จากกระบอกปืน สู่การก้าวเดินด้วยแรงศรัทธา : นิคม พุทธา

เรื่อง : ขวัญชาย ดำรงค์ขวัญ
ภาพ : อาทิตย์ ชูสกุลธนะชัย

ในแวดวงคนทำงานสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย ชื่อของ “นิคม พุทธา” อาจไม่จำเป็นต้องบรรยายสรรพคุณมากนัก คงมีเพียงน้อยคนที่จะไม่รู้จักเขา และบางคนถึงกับขนานนามให้เขาว่าเป็น “รุ่นใหญ่” คนหนึ่งในวงการ

การทำงานอนุรักษ์ธรรมชาติอย่างต่อเนื่องเกือบ 30 ปี ของชายคนนี้ เริ่มต้นจากการเป็นยามและเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าของอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ก่อนที่จะผันตัวเองมาเป็นเอ็นจีโอของมูลนิธิคุ้มครองสัตว์ป่าและพรรณพืชแห่งประเทศไทยอย่างยาวนานมากกว่า 20 ปี  และจังหวะชีวิตก็ส่งเขากลับมาทำงานอนุรักษ์ธรรมชาติที่บ้านเกิดของตัวเอง ณ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่

แม้ชีวิตการทำงานที่เริ่มต้นจากเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าจะเป็นภารกิจที่มีกระบอกปืนอยู่ข้างกาย และการทำงานในฐานะเอ็นจีโอยังเริ่มต้นด้วยทัศนคติต่อชาวบ้านว่าเป็นคนทำลายป่า  แต่เมื่อเขาได้พบกับวิถีชีวิตจริงๆ ของชาวบ้านที่ไม่ได้ทำลายธรรมชาติเสมอไปอย่างที่เคยเข้าใจ ประสบการณ์นั้นก็ค่อยๆ ปรับทัศนคติที่มีต่อชาวบ้านให้ตรงความจริงมากยิ่งขึ้น รวมทั้งพาเขาออกจากการแก้ปัญหาด้วย “วิธีการ” จับกุมและปราบปรามทีละน้อย  

ชีวิตในช่วงนั้น ได้เปลี่ยนเขาให้กลายเป็นผู้สนับสนุนชาวบ้านให้ “อยู่ร่วม” กับธรรมชาติ และเป็นอีกผู้หนึ่งที่มีบทบาทในการผลักดันร่าง พ.ร.บ.ป่าชุมชน (ซึ่งปัจจุบันยังไม่เกิดขึ้น)

แต่แล้ววันดีคืนดีผู้ชายที่เคยจับปืนต่อสู้กับคู่ตรงข้าม และคุ้นชินกับวิธีการเคลื่อนไหวมวลชนในการแก้ปัญหา ก็เกิดคำถามว่า "ผมทำงานด้านสิ่งแวดล้อมมาหลายสิบปี และรักษาป่าด้วยชีวิต สิ่งที่ผมค้นพบก็คือเรามีมาตรการต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายหรืออาวุธปืน แต่สิ่งเหล่านี้กลับคุ้มครองป่าไม่ได้ เพราะอะไร"

เมื่อ 11 พฤศจิกายน 2553 นิคม พุทธา และกลุ่มคนอีกจำนวนหนึ่ง ตัดสินใจใช้ระยะทางกว่า 1,200 กิโลเมตร และระยะเวลาเกือบ 100 วัน เพื่อตอบคำถามนั้นด้วยวิธีการ “เดิน” เลียบแม่น้ำปิงลงมาจนถึงแม่น้ำเจ้าพระยา ภายใต้ภารกิจ “ธรรมยาตรา ศรัทธาแห่งสายน้ำ”

ในขณะที่สนทนากัน แม้เขาจะแสดงออกว่า “เคย” มีความสุขกับการได้ถือปืนในขณะที่เป็นยามอยู่ที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ …แต่ท่าทีและน้ำเสียงของ นิคม พุทธา ในวันนั้น ดูราบเรียบและแสดงออกถึงใจที่เย็นลงไปมาก เมื่อเทียบกับเรื่องเล่าที่ “เคย” ดุดัน

เมื่อถามว่าได้ชวนเพื่อนๆ ที่เคยทำงานด้วยกันมาบ้างไหน เขาเล่าให้ฟังว่า คำพูดของเพื่อนที่เคยทำงานด้วยกันจำนวนหนึ่งที่เขารับรู้ก่อนออกเดินทาง คือ “จะบ้าเหรอไง ไม่มีอะไรทำเหรอ”

แม้ “ศรัทธา” ของผู้ชายที่ชื่อ นิคม พุทธา จะมีเพื่อนฝูงในวงการจำนวนหนึ่งไม่เข้าใจ  แต่ภายใต้ข้อจำกัดของพื้นที่ตัวอักษรที่อาจอธิบายชีวิตการทำงานของเขาได้ไม่เต็มที่ก็คงตอบได้ว่า เพราะอะไร…ผู้ชายที่เคยมุ่งมั่นแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมโดยมีกระบอกปืนอยู่ข้างกาย ถึงตัดสินใจออกเดินทางด้วยแรงศรัทธาเพื่อแก้ไขปัญหาเดียวกัน  

เริ่มต้นทำงานด้านสิ่งแวดล้อมได้อย่างไร

พอมาอยู่กรุงเทพฯ ตอนรอเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง ก็ได้ทำงานกับเพื่อนๆ เป็นลูกจ้างที่โรงงานเฟอร์นิเจอร์ แถวมีนบุรี  ราวปลายปี 2525 บริษัทก็พาไปเที่ยวอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ไปแล้วผมก็ชอบป่าที่นั่น พอพรรคพวกกลับกัน ผมก็ขออยู่ที่เขาใหญ่ต่อ ไปสมัครเป็นลูกจ้างตามแต่เขาจะใช้ให้ทำอะไร ทั้งกวาดขยะ ก่อสร้าง  ต่อมา เขาขาดยามเฝ้าประตู ผมก็ไปสมัคร ก็มีโอกาสได้ใส่ชุดสีกากี ถือปืนลูกซอง 5 นัด (น้ำเสียงมีความสุข)  หลังจากนั้น เขาก็ส่งไปอบรมพนักงานพิทักษ์ป่า ได้เรียนรู้เรื่องกฎหมายป่าไม้ ฝึกวิชาทหาร  ช่วงนั้นก็มาเรียนที่รามคำแหงควบคู่ไปด้วย

ดังนั้น ถ้าพูดงานอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่าของผม มันก็เริ่มต้นจากการเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายปราบปราม เราถูกสอนให้ใช้กฎหมาย ใช้ความรุนแรง เป็นเจ้าหน้าที่ถือปืน  

เป็นอย่างไรบ้างกับบทบาทของเจ้าหน้าที่ฝ่ายปราบปราม

ช่วงนั้น ผมเองมีโอกาสได้อ่านงานวรรณกรรมต่างๆ ก็มีส่วนทำให้เรามีมุมมองที่ต่างออกไปจากลูกจ้างกรมป่าไม้คนอื่น  มันทำให้ผมรู้สึกว่าคงจะไม่ไหว ถ้าเราเอาแต่ไปไล่จับแต่ชาวบ้านที่หาปูหาปลา หาผักหาไม้  อย่างเวลาเราไปจับไม้ใหญ่ๆ ไม้กฤษณา ไม้หอม เราก็ถือปืนไปไล่จับเขา จับได้หลายร้อยกระสอบ แต่ผู้มีอำนาจก็วิ่งจัดการอยู่ข้างบน สุดท้ายเขาก็เคลียร์กันได้  เราก็รู้สึกว่าเบื่อการทำงานในลักษณะปราบปราม ก็เลยขอเขาย้ายมาทำงานวิชาการ อยู่ฝ่ายส่งเสริมและเผยแพร่ ก็มีโอกาสได้ทำงานอยู่กับที่ ได้อ่านหนังสือ ถ่ายรูป เขียนหนังสือ บรรยาย ฉายสไลด์ให้คนเที่ยวเขาใหญ่ดู ช่วงนั้นมันมีการตัดถนนจากปราจีนบุรีขึ้นเขาใหญ่ ผมก็ไปคัดค้าน ทำให้ถูกไล่ออก แต่ผมก็ไม่ออก (หัวเราะ) ผมถูกไล่ออกอยู่หลายครั้งนะ จนสุดท้ายผมก็ลาออกเอง

แล้วมาเริ่มต้นงานที่มูลนิธิคุ้มครองสัตว์ป่าและพรรณพืชแห่งประเทศไทยตอนไหนครับ

หลังจากออกมาจากเขาใหญ่  มูลนิธิคุ้มครองสัตว์ป่าและพรรณพืชแห่งประเทศไทยก็เปิดรับสมัครงานพอดี  ผมก็ได้มาทำงานกับมูลนิธิคุ้มครองฯ ตอนปี 2529  มูลนิธิคุ้มครองฯ ก่อตั้งตอนปี 2526โดยหมอบุญส่ง เลขะกุล และมีคุณพิสิษฐ์ ณ พัทลุง เป็นเลขาธิการ  ตอนนั้นองค์กรพัฒนาเอกชนที่ทำงานด้านอนุรักษ์ป่าไม้และสัตว์ป่าแทบจะยังไม่มี  ตอนนั้นคุณพิสิษฐ์ก็ถามว่าจะทำงานตรงไหน ผมสนใจที่ทุ่งใหญ่ห้วยขาแข้ง ก็ได้ไปทำที่นั่น  ตอนนั้นมุมมองของกรมป่าไม้ คุณพิสิษฐ์ และผม จะมองว่าชาวบ้านเป็นคนตัดไม้ทำลายป่า  คุณพิสิษฐ์ก็ต้องการให้ผมเข้าไปสอนให้ชาวบ้านอนุรักษ์ป่าไม้และสัตว์ป่า  โครงการแรกที่ผมทำชื่อว่า โครงการเผยแพร่และอนุรักษ์ (Conservation mobile unit) ก็ตระเวณไปรอบทุ่งใหญ่ห้วยขาแข้ง หมู่บ้านกระเหรี่ยง ชาวบ้านอีสานที่ยากจน ผมก็ไปสอนให้เขาอนุรักษ์ป่าไม้และสัตว์ป่า  พอผมเข้าไปก็พบว่ามันไม่ใช่อย่างที่คิดเลย ชาวบ้านกระเหรี่ยงเขาอนุรักษ์ธรรมชาติของเขาอยู่แล้ว  ก็ทำให้เราเองก็เข้าใจคำว่าอนุรักษ์มากขึ้นว่ามันไม่ใช่แค่การเก็บรักษาหรือการปกป้อง แต่มันคือเรื่องของการใช้ประโยชน์ 

ต่อมา เวลาผมกับเพื่อนลงไปทำงานในพื้นที่ก็จะไม่มีใครรู้ว่าเราทำอะไร เราก็เริ่มทิ้งงานเรื่องเผยแพร่ความรู้เรื่องการอนุรักษ์แบบเดิม (หัวเราะ)  เราก็ไปเริ่มสนใจงานของกระเหรี่ยง

ตอนนั้น สถานการณ์ด้านป่าไม้เป็นอย่างไร

ช่วงปี 2530 ก็มีการเคลื่อนไหวของคนในชุมชนทางภาคเหนือเรื่องคัดค้านสัมปทานตัดไม้ ตอนนั้นมีสัมปทานป่าไม้ทั่วประเทศเลย เกิดน้ำท่วมอย่างรุนแรงที่ภาคใต้ ตำบลกะทูน และกระแสการอนุรักษ์ในสมัยนั้นก็เรียกร้องให้ยกเลิกการสัมปทานตัดไม้ ผมก็ไปเคลื่อนไหวกับเขาด้วย  จนกระทั่งมีโอกาสได้ทำงานใกล้ชิดกับอาจารย์ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ ทีมที่ปรึกษาบ้านพิษณุโลก ที่ผลักดันให้มีการยกเลิกสัมปทานป่าไม้ทั่วประเทศ จนกลายเป็นมติคณะรัฐมนตรีเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2531 พวกเราก็ดีใจกันมาก

พอยกเลิกสัมปทานป่าไม้เสร็จ ก็มาทำเรื่องป่าชุมชน เกิดเครือข่ายป่าชุมชน เอ็นจีโอเข้าไปสนับสนุน สร้างการเรียนรู้ให้กับชาวบ้านเรื่องป่าชุมชน  ผมเองก็ทำโครงการพัฒนาชนบทหมู่บ้านรอบอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ เป็นบัฟเฟอร์โซนแห่งแรกของเมืองไทย  ตอนนั้น เราตั้งสมมติฐานว่า ชาวบ้านไม่รู้ไม่เข้าใจ ชาวบ้านยากจน ชาวบ้านไปตัดไม้และฆ่าสัตว์เพื่อเอามาขาย ก็เป็นสมมติฐานที่เวลาเขียนขอเงินฝรั่ง เราจะบอกอะไรแบบนี้  แต่พอได้เงินมา เราก็จะมาสร้างการเรียนรู้ให้ชาวบ้านทำเกษตรแบบผสมผสาน สมัยนั้นยังไม่มีคำว่า ‘เศรษฐกิจพอเพียง’หรือ ‘เกษตรผสมผสาน’  ในเรื่องเกษตร ผมก็ยังไม่เป็นเลย ทำให้ได้ไปรู้จักกับผู้ใหญ่วิบูลย์ เข็มเฉลิม คนที่นำเรื่องวนเกษตรเข้ามาในเมืองไทย  ผมก็เริ่มทำเรื่องบัฟเฟอร์โซนรอบอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ในนามของมูลนิธิคุ้มครองสัตว์ป่า 

ในช่วงนั้นมีเขื่อนเกิดขึ้นหลายเขื่อน ทำให้เราต้องไปคัดค้านเขื่อน ทั้งเขื่อนแก่งเสือเต้น จังหวัดแพร่ เขื่อนเหวนรก อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ จังหวัดนครนายก เขื่อนแก่งกรุง อำเภอคีรีรัตน์นิคม จังหวัดสุราษฎร์ธานี  

ก่อนหน้านั้นผมก็ไปคัดค้านเขื่อนเชี่ยวหลาน ที่พี่สืบ (สืบ นาคะเสถียร) ไปย้ายสัตว์ป่า ตอนนั้นคัดค้านคู่กับเขื่อนน้ำโจน  ผลออกมาว่าเขื่อนน้ำโจนชนะ แต่เขื่อนเชี่ยวหลานแพ้  เขื่อนก็เริ่มกักเก็บน้ำตั้งแต่ฤดูฝนปี 2528น้ำขึ้นมาเร็วมาก ย้ายสัตว์ป่าไม่ทัน พี่สืบก็ต้องไปย้าย ตอนนั้นผมก็เริ่มรู้จักพี่สืบแล้ว  

พอมาปี 2531-2532 ก็ไปเก็บข้อมูลทุ่งใหญ่ห้วยขาแข้งร่วมกับพี่สืบ ตอนนั้น เงินที่ฝรั่งให้มาผ่านมูลนิธิคุ้มครองฯ ก็เอาไปให้พี่สืบทำงาน เพราะพี่สืบเป็นข้าราชการกรมป่าไม้ มีงบประมาณน้อยมาก ต้องอาศัยการช่วยเหลือจากภาคเอกชน  ก็ได้ออกมาเป็นรายงานหนาปึ๊กเลยนะ ส่งไปแปลเป็นภาษาอังกฤษ ออกมาเป็นรายงานการสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพฐานทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่าห้วยขาแข้ง เพื่อที่จะเสนอให้ IUCN (International Union for Conservation of Nature) รับรอง  ก็นับว่าการประกาศห้วยขาแข้งเป็นพื้นที่มรดกโลกที่พี่สืบทำข้อมูล ผมก็มีส่วนช่วยอยู่บ้างในฐานะคนลงภาคสนาม

แล้วมาเริ่มต้นงานอนุรักษ์ที่เชียงดาวเมื่อไหร่

ช่วงนั้น ผมเองก็วิ่งเรื่องค้านเขื่อนอยู่เยอะ ก็มีชื่อเสียง แต่ศัตรูก็มีมากขึ้นด้วย  สมัยนั้น ผมก็ไม่กลัวอะไร เป็นเอ็นจีโอที่พกปืน กินเหล้า สูบบุหรี่ ไปในกรมป่าไม้ยังพกปืนไปเลยนะ  พอมาปี 2538-39 ผมก็แต่งงาน และทำงานจนกระทั่งมูลนิธิคุ้มครองฯ มีชื่อเสียง เป็นองค์กรแนวหน้าของเมืองไทย สมัยนั้น มูลนิธิคุ้มครองฯ ก็มีทหารเสือหลายคน ทั้งเฟี้ยต (ไชยณรงค์ เศรษฐเชื้อ) หาญ (หาญณรงค์ เยาวเลิศ) พวกนี้ก็ทำงานด้วยกันมา

จนกระทั่งคุณพิสิษฐ์ถูกดึงไปเป็นวุฒิสมาชิกในสมัยรัฐบาลบรรหาร ผมก็ถูกดึงมาช่วยงานในออฟฟิศ ต้องผูกไทด์ ทำงานบริหาร มีโอกาสได้ทำรายการวิทยุ เขียนบทความลงที่มติชน ทำอยู่สักพักหนึ่ง เราก็เริ่มเอ๊ะ มันไม่ใช่ตัวตนเราแล้ว ก็คิดว่าไม่เอาแล้วกรุงเทพฯ เลยตัดสินใจย้ายไปอยู่บ้านที่เชียงดาว กลับไปทำไร่ไถนา  ย้ายเมียไปอยู่ด้วย  ตอนนั้นเมียก็ท้องลูกคนแรก เขาเป็นข้าราชการในกระทรวงสาธารณสุข ก็ย้ายไปเป็นเภสัชกรที่โรงพยาบาลเชียงดาว

ในตอนนั้น เราก็ถือว่าเป็นที่ยอมรับของคนทั่วไป คุณพิสิษฐ์ก็เลยบอกว่า อย่าเพิ่งออกจากมูลนิธิ ให้ทำโปรเจ็คท์อะไรก็ได้  ผมก็เลยเขียนโครงการอนุรักษ์ลุ่มน้ำแม่ปิง ก็ได้เงินมา 5 ล้านบาทจากกองทุนสิ่งแวดล้อม กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ  ก็เป็นการเริ่มต้นโครงการอนุรักษ์ลุ่มน้ำแม่ปิง ครั้งแรกเมื่อปี 2540  

การทำงานของผมตอนนั้นก็ห่างไกลจากแนวคิดของมูลนิธิคุ้มครองฯ โดยสิ้นเชิง  งานของมูลนิธิจะเป็นการปกป้องป่าไม้และสัตว์ป่า แต่งานของผมจะไปสนับสนุนให้ชาวบ้านอยู่ในป่า ช่วยดูแลรักษาป่า กลายเป็นงานภาคประชาชน  เวลาชาวบ้านต้องการดูแลรักษาป่า มันก็จะไปเกี่ยวข้องกับตัวบทกฎหมาย เกี่ยวข้องกับพลังภาคประชาชน กลไกต่างๆ ของรัฐ  การทำงานมันนำพาให้เราต้องไปเกี่ยวข้องกับงานภาคประชาสังคมในลักษณะการเคลื่อนไหวทางสังคม ก็ได้เอาวิชาที่เคยเรียนที่รัฐศาสตร์ รามคำแหง มาใช้ ทั้งเรื่องการทำงานกับประชาชน การเมืองการปกครอง

ช่วงที่อยู่เชียงใหม่ ตั้งแต่ปี 2541-44 ผมจะเคลื่อนไหวเรื่องป่าชุมชนเป็นหลัก  ก็ชุมนุม ต่อสู้เรียกร้อง ประท้วงทุกรูปแบบ (หัวเราะ)  จนครั้งหนึ่ง ผมก็พาชาวบ้านที่เชียงดาวไปตาย 3 คน (เสียงเบาลง) ผู้ใหญ่บ้าน 2 คนถูกยิงตาย และอีกคนไปชุมนุมที่หน้ารัฐสภาแล้วกลับมาตาย  ตอนนั้นผมไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน ไปงานศพเขา เขาก็ชี้หน้าต่อว่า ถ้าพ่อเขา ผัวเขา ไม่มาทำงานกับผม เขาก็ไม่ตาย

พอมาปี 2546 รัฐบาลทักษิณเริ่มแผ่อำนาจ  อาจารย์เสน่ห์ จามริก ก็คล้ายๆ ว่ารู้เท่าทันระบอบทักษิณ ก็ชวนผมทำงานวิจัย ซึ่งงานวิจัยชิ้นนั้นเป็นงานวิจัยที่ใหญ่มาก เป็นการเปิดศักราชสิทธิชุมชนในประเทศไทย  คำว่าสิทธิชุมชนก็คือ ความถูกต้อง ชอบธรรมของชุมชนในการอยู่ร่วมกับฐานทรัพยากร ดิน น้ำ ป่า  ถ้าชาวบ้านอยู่ร่วมกัน ทำกิจกรรมในการดูแล ปกป้อง รักษา ใช้ประโยชน์อย่างมีกฎกติกา ชาวบ้านและชุมชนนั้นย่อมมี ‘สิทธิ’  งานวิจัยชิ้นนั้น มันเหมือบกับผมได้มาเรียนปริญญาโท มันเป็นงานวิจัยที่ยากมาก ไม่รู้ว่าจะไปอ้างอิงเอกสารชนิดไหน เพราะว่าคำว่า ‘สิทธิชุมชน’ มันเหมือนเป็นคำที่ถูกสถาปนาขึ้นมาใหม่  ตอนหลังก็มีการรับรู้กันมากขึ้นว่าเป็น Community right

พวกเราคุ้นเคยกับคำว่าสิทธิในเชิงปัจเจก และสิทธิโดยรัฐ แต่ว่าสิทธิร่วมสาธารณะ เราจะไม่ค่อยได้เรียนรู้กัน  เราต้องให้เครดิตกับอาจารย์เสน่ห์มากเลยนะ เพราะว่าสิทธิชุมชนในฐานทรัพยากรเป็นคำที่อาจารย์เสน่ห์เริ่มใช้ และตอนหลังก็ถูกใช้กันมาก 

ตอนนั้น ชาวบ้านต้องเจอกับปัญหาเรื่องป่าชุมชน โดยไม่สามารถจัดตั้งป่าชุมชนในเขตป่าอนุรักษ์ได้ ถึงแม้ชาวบ้านจะเข้าชื่อกันร่างกฎหมายตามสิทธิรัฐธรรมนูญก็ตาม  และชาวบ้านยังต้องถูกผลักให้ออกจากป่า โดยการประกาศป่าอนุรักษ์ อุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า  ในเรื่องนี้ เราต่อสู้กันรุนแรงมาก 

ขณะที่เรากำลังต่อสู้เรื่องสิทธิชุมชน เราก็ยังต้องมาเจอกับระบอบทักษิณอีก  ช่วงนั้น ทั้งโครงการไนท์ซาฟารี โครงการกระเช้าไฟฟ้าขึ้นดอยหลวง โครงการสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น โครงการพืชสวนโลก และโครงการอะไรต่ออะไรอีกสารพัด  ตอนนั้น มูลนิธิเองก็ไม่แน่ใจว่าผมทำหมดทุกเรื่องได้ยังไง ส่วนกลางก็เรียกผมเข้าไปบอกว่า เขาไม่สามารถสนับสนุนเราทุกเรื่องได้หรอกนะ  ตอนนั้น ขาข้างหนึ่งของผมก็อยู่กับชาวบ้าน อีกข้างก็อยู่กับมูลนิธิ  เรื่องนี้มูลนิธิบอกว่าไม่ให้ยุ่ง เราก็ไม่ยุ่งไม่ได้

ตอนปี 2550 ผมได้ไปออกรายการถึงลูกถึงคน ของสรยุทธ สุทัศนะจินดา  ผมไปกับอาจารย์ชัยพันธ์ ประภาสะวัต แล้วไปทะเลาะกับปลอดประสพ สุรัสวดี จนมีเรื่องชกต่อยกันในรายการ  ลูกน้องของปลอดประสพเขามาต่อยอาจารย์ชัยพันธ์ก่อน เขายังไม่ทันได้ต่อยผม ผมลุกขึ้นกัน ขณะที่ผมลุกขึ้นกัน ก็มีคนดึงผมหงายหลังออกจากโต๊ะที่ออกรายการ  ตอนนั้น ปลอดประสพเองก็โด่งดังมาก จากอธิบดีกรมป่าไม้ มาเป็นปลัดกระทรวง มาเล่นการเมืองเป็นผู้ช่วยรัฐมนตรี  เขาเป็นคนผลักดันไนท์ซาฟารี พืชสวนโลก  เขาเคยฟ้องร้องผม จนต้องขึ้นศาลในคดีหมิ่นประมาทด้วยนะ  ชีวิตช่วงนั้นก็สะบักสะบอมมาก 

ในฐานะที่เคยเป็นคนหนึ่งที่พยายามผลักดันเรื่อง พ.ร.บ.ป่าชุมชน ซึ่งเป็นการสนับสนุนให้คนอยู่ในป่า ทำไมคุณถึงคิดว่าคนควรจะอยู่กับป่า

คนยากคนจนเนี่ย  เขาจะไม่มีเงินไปซื้อของที่ห้างแม็คโคร โลตัส ไม่มีเงินไปซื้อไม้จากร้านวัสดุก่อสร้าง พวกเขาจึงต้องหาอยู่หากินกับป่า และการอยู่กับป่า ก็เป็นสิ่งที่มีมาตั้งแต่โบร่ำโบราณแล้วด้วยนะ เขาเรียกว่า ‘สิทธิดั้งเดิม’

การหาอยู่หากินกับป่า มันเป็นมรดกตกทอด จนตกตะกอนมาเป็นจารีตประเพณี เป็นภูมิปัญญาในการใช้ประโยชน์ เช่นการใช้ประโยชน์จากไม้ไผ่มาทำเป็นเครื่องมือจับสัตว์บ้าง เครื่องมือเลี้ยงวัวควาย และทำเป็นที่อยู่อาศัย  อันนี้เป็นสิทธิความสัมพันธ์ระหว่างคนท้องถิ่นที่มีต่อทรัพยากรควรจะได้รับการปกป้องคุ้มครอง ควรจะมีกฎหมายหรือได้รับการปกป้องคุ้มครอง ถ้าวันใดวันหนึ่งรัฐบาลไปแยกคนออกจากป่า คือ รัฐบาลกำลังทำลายสิทธิดั้งเดิมของคนท้องถิ่นที่มีต่อฐานทรัพยากร

ความคิดที่ว่ารัฐเป็นเจ้าของผืนดิน ผินป่า แม่น้ำ ทรายในแม่น้ำ เขาจะอนุญาตให้ใครใช้น้ำ ใช้ทราย มันเป็นความคิดที่ล้าหลังที่สุดเลย  เมื่อ 100 ปีที่ผ่านมา เขาเรียกว่าความคิดแบบอาณานิคม  แต่ว่าตอนนี้ ระบบประชาธิปไตยก้าวหน้าก็คือการมีส่วนร่วม  อย่างเช่นแม่น้ำสายหนึ่งก็ควรจะมีคณะกรรมการดูแลน้ำโดยชาวบ้านสองฝั่ง หรือชาวนา หรือว่าผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย หรืออะไรก็แล้วแต่ เข้าไปเป็นคณะกรรมการในการพิจารณาว่าจะให้ใครสูบน้ำไปใช้เท่าไร  ตอนนี้มันปล่อยเสรี ใครมีปัญญาสูบได้สูบเอา โรงงานอุตสาหกรรม โรงงานเบียร์ช้าง  ตอนผมเดินธรรมยาตราผ่านโรงงานน้ำตาล ยังคิดเลยว่าเราต้องกินน้ำตาลให้น้อยลง เพราะว่าโรงงาน้ำตาลมันใช้น้ำ และชาวนาก็ใช้น้ำ ใครๆ ก็ใช้น้ำ จนกระทั่ง เราเริ่มสงสัยว่า ถ้าการใช้น้ำมันมีปริมาณมาก แล้วก็เข้มข้น หน้าแล้งอย่างนี้ น้ำผลิตไม่พอ โรงงานผลิตน้ำก็คือป่า ป่าผลิตไม่ทันนะ ถ้าการใช้น้ำมันสูงขึ้นเรื่อย

ถ้าชาวบ้านอยู่กับป่า เขาจะดูแลป่าได้จริงๆ เหรอครับ

ผมไม่ปฏิเสธนะครับว่าชาวบ้านบางกลุ่ม บางคน จะทำลายป่า ซึ่งอันนั้นก็คืองานที่เราจะต้องทำ  แต่ว่าโดยหลักการแล้ว ทั้งรัฐ ทั้งราษฎร์จะต้องร่วมมือกัน  รัฐจะเปรียบเสมือนยาม เขาให้ไปเฝ้าป่า ประชาชนเสียภาษีไม่ว่าจะรูปแบบใดก็แล้วแต่ เพื่อจ้างข้าราชการไปเฝ้าป่า แต่ว่าที่ผ่านมา คนเฝ้ากลับเอาป่าไปขาย เอาไปให้สัมปทานป่าไม้ 

เมื่อเร็วๆ นี้ เราต่อสู้กับนักการเมืองคนหนึ่ง เขาจะเอาอุทยานแห่งชาติไปขายให้เอกชนมาเช่าลงทุนเพื่อพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยว  แต่ทำมันไม่ได้ไง มันผิดหลักการอุทยานแห่งชาติ เพราะเขาต้องเก็บรักษาป่า  ที่สำคัญคุณไม่ใช่เจ้าของป่า ประชาชนไม่ยอม คุณก็ทำไม่ได้

แล้วออกจากมูลนิธิคุ้มครองเมื่อไหร่

ในระหว่างการทำงานที่มูลนิธิคุ้มครองฯ ผมกับคุณพิสิษฐ์จะมีแนวคิดในการอนุรักษ์สัตว์ป่าที่ไม่ตรงกัน และค่อยๆ เกิดเป็นความขัดแย้งกันในแนวทางการอนุรักษ์  ก็มีปัญหากันตั้งแต่ปี 2549 จนเมื่อปี 2551 ก็แตกหัก  พวกผมเข้าชื่อให้แกออกจากการเป็นประธานมูลนิธิ แต่ปรากฏว่าแกไม่ออก  คุณพิสิษฐ์ใช้มติกรรมการของมูลนิธิมาเลิกจ้างพวกเราหมดทุกคนเลย  พวกเราก็ตกงานกัน ได้เงินมากันคนละแสนสองแสนตามกฎหมายแรงงาน  ผมก็ต้องมาอยู่ที่บ้านด้วยความรู้สึกเคว้งคว้าง

แม้ผมกลับมาทำโครงการลุ่มน้ำแม่ปิงตั้งแต่ปี 2540 แต่ช่วง 10 ปีนั้นจะเป็นการไปๆ มาๆ เข้าออกกรุงเทพฯ เป็นว่าเล่น  แต่พอปี 2550 ผมก็ต้องกลับมาอยู่บ้านโดยไม่ได้เป็นเจ้าหน้าที่มูลนิธิคุ้มครองฯ  ตอนนั้น ผมก็พยามยามรักษาโครงการลุ่มน้ำแม่ปิงไว้ ต้องหาเงินมาเป็นเงินเดือนคนทำงาน เงินเดือนตัวเอง พยายามได้สัก 1-2 ปี จนถึงปี 2553 ก็ไม่มีอะไรเหลือเลย เงินก็ไม่เหลือ หนี้สินก็พะรุงพะรัง  ผมก็เลยประกาศยุติการทำงาน บอกลูกน้องว่า ผมจนปัญญาแล้วนะ ให้พวกคุณไปหาเลี้ยงชีพเอาเอง  มันทำให้ผมว่างมาก ก็ไปกินเหล้าเมายา เพราะคิดว่ามันจะทำให้อะไรดีขึ้น จนกระทั่งมีคนชวนไปปฏิบัติธรรม (หัวเราะ) พี่แดง เตือนใจ ดีเทศน์บอกว่า ‘อ้วน ไปไหม ดอยแม่สลอง พี่จะจัดปฏิบัติธรรม’

เกิดอะไรขึ้นบ้าง หลังจากได้ปฏิบัติธรรม

เมื่อผมได้มาปฏิบัติธรรม ก็ไม่ได้ถึงกับอินอะไรมากนะ เขาปฏิบัติกัน 7 วัน 7 คืน กินข้าวมื้อเดียว เย็นกินน้ำปานะ กินเหล้าสูบบุหรี่ไม่ได้ โทรศัพท์ก็ไม่ได้ 2-3 วันแรก ก็ทรมานมาก เราไม่สามารถอยู่กับตัวเองได้เลย

มีป้าคนหนึ่งที่มาสอนธรรมะ ชื่อว่า อำไพ สุจริตกุล พูดว่า ‘เรานี่นะ รักตัวเอง มันอยากกินก็ให้มันกิน อยากนอนก็ให้มันนอน แต่ว่ามีบางคนนะ อยู่กับตัวเองไม่ได้’ คำพูดอย่างนี้ มันก็มาโดนใจเราโดยบังเอิญ เป็นคำถามว่าทำไมเราถึงอยู่กับตัวเองไม่ได้  หลังจากนั้น ก็พยายามที่อยู่กับตัวเอง  ถ้านอนไม่หลับ ก็ลุกขึ้นมานั่งแทน (หัวเราะ)

หลวงพี่ไพศาล ท่านก็จะถามด้วยความเป็นห่วงว่าเป็นยังไงบ้าง ยังกินเหล้าสูบบุหรี่อยู่หรือเปล่า กลุ้มใจอยู่ไหม แล้วท่านก็ให้ซีดีมาฟัง  ผมก็ฟังซีดีไป กระดกเหล้าไปด้วย (หัวเราะ)  ช่วงหลังๆ ผมก็พยายามกินเหล้าสูบบุหรี่ให้น้อยลง ลูกเราโตๆ ขึ้น ผมก็พยายามปกปิดไม่ให้ลูกรู้ว่าเรากินเหล้าสูบบุหรี่

ในฐานะคนทำงานด้านสิ่งแวดล้อม การที่มีหรือไม่มีศาสนาเข้ามาเกี่ยวข้อง มันมีความแตกต่างกันไหม

ผมว่าต่างกันมากครับ (ตอบทันที)  การที่มีมิติทางศาสนาหรือจิตวิญญาณเข้ามาเกี่ยวข้อง จะเปรียบเสมือนภูมิคุ้มกันเรา เราจะไม่ไข่วเขว ไม่ย่อท้อ ไม่นอกลู่นอกทาง และเราเองก็จะรู้เนื้อรู้ตัวอยู่ตลอดเวลา  ที่สำคัญเลย เราจะมีภูมิคุ้มกันทางสติปัญญา และรู้เท่าทันอารมณ์ของตัวเอง

ผมเองจะพกหนังสือของหลวงพี่ไพศาลติดตัวเสมอ ท่านบอกว่าความสุขหรือความทุกข์นั้นอยู่ที่การวางจิตวางใจ ถ้าเราวางจิตวางใจไม่เป็น มันจะเหมือนกับหมาที่คอยเห่าหอนเวลาที่พระตีระฆัง ท่านก็เปรียบเทียบว่า ถ้าใครพูดอะไรมาแล้วเราไปโกรธ ไปหวั่นไหว พอใจหรือไม่พอใจเกิดขึ้นในใจ เสียงคนที่พูดมาก็เหมือนระฆัง จิตใจเราเองก็เหมือนหมา เราไปมีปฏิกริยากับเสียงตรงนั้น  แม้แต่หมาเห่าหอน หลวงพี่ยังเอามาสอนเป็นธรรมะได้ ท่านนี่สุดยอดเลยนะ  มันก็ทำให้เรารู้จักการวางจิตวางใจให้ถูก 

สมัยก่อน เวลาทำงานผมจะเครียดมาก ผมต้องเรียกลูกน้องมาสั่งๆ ถ้าใครไม่ได้ตามที่เราต้องการก็จะอารมณ์เสีย แล้วเขาก็จะโดนด่าโดนว่ากัน  พอมาตอนหลังผมก็เฉย ก็เย็นลงมาเยอะมาก

ในอดีตที่เคยเป็นคนมุทะลุ ตัวเองเชื่อในวิธีการนั้นด้วยไหม

ใช่  ยกตัวอย่างนะ ผมไปต่อต้านเขื่อนแก่งเสือเต้น ความที่เป็นเจ้าหน้าที่ป่าไม้เก่า ปัญหาเฉพาะหน้าที่พบก็คือ การทำไม้เถื่อน  ผมเลยเอารถของมูลนิธิพร้อมกับกำลังเจ้าหน้าที่ไปตีซี้กับเจ้าหน้าที่ป่าไม้ที่นั่น จนเขาไว้วางใจ ให้กำลังผมมาชุดหนึ่ง ผมก็เป็นตัวนำออกไปจับไม้กันทั้งๆ ที่ไม่ได้เป็นเจ้าหน้าที่ป่าไม้  ตอนนั้น วันชัย (วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์) เขาก็ไปกับผมด้วย  ผมให้เขาถือปืน ผมยิงปังๆๆๆ เขาก็หมอบอยู่ (หัวเราะ)  ผมขับรถไปเห็นช้างลากไม้ ผมเบรครถ กระโดดลงข้างทาง แล้วเอาปืนไล่ยิง คนกระโดดลงคอช้างแล้ววิ่งหนีไป วันชัยก็ยังตกอกตกใจอยู่

มีอยู่ครั้งหนึ่ง ผมขับรถไปกับวันชัย ผมก็บอกวันชัยว่า ‘เฮ้ยๆ ไม้เถื่อนนี่หว่า’ แล้วก็ขับรถตามชาวบ้านไป ปรากฏว่าชาวบ้านล้อมเรา ตอนนั้นผมกับวันชัยตกอยู่ในวงล้อมของชาวบ้านเลยนะ  หนังสือสารคดีเล่มปี 2535 ที่หน้าปกมีรูปไม้เถื่อน (ฉบับที่ 88 ปีที่ 7 เดือนกุมภาพันธ์ 2535) เขาก็เขียนเหตุการณ์นั้น โดยให้ผมเป็นตัวละคร  ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เราก็คบกันเรื่อยมา

วิธีการทำงานสิ่งแวดล้อมของคุณในอดีตมีลักษณะอย่างไร

เมื่อก่อนเราจะใช้ข้อมูล ใช้เหตุผล ใช้ความถูกต้อง สู้กันเรื่องข้อมูล  ตอนนั้นสู้กันเรื่องเขื่อนแก่งเสือเต้น เขาบอกว่า ‘ปัดโธ่โว้ย ป่าไม้สัก 20,000 กว่าไร่ที่จะถูกน้ำท่วมน่ะ ไม้สักที่ถูกน้ำท่วม คิดเป็นลูกบาศก์เมตร ก็จะสามารถประเมินค่าของป่าได้กี่ล้านลูกบาศก์เมตร เป็นเงินกี่ล้านบาท’ เขาตีป่าแก่งเสือเต้นเป็นเงิน  ผมบอกเลยว่า มันไม่ใช่ คุณค่าของป่าแก่งเสือเต้นไม่ได้อยู่ที่ปริมาตรไม้สัก แต่อยู่ที่ระบบนิเวศทั้งระบบ คุณก็คิดออกมาสิว่าปีหนึ่งๆ หน่อไม้เท่าไร เห็ดเท่าไร น้ำเท่าไร อากาศเท่าไร คิดออกมาสิ เมื่อก่อนก็จะสู้กันด้วยข้อมูลแบบนี้  ถามว่าเมื่อก่อนเราชนะไหม เราชนะ แต่เราได้ศัตรูเพิ่ม เราไม่ได้แนวร่วม

ผม หาญ เฟียต และพรรคพวกหลายๆ คนที่เป็นเอ็นจีโอเคลื่อนไหวต่อต้าน เดินเข้ากรมชลประทาน กรมป่าไม้ เดินเข้าที่ไหนก็ตามไม่ได้เลย เรามีศัตรูเต็มไปหมด  คนที่ไม่รู้ก็จะมองพวกเอ็นจีโอว่าเป็นพวกหัวรุนแรง เป็นพวกขัดขวางการพัฒนา

ทุกวันนี้ เดินผ่านคนที่เคยเป็นศัตรู ต้องกลัวโดนทำร้ายไหมครับ

ตอนนี้ไม่มีแล้ว (หัวเราะ) ผมเจอคุณปลอดประสพ ก็ยังมาทักทายเลย เข้ามาถามทีเล่นทีจริงด้วยว่าสนใจเล่นการเมืองหรือเปล่า (หัวเราะ)

ในมุมมองของคุณที่มีประสบการณ์จากการทำงานมากกว่าในตำรา คิดว่านักวิชาการจะทำงานกับชาวบ้านได้อย่างไร

คำว่าวิชาการ มันหลากหลายรูปแบบนะ  อย่างที่เราเพิ่งเดินผ่านมา เราก็พบว่าความรู้ที่ชาวบ้านใช้ประโยชน์จากน้ำ ในระบบเหมืองฝายก็ดี หาปูหาปลาก็ดี อันนี้ก็คือวิชาการ มันเป็นวิชาการแบบชาวบ้าน  ดังนั้น ถ้านักวิชาการมาทำความเข้าใจวิชาการแบบชาวบ้าน มันก็ทำให้คุยกันรู้เรื่อง  แต่ถ้านักวิชาการมาพูดอะไรที่ห่างไกลจากชาวบ้าน มันก็ฟังไม่ค่อยรู้เรื่อง

ทุกวันนี้ ถ้าเราไปเดินตามแม่น้ำ เราจะเห็นเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่เขียนป้ายติดไว้ว่า ‘โรงสูบน้ำพลังงานไฟฟ้า’ เป็นของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เขาก็สูบน้ำขึ้นไป แล้วไปเก็บเงินกับภาคเกษตร สมมุติว่ามีภาคเกษตร 100 ราย ก็ต้องจ่ายเงินให้กับโรงสูบน้ำ  แต่ในระบบเหมืองฝาย เขาไม่ต้องสูบน้ำ แต่เขาปิดกั้นลำน้ำด้วยหิน ด้วยไม้ น้ำข้างบนยกระดับขึ้น ผันน้ำเข้าคูคลอง เขาไม่ต้องมีกล้องจับระดับความสูงต่ำ แต่ว่าสามารถที่จะผันน้ำ หรือว่าส่งน้ำไปตามเหมือง คูคลอง ได้เกือบทุกแปลง ทุกตารางนิ้ว  อันนี้แหละคือภูมิปัญญา วิชาการอีกแบบหนึ่ง เขาไม่เห็นจะต้องสูบน้ำเลย เหตุการณ์ทั้งสองแบบนี้ก็ยังมีอยู่ 

เวลาชาวบ้านยกระดับน้ำ เขาจะเรียกว่า ‘ฝายน้ำล้น’ เขาจะไม่ทำแท่งคอนกรีต ปลาก็จะขึ้นลงได้

อะไรคือจุดเด่นในการทำงานสิ่งแวดล้อมของคนที่ชื่อ นิคม พุทธา

ถ้าจะพูดให้ดูดีหน่อย ผมเองก็คงมีความมุ่งมั่นในการอนุรักษ์ป่าไม้ สัตว์ป่า และธรรมชาติ  และเชื่อมั่นว่าคุณภาพชีวิตของผู้คนจะดีขึ้น ไม่เลวร้ายไปกว่าเดิม เพราะ ‘ฐานทรัพยากรคือฐานชีวิต’ และไม่ใช่แค่ชีวิตของคนที่อยู่ในป่า แต่มันหมายถึงชีวิตของคนที่อยู่ในเมืองด้วย

ลองสังเกตดูนะ ถ้าในตลาดปีไหนมีพืชผลทางการเกษตรดี ฟ้าฝนถูกต้องตามฤดูกาล พืชผลดี แม่ค้าในตลาดจะขายของได้ดี มอเตอร์ไซค์ออกได้ รถยนต์ออกได้ ซื้อตู้เย็น พัดลมได้  ทั้งๆ ที่แม่ค้าตู้เย็น พัดลม เขาคงไม่ได้คิดว่าธุรกิจของเขาจะเกี่ยวข้องกับดินฟ้าอากาศอย่างไร แต่ในความเป็นจริง ธรรมชาติมันเชื่อมโยงกันหมดเลย

ฉะนั้น ฐานทรัพยากร ดิน น้ำ ป่า มันก็มีความเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิต เศรษฐกิจ สังคม การเมือง  แม้กระทั่งความอยู่รอดและความมั่นคงของประเทศ  นึกดูนะว่า ถ้าคนในเมืองเปิดน้ำแล้วน้ำไม่ไหล เขาจะนึกถึงอะไร  เขาก็นึกถึงแทงค์น้ำประปา นึกถึงเจ้าหน้าที่ประปา  หรือสิ้นเดือนมา เขาก็คงมีความสัมพันธ์กับบิลค่าน้ำ  แต่เขาไม่เคยคิดไปมากกว่านั้น ลองไล่ไปตามท่อน้ำประปาแล้วเขาจะเห็นอะไร  ไล่จากก๊อกไป เขาอาจเห็นแทงค์น้ำประปา  แทงค์น้ำ ก็อาจจะมีจากแม่น้ำที่ใดที่หนึ่ง  ถ้ากรุงเทพฯ ก็อาจจะมาจากแม่น้ำเจ้าพระยา  ถ้าไล่จากแม่น้ำเจ้าพระยามาก็จะพบว่ามันก็มาจากปิงวังยมน่าน  แต่กว่าจะมาเป็นปิงวังยมน่าน มันก็มีลำห้วยเล็กๆ อีกไม่น้อยนะ

จุดเริ่มต้นของการเดิน “ธรรมยาตราศรัทธาแห่งสายน้ำ” เริ่มต้นมาอย่างไร

ผมเป็นเด็กบ้านนอก เป็นลูกชาวไร่ชาวนา เกิดที่ลุ่มน้ำปิง อำเภอเชียงดาว ก็อยู่กับสายน้ำแม่ปิงมาตั้งแต่เด็ก บ้านเกิดก็อยู่ริมแม่น้ำ ผมเห็นแม่น้ำปิงตั้งแต่เด็ก  ไม่นานมานี้ ผมมีโอกาสได้ไปเข้าคอร์สนิเวศภาวนา ที่หมู่บ้านสบลาน ต้องอดข้าวอยู่ 4-5 วัน อดบุหรี่ อดเหล้าด้วยนะ (หัวเราะ) แต่ผมอดจริงๆ ได้ 3 วัน  ก็ลองอยู่กับตัวเองดู ผมได้ฟังเสียงของตัวเอง  ผมกางเต็นท์อยู่เนินป่า นั่งดูน้ำไหล  ผมเอาใบไม้โยนลงไปในน้ำ ผมพบว่าไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน สายน้ำก็ไม่เคยหยุดไหล  เราเห็นใบไม้ กิ่งไม้ ไหลไปตามสายน้ำ บางทีก็ไหลช้า บางทีก็ไหลเร็ว  มันทำให้เรานึกถึงแม่น้ำปิง  ผมก็คิดว่าเราน่าจะลองเดินตามสายน้ำปิงดูสักครั้ง

ตอนนั้น ผมก็ทราบเหตุการณ์ที่อาจารย์ประมวลออกเดินแล้ว ได้อ่านหนังสือเดินสู่อิสรภาพ ฟังปาฐกถาของมูลนิธิโกมลคีมทองที่อาจารย์ประมวลไปเป็นองค์ปาฐก ตอนนั้นหลวงพี่ไพศาลได้ไปพูดเรื่องอานิสงฆ์ของการเดิน และพฤ โอโดเชา ก็มาพูดเรื่องการเดินธรรมยาตราป่าชุมชนที่เขาเดินเมื่อปี 2548ซึ่งเริ่มต้นที่เชียงดาว ผมก็มีโอกาสไปร่วมด้วย

ผมก็คิดอยู่ว่าจะเดิน แต่ก็เก็บเงียบไว้ในใจ  ก็ได้เอาหนังสือเกี่ยวกับการเดินธรรมยาตราไปให้เมียอ่าน  แล้ววันหนึ่ง ผมก็บอกเมียว่าอยากจะลองเดินตามแม่น้ำ  เขาก็ไม่เชื่อว่าผมจะเดินจริงนะ ผมก็พูดถี่ขึ้นเรื่อยๆ เมียผมก็รู้ว่าผมเป็นคนขี้ดื้อ ถ้าจะทำอะไร ใครก็ขวางไม่ได้  ช่วงนั้น ผมก็มีโอกาสได้ไปเข้าศึกษาในหลักสูตรของจิตตปัญญาศึกษาที่ชื่อว่า “อบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนากระบวนกรจิตตปัญญาศึกษา”  ทำให้ผมพบว่า ถ้าเราจะทำอะไรให้เกิดการเปลี่ยนแปลง เราจะต้องทำให้เกิดการสั่นไหวในจิตใจทั้งของเราและของเขา มันเป็นการชนะกันด้วยใจ  ถ้าการมาเดินตามแม่น้ำครั้งนี้ ความยากลำบาก ความพยายาม ความหิว ความเหนื่อย ถ้าสมมุติว่ามันพอที่จะเรียกร้องความเห็นอกเห็นใจของผู้คนได้บ้างไหม เราก็อยากให้คุณตระหนักถึงบุญคุณของสายน้ำ  เรายอมที่จะเอาความลำบาก ความเหน็ดเหนื่อยที่ต้องออกจากบ้านมารอนแรมหลายๆ เดือนมาเดินตามสายน้ำ ก็หวังว่าจะขอความเห็นอกเห็นใจ

มีคนถามผมเหมือนกันว่า มันจะไปมีประโยชน์อะไร ที่คุณออกมาเดินอย่างนี้ สายน้ำมันจะดีขึ้นได้ยังไง ซึ่งผมมองว่าเพียงแค่คุณคิดว่า ‘แม่น้ำมันจะดีขึ้นได้ยังไง’ แค่นี้เราก็พอใจแล้วนะ

ก่อนที่จะมาเดิน ‘ธรรมยาตราศรัทธาแห่งสายน้ำ’ ผมมีโอกาสได้ไปเดินที่เขาใหญ่ ช่วงที่เขาตัดถนนที่เขาใหญ่ ตอนนั้น คู่กรณีคือกรมทางหลวง ถ้าเป็นเมื่อก่อน ผมจะเดินประท้วง เขียนป้ายด่าคนที่ตัดไม้ทำลายป่า แต่ครั้งนี้จะเป็นการเดินด้วยความสงบ เจอซากสัตว์ เจอไส้เดือน เราก็หยุดภาวนา ‘ขอให้สัตว์ทั้งหลาย ละจากสังขารไป แล้วให้มีความสุข’  การเดินในครั้งนั้น ทำให้พบว่าถนนมันเป็นเพชรฆาตเลย ตอนเราขับรถ เราจะไม่เห็นความเป็นความตายของสัตว์ต่างๆ แต่พอมาเดิน ทั้งกิ้งกือ ไส้เดือน ผีเสื้อ นก งู กบ เขียด สารพัดสัตว์เลยนะที่ต้องมาตายไปบนถนน  เดินไปพบกับต้นไม้ใหญ่ถูกตัด ผมก็ภาวนา ต้นไม้หนึ่ง มันไม่ได้มีแค่ต้นไม้ที่ตายไป มันมีพืช สัตว์ แมลงต่างๆ ที่ต้องตายลงไปด้วย  สิ่งมีชีวิตเหล่านั้นต้องตายไปเพื่อให้คนขับรถได้เร็วขึ้น เพราะการขยายถนนมันก็หมายถึงการทำให้ถนนรองรับรถได้เยอะขึ้น ตอนนั้นผมไปสั้นๆ 3 วัน

ครั้งต่อมาก็เป็นเหตุบังเอิญ ผมโทรศัพท์ไปหาอาจารย์ประมวล ถามแกว่า ถ้าผมจะเดินไปตามแม่น้ำปิงคนเดียว ก็ขอคำแนะนำจากอาจารย์  ตอนนั้นอาจารย์ประมวลไม่อยู่ที่บ้าน ภรรยาอาจารย์รับสาย ก็ได้คุยกัน ภรรยาของอาจารย์ก็บอกว่า อาจารย์ประมวลกำลังเคลียร์งานเก่าเพื่อที่จะไปเดินธรรมยาตราไปที่ปัตตานี  พอผมรู้ว่ามีเขาจะเดินไปปัตตานี ก็กลับมาหาในอินเทอร์เน็ตดู ก็พบว่าเขาเปิดรับสมัครด้วย  ผมก็เลยเขียนใบสมัครส่งไป  ได้ไปเดินกับเขาอยู่ 50 กว่าวัน ซึ่งเป็นการเดินแบบไม่ได้กลับบ้านเลย

หลังจากได้ทดลองเดินธรรมยาตราไปปัตตานี คุณมีความคิดจะเปลี่ยนใจ ไม่เดินตามแม่น้ำปิงแล้วบ้างไหม

ไม่มีครับ ไม่มีเลย (ตอบทันที) ผมพบว่า ยิ่งเราเดิน มันยิ่งทำให้เรามีความรู้สึกแข็งแกร่งเพิ่มขึ้น

การเดินที่ปัตตานี ประเด็นจะเป็นเรื่องของสันติวิธี เป็นเรื่องการเมืองสามจังหวัดขายแดนภาคใต้ เป็นเรื่องของพี่น้องมุสลิม ซึ่งผมเองก็ไม่ได้มีความรู้เท่าไร และก็ไม่ได้สนใจอะไรมากมาย  แต่ที่ผมสนใจก็เพราะว่าจะมีอาจารย์ประมวลไปร่วมเดินด้วยตลอดระยะทาง นั่นเป็นโอกาสที่ผมจะได้ร่วมฝึกฝน เรียนรู้ ก็เลยไปกับเขา  พอไปกับเขา อารมณ์เราก็เป็นไปกับเขาด้วย ก็เริ่มเรียนรู้เรื่องสันติวิธี เริ่มเข้าใจว่าสันติมันเกิดขึ้นบนพื้นฐานของความรักความเมตตา จิตใจเราต้องปรารถนาดี เราถึงจะสัมผัสรับรู้ได้ถึงเรื่องสันติได้  ถ้าจะให้ดีก็ต้องเริ่มจากในใจเรา ตัวเรา  เราจะไปเรียกร้องสันติจากข้างไม่ได้  สันติภาพมันจะข้ามพ้นความแตกต่าง ไม่ว่าจะเป็นชาติพันธุ์ ศาสนา ภาษา วัฒนธรรม  บางทีมันอาจจะข้ามพ้นความเป็นมนุษย์ ความเป็นสัตว์ด้วยซ้ำ  เราไปเรียนรู้สิ่งเหล่านี้ มันไม่มีใครมาสอน แต่ว่ามันเรียนรู้จากการเดิน เรียนรู้จากตัวเอง จากกลุ่ม เวลาเราเดินจะมีคนพูดคุยกันไป และเรียนรู้จากชุมชน  ผมเรียนรู้ระบบนิเวศทรัพยากรชายฝั่งได้ดีมาก เพราะเดินชายฝั่งมันทุกวัน  ผมได้เรียนรู้เรื่องชายฝั่ง เรื่องตะกอนทราย โรงไฟฟ้าชีวมวล โรงงานถลุงเหล็ก การต่อสู้ของชาวบ้านที่ต่อสู้ปกป้องรักษาทรัพยากรชายฝั่ง ทะเลน้ำลึก น้ำตื้น เส้นทางปลาทู

สิ่งที่ได้รู้เหล่านั้น ในระหว่างการทำงาน มันไม่ใช่สิ่งที่เรารู้อยู่แล้วเหรอครับ

รู้ (ตอบทันที) แต่ว่ามันไม่ได้สัมผัส  เราไปเห็นมัสยิดเล็กๆ ชาวบ้านต้องมีละหมาดวันหนึ่งตั้ง 3-5 ครั้ง  มีห้องน้ำเล็กๆ ในมัสยิดมีแต่ความว่างเปล่า  ในขณะที่วัดของพุทธศาสนาจะเต็มไปด้วยพระพุทธรูป เครื่องสังฆทาน อาคาร สิ่งปลูกสร้าง  มันทำให้เราได้เห็นความเลื่อมล้ำทางสังคม ความเหลื่อมล้ำทางศาสนา เราเห็นทัศนะของพระสงฆ์องค์เจ้าต่อชาวมุสลิมที่ไม่ดีนัก  มองเห็นมุสลิมเป็นอื่น ไม่ได้มองว่าเป็นคน มองเห็นศาสนาอิสลามว่าเป็นภัยต่อศาสนา ผมเห็นอะไรเหล่านี้แล้วมันรู้สึกเจ็บปวดมาก 

ในระหว่างที่เดินไปปัตตานี ผมก็บอกกับพวกเขาว่า ผมมาฝึกนะ เพื่อผมจะไปเดินที่แม่น้ำปิง  พวกเขาก็เห็นว่าคงจะไม่ดีมั้ง ถ้าจะปล่อยให้ผมมาเดินคนเดียว สุดท้าย หลายคนก็มาเดินด้วยกัน

“ธรรมยาตราศรัทธาแห่งสายน้ำ” แตกต่างกับธรรมยาตราที่สื่อสารเรื่องธรรมชาติที่อื่นๆ อย่างไร

ตัวผมเองก็ไปแตกหน่อมาจาก ‘ธรรมยาตรา ลุ่มน้ำลำปะทาว’ไปเป็นลูกศิษย์ลูกหา ทั้งหลวงพี่ไพศาล และพี่น้องที่ทำงานที่ลำปะทาว เขาทำมานาน 11 ครั้งแล้ว

ส่วนความต่างก็คงเรื่องระยะทางและระยะเวลา  ธรรมยาตราของเราจะประมาณ 1,200 กิโลเมตร และใช้เวลาประมาณ 3-4 เดือน แต่ของเขาจะ 8 วัน  อาจเรียกได้ว่าธรรมยาตราของเราครั้งนี้ เป็นการเดินที่ใช้ระยะเวลานาน และระยะทางไกล  ผมก็ไม่ได้ต้องการจะทำสถิติว่าใครมากใครน้อยกว่ากัน ผมเพียงต้องการเดินตามสายน้ำเพื่อรู้จักแม่น้ำ ตั้งแต่จุดเริ่มต้นไปจนสุดสายน้ำเท่านั้นเอง ผมอยากจะลองว่าชีวิตเด็กท้องไร่ท้องนาคนหนึ่ง ตัดสินใจเดินตามสายน้ำ พบเห็นอะไรมากมาย แล้วอยากเชิญชวนผู้คนมาช่วยกันดูแลรักษาป่า รักษาน้ำ  หากการเดินครั้งนี้ มีบุญกุศลอยู่บ้าง มันน่าจะสร้างแรกกระเพื่อมให้สังคมมาตระหนักถึงแม่น้ำที่กำลังเจ็บป่วย เน่าเสีย ที่ต้องการความช่วยเหลือในการฟื้นฟูดูแล ไม่ใช่แต่แม่น้ำปิง แม่น้ำเจ้าพระยา แต่ยังมีแม่น้ำอีกหลายๆ สายในประเทศไทยที่ต้องการความช่วยเหลือ  จริงๆ แล้ว ผมยังอยากให้มีเครือข่ายปกป้องแม่น้ำ ที่ผ่านมา เวลาเราจะปกป้องแม่น้ำก็ต่อเมื่อมันมีปัญหาเรื่องการสร้างเขื่อน กลายเป็นกลุ่มต่อต้านคัดค้านเขื่อนต่างๆ แต่ตอนนี้ เราไม่ต้องรอให้สร้างเขื่อนแล้วเราถึงไปปกป้องแม่น้ำ ผมอยากให้เกิดเครือข่ายปกป้องแม่น้ำขึ้นมา ในประเทศไทยเราก็มีอยู่ตั้งหลายองค์กร แต่หลายๆ องค์กร ก็ไม่ได้ทำในสถานการณ์เย็น  ธรรมยาตราก็เหมือนกับการทำงานในสถานการณ์เย็น คือไม่ต้องรอให้เป็นปัญหา แต่ว่าหลายองค์กรต้องทำงานในสถานการณ์ร้อนๆ คัดค้านเขื่อน ซึ่งผมก็คิดว่า ยามศึกเรารบ ยามสงบเราก็ทำงานเย็นๆ (หัวเราะ)

มีประโยคหนึ่งที่คุณเคยกล่าวไว้ว่า "ผมทำงานด้านสิ่งแวดล้อมมาหลายสิบปีและรักษาป่าด้วยชีวิต สิ่งที่ผมค้นพบก็คือเรามีมาตรการต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายหรืออาวุธปืน แต่สิ่งเหล่านี้กลับคุ้มครองป่าไม่ได้ เพราะอะไร" อยากทราบว่าตอนที่พูดประโยคนี้ออกมา แล้วก็เกิดมาเป็นการเดินครั้งนี้ คุณคิดอะไรอยู่

(นิ่งคิด) ถ้าคนเรามีความรักความเมตตาต่อธรรมชาติ เหมือนมีความเลื่อมใสศรัทธาในศาสนา มันก็ไม่มีข้อสงสัย  การที่เรากราบพระพุทธรูปที่ทำมาจากหิน ปูน เหล็ก ทองแดง หรืออะไรก็ตาม ในขณะที่กราบ เราไม่ได้กราบสิ่งเหล่านั้น แต่เรากำลังกราบพระพุทธเจ้า  ผมก็อยากให้ผู้คนมีความศรัทธา เลื่อมใส ในธรรมชาติเหมือนกับเราศรัทธาในศาสนา แม่น้ำก็อาจจะเป็นตัวแทนของธรรมชาติ  (นิ่งคิด) ไม่มีวินาทีไหนเลยที่เราไม่พึ่งพาอาศัยธรรมชาติ  ขณะที่เราพูด เราหายใจ มันจะรู้เลยว่า ถ้าเราหายใจในเมือง กับหายใจในป่า มันแตกต่างกัน  เราต้องดื่มน้ำ เราต้องกินข้าว  ถ้ามีโอกาส ผมอยากให้ทุกคนได้ลองกินข้าวที่บ้านสบลาน  มันเป็นข้าวที่มาจากดินที่บริสุทธิ์ จากน้ำที่ใสสะอาด จากผืนป่าที่กว้างใหญ่  ข้าวเป็นอาหารที่ให้พลังกับมนุษย์ ไม่ใช่ในแง่ของคาร์โบไฮเดรต แต่ว่าเป็นพลังธรรมชาติ เป็นพลังมหัศจรรย์ คนที่ไม่ละเอียดอ่อน มันจะไม่รู้สึกเลยว่าข้าวเป็นสิ่งที่มีชีวิต

ตอนที่คณธธรรมยาตราเดินอยู่แถวจอมทอง บุญ (ชาวบ้านปกาเกอะญอ ณ ป่าสบลาน) เขาก็มาร่วมเดินด้วย  เขาไม่ได้เรียนหนังสือ ทำนา  พวกเรามีโอกาสได้ฟังชาวนาปลูกข้าวที่พื้นราบพูด  บุญฟังแล้วตกใจมากว่าพวกเขาคัดสายพันธุ์เองไม่ได้ ต้องไปซื้อเมล็ดพันธุ์ ปุ๋ยก็ต้องซื้อ ยาฆ่าหญ้าก็ต้องฉีด น้ำก็ต้องสูบ เกี่ยวก็ต้องใช้เครื่อง สีก็ต้องไปขายโรงสี  บุญก็ตกใจเลยว่าคนข้างล่างเขาทำนากันแบบนี้  แต่ป่าที่บุญอยู่ เมล็ดพันธุ์ข้าวก็เก็บเอง ยาฆ่าหญ้าก็ไม่ต้องฉีด ในแปลงนาก็มีทั้งพริก มะเขือ บางทีก็มีกุ้ง หอย ปู ปลา และตั๊กแตนที่กินได้ ปุ๋ยก็ไม่ต้องใส่ อาศัยใช้ขี้วัว ขี้ควาย พื้นดินก็อยู่ในป่า ที่สำคัญ ข้าวที่ได้มาก็ไม่ได้ปลูกไว้ขาย แต่เขาปลูกไว้กิน พอมันเหลือก็เอาไปแลกฟัก แลกพริก แลกอะไรอย่างอื่นจากเพื่อนบ้าน  เราจะเห็นเลยว่าชีวิตของชาวนาสองคนนี้จะต่างกันมาก  บุญมีความรู้เรื่องการผสมเมล็ดเกสรข้าว แต่ชาวบ้านข้างล่างจะไม่รู้อะไรเลย  ชาวนาข้างล่างจะทำนาปีละ 2-3 ครั้ง ทำเพื่อขาย พระแม่โพสพซึ่งมีสถานะเป็นธัญพืชที่หล่อเลี้ยงหมู่มวลมนุษย์ถูกทำให้ไปเป็นสินค้า

ผมว่าชีวิตคนเรามันมีอะไรที่ลึกซึ้งมาก แต่น่าเสียดายว่าชีวิตในปัจจุบัน มันมีอะไรบางสิ่งบางอย่างที่ปิดกั้น ขวางกั้น การเรียนรู้ชีวิตที่ลึกซึ้ง หรือแบบสุนทรียะเหล่านั้นไป

อะไรทำให้คนที่เคยชินวิธีการแข็งๆ การใช้ปืนต่อสู้ มาเชื่อว่า ‘ศรัทธา’จะทำให้สายน้ำดีขึ้นได้

สำหรับผม ผมศรัทธาสายน้ำ ป่าไม้ สัตว์ป่า มานานแล้ว  เวลาไม่น้อยกว่า 20 ปี ที่ผมได้เดินทางไปสัมผัสกับแม่น้ำ ไปต่างประเทศ  ถ้ามีโอกาสได้ไปอินเดีย ไปพม่า ไปใกล้ๆ แถวนี้ ผมก็จะขอไปดูแม่น้ำ  หรือแม้แต่ช่วงที่เราสุข เราทุกข์ เราอยากอยู่กับตัวเอง ผมก็เลือกที่จะอยู่ใกล้กับแม่น้ำ 

(นิ่งคิดนาน) ก่อนมาเดิน ผมก็ถามหลวงพี่ไพศาลว่าผมจะมาเดินอย่างไรดี แกก็บอกว่า เดินธรรมยาตรา มันต้องเดินด้วยธรรมะ อย่างน้อยๆ ก็รักษาศีล อะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ กำหนดมันให้ชัด  ผมก็เริ่มถือศีล 5 คิดว่าเป็นสิ่งที่ง่ายที่สุดที่เราพอจะทำได้ (หัวเราะ)  ช่วงไหนที่เราเหนื่อยยากลำบาก ผมก็จะคิดว่าก้าวของเราแต่ละก้าว ยังไม่เท่ากับน้ำทีละหยดที่ไหลตลอด  เราก็บอกกับเราว่า แม่น้ำเดินทางมาไม่รู้กี่ปี ก็ยังไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย เราเดินทางเพียงชั่วครู่ชั่วคราว เราจะไปเหนื่อยได้ยังไง  ผมก็คิดว่าการเดินทุกย่างก้าวของเรา ถ้าเผื่อมันจะทำให้แม่น้ำดีขึ้น เราก็จะพยายามต่อไป  ในบางช่วง ตอนแดดร้อนๆ ทุกๆ คนก็จะเดินคนเดียว ก็เป็นการฝึกให้อยู่กับความยากลำบาก ก้าวต่อก้าว เราจะรับรู้การเดินอย่างมีสติ จะเดินด้วยความเพียร การบำเพ็ญเพียรของเราก็คือการอยู่กับความทุกข์ยากลำบาก ผมก็นึกว่า ครั้งหนึ่งพระพุทธเจ้าก็เคยบำเพ็ญทุกรกิริยา ซึ่งก็ทำให้พระองค์ได้พบสิ่งใหม่ๆ สิ่งดีๆ  การเดินของเราครั้งนี้ มันอาจจะไม่ได้ทำให้แม่น้ำดีขึ้นเสียเลยทีเดียว แต่ว่าวัตถุประสงค์ของการเดินก็คือ เรามาสืบเสาะ มาค้นหา มาฟื้นฟูศรัทธา ของตัวเรา และของผู้อื่น

อยากทราบว่า “ศรัทธา” ที่บอกว่าตัวเองมีอยู่แล้ว  หากนึกกลับไปในวันที่เคยทำงานสิ่งแวดล้อมมามากกว่า 20 ปี กับการที่ได้เดินธรรมยาตรา  ถ้าลงไปในรายละเอียด มันแตกต่างกันไหม

มันอาจจะต่างกันด้วยวิธี  ในสมัยก่อน ผมก็อาจจะไม่มีความอ่อนน้อม เราจะทำงานกับคนอื่น เราไม่อ่อนน้อม เรามีความโกรธ เกลียด เคียดแค้น ชิงชัง แต่ว่าตอนนี้ เราก็ฝึกฝนตัวเองมาระดับหนึ่งที่จะข้ามพ้นสิ่งเหล่านั้น

จริงๆ แล้วศรัทธาก็อาจจะเป็นเหมือนประตูก็ได้นะ เป็นประตูที่จะนำไปสู่การช่วยเหลือกันอย่างเกื้อกูล  ความรู้ก็เป็นเครื่องมือ การร่วมมือของผู้คนก็เป็นเครื่องมือ แต่ว่าเหนือสิ่งอื่นใดก็คือสภาพจิตใจหรือว่าสภาวะทางจิตวิญญาณของเราว่าศรัทธาต่อสิ่งเหล่านั้นไหม  ผมว่าศรัทธามันก็เป็นประตูที่จะนำพาหมู่มวลมนุษย์ให้อยู่กับธรรมชาติได้อย่างยั่งยืน

หลวงพ่อคำเขียนเคยบอกว่า ในสังคมทุกประเทศจะมีผู้แทน ส.ว. ส.ส. เป็นผู้แทนของราษฎร แต่ไม่มีใครเป็นผู้แทนของธรรมชาติ  การที่พวกเราออกมาเดิน อย่างน้อยๆ มันก็ทำให้เราได้สลายตัวตนของเรา  เราต้องการเป็นปากเป็นเสียงแทนธรรมชาติ  ป่าไม้ สายน้ำ รวมทั้งคนยากคนจน ซึ่งต่อไปจะเป็นกลุ่มคนที่ถูกปิดกั้นในการใช้น้ำ 

พอเราได้มากินข้าวของของชาวบ้านที่ได้รับจากการบิณฑบาตร มันจะมีความรู้สึกว่าเราต้องทำตัวให้เป็นประโยชน์ แทนชาวบ้าน  นอกจากจะเป็นปากเป็นเสียงให้ธรรมชาติแล้ว เราก็อยากจะทำหน้าที่แทนชาวบ้านด้วย เพราะว่าเวลาชาวบ้านจะใส่บาตร พวกเขามีความตั้งอกตั้งใจ มีการตั้งจิตอธิษฐาน แล้วค่อยยกอาหารขึ้นมาเหนือหัว ใส่ลงไปในบาตร ทำให้เรากินแล้วรู้สึกสำนึกในบุญคุณ เราก็อยากเป็นปากเป็นเสียงให้กับชาวบ้าน

เข้าใจว่าส่วนหนึ่งของเป้าหมายในการเดินคือ ตั้งใจจะออกไปรับฟังเสียงของตัวเอง เสียงของชาวบ้าน และฟังเสียงของธรรมชาติ คิดว่าเป็นไปตามที่คาดหวังไหม

อย่างแรก การได้ฟังเสียงของตัวเอง อันนี้ได้เต็มๆ เลย เพราะว่าในระหว่างการเดิน มันรับรู้ก้าวต่อก้าว เราจะอยู่กับตัวเอง อยู่กับอารมณ์ความรู้สึกนึกคิด การพูดคุยกับเพื่อนในกลุ่ม บางช่วงบางจังหวะก็จะรู้จังหวะกัน เห็นใครนิ่งๆ ไป เราก็จะไม่ชวนคุย เราจะรับรู้ไปโดยปริยายว่าเขากำลังอยู่กับตัวเอง 

การสื่อสารกับชาวบ้าน มันก็จะมีบางจังหวะ ช่วงเช้าที่พระเดินมาด้วยกันออกบิณฑบาตร ก็จะเป็นช่วงเวลาที่เราได้สื่อสารกับชาวบ้าน หรือบางทีเราเดินอยู่ มันมีวงของชาวบ้านจับกลุ่มคุยกัน เราก็จะเข้าไปแจกเอกสาร และพูดคุยกัน  บางทีกลางค่ำกลางคืนก็จะเชิญชวนชาวบ้านมานั่งคุยกันในวัดที่เราพัก

การเรียนรู้ตัวเอง จะเป็นการเรียนรู้ในขณะที่เดิน  ตอนเช้า ตอนกลางคืน บางคนก็จะไปนั่งสมาธิ สวดมนต์ ปลีกวิเวกอยู่กับตัวเอง  ส่วนการเรียนรู้ในกลุ่ม มันก็จะเป็นธรรมเนียมปฏิบัติว่าทุกคืน 1-3 ทุ่ม จะเป็นการคุยกลุ่ม ทุกคนจะมาเจอกัน แลกเปลี่ยน แบ่งปันความรู้สึกนึกคิดซึ่งกันและกัน  รวมทั้งในระหว่างการเดิน กลุ่มที่เดินไปด้วยกันก็จะได้เรียนรู้ระหว่างกันไปด้วย

การเรียนรู้กับชุมชน เราก็จะให้น้ำหนักกับการฟัง ไม่ใช่ว่าเราจะไปพูดอย่างเดียว เราจะฟังเสียงจากชาวบ้าน ชาวบ้านก็จะเล่าสถานการณ์ต่างๆ ในพื้นที่  และเราจะพูดสภาพของแม่น้ำปิงว่าเกิดอะไรขึ้นกับแม่น้ำบ้าง ทั้งบวก ทั้งลบ เก็บเกี่ยวเท่าที่เก็บได้ บันทึกเสียงบ้าง เขียนบันทึกบ้าง วาดภาพประกอบ ถ่ายภาพ

การเดินครั้งนี้ นับว่าผู้ชายที่ชื่อ นิคม พุทธา ได้เปิดใจมากที่สุดในชีวิตเลยหรือเปล่า

ปีสองปีมานี้ ผมฝึกให้รู้ตัวอยู่บ่อยๆ ผมยังพูดทีเล่นทีจริงกับน้องๆ เลยว่า ที่ผมฝึกมา 1-2 ปี ก็เพื่อที่จะมาใช้ในงานนี้เลย (หัวเราะ)  ผมต้องอดทน มุมานะ มีวิริยะ ถ้าผมไม่อดทน ผมสติแตกไป ขบวนมันก็เสียหมดเลย  การที่เราออกมาใช้ชีวิตอยู่บนท้องถนน กินอยู่ยากลำบาก เงินทองก็ไม่มี บางทีมันก็ตั้งคำถาม พอตั้งคำถาม มันก็เขวแล้วในกลุ่ม  อย่างเช่นก่อนหน้านี้ ผมคิดว่าเราจะเดินไปเรื่อยๆ ค่ำไหนเราจะนอนนั่น เราไม่ต้องรู้ก็ได้ว่าเราจะนอนที่ไหน เราไม่ต้องรู้ก็ได้ว่ามื้อต่อไปเราจะกินที่ไหน เราไว้วางใจกับชะตากรรมในอนาคต แต่พอมาเดินเป็นกลุ่มเป็นคณะ บางคนก็ต้องรู้ว่ามื้อต่อไปจะกินที่ไหน จะนอนที่ไหน ทำให้ในใจผมต้องปั่นป่วน  ผมต้องออกไปเซอร์เวย์ จะกินที่ไหน นอนที่ไหน  วิธีแก้ไขก็คือ เราต้องฝึกรู้ตัวบ่อยๆ พอเรารู้ตัวว่าเราพอใจหรือไม่พอใจ เราก็จะพยายาม

(เงียบไปสักครู่) ในอดีตที่เราเคยรักษาเขาใหญ่ เขาแผงม้า ทุ่งใหญ่ห้วยขาแข้ง รักษาดอยหลวงเชียงดาวให้ปลอดพ้นจากกระเช้าไฟฟ้า รักษาสัตว์ป่าไม่ให้ถูกกักขังในไนท์ซาฟารี หรือแม้แต่การต้องเดินทางไปประเทศเคนยา ไปต่อสู้ไม่ให้เคนยาส่งสัตว์เข้ามากักขังในไนท์ซาฟารี  แต่การเดินธรรมยาตราครั้งนี้ มันก็อาจจะเรียกได้ว่าเป็นการเดินทางไกลที่สุด เป็นการเดินทางที่เอาชีวิตเข้าแลก

ประสบการณ์ทำงานสิ่งแวดล้อมที่ผ่าน มันมีจุดร่วมกันกับการเดินธรรมยาตราในครั้งนี้ไหม

จุดร่วมก็คือ เราก็ยังมีความมุ่งมั่นเหมือนๆ กับทุกโครงการที่เราทำ แต่มันจะเป็นการออกเดินทางที่ต่อเนื่องและยาวนาน และยังมีคนอื่นๆ กระโดดมาลงเรือลำเดียวกับเราด้วย ทำให้เราเองก็ต้องรับผิดชอบเขา  สิ่งสำคัญที่ไม่พูดไม่ได้เลยก็คือ ลูกและเมีย เพราะว่าถ้าพวกเขาไม่เห็นด้วย ผมคงไม่ออกมา  เมียผมยินดีสนับสนุน ดูแลลูก เราไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องค่าใช้จ่าย  ผมเริ่มโครงการนี้แบบไม่มีเงิน แค่เราอยากมา  ผมก็เช็กถามหลายๆ คนว่ามันจะมีประโยชน์ไหม หลายคนก็ตอบว่า ‘เป็นสิ’ พอมีคนบอกว่าเป็นประโยชน์ เราก็เอา  ถามพระไพศาล ท่านก็บอกว่า ‘ถ้าทำได้ก็ดี มันก็อาจจะทำให้หลายๆ คนหันกลับมาตระหนักถึงคุณค่าของแม่น้ำ’

พูดถึงการทำงานด้านสิ่งแวดล้อม คุณคิดยังไงกับคำว่าแกนนำและแกนนอน

มันเป็นธรรมชาติครับ การทำงานก็มีทั้งสองอย่าง  สัตว์ป่ายังต้องมีจ่าฝูง ช้างก็ต้องมีจ่าฝูงในการนำพาเส้นทางหากิน นำไปสู่เส้นทางที่ปลอดภัย นำไปสู่แหล่งน้ำ แหล่งอาหาร  มนุษย์ก็เป็นสัตว์สังคม ต้องมีแนวร่วม แกนนำ แกนนอนอยู่แล้ว  แต่มันก็ต้องอยู่บนพื้นฐานของความเป็นมนุษย์ คือต้องมีจิตใจที่มีความเมตตากรุณา  คำว่าเมตตากรุณา ฟังดูแล้วอาจเป็นเรื่องธรรมดา แต่ว่าอยากจะให้กลับมาพูดคุยเรื่องนี้กันให้มากขึ้น เพราะว่าทุกวันนี้มันเริ่มหายากขึ้นทุกที  ถ้าเรามีความเมตตากรุณา เราจะเห็นชีวิตของสัตว์ในกรงน่าสงสาร จะคิดว่าไม่ควรเอาสัตว์มากักขังในกรง แต่ถ้าเราไม่มีจิตใจเมตตากรุณา เราก็จะคิดว่าอยากดูสัตว์ เด็กๆ อยากดูสัตว์แค่นั้น

เมื่อก่อน คุณอาจเคยชินกับบทบาท “ผู้นำ” ที่เห็นอะไรควรทำ ก็จะเข้าไปจัดการ  แต่ครั้งนี้เป็นการออกเดินทางในลักษณะแกนนอน  มีความเคยชินเดิมๆ โผล่ออกมาระหว่างทางบ้างไหม 

มีๆ ผมเองก็พลั้งเผลออยู่บ่อยๆ แต่ก็พยายามที่จะรู้ตัว พอรู้ตัวก็ถอย ตอนหลังก็ให้โอ๋กับเต้ง (อาสาสมัครเดินธรรมยาตรา) เป็นทีมจัดการ ผมก็จะคอยฟัง เรามีเรื่องอะไรก็จะนำเข้าสู่กลุ่ม เช่น เราจะเดินไปถึงไหน หยุดวันไหน แล้วกลุ่มก็จะมีมติออกมา เราก็จะปฏิบัติตาม

ถ้าให้เลือกระหว่างเราออกนำ แล้วผลออกมาดี กับการที่ทุกคนเดินไปพร้อมๆ กัน แต่ผลอาจจะออกมาไม่ดีนัก คุณจะเลือกแบบไหน

โดยหลักการ การฟังเสียงส่วนใหญ่ การมีส่วนร่วม มันเป็นเรื่องที่ดีอยู่แล้ว ถ้ามันจะผิดพลาดไปบ้าง ก็ต้องคอยปรับปรุงแก้ไขกันต่อไป ไม่ได้หมายความว่าเกิดการมีส่วนร่วมครั้งหนึ่ง แล้วผลออกมาไม่ดี เรากระโดดเข้าไปจัดการเอง เรายังตัดสินทันทีไม่ได้ เราก็ต้องลองผิดลองถูก ปรับปรุงแก้ไข

อีกอันที่ผมได้เรียนรู้ ก็คือ เราอย่าเพิ่งไปตัดสิน เห็นอะไร มองอะไร อย่าเพิ่งไปตัดสิน  บางทีไม่น่าเชื่อว่าคนที่สนับสนุนการเดินของเราจะเป็นคนขายขยะ เขาเอาเงินมาให้ 20 บาท เห็นด้วย อยากให้อนุรักษ์แม่น้ำ  ในขณะที่คนร่ำคนรวย ขับรถโฟร์วิล ติดฟิล์มหนาตึ๊บ เปิดแอร์เย็นฉ่ำ เขาไม่รู้หรอกว่าเราทำอะไรอยู่  ตอนที่ไปปัตตานี เราเดินผ่านสามร้อยยอด มีเด็กวัยรุ่นผู้หญิง ใส่กางเกงฟิตเปรี๊ยะเลยนะ ขี่มอเตอร์ไซค์ผ่านไปแล้วหันมามอง เห็นป้าย ‘สันติปัตตานี’ ก็ขี่รถกลับมา แล้วถามว่า ‘ให้ตังค์เอาเปล่า’ (หัวเราะ) ผมก็ตอบไปว่าอะไรจำไม่ได้แล้วนะ แต่ก็บอกเขาไปว่า ยินดีครับ เราก็เปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมให้เกิดความรัก ความเมตตา ความสงบสุขในภาคใต้ เขาก็ฟังนะ แล้วเขาก็พยายามจะล้วงเอาเงินออกมาให้ แล้วก็บ่นออกมาว่า ‘แบงค์ร้อยหายไปไหนวะ’ ก็หาไม่เจอ สุดท้ายก็รวบรวมแบงค์ 20 มาให้ 2-3 ใบ แล้วส่งให้  ตอนนั้นเขาก็ทำท่าทางหงุดหงิดที่หาแบงค์ร้อยไม่เจอ (หัวเราะ) ผมก็คิดในใจนะว่า กูก็ไม่รู้เหมือนกัน (หัวเราะ)

ผมพบว่าหลายครั้งเราก็ตัดสินใจอะไรทันทีไม่ได้ เราอย่าเพิ่งไปตัดสินอะไร รับรู้เฉยๆ

กับปัญหาสิ่งแวดล้อมในปัจจุบัน ถ้าต้องเลือกระหว่างแก้ที่คน แล้วโครงสร้างจะเปลี่ยน กับแก้ที่โครงสร้าง แล้วคนจะเปลี่ยนเอง คุณจะเลือกอะไร

ต้องแก้ที่คนครับ  มันก็คือการสร้างการเรียนรู้ที่คน แล้วคนก็จะไปพัฒนากลไก ปรับเปลี่ยนโครงสร้าง

ประทับใจอะไรในการเดิน “ธรรมยาตราณศรัทธาแห่งสายน้ำ”

ผมอาจจะจำอะไรไม่ได้ทั้งหมดนะ  ก็ประทับใจเพื่อนที่มาเดินด้วยกัน พวกเขามาด้วยความสมัครใจ มาด้วยความศรัทธาในสิ่งที่ร่วมกันทำ ไม่มีค่าจ้างเลยนะ เราต้องกินด้วยกัน นอนด้วยกัน เดินทางด้วยกัน มันเห็นอกเห็นใจกัน กระทบกระทั่งกัน มีเรื่องราวต่างๆ เกิดขึ้น มันก็เต็มไปด้วยความรัก ความเมตตา การให้อภัย ศรัทธามันเกิดขึ้นในกลุ่ม  ตรงนี้ผมเองก็สัมผัสได้ รับรู้ได้  บางคนตั้งใจจะมาเดินแค่ 1-2 วัน แต่พอมาเดินแล้วก็กลายเป็นว่าต้องอยู่ยาว (หัวเราะ)  เราก็ชื่นชม มีความประทับใจภายในกลุ่ม

ผมยกตัวอย่าง โอ๋  ผมก็เห็นอกเห็นใจเขานะ บ้านเขาอยู่อยุธยา มีลูกผู้หญิงเรียนอยู่ป.1 เขามีอาชีพเป็นนักจัดฝึกอบรมกับกลุ่มเพื่อนรับฟัง สามีเขาก็ทำหนังสือ สำนักพิมพ์ภูสายแดด  โอ๋ก็มาทำงานชิ้นนี้แบบทุ่มเท  อีกคนก็ เต้ง เราก็เพิ่งรู้จักกันเมื่อปีที่แล้วเอง เขาก็เป็นเด็กหนุ่มที่ยอมเหน็ดเหนื่อย มีความกระตือรือร้นที่จะรับใช้กลุ่ม ไม่น่าเชื่อเลยนะว่าคนสมัยนี้จะมีคนจิตใจอย่างเต้ง เขายังไงก็ได้ ไม่ด่า ไม่ว่า ไม่วิพากษ์วิจารณ์คนอื่นเลย

ส่วนความประทับใจกับชาวบ้าน พอเขารู้ว่าเราเดินทางไกลมากับสายน้ำ เขารู้ว่าวัตถุประสงค์การเดินของพวกเรา เขาก็อนุโมทนาสาธุ เขาให้กำลังใจ บางคนก็ให้กล้วย ให้น้ำ บริจาคเงิน  เงินที่ได้ระหว่างทางคิดว่าไม่ต่ำกว่า 30,000 - 40,000 บาท เป็นเงินที่ชาวบ้านคนเล็กคนน้อยให้ แบงค์ 20 กับแบงค์ 100 จะเยอะมากนะ เราไม่ได้เรี่ยไรด้วยนะ เราอยากมีส่วนร่วมก็ให้เงินมา

สิ่งมหัศจรรย์อีกอย่างหนึ่งก็คือว่า ตอนเดินธรรมยาตราไปปัตตานี เรามีงบประมาณของอาจารย์โคทมซื้อข้าวกิน รวมทั้งหน่วยงานที่รู้จักกันก็ทำข้าวหม้อ แกงหม้อมาให้  แต่การมาครั้งนี้ ผมกินข้าวที่เหลือจากการบิณฑบาตรทุกวัน หลักๆ เราก็กินมื้อเดียว มื้อเช้าเราไม่ได้กิน ส่วนมื้อเย็น ถ้าใครจะกินก็ต้องเก็บอาหารเหลือจากมื้อกลางวันไว้เอง  ช่วงแรกๆ ที่เดิน พระสงฆ์จะเยอะ อาหารจากการบิณฑบาตรก็จะเหลือเยอะ  แต่ตอนที่จะเริ่มเดินต่อวันที่ 15 จะเหลือพระอยู่แค่รูปเดียว อันนี้ก็เป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่พวกเรามีชีวิตอยู่ได้ด้วยความศรัทธาของคนที่มีต่อวัด ต่อศาสนา

ได้เรียนรู้อะไรจากการเดินในครั้งนี้

ผมว่าในสภาวะปัจจุบัน การใช้ชีวิตมันจะส่งเสริมให้หาความสุขในเชิงปัจเจกกันมาก  สิ่งที่เราอยากจะให้ทบทวนก็คือ ถ้าเราจะสุข เราก็ต้องสุขร่วมกัน ถ้าจะทุกข์ ก็ต้องทุกข์ร่วมกัน บนฐานทรัพยากรเดียวกัน  ถ้าเราจะมีน้ำ เราก็ต้องมีเหมือนกัน ไม่ใช่ว่าใครมีเงินก็มากักตุนน้ำไว้ เกิดเป็นความเลื่อมล้ำทางสังคม จนทำให้ในอนาคต คนยากคนจนก็อาจจะเข้าไม่ถึงน้ำ เพราะว่ามันจะเกิดสัมปทาน การกักตุน  ก็อยากให้มามองว่าในที่สุดเราจะต้องอยู่กับธรรมชาติ อยู่ร่วมกัน  มีคำพูดของหลวงปู่ติช นัท ฮันห์ ที่ว่า ‘การอยู่ร่วมกัน คือหนทาง’ผมเห็นด้วยมากๆ กับคำของหลวงปู่ และผมเองก็คิดเรื่องนี้ระหว่างเดิน  การเดินมันเป็นอะไรที่คิดได้สารพัด เพราะมันเดินทุกวัน วันหนึ่งเกือบ 10 ชั่วโมง

กลับไปจากการเดินธรรมยาตราจะไปทำอะไรต่อ

ก็ยังไม่แน่ใจ  จริงๆ แล้วผมอยากเขียนหนังสือนะ แต่ยังเขียนไม่เป็น ก็อาจจะใช้วิธีเล่า แล้วหาใครมาช่วยเรียบเรียง  ส่วนงานด้านสิ่งแวดล้อม ถ้ามีโอกาสก็อาจจะเขียนโครงการหาเงินมาทำงานเกี่ยวกับสายน้ำแม่ปิง เจ้าพระยา มาทำงานเรื่องเด็กกับสายน้ำ หรือมาทำงานกับพระ ผมเองก็สนใจเรื่องเขตอภัยทานหน้าวัด อนุรักษ์พันธุ์ปลา อนุรักษ์ต้นไม้ใหญ่สองข้างทาง ต้องดูก่อนว่าผมจะหาเงินได้มากน้อยแค่ไหน

มีอะไรจะฝากถึงคนทุกๆ สาขาอาชีพเลยไหม

ก็อยากให้นึกถึงผู้อื่น คิดที่จะอยู่ร่วมกับผู้อื่น แต่ผู้อื่นในที่นี้หมายถึงธรรมชาติด้วยนะครับ ดิน น้ำ ป่า สัตว์ป่า ต้นไม้ใบหญ้า และผู้คนอีกมากมาย  เราต้องอย่าคิดที่จะเอาตัวเองให้อยู่รอดอย่างเดียว ถ้าเรารักษาธรรมชาติ ธรรมชาติก็จะรักษาเรา

Share this

 

creative-commonsแสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน 3.0 ประเทศไทย
พัฒนาเว็บไซต์โดย โอเพ่นดรีม