบาล 1-2 นวมินทร์ เสรีไท จำได้ว่ารถก็ไม่เห็นมีแอร์ก็อยู่ได้ เปิดหน้าต่างแทน เพิ่งมาติดแอร์ตอนพี่ใกล้ๆ มัธยม

สมัยเด็กๆ สาทรยังมีคลองนะ ถนนรามอินทราก็มีคูน้ำสองข้าง คลองยังเยอะแยะ คลองแสนแสบแถวบ้านก็มีการสัญจรจริงๆ จำได้ว่าคนใช้ผ้าขาวม้าโบกเรือ มีก๋วยเตี๋ยมเรือขาย แต่ตอนนี้ไม่มีแล้ว

สุวิกรม : ผมเกิดที่เอกมัยครับ ตอนที่ผมเด็กมากๆ แถวนั้นก็ยังไม่ใช่ย่านที่เที่ยวกลางคืนเยอะ แต่ถนนเอกมัยก็เจริญแล้ว รถติดแล้ว เพราะเป็นถนนที่ตัดผ่านระหว่างสุขุมวิทไปเพชรบุรีตัดใหม่ มีรถสัญจรเยอะ แต่อาคารบ้านเรือนตอนนั้นถึงวันนี้ก็ไม่ได้เปลี่ยนอะไรไปมาก

แต่ภาพที่ผมจำแม่นก็คือบนถนนเส้นเอกมัย สุขุมวิท 63 สมัยนั้นยังมีการขายพวงมาลัย คือไม่ใช่เด็กมาเดินขายนะครับ เป็นโต๊ะตั้งเลย จะมีไฟม่วงไฟฟ้าตามริมถนน ป้าแก่ๆ นั่งขาย มีเป็นสิบเจ้าเลย เยอะขนาดว่าเวลาบ้านผมไปไหนข้างนอกมา ถ้าผมหลับไปแล้วตื่นขึ้นมาเห็นไฟพวกนี้ เราจะรู้เลยว่าใกล้ถึงบ้านแล้ว แต่มารู้ตัวอีกทีก็ไม่เห็นแล้ว

คุณพ่อเคยเล่าว่าบ้านเราเป็นบ้านหลังแรกๆ เลยในย่านนั้น รอบบ้านมีแต่ทุ่ง มีควายด้วย แต่ผมเกิดไม่ทันเห็นนะ ตอนที่ผมเกิดก็ยังเป็นป่าอยู่นะ แต่ก็เริ่มขึ้นอาคารต่างๆ บ้าง ผมว่าผมโชคดีนะ ตอนเด็กๆ ยังมีลำธาร มีต้นไม้หลายชนิดมาก รู้สึกว่าเราอยู่ในเมืองที่ได้เห็นอะไรหลายอย่างด้วย คิดว่าได้เปรียบกว่าเพื่อนที่ไม่มีโอกาสที่แวดล้อมด้วยสิ่งเหล่านี้ เพราะบรรพบุรุษให้โอกาสที่ดีกับเรา เราก็เลยเห็นคุณค่าของธรรมชาติ

เมื่อก่อนมีทั้งต้นหูกวาง ต้นมะม่วง ตอนเด็กๆ บ้านผมมีมะม่วงกินทุกวันนะ มีมากกว่า 8 ต้น ทั้งน้ำดอกไม้ เขียวเสวย อกร่อง พวกสัตว์อย่างกระรอก มดแดง หอยทาก ตะขาบ อึ่งอ่างก็เต็มบ้านเลย แต่เดี๋ยวนี้ไม่เห็น ตอนเด็กๆ ผมภูมิใจมากเวลามีนกแปลกๆ บินมาในบ้าน อยู่กับสิ่งเหล่านี้มาโดยตลอด ด้วยความเป็นเด็กเราก็ตื่นเต้นกับสิ่งเหล่านี้มาโดยตลอด ถามว่าเสียดายไหม ก็ไม่ได้เสียดาย แต่มานั่งนึกดู เออเราเอาเปรียบมันนะ

แต่พอถึงตอนนี้ คนในครอบครัวเพิ่มขึ้น แม้กระทั่งต้นไม้ในบ้านเราเองยังไม่สามารถเอาไว้ได้ ตอนนี้ก็เหลือต้นมะขามต้นเดียว เป็นต้นใหญ่มาก สูงกว่าตึก 4 ชั้น ซึ่งผมว่าบ้านเมืองมันก็โตไปตามธรรมชาติ
 

จากวัดวา นอกเมือง ถึงตีพูล : สถานที่ในใจของแต่ละคน

เอนก : (คิดนาน) รถมันยังไม่ติด (หัวเราะ) ไปไหนก็สะดวก นั่งรถเมล์ได้สบาย ถ้าดูหนังฝรั่งก็ไปฮอลลีวู้ดตรงสี่แยกราชเทวีซึ่งจะมีน้ำพุอยู่ตรงสี่แยก ตอนนี้ก็รื้อไปแล้ว แล้วถ้าอยากไปซื้อหนังสือก็ไปที่วังบูรพา ซึ่งตรงนี้เดิมเป็นวังเก่าของน้องชายรัชกาลที่ 5 กรมพระยาภานุพันธ์ วังเก่านั้นสวยมาก สร้างตั้งแต่ปี 2419 แล้วมารื้อในยุค 2490 เพราะเจ้านายท่านต้องแบ่งมรดก รื้อแล้วก็กลายเป็นศูนย์การค้าวังบูรพา และกลายเป็นแหล่งขายหนังสือซึ่งเราจะต้องไป ก็ไปเดินเลือกซื้อหนังสือมีความสุข แต่ขณะเดียวกันก็เราก็รู้สึกว่า แหม ไม่น่ารื้อเลย วังเก่า

นอกนั้นก็สนามหลวง ประทับใจตรงที่มีร้านหนังสือที่ชอบ เพราะเราชอบอ่านหนังสือ แผงหนังสือสนามหลวงก็มีมาตั้งแต่ยุค 2490-2500 คือเดิมขายอยู่ที่ริมคลองเมืองเดิมก่อน แล้วก็มาตั้งแผงถาวรยุค 2500 และรื้อย้ายไป สิ้นสุดยุค 2530 ถูกย้ายไปจตุจักร ส่วนสนามหลวงที่มีตลาดนัดถูกย้ายปี 2525 เพื่อฉลองกรุงฯ คือย้ายตลาดนัดไปก่อน ร้านหนังสือยังทู่ซี้อยู่ไปอีก 5 ปี

ร้านหนังสือตรงนั้นผมซื้อหนังสือเล่มแรกคือหนังสืองานศพพระเจนดุริยางค์ ที่นั่นเป็นแหล่งที่เราได้รับหนังสือดีๆ เยอะมาก เอามาใช้ทำมาหากิน มาเขียนหนังสือ มาพูดถึง มันเป็นแหล่งที่ผมไปเดินแล้วมีความสุข

ส่วนสมัยนี้ ไปวัดนี่ยากมากแล้ว ฝั่งกรุงเทพฯ ไม่ต้องพูดถึงเลย ยกเว้นตั้งใจไปดูจิตรกรรมฝาผนังหรือตั้งใจไปทำธุระ วัดกรุงเทพฯ เดี๋ยวนี้พุทธพาณิชย์เต็มไปหมด ทั้งที่ควรจะเป็นวัดที่สงบ สวยงาม ตอนนี้เลยไม่รู้จะไปวัดไหน เพราะวัดก็สร้างอาคารใหม่ขึ้นมาอีกมากมายไปหมดเลย ไม่รู้จักพอเลย เราไม่สามารถไปหาความสงบได้

ถ้าเป็นตลาดแต่ก่อนก็ยังมีไปกินอะไรนิดหน่อยที่นางเลิ้ง แต่ตอนนี้ก็แทบไม่ได้ไปอีกเลย เพราะถ้าจะไปก็ต้องเอารถไป แต่ไปแล้วก็ไม่รู้จะไปจอดที่ไหน ส่วนใหญ่ไปเที่ยวตลาดฝั่งแม่น้ำท่าจีนมากกว่า ยังปลอดภัยจากความแออัดอยู่

ปฐมา : ที่ชอบไปเหรอ (คิดนาน) ไม่ค่อยมีเลย ...ถ้าในเมืองน่าจะชอบเขาดิน เพราะส่วนมากไปนอกเมืองเลย เช่น เขาใหญ่ ชลบุรี เพราะจากตรงนี้ไปมันง่าย ที่เขาดินนี่ไปตั้งแต่เด็ก ตั้งแต่เรียนศิลปากรถ้าคิดงานไม่ออกก็ไปนั่งในเขาดิน พอหลานโตก็พาไป แต่ล่าสุดไม่ได้ไปหลายปีแล้ว (หัวเราะ) ต้นไม้เยอะ มีอะไรหลายอย่าง ให้ไปเดินห้างก็ไม่ไหว วุ่นวาย จตุจักรก็ร้อน คือเงื่อนไขเยอะไง (หัวเราะ) ก็เลยนอนอยู่บ้านหรือไปตลาดแถวนี้ดีกว่า

ตอนเด็กชอบออกไปข้างนอกเพราะพ่อจะพาไปกินข้าวที่เป็นร้านอาหารจริงๆ ไม่ใช่ร้านในห้าง แล้วก็ไปสวนลุม ท้องฟ้าจำลอง งานกาชาด งานออกร้านราชทัณฑ์ แต่ตอนนี้แทบไม่อยากออกไปไหน รู้สึกมันเป็นเรื่องไม่สนุกเพราะมันร้อน และไม่มีที่จอดรถด้วย อย่างเดินตลาดนี่ยังต้องดูวันดูเวลาเลย ไปตอนร้อนๆ นี่เป็นลมแน่ หรือไปตอนบ่ายเดี๋ยวรถก็ต้องแน่นมาก ก็ต้องเลือกเวลาดีๆ

สุวิกรม : ไปอโศกครับ ชอบไปตีพูล ถ้าแถวบ้านก็ชอบไปร้านกาแฟ อ่านหนังสือ ดูสาวๆ (ยิ้ม) โชคดีไง คนที่อยู่ไกลยังจะมาแถวนี้ บ้าหรือเปล่า ที่เที่ยวแถวนี้เพราะมันแถวบ้าน บางคนมาจากเมืองทอง มาจากรังสิต เพราะแถวนี้มันเจริญไง คนอื่นอยากมา แต่เรานี่ใกล้ๆ บ้านเลย
 

อากาศกรุงเทพฯ หนาว ร้อน จนถึงแปรปรวน

เอนก : สมัยก่อนมันก็ร้อนนะ แต่มันก็รับได้สบายๆ สามารถเล่นกีฬากลางแจ้งได้ ตอนนั้นแอร์ยังน้อยอยู่นะ แม้ว่าจะเข้ามานานแล้ว ช่วงยุค 2490 ก็มีโฆษณาแอร์แล้ว

แต่ตอนนี้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงเลย เห็นชัดเลยว่าในรอบ 2 ปีนี้อากาศเปลี่ยนอย่างแรงเลย นอกจากเรื่องสึนามิ เรื่องฝนตกหนักแล้ว เราจะรู้สึกว่าตอนนี้ถึงแม้ฝนจะตก แต่ร่างกายมันเหมือนมีเหงื่อ บางครั้งตอนนอนก็ต้องเปิดแอร์ มันจะไม่เหมือนสมัยก่อนที่มันเย็นสบาย ตอนนี้อากาศอบอ้าวและร้อนมากขึ้นแน่นอน เวลาหนาวก็หนาวจัด

ปฐมา : สมัยเด็กๆ มีผ้าห่มสองชนิดนะ ดูฝรั่งมาก มีผ้าห่มบางๆ พอช่วงหน้าหนาวจะมีผ้าห่มเป็นเหมือนผ้านวมอีกผืน ใส่ชุดนอนผ้าสำลี ซึ่งถ้าเอามาใส่สมัยนี้ร้อนตายเลย จำได้ว่ามันมีการใส่เสื้อหนาวไปโรงเรียน แล้วไม่ใช่วันเดียว หลายวัน เป็นเทศกาลเลย แต่บางทีก็ไม่แน่ใจเหมือนกันนะ เพราะบางทีเด็กมันมองอะไรนาน จริงๆ อาจจะแป๊ปเดียว แล้วพอขึ้นมัธยมก็ไม่เคยใส่เสื้อกันหนาวไปโรงเรียนเลย เพิ่งมาได้ใส่เมื่อปีสองปีนี้ที่มันหนาวประหลาดๆ

สุวิกรม : ตอนเด็กๆ ก็ได้ใส่เสื้อกันหนาวไปโรงเรียน ซึ่งเดี๋ยวนี้ก็มีนะ อาจจะหนาวกว่าสมัยก่อนด้วย จำได้ว่าช่วง 2 ปีที่แล้วอยู่จังหวัดใกล้ๆ กรุงเทพฯ ตอนนั้นหนาวมาก แต่วันต่อมาก็ร้อนฉิบหายเลย แต่ช่วงที่ผมเรียน หนาวก็หนาวยาว เป็นฤดูกาล แต่ตอนนี้มันไม่ใช่ สมัยเด็กๆ ผมสามารถอยู่กลางแจ้งได้นานๆ แต่ตอนนี้มันร้อนมากเลย โตมาผมก็เลยเป็นคนชอบกลางคืนมากกว่า
 

เล่าเรื่องน้ำท่วมในเมืองกรุง

เอนก : ปี 2526 นี่น้ำท่วมใหญ่ น้ำท่วมเข้าไปในบ้าน ต้องถมพื้นขึ้นมาอีกฟุตนึงเพื่อหนีน้ำ แล้วตอนหลังก็ต้องยกถนนขึ้น แต่ละบ้านก็ต้องออกตังค์กันคนละหมื่นสองหมื่น ซอยวัดจันทร์ประดิษฐ์ เพชรเกษม 48 น้ำถึงขาอ่อนเลยตอนปี 2526 เมื่อถนนมากขึ้น มันก็กั้นน้ำ เขื่อนก็มี มันก็เละตุ้มเป๊ะไปหมด ไม่รู้จะทำอย่างไร แต่ฝั่งธนฯ จะดีหน่อยที่มีประตูน้ำเปิดปิด จริงๆ แล้วมันก็มีมาตลอด เช่น 2460 2485 2518 2526 2538 สมัยก่อนเขาไม่รู้สึกว่าเป็นปัญหาใหญ่ เพราะว่าคนก็ยังน้อย และยังมีเรือ รัฐมนตรีไปประชุมยังนั่งเรือพายไปที่พระที่นั่งอนันตสมาคมเลย

ปฐมา : จากที่เราเรียนมาตั้งแต่เด็ก พื้นที่ตรงนี้มันคือที่ราบลุ่มปากแม่น้ำเจ้าพระยา จริงๆ แล้วโดยสถาปัตยกรรมบ้านพื้นถิ่นมันเป็นบ้านยกใต้ถุนสูงทั้งนั้น มันต้องท่วมอยู่แล้ว แต่พอวิถีชีวิตมันเปลี่ยนไป รูปแบบการพักอาศัยมันก็เปลี่ยนไปตามวิถีการดำเนินชีวิต มันก็ทำให้น้ำท่วมมีปัญหาเยอะ ประกอบกับเราก็ดันไปถมคลองเสียเอง มันมีระบบการระบายน้ำที่ดีมากอยู่แล้ว ถึงจะถมคลองๆ หนึ่งแล้วเปลี่ยนเป็นท่อระบายน้ำ ต่อให้ใหญ่แค่ไหนก็ไม่ดีเท่าคลอง

ตอนอยู่สุขุมวิทเคยเจอน้ำท่วมเหมือนกันนะ ตอนนั้นรู้สึกสนุกมาก เพราะแทนที่ปลามันจะอยู่ไกลๆ มันก็มาถึงบ้านเลย มีลูกอ๊อดด้วย แต่แม่คงไม่ชอบเพราะต้นไม้ตาย (หัวเราะ) แถมน้ำลดแล้วต้องมาเช็ดล้าง

สุวิกรม : ทุกวันนี้ผมก็รู้สึกว่าเราเอาเปรียบตางจังหวัดอยู่นะ ยกตัวอย่างเรื่องน้ำท่วม เราเป็นที่ราบลุ่ม น้ำที่ไหลมาก็ต้องไหลลงสู่ที่ต่ำ แต่ไม่ผ่านกรุงเทพฯ เพราะรัฐกันไม่ให้น้ำเข้ามา ไม่ให้เจอศูนย์กลางของกรุงเทพฯ เราเอาเปรียบนะ
 

กรุงเทพฯ วันนี้

เอนก : เรื่องเดินทางนี่ยังแย่ ไปไหนทีผมไม่อยากข้ามไปฝั่งกรุงเทพฯ เลย ถ้าไม่จำเป็น ขนาดจะไปซื้อของศึกษาภัณฑ์ยังคิดแล้วคิดอีก ไม่รู้จะไปจอดรถตรงไหน และมันก็ร้อน ไม่มีต้นไม้ จะไปพึ่งความเย็นในวัด วัดก็ตัดต้นไม้แล้วก็สร้างอาคารใหม่ใหญ่โตเต็มไปหมดไม่ว่าวัดหลวงวัดราษฎร์
 
พูดเรื่องนี้ก็ต้องไปเรื่องเสียง ซึ่งผมว่าเป็นปัญหาไม่แพ้เรื่องมลภาวะอื่นเลย สมัยก่อนเครื่องเสียงมันยังไม่ทรงอำนาจเท่าไหร่ มันยังเป็นกระบอกทรงดอกผักบุ้ง เสียงมันจะแหลมๆ ไม่ทุ้มมาก แต่ปัจจุบันมันเสียงทุ้ม เบสนี่สุดยอด ผมขับรถผ่านวัดสาย 1 โรงเรียนโพธิสาร ถ้าจัดงานวัด ขับรถผ่านกระจกสะเทือนเลยนะ แรงบีบอัดมันสูงมาก งานไหว้ศาลเจ้าแถวบ้านผม 10 วัน 10 คืน แทบระเบิด บางทีต้องหนีมานอนที่นี่ (บ้านพิพิธภัณฑ์) นั่นคือปัญหามลพิษทางเสียง เรื่องนี้เป็นเรื่องของสำนึกทั้งนั้นเลยที่คนไม่ได้ปูพื้นฐานการเคารพสิทธิอะไรพวกนี้

ปฐมา : กรุงเทพฯ ไม่มีผังเมือง ไม่มีการจัดการอย่างจริงจัง จน ณ วันนี้ก็ไม่มี ถนนที่เกิดน้อยเส้นนักที่เกิดจากการวางแผนเป็นระบบ สิ่งที่เกิดมาใหม่อย่างแถบนี้ (มีนบุรี) หรือที่ไหนๆ มันไม่ได้วางแผน คือ ฉันมีที่ ฉันอยากตัดถนนเข้าเท่านั้นเอง ทำให้ตอนนี้กรุงเทพฯ มันโตไวมาก แค่ช่วงอายุเรา 40 กว่าปี มันมีอะไรซึ่งโตพรวดพราดเยอะมาก

ผังเมืองทำไม่ได้จริงเพราะอะไรไม่รู้เหมือนกันนะ จะด้วยนิสัยคนไทยหรือโดยกฎหมาย เพราะกฎหมายมันมีช่องโหว่ช่องตันเยอะแยะ บางทีกฎหมายเวนคืนออกมาก็ไม่สามารถปฏิบัติได้ หรือจะด้วยระบบการอยู่อาศัย วิธีคิด แนวคิด ความเป็นคนไทยก็ไม่รู้ แต่อย่างหนึ่งเพราะมันไม่เกิดการคุยกันทุกคนว่าฉันจะทำตรงนี้ เธอเห็นว่าไง เอาเข้าจริงก็มีคนตัดสินใจไปเลยแล้วก็มีคนที่ไม่รู้มาก่อน มันไม่ใช่นะ ไม่ถูก

อย่างเวลาเราทำงานแล้วเราต้องดูผังสีว่าตรงไหนก่อสร้างได้-ไม่ได้ในแต่ละพื้นที่ บางทีเปิดมาก็งง บางพื้นที่ใกล้สุวรรณภูมิอย่างแรง ซีกหนึ่งสามารถสร้างโรงแรมได้ แต่อีกซีกไม่สามารถสร้างได้ ติดกฎหมาย มันก็เลยเป็นเรื่องที่เราสงสัยว่าการที่เขากำหนดอย่างนี้เพราะอะไร กฎหมายผังสีบ้านเราเปลี่ยนได้ตลอด บางที่พี่ก็เข้าใจว่าสภาพมันเปลี่ยนได้ แต่บางพื้นที่เช่น พื้นที่อนุรักษ์ยังเปลี่ยนได้ มันน่าแปลกใจมาก ทั้งๆ ที่บ้านเราก็มีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมนะ แต่ก็ไม่รู้ว่ามีแผนไปทำไม มีเพราะประเทศอื่นเขามีกัน อยากมีบ้าง อะไรอย่างนี้หรือเปล่า เราก็ไม่ได้เชี่ยวชาญด้านการเมือง แต่ก็คิดว่าเรามีแผนมาโดยตลอดนี่นา ก็รู้ตลอดว่าเมืองมันจะโตแค่ไหน ทำไมไม่เตรียมเรื่องนั้นเรื่องนี้ไว้

สุวิกรม : ผมเกิดมาในเมือง โตมากับมลภาวะตั้งแต่เกิด เลยเป็นภูมิแพ้ตั้งแต่เด็กจนโต ทุกครั้งที่มีโอกาสได้ไปเที่ยวต่างจังหวัด ผมจะมีสภาพต่างกับเวลาอยู่ในกรุงเทพฯ เลย มันจะหายใจไม่ออก แต่เวลาไปต่างจังหวัด จมูกมันจะโล่งมาก ที่ไหนที่มีฝุ่นเยอะ ไม่สะอาด ผมจะเริ่มฟึดฟัดเลย ...ตั้งแต่ตอนเด็กๆ ผมจะรู้สึกว่าตัวเองแตกต่างจากเพื่อนมาก เพื่อนแข็งแรง แต่เราต้องเข้าโรงพยาบาลตลอด ไม่ค่อยมีใครเป็นภูมิแพ้ แต่พอโตมาเหมือนร่างกายเราถูกปรับสภาพให้ชิน แต่ก่อนเพื่อเราที่แข็งแรง เดี๋ยวนี้เป็นภูมิแพ้กันเกือบทุกคนเลย (หัวเราะ) แล้วมันก็เป็นโรคยอดฮิตของคนกรุงเทพฯ ตอนนี้เลยรู้สึกว่าเราไม่ได้แตกต่างจากคนอื่น

ระบบขนส่งมวลชน พื้นที่สีเขียว : สิ่งที่คนกรุงเทพฯ ยังรอความหวัง

เอนก : ระบบขนส่งสาธารณะเรายังล้าหลัง ที่อังกฤษมีอุโมงค์ลอดใต้น้ำตั้งแต่สมัยหม่อมราโชทัยไปแล้วนะ ไปนั่งรถไฟลอดใต้แม่น้ำเทมส์ 2400 เขามีรถใต้แม่น้ำแล้ว เพราะฉะนั้นมันแน่นอนว่าอะไรต่างๆ เราเลียนแบบ เราเห็นมาหมดแล้วว่าอเมริกามันไปทางนั้น ญี่ปุ่นไปอย่างนั้น จีนไปอย่างนั้น แล้วก็เห็นแล้วว่ามีปัญหาอะไรเกิดขึ้น ในเมื่อเราก็เห็นแล้วว่าช่องทางในอนาคตจะเป็นอย่างไร เราก็แค่วางแผนให้มันสอดคล้องกับปัญหาที่จะเกิด เป็นเรื่องระยะยาวทั้งนั้นเลย ในที่สุดก็ต้องมีรถไฟฟ้าบนดิน รถใต้ดิน

ส่วนเรื่องพื้นที่สีเขียว มันอยู่ที่การวางแผงตั้งแต่แรก เราไม่พูดถึงหมู่บ้านจัดสรรที่เขามีสวนของเขาเองนะ แต่พูดถึงชีวิตคนเมืองทั่วไป เขาไม่มีโอกาสไปนั่งเล่น เดินเล่น หรือมีโอกาสนอนแผ่กลางสนามกว้าง แต่ดูตอนนี้ พื้นที่ทุกตารางเมตรมันไม่มี เพราะฉะนั้นในพื้นที่ประมาณ 2 ตารางกิโลเมตรมันน่าจะมีสวนมาคั่นบ้างนะ

ปัญหาคือคนยุคปัจจุบันจะต้องมองการณ์ไกล ต้องสร้างสวนสาธารณะที่กว้างขวาง มันเป็นที่พักผ่อน เป็นปอดหายใจ ดูดซับมลพิษต่างๆ เป็นที่ที่คนได้ไปสันทนาการระหว่างครอบครัวหรือชุมชนด้วยกัน มันก็มีส่วนทั้งนั้นเลย

ปฐมา : มันห่วยมาก และมันควรจะมีตั้งนานแล้ว ไม่ควรจะแบบมีไอ้นั่นแล้วไอ้นี่ตาม พี่ไม่เข้าใจว่ามันเกิดเพราะอะไร เคยมีศิลปินท่านหนึ่งทำกราฟฟิกไว้นานแล้ว ที่ชื่อ If there is no corruption เป็นระบบผังรถไฟฟ้าทั้งหมดของไทย มองแล้วก็รู้สึกว่า เฮ้อ...จริงหรือเปล่าวะ เศร้าใจ มันก็เป็นอย่างนี้ไปไม่จบสิ้น ถ้าไม่มีรถไฟฟ้า ก็ต้องซื้อรถ รถมากขึ้น ดันแก้ปัญหาโดยการตัดถนนมากขึ้น ราคาที่ดินก็สูงขึ้น กระทบต่อยอดกันไปหมด จริงๆ ก็ต้องขอบคุณการจราจรในเมืองนะ เพราะเป็นแรงบันดาลใจให้พี่ไปเรียนเมืองนอก แต่กลับมาก็ยังติดอยู่เลย (หัวเราะ)

เรื่องพื้นที่สีเขียวในกรุงเทพฯ มันไม่เคยมี (หัวเราะ) สมัยพี่เด็กๆ เมืองมันยังไม่แน่น แต่ละบ้านก็ยังพอมีต้นไม้ ไปบ้านยายที่สมุทรปราการมันก็โล่งแล้ว เพราะฉะนั้นรู้สึกว่าสมัยก่อนการโหยหาพื้นที่สีเขียวมันไม่ต้อง ก็เลยเหมือนว่า ไม่ต้องการฉันก็ไม่ต้องมี แต่ปัจจุบันสุขุมวิทก็กลายเป็นคอนโด เขาก็เลยพยายามหาสีเขียวใส่ให้มากขึ้น แต่พี่ว่าเขาแก้ที่ปลายเหตุนะ เหมือนว่ามีความต้องการก่อนฉันถึงจะทำ เขาไม่ได้กันไว้ตั้งแต่ต้น ไม่มีการวางแผน ต้องใช้ให้ถึงขนาดสุดฤทธิ์สุดเหวี่ยง จนเหลือแต่กากเดนจนรู้สึกว่า เฮ้ย ไม่มีอากาศดีแล้วว่ะ จนหาที่ลงสีเขียว

สุวิกรม : รถไฟฟ้าตอนเด็กมากๆ ก็ยังไม่มี มีตอนที่ผมประมาณ ป.6-ม.1 ช่วงที่ผมเรียนอยู่ที่เพลินจิต ก็คิดว่าเป็นอะไรที่มันตื่นเต้นดี ก่อนหน้านั้นเคยเห็นที่ต่างประเทศมา เพิ่งมาเห็นที่ไทยมันก็ตื่นตาตื่นใจ

การเติบโตของเมือง ทำให้สภาพอาคารบ้านเรือนงอกเต็มไปหมดตามจำนวนประชากร แต่สภาพจิตใจคนก็คงเปลี่ยนไปด้วย คงดิ้นรนต่อสู้เพื่อตัวเอง แต่พอถึงจุดหนึ่งผมว่าคนเราก็ต้องมองคนรอบข้างในสังคม หันมาช่วยเหลือกันบ้าง ยังมองโลกในแง่ดีครับ และคิดว่าคงมีความพยายามทำให้พื้นที่สีเขียวเพิ่มขึ้น มันจำเป็นนะ ไม่มีความรู้สึกไหนสบายเท่าการได้อยู่ใกล้ธรราชาติ เย็นแอร์อย่างไรก็ไม่เหมือน แล้วเราจะทำอย่างไรเมื่อประชากรมากขึ้น พื้นที่เท่าเดิม ผมก็เลยคิดว่าดูแลต้นไม้ในบ้านเราให้ดีที่สุดเท่าที่ทำได้

ไม่ทำให้ใครเดือดร้อน เรื่องง่ายๆ ที่ทำให้เมืองดีขึ้น

เอนก : พยายามเอาเปรียบให้น้อยที่สุด เอาง่ายๆ ว่าขึ้นรถเมล์ รถไฟฟ้า ตั๋วรถเมล์ก็อย่าไปทิ้งลงพื้น ใส่กระเป๋าไปทิ้งลงถังขยะ มันเบาจะตาย ก็แค่นี้ก็ช่วยแล้ว ผู้ใหญ่ก็ทำตัวให้เป็นแบบอย่างที่ดีของเด็กหน่อย ขับรถไปก็อย่าไปเบียดคนอื่นเขา สัญญาณจราจรเป็นเรื่องสำคัญมาก แต่เรายังสอนกันไม่ถูก พวกนี้เป็นเรื่องสามัญสำนึกแต่ไม่ได้เอาย้ำทางสื่อ คือรัฐไม่ได้ใช้สื่อโทรทัศน์หรือหนังสือพิมพ์ให้ถี่เท่าที่ควร

ครั้งหนึ่งสมัยรัฐบาล พล.อ.เปรม รณรงค์ให้คนปิดทีวีช่วงหนึ่ง แล้วก็เลิก นี่ถ้าตั้งใจเรื่องประหยัดไฟฟ้า ย้ำกันทุกวัน บอกชาวบ้านว่าถ้าคุณจะทิ้งขยะ ควรทิ้งอย่างนี้ๆ นะ คำแนะนำว่าถ้าคุณทิ้งขยะเยอะๆ จะต้องทำอย่างไร ไปทิ้งที่ไหน คือเชิงรุกไม่ทำ มีแต่เชิงรับ ก็เลยรับแต่ปัญหา บางคนบอกเขาไม่ให้โยนลงหลุมขยะไม่รู้จะทำยังไงก็โยนลงคลองสิหมดเรื่อง เราอยู่กับน้ำมาหลายร้อยปี ยังจัดระบบทางน้ำ คลองไม่ได้เลย แสดงว่าเราเก็บความรู้มาไม่ดี สร้างเสร็จก็ลืมกันไป

สังคมไทยเดิมเราให้พื้นที่ถนนน้อยเพราะเราใช้เรือ พอมีถนนเราก็คิดว่าแค่นี้ก็กว้างพอแล้ว แล้วเราก็ไม่ได้คิดการณ์ไกลมากว่าต่อไปคนจะเยอะขึ้นจากไม่กี่ล้านเป็นสิบกว่าล้าน พอต่อมามีรถมากขึ้น มีการค้าขายมากขึ้น จากที่หาบเร่ ตั้งแป๊ปเดียวแล้วไป แต่ต่อมาคนเยอะขึ้น หาบใหญ่ขึ้น ก็กลายเป็นร้านตั้งถาวร

ฟุตบาทกลายเป็นที่ย้อนศรของมอเตอร์ไซค์ ตั้งแต่ปี 52 เป็นต้นมา มอเตอร์ไซค์มากขึ้นเรื่อยๆ แล้วก็กลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว คนเดินกลายเป็นคนผิด เพราะกติกาเราหย่อนยาน ไม่น่าเชื่อ แต่ก่อนไม่มีเลยนะ ปัจจุบันรถเก๋งยังย้อนศร พอปล่อยปละละเลยมันก็เพาะเชื้อรวดเร็วมาก

ปฐมา : ทำอะไรอย่าทำความเดือดร้อนให้คนอื่น จะดีจะเลวยังไงให้อย่าไปโดนคนอื่นเขา สมมติถ้าสูบบุหรี่ก็ให้สูบไปส่วนตัว อย่าไปพ่นใส่คนอื่นเขา คนเราถ้ามันรู้หน้าที่แล้วทำให้ดีที่สุด มันก็จะไม่เกิดผลกระทบกับคนอื่น สังเกตว่าปัญหาที่เกิดขึ้นนี่มันเกิดจากคนเห็นแก่ตัวทั้งนั้น ถ้าเราทำของตัวเราและมองว่าพยายามอย่าไปให้กระทบกับคนอื่นในทางไม่ดี มันก็จะลดปัญหา เกิดความรับผิดชอบกับคนอื่นเท่าๆ กับตัวเรา เราอยากร้อนหรืออยากเย็น คนอื่นเขาก็อยากสบายเหมือนกัน

สุวิกรม : ความมีระเบียบวินัยครับ เป็นสิ่งสำคัญมาก  ต้องรู้สึกหวงแหนเมืองของตัวเองเหมือนที่คนต่างจังหวัดเขารักจังหวัดของเขานะ เราไม่เคยรังเกียจคนต่างจังหวัด ต่างประเทศที่เข้ามาเมืองของเรา แต่ผมรู้สึกว่าคนกรุงเทพฯไม่รักกรุงเทพฯเท่าคนชลบุรีรักพัทยา คนประจวบรักหัวหิน บางทีผมรู้สึกว่าคนกรุงเทพฯ อย่าเพิ่งไปหวงป่าหวงทะเลเลย ให้คนในพื้นที่เขาหวงไป มาช่วยกันรักษาเมืองตัวเองดีกว่านะ

กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่คนต่างมุ่งเข้ามาหางานหาการที่คิดว่าจะดี งานที่เงินเยอะกว่าเดิม แต่ขณะเดียวกัน เมื่อคุณเข้ามาแล้ว ก็ต้องช่วยดูแลกรุงเทพฯเสมือนเป็นบ้านคุณด้วยเหมือนกัน ตอนนี้คนที่อยู่ในกรุงเทพฯดูเหมือนจะไม่ค่อยหวงแหนเท่าไหร่นะ ไม่ว่าจะ มีใครมาทิ้งขยะบนถนน มีใครมาทำอะไรก็แล้วแต่ เรารู้สึกแค่มันเป็นเมืองหลวง แต่ไม่ได้รู้สึกว่ามันเป็นเมืองของเรา

เราคำนึงแต่เรื่องความสะดวกสบายเป็นหลัก แต่ถามว่าแล้วสามารถอยู่อย่างมีประสิทธิภาพได้หรือเปล่า ผมเห็นแท็กซี่จอดเต็มถนนเลย รถก็ติดฉิบหาย แต่คนเรียกแล้วไม่ไป ขอแค่มีหน้าที่รับผู้โดยสารทุกคนห้ามเลือกยังทำไม่ได้ คือทุกคนก็มีหน้าที่ของตัวเอง อย่างรถเมล์ ขับให้เป็นระเบียบเลนเดียวไม่ได้หรือไง ระยะทางป้ายเดียวก็ยังออกเลนขวาสุด

ระเบียบวินัยการใช้พื้นที่สาธารณะร่วมกัน เช่น การทิ้งขยะ สิ่งก่อสร้าง สร้างยังไงให้เป็นระเบียบ การจัดระเบียบให้คนข้ามทางม้าลายจริงๆ ข้ามสะพานลอยจริงๆ ผมว่ามันเริ่มจากทุกคนถ้าอยากให้เมืองนี้ดีขึ้นจริงๆ คนกรุงเทพฯต้องมีคุณภาพก่อนที่จะให้คนต่างถิ่นเข้ามาเขาจะได้มีคุณภาพชีวิตตาม สภาพแวดล้อมสังคมมันบีบให้เราเห็นแก่ตัว ถ้าเรามัวแต่ต่อคิวแล้วให้คนอื่นแซงเมื่อไหร่เราจะได้กินข้าว เมื่อไหร่จะได้ซื้อตั๋ว เพราะทุกคนเอาแต่ตัวเอง เราก็เลยต้องแซงบ้าง แต่ถามว่าถ้าไม่มีใครเริ่มต้นเลวขึ้นมาคนแรก เราก็ไม่ต้องเห็นแก่ตัว ก็ลองเปลี่ยนกัน ลองเป็นตัวอย่างที่ดี ใครทำไม่ดีบีบให้เขาเป็นคนที่น่ารังเกียจ บีบให้เขาเป็นคนส่วนน้อย ผมไม่ได้เรียกร้องอะไร แต่อันนี้เป็นความคิดส่วนตัวว่ามันต้องมีโครงการอะไรที่เป็นรูปธรรมที่ให้ผู้ใหญ่ทำเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับเด็กได้
 

มองกรุงเทพฯ อย่างไม่หมดหวัง

เอนก : มันก็เป็นเรื่องปกตินะที่ต้องมีการขยับขยาย แต่ว่ารัฐบาลไทยขาดการมองระยะยาว แม้จะมีแผนพัฒนาแต่ก็จับต้องไม่ได้และดูเหมือนจะไม่ได้พัฒนาไปในทางที่มันควรจะเป็น ถนนหนทางมันพัฒนาได้จริง แต่ทำไมไม่พัฒนาคลอง ดันไปถมคลอง มันแปลกนะ อุตส่าห์ขุดขึ้นมาแล้วดันไปถมอีก ถนนพระราม4 หน้าหัวลำโพง เดิมก็เป็นคลอง เป็นทางสัญจร แต่ต่อมาก็ถม แสดงว่าไม่ได้คิดระยะยาวว่าต่อไปคลองจะเป็นตัวระบายน้ำที่ดี กันเรื่องน้ำท่วมด้วย

หลายด้านที่คนไทยยังมองระยะสั้น ทุ่มเงิน 10 ล้านจัดนิทรรศการใหญ่โตครั้งนึง จัดเสร็จปั๊ปเลิก เคลียร์งาน ได้เงิน ได้ตำแหน่ง แต่ไม่ได้คิดถึงว่า 10 ล้านนี้สามารถเอาไปทำพิพิธภัณฑ์ได้หลังนึงเลยนะ ปัญหาคือเราจัดสรรแบ่งงบประมาณไม่ได้ พอพูดเรื่องศิลปวัฒนธรรมก็จะบ่นกันทุกครั้งว่าทำไมพิพิธภัณฑ์ไม่เพิ่ม ทำไมยังอยู่ที่วังหน้า พอพูดถึงหอสมุด ทำไมพื้นที่มันยังแน่นเอี้ยด สร้างตึกอยู่ในพื้นที่ 13 ไร่ ทำไมคุณไม่ขยับขยายมาฝั่งธนฯ ทำไมไม่มีสวนสาธารณะกว้างๆ ฝั่งธนฯ ทำไมไม่มีสนามหลวงสำหรับการสวนสนามหรือการจัดพิธีใหญ่ๆ เป็นลานกว้าง แต่ก็ยังใช้ลานพระบรมรูปทรงม้ากับสนามหลวง ทำไมไม่คิดระยะยาวเลย ใช้บุญเก่าของคนรุ่นก่อนทั้งนั้นเลย ที่คนมาเที่ยวทุกวันนี้ก็เที่ยววังเก่า วัดเก่า บ้านเก่า ตลาดเก่า ทำไมการสร้างสรรสิ่งใหม่จึงไม่ได้สร้าง ไม่ได้เตรียมการ แล้วอีก 50 ปีข้างหน้าดูสิมันจะแออัดขนาดไหน

ปฐมา : อยากให้มีระบบการขนส่งที่ง่ายกว่านี้ จะประเสิรฐที่สุดเลย คือไม่ต้องมีรถเลยก็ได้ แต่ ส่วนเรื่องขยะพี่ว่าคนเรามันมีพัฒนาการในตัวเองอยู่แล้ว มันมีสำนึกในการจัดการกับสิ่งแวดล้อม ก็ยังเห็นว่าดีขึ้นนิดนึงนะ แต่ด้วยความที่คนมันมากขึ้น ก็เลยอาจจะเห็นขยะมากขึ้น ตอนเด็กๆ เราอาจจะเห็นการทิ้งใบไม้ลงไปในคลอง เราก็เห็นทุกบ้านทิ้งกัน แต่มันก็ไม่เน่าเพราะคนมันน้อย แต่ตอนนี้มันปริมาณมากขึ้นจนคลองรับไม่ไหว พอมันกระทบคนก็เริ่มรู้หน้าที่

เชื่อไหมว่าไม่เคยเห็นกรุงเทพฯ ดีอะไรขนาดนั้น เพราะรู้สึกรำคาญ ดูเน่าๆ ดูวุ่นวาย แต่มีอยู่หนนึงพี่ไปมาเลเซียกับสิงคโปร์หลายวันอยู่ และระหว่างที่อยู่เมืองมันเนี้ยบมาก ต้นไม้เต็มไปหมด ไม่มีขยะ ไม่มีหมูปิ้ง ไม่มีควันขโมงเลย และเราก็รู้สึกว่ากลับมาปุ๊ป ออกจากสนามบิน เจอป้าขายไส้กรอก ควันฟุ้ง รู้สึก ...มันอุ่นใจ มีชีวิตชีวากว่าเนอะเลย ซึ่งแต่เดิมเราไม่เคยคิดไง เราอยู่จนชิน พอไปเมืองที่ระเบียบมาก กลับมาแล้วรู้สึกว่าเออ ที่นี่โคตรน่าอยู่เลย น่าอยู่ในความเละๆ ของมัน ไม่มีใครเหมือนในโลกนี้

ที่นั่นมันระเบียบมากเสียจนเรารู้สึกมันแห้ง มันแล้ง ทั้งที่มีต้นไม้ คนอื่นอาจจะชอบนะ แต่ให้อยู่พี่ไม่เอา รู้สึกว่ามันกระด้าง แล้วมันส่งผลไปหมดเลย ความสัมพันธ์ต่อคน ไม่มีที่ไหนเหมือนเมืองไทยหรอก เรียกกันเป็นพี่น้อง เป็นป้าลุงไปหมด บางทีก็ด่านะว่าอะไรนักหนา ร้อนก็ร้อน รถก็ติด แต่เราเลือกได้ไง ถ้าฉันไม่ชอบฉันก็จะเลือกอยู่ตรงชานเมืองนี้ ถ้าต้องเข้าเมืองก็เลือกช่วงเวลาที่จะเข้า แต่ก็สงสารคนที่เลือกไม่ได้ที่ต้องอยู่ในที่วุ่นวายตลอดเวลา

สุวิกรม : เวลาคุณพ่อเล่าว่าเห็นอะไรบ้าง ผมก็... (นิ่ง) คือบางทีคนชอบคิดแทนคนรุ่นหลังว่าคนรุ่นหลังจะต้องรับไม่ได้กับสิ่งเหล่านี้ เสียโอกาส ใช่ ผมเสียโอกาสจริง แต่ผมก็ได้อะไรบางอย่างที่คนรุ่นก่อนไม่ได้

ผมเชื่อว่าคนรุ่นพ่อคงบอกว่า เสียดายแทนเรา ไอ้พวกนี้มันคงไม่ได้เห็นหรอก แต่ถามผม ผมก็บอกตรงๆ ว่าเฉยๆ นะ ผมก็ไปเห็นต่างจังหวัดก็ได้ หรือบางทีเราก็... อ้าวแล้วพ่อใช้เทคโนโลยีเก่งเท่าเราหรือเปล่า คนแต่ละยุคสมัยถึงแม้จะโตมาไม่เหมือนกัน แต่มันถูกสังคมสอนให้คนอยู่รอดในวิถีที่แตกต่างกัน อาจจะวิถีเดียวกันก็ได้แต่รูปแบบแตกต่างกันออกไป วิถีชีวิต คือ กินอยู่เหมือนเดิม เมื่อก่อนผมก็เล่นก้านกล้วยนะ แล้วถ้าผมมีลูก ผมก็อยากให้ลูกคลุกคลีกับธรรมชาตินะ แต่ก็ไม่ใช่ว่าทุกคนจะมีโอกาสเล่นแบบนี้ บางคนบ้านอยู่ตึก ลูกเล่นคอมพิวเตอร์ ความบันเทิงก็เปลี่ยนไป เกมก็มาในรูปแบบที่รวดเร็ว เครียด และลึกซึ้งกว่า อาจจะทำให้เด็กฉลาดกว่ายุคสมัยก่อน แต่ขณะเดียวกันก็สมาธิสั้นเหลือเกิน เพราะการดึงดูดของเกมสมัยนี้กับสมัยก่อนมันต่างกัน เกมเดี๋ยวนี้มันทำหลายอย่างไปพร้อมกัน เด็กสมัยนี้มาเล่นมาก้านกล้วยก็คงแป๊บเดียวเบื่อ
 

Share this

 

creative-commonsแสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน 3.0 ประเทศไทย
พัฒนาเว็บไซต์โดย โอเพ่นดรีม